บทที่ 10 ความเปลี่ยนแปลง
“วันนี้ก็ไปตกปลามาอีกอย่างนั้นหรือ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก เ้ายิ่งเป็คนแพ้อากาศเย็น"
ตลอดหกวันมานี้ เฉินจื่อรั่วมักเห็นบุตรชายตัวเปียกโชกกลับมาทุกครั้ง และเห็นมันมักได้ปลาตัวใหญ่กลับมาจึงเข้าใจว่ามันใช้เวลาว่างในแต่ละวันกับการตกปลาที่ลำธารท้ายเมือง
แต่แท้จริงการตกปลาเป็เพียงสิ่งบังหน้า การฝึกฝนตนเองของเฉินซือหยางมันไม่้าเปิดเผยให้ใครรู้ มันฝึกหนักในตอนกลางวันและตอนเย็นมันจะกลับมาพร้อมปลาเพื่อให้มารดาไม่ต้องคอยเป็ห่วง ตกกลางคืนมันจะลอบออกไปฝึกพลังทางร่างกายอย่างขมักเขม้นอีกรอบ ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝึกแบกก้อนหินโดยเพิ่มระดับน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ ใต้ธารน้ำตกที่โถมกระหน่ำ หินสามร้อยชั่งถูกเพิ่มขนาดเป็ห้าร้อยชั่ง ตอนนี้นับเป็ขีดจำกัดสูงสุดของชายหนุ่มแล้ว
ฝึกหนักมานาน พรุ่งนี้ได้รับการนัดหมายจากบิดา วันนี้เมื่อกลับบ้านมันจึงมิได้ลอบออกไปฝึกในยามค่ำคืนดั่งเช่นทุกวัน สิ่งที่บิดานัดหมายแน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับคำขอสามประการของมัน ถึงเวลาที่จะไปทวงสัญญาการเกี่ยวดองกับกระกูลฉินแล้ว
“พรุ่งนี้เป็วันสำคัญของเ้า เดี๋ยวแม่จะช่วยบำรุงและขัดผิวหน้าให้ เ้าลำบากมามาก ถูกส่งให้ไปทำงานหนักหลายที่ ไม่มีโอกาสได้รับการบำรุงที่ดีเลย"
กล่าวไปพลางเฉินจื่อรั่วก็จูงมือของบุตรชายไปพลาง นางส่งปลาให้หญิงรับใช้และสั่งให้ไปเตรียมอ่างอาบน้ำไว้ หญิงรับใช้ตระกูลเฉินนางนี้ต่อหน้ามิอาจไม่นอบน้อม แต่พอนางรับปลามาและออกไปจากห้องก็แสดงสีหน้าดูแคลนบุรุษหนุ่ม พลางเหวี่ยงปลาในมือทิ้งไปอย่างไม่ใยดี นางพึมพำพร้อมปัดมืออย่างนึกรังเกียจ
“เสนียดจะตกแก่ข้าหรือไม่ โชคไม่ดีจริงๆ ที่ได้มารับใช้อยู่เรือนพำนักของขยะแห่งตระกูล ตัวตนที่เต็มไปด้วยคำสาปเช่นนี้ใครเข้าใกล้ย่อมจะพลอยซวย"
ั้แ่ผ่านเหตุการณ์เป็ตายหลายครั้งหลายครา เฉินซือหยางก็คล้ายจะหูดีขึ้นมาก เสียงที่ผู้อื่นไม่ได้ยินมันเริ่มจะได้ยิน เช่นนั้นมันจึงได้ยินวาจาที่ราวกับเสียงแมลงหวี่ของหญิงรับใช้นางนั้นอย่างเด่นชัด ในที่นี้ก็มีจินเยว่อีกผู้ที่ได้ยิน นางจึงถ่ายทอดกระแสเสียงออกมา
“คนในตระกูลนี้ดูจะรักเ้าเสียจริงๆ"
เฉินซือหยางมิได้มีอารมณ์อ่อนไหวหรือนึกน้อยใจเหมือนในอดีตที่ผ่านมา รอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายฉีกขึ้นน้อยๆ จากปากของชายหนุ่ม เสมอมาแม้แต่คนรับใช้ก็มิได้เกรงใจหรือเกรงกลัวมันทั้งที่เป็นายน้อยคนโตของตระกูล พอสบโอกาสคนเ่าั้ก็จะกลั่นแกล้งมันด้วยซ้ำ เพราะความกลัวั้แ่เด็กจนโตมันจึงยอมรับในสิ่งที่ถูกกลั่นแกล้ง พร้อมเก็บงำไว้เสมอไปเคยเปิดปากออกมา และเพราะเป็เช่นนี้เหล่าผู้รับใช้ของตระกูลจึงไม่รู้สึกที่จะเกรงกลัวมัน อีกทั้งคนเ่าั้ยังถูกถือหางจากนายหญิงตึกเล็ก พวกมันจึงยิ่งได้ใจ
“เช่นนี้ข้าจึงสมควรจะมอบความรักคืนกลับแก่พวกมันบ้าง"
เสียงพึมพำราวเสียงแมลงหวี่ฟังมิได้ศัพท์ มารดามันจึงกล่าวถาม
“เ้าพูดกับแม่หรือไม่”
“ข้าไม่ได้พูดอะไร”
หนึ่งมารดาหนึ่งบุตรสนทนากันอยู่ครู่ใหญ่ ค่อยมีเสียงของหญิงรับใช้ดังขึ้นที่ห้อง
“อ่างน้ำได้ถูกเตรียมเสร็จแล้วเ้าค่ะ”
เฉินจื่อรั่วจึงกล่าวกับบุตรชาย
“เ้าไปแช่น้ำรอเถิด เดี๋ยวแม่ไปเตรียมของบำรุงผิวให้"
“ทราบแล้ว"
เฉินซือหยางเดินตามหญิงรับใช้นางนั้นไปที่โรงอาบน้ำ หญิงรับใช้นางนี้อายุประมาณยี่สิบห้าย่างยี่สิบหกปี เป็่วัยเจริญพันธุ์ของหญิงสาวอย่างเต็มที่ รูปร่างทรวดทรงจึงดูเข้าที่เข้าทางไม่น้อย หน้าตาของนางก็ดูจิ้มลิ้มน่ารัก เป็หญิงสาวที่เรียกได้ว่าน่าชมมอง เพียงแต่พฤติกรรมที่นางกระทำต่อชายหนุ่มตลอดมา นับว่าตรงกันข้ามกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิง
“เชิญนายน้อยลงไปแช่น้ำรอ ข้าเตรียมน้ำที่มีอุณหภูมิเหมาะสมแก่ท่านแล้ว”
เฉินซือหยางเดินไปหยุดหน้าอ่างน้ำที่ทำจากไม้ขนาดเท่าคนสามคนลงไปได้ มันค่อยๆ คลี่ชุดคลุมออก ส่วนด้านหลังก็เป็หญิงรับใช้ที่แสดงสีหน้ากลั้วหัวเราะชอบใจ นางมองตัวตนเบื้องหน้าราวกับขยะชิ้นหนึ่ง พลางคิดในใจว่า
“ให้มารดาต้มเ้าซักที เ้าขยะเอ้ย"
เฉินซือหยางรู้ว่าสตรีนางนี้มีจุดประสงค์ใด เพราะั้แ่ยังเล็กมันถูกนางและพรรคพวกของนางแอบกลั่นแกล้งอยู่สารพัด ชายหนุ่มจึงยังไม่ลงไปในอ่างน้ำ มันเพียงชี้นิ้วออกไปที่ตรงขอบอ่าง
“เ้าลืมสิ่งของไว้หรือไม่”
หญิงรับใช้นางนั้นก็รีบลูบคลำร่างกาย ก่อนเดินไปดูบริเวณขอบอ่างไม้ แล้วจังหวะนั้นเฉินซือหยางก็แสร้งทำทีเป็สะดุดขาตนเองจนร่างเซถลากระแทกนางตกลงภายในอ่างแทน
หญิงรับใช้นางนั้นถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความแสบร้อน เพราะน้ำในอ่างร้อนลวกเป็อย่างมาก นางต้มน้ำร้อนมาเติมในอ่าง โดยผสมน้ำเย็นลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สมัยก่อนเคยกลั่นแกล้งชายหนุ่มจนได้ใจ เห็นว่าชายหนุ่มไม่ตอบโต้อะไรและยอมรับความเ็ปก็เกิดความเคยชิน มาวันนี้นางได้ลิ้มรสการกลั่นแกล้งด้วยตนเองแล้ว
“เป็อะไร”
เฉินจื่อรั่วที่ตามมาภายหลังรีบเข้ามาดูอย่างรวดเร็ว เฉินซือหยางจึงรีบกล่าวว่า
“นางแค่สะดุดและตกลงในอ่าง… มาเดี๋ยวข้าจะช่วย”
แล้วมันก็ยื่นมือออกไป หญิงรับใช้นางนั้นเพราะความร้อนจึงคว้ามือออกโดยไม่สนว่ามือคู่นั้นจะเป็ของตัวตนที่นางมองว่าเป็ขยะหรือไม่ แต่เมื่อคว้าจับ ชายหนุ่มก็แสร้งทิ้งตัวตกลงไปในอ่างพร้อมนางด้วย หญิงรับใช้นางนั้นนอกจากจะร้อนลวกแล้ว จะดีดตัวลุกขึ้นก็ยังทำไม่ได้ เพราะนางถูกมือของเฉินซือหยางเหนี่ยวไว้ อีกทั้งชายหนุ่มยังซุกซนแกล้งััไปทั่วร่างของนาง
“ท่าน!”
เห็นสีหน้าเ็ปทรมานของหญิงรับใช้อยู่พักใหญ่ รอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้สตรีนางนั้นต้องขนลุกชู่ก็เผยออก เสมอมานางกลั่นแกล้งขยะตนนี้ได้ตลอด ทว่าแววตาที่เคยอ่อนแอไม่สู้คนคู่นั้นกลับหายไปแล้ว มีแต่ั์ตาที่ดูอำมหิตจนนางบังเกิดความหวาดหวั่นและมิกล้าแม้แต่จะสบสายตา นางทั้งแสบร้อนและรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างมิอาจหักห้าม พยายามหนีก็มิอาจหนี ราวกับเงามัจจุราชที่คร่ากุมอยู่บนร่างของนางมิอาจจะสลัดหลุดก็ปาน
หญิงรับใช้นางนั้นกว่าจะขึ้นมาจากอ่างน้ำได้ผิวของนางก็ปรากฏสีแดงก่ำมีไอน้ำระเหยออกมา นางอยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก รีบวิ่งตะบึงออกจากโรงอาบน้ำอย่างรวดเร็ว เฉินจื่อรั่วเห็นผิวกายและอากัปกิริยาของหญิงรับใช้นางนั้น ก็ลองเอามือจุ่มลงไปภายในอ่าง
“โอ๊ย… น้ำร้อนเช่นนี้จะอาบได้อย่างไร ลูกแม่…เ้า"
ความร้อนเพียงเท่านี้กลับไม่มีผลต่อเฉินซือหยางแต่อย่างใด มันเพียงถอดชุดคลุมออก แล้วกล่าวว่า
“ข้าอาจจะชินชากับเื่เหล่านี้ไปเสียแล้ว”
คำกล่าวนี้ทำให้น้ำตาของเฉินจื่อรั่วผุดซึม
“อย่าบอกนะว่าแม้แต่เื่เช่นนี้เ้ายังต้องแบกรับ…โธ่ ลูกแม่ เหตุใดเ้าจึงต้องยอมแบกรับความเ็ปแต่เพียงผู้เดียวด้วย สิ่งใดที่เ้ารับไม่ได้ก็เพียงบอกมา หากมารดาช่วยไม่ได้ อย่างน้อยพวกเราก็เลือกที่จะมีชีวิตเป็ของตนเองได้ ขอเพียงเ้าพร้อมจะไป มารดาก็พร้อมจะไปด้วย เมื่อที่นี่ไม่มีใคร้าพวกเรา พวกเราก็ไปมีชีวิตที่สงบสุขสองแม่ลูกเถิด"
เฉินซือหยางมองแววตาที่ทุกข์เศร้าของมารดา
“ท่านแม่ ที่นี่คือที่ของท่าน หัวใจท่านก็อยู่ที่นี่ ข้าเ็ปเท่าไหร่ข้ายินยอมได้ แต่ข้ามิอาจยินยอมให้ท่านเ็ป ข้ารู้ว่าท่านมิอาจจากที่นี่ไปอย่างมีความสุขได้"
ด้วยความรักที่มีต่อเฉินจือหานผู้เป็สามี นั่นคือบ่วงพันธนาการที่เฉินจื่อรั่วยากจะสลัดหลุด แม้นางพาบุตรชายหนีจากที่นี่ แต่เมื่อต้องไปจากชายผู้เป็ที่รัก นางคงมิอาจทำใจให้มีความสุขได้จริงๆ เมื่อได้ฟังคำกล่าวของบุตรชาย นางยิ่งร่ำไห้ออกมา แท้จริงความเ็ปทั้งหมดที่ชายหนุ่มยอมแบกรับ นั่นเป็เพราะเพื่อความสุขของตนเองทั้งสิ้น
“ที่แท้ก็เป็แม่เองหรือนี่ที่เป็คนทำร้ายเ้า เป็แม่หรือนี่ที่พันธนาการเ้าไว้ในกรงทองที่เต็มไปด้วยหนามแหลม"
“ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย หากจะโทษใครซักคน คนๆ นั้นย่อมเป็คนที่คิดแต่จะพรากและทำลายความสุขของผู้อื่น”
กล่าวคำนี้ออกมา ั์ตาของชายหนุ่มก็ทอแววอันเจิดจ้าลึกล้ำ แล้วมันก็คิดในใจ
“ซึ่งข้ายอมคนเหล่านี้มามากพอแล้ว ซักวันต้องถึงคราวที่ข้าจะหาโอกาสเอาคืน ความสุขทั้งหมดต้องถึงคราวที่ข้าจะพรากจากพวกมันคืนกลับบ้าง!”
เฉินจื่อรั่วเช็ดคราบน้ำตา
“เอาเถอะ หากพรุ่งนี้พันธะสัญญาระหว่างตระกูลเฉินและฉินเป็ไปได้ด้วยดี แม่จะได้คลายใจและสงบใจได้เสียที เพราะนี่อาจเป็หนทางที่ดีที่สุดที่เ้าจะไปจากกรงทองแห่งนี้"
“เช่นนั้นท่านก็ควรเลิกร้องไห้ และช่วยขัดผิวหน้าให้ข้าได้แล้ว มิเช่นนั้นสตรีที่ไหนจะยอมแต่งงานด้วย"
“เ้าไปรู้จักกล่าววาจามาจากที่ใด"
เฉินซือหยางยิ้มอย่างผ่อนคลายออกมา ั์ตาพริ้มลง ส่วนปากพึมพำแ่เบา
“นับแต่ฝันตื่นนั้นปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าก็รู้สึกว่าตนรู้อะไรมากขึ้น"
เฉินจื่อรั่วได้ยินคำกล่าวประโยคสุดท้ายของบุตรชายไม่ชัด นางจึงมิได้ใส่ใจ เพียงตั้งใจใช้สมุนไพรและพืชบางชนิดมาขัดผิวหน้าและร่างกายให้บุตรชายเท่านั้น เฉินซือหยางด้วยเพราะเหนื่อยจากการฝึกฝนพลังลมปราณซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังทางกายภาพอย่างหนักหน่วงติดต่อกันหลายวัน พอได้แช่น้ำร้อนและได้รับการดูแลจากมารดา มันจึงหลับไป ส่วนเฉินจื่อรั่วที่ขัดผิวหน้าให้บุตรชายอยู่นั้น นางกลับพบเื่ที่แปลกประหลาด เสมอมาบุตรชายตนถูกส่งให้ออกไปทำงานหนักอยู่ตามที่ต่างๆ จึงมีผิวที่เสียจากการกรำแดดกรำฝนอยู่ไม่น้อย แต่วันนี้เพียงนางเช็ดคราบฝุ่นที่เปรอะเปื้อนบนใบหน้ามันออก นางกลับพบว่าผิวกายของบุตรชายดูเรียบเนียนผ่องใสราวกับิัของเด็กทารก ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาเป็ทุนเดิม จมูกสันงาม ริมฝีปากบาง ฟันเรียงชิด ดวงตาที่คมโต รับเข้ากับคิ้วเรียวยาวดูราวกับกระบี่ นับเป็บุรุษที่หน้าตาดีไม่เป็สองอยู่แล้ว พอมีผิวพรรณเช่นนี้อีก แม้แต่สตรีก็ยังอายหากมันได้แต่งองค์ทรงเครื่องให้ดีดั่งคุณชายตระกูลอื่นๆ
ประกอบกับร่างกายที่ดูมีความหนาแน่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เป็สัดส่วนอย่างเห็นได้ชัด ส่งเสริมรูปร่างของมันให้ดูองอาจแลภูมิฐานราวกับแม่ทัพนายทหารผู้หนึ่ง
“ลูกแม่รูปงามเพียงนี้ หากแม้นชะตาไม่อาภัพ ใยจะต้องได้ไปทวงขอสตรี เห็นคงจะมีแต่สตรีทั่วเมืองไผ่เขียวนี้ที่บุกมาหา"
กล่าวออกไปก็นึกสงสารบุตรชาย ไม่รู้มันไปทำเวรทำกรรมใดไว้ มีบิดาเป็อัจฉริยะ ส่วนมารดาเช่นนางก็นับว่าอยู่ระดับกลางๆ มิอ่อนด้อย แต่ไฉนบุตรชายถึงกลายเป็ผู้ไร้พลังจิติญญาไปได้
ขัดผิวให้บุตรชายไปก็นึกตัดพ้อโชคชะตาไป ล่วงเลยจนถึงยามอาหารมื้อค่ำที่ทานเสร็จ ทั้งสองจึงค่อยแยกจาก เฉินซือหยางกลับมาพักที่ห้องของตน พรุ่งนี้จักต้องไปทวงสัญญา แม้เป็เพียงหนึ่งในเื่ที่มัน้าปั่นประสาทและเอาคืนคนที่หวังร้ายกับมัน แต่มันก็อดรู้สึกที่จะตื่นเต้นขึ้นมามิได้ กับคุณหนูตระกูลฉิน ครั้งสุดท้ายที่พบกันก็คือเมื่อสิบปีก่อน มันและนางยังเด็กมาก นางเป็สตรีที่สวยงาม เก่งกาจ มากด้วยพร์ ผู้ใดก็ล้วนหมายตาั้แ่ยังเล็ก ทว่านางก็ไม่เคยชายตาแลผู้ใด และนางยังเย่อหยิ่งจนเข้าถึงตัวได้ยาก นับแต่นั้นมามันจึงไม่มีโอกาสได้พบนางแม้เพียงครั้ง มิรู้ว่าเด็กหญิงที่เย่อหยิ่งจะโตมางดงามเพียงไหน และนางจะเป็คนเช่นไร
เฉินซือหยางนอนมือก่ายหน้าผาก ปากก็พึมพำแ่เบา
“ความรู้สึกนี่มันอะไรกัน"
ด้านจินเยว่ได้พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“เสียงหัวใจของเ้ามันดังจนทำให้ข้าไม่มีสมาธิฟื้นฟูพลังแลร่างกายแล้ว"