บทที่ 103 เรื่องเล่า
มวลสายฟ้าแลบแปลบปราบไปมา พร้อมๆ กับปล่อยกลิ่นอายทำลายล้างออกมาอย่างท่วมท้น เหนือพื้นดินที่ชายหนุ่มยืนอยู่
ชายหนุ่มที่อยู่ด้านใต้สายฟ้าเหล่านั้นถึงกับเหงื่อตกเมื่อคิดว่าตัวเองต้องใช้สายฟ้าเหล่านี้ขัดเกลาร่างกายของตัวเองทั้งหมด โดยไม่สามารถตอบโต้อันใดได้เลย ตามที่เสียงของจิตวิญญาณดาบประจำตระกูลนั้นบอกกับชายหนุ่ม
แต่ถึงชายหนุ่มอยากจะโต้ตอบเวลานี้ชายหนุ่มก็ไร้พลังที่จะไปรับมือสายฟ้าเหล่านั้นแล้ว
ในตอนที่ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดอยู่นี้เอง ดาบประจำตระกูลของชายหนุ่มก็ลอยขึ้นมาเบื้องหน้าชายหนุ่ม พร้อมๆ กับมีเสียงดังก้องในหัวของชายหนุ่ม
“ข้าจะรับทัณฑ์สวรรค์ส่วนใหญ่ไว้เอง ส่วนที่เหลือเจ้าจงเอามาขัดเกลาร่างกายซะ”
สิ้นเสียงดาบประจำตระกูลได้ลอยขึ้นฟ้าเข้าหาทัณฑ์สวรรค์อย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจต่อมาสายฟ้าถึงเจ็ดส่วนได้ถาโถมเข้าใส่ดาบประจำตระกูลของชายหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง
ชายหนุ่มเองเวลานี้ก็ได้โคจรเทคนิคบ่มเพาะผลลัพธ์ยาหลอมมรรคของตนทันที ถึงแม้จะเป็นวิชามรรคระดับราชันย์ยุทธ์ก็ตามแต่นี่เป็นเทคนิคบ่มเพาะที่ดีที่สุดที่ชายหนุ่มมีแล้วพร้อมๆ กับใช้พลังธาตุทั้งห้ารักษาสมดุลร่างกายของตนเองไว้
ลมหายใจต่อมาสายฟ้าอีกสามส่วนก็ได้ถาโถมมายังชายหนุ่ม แม้จะเป็นเพียงสามส่วนแต่นั่นก็มากเกินพอสำหรับชายหนุ่มในตอนนี้แล้ว
ในตอนนี้บริเวณที่ชายหุ้มอยู่เต็มไปด้วยสายฟ้ามากมายนับไม่ถ้วนที่ถาโถมลงมาไม่หยุดหย่อนบดบังร่างของชายหนุ่มจนหายไปจากสายตาของทั้งสี่คน
ภายในทะเลสายฟ้าตอนนี้ดาบประจำตระกูลหลินกำลังดูดซับสายฟ้าอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันอันทรงพลังออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบด้านชายหนุ่มนั้นทัณฑ์สวรรค์นี้เป็นเหมือนยาบำรุงชั้นดีของดาบประจำตระกูลแต่เป็น ยาพิษสำหรับชายหนุ่ม
เพราะชายหนุ่มในตอนนี้นั้นร่างกายกำลังปริแตกและถูกทำลายจากสายฟ้าอย่างต่อเนื่องแม้จะใช้พลังธาตุเข้าช่วย แต่ชายหนุ่มก็รู้ตัวดีว่าคงจะอยู่ในสภาพนี้ได้ไม่นานนัก เพราะการกำจัดร่างจำแลงสัตว์เทพทั้งห้าจากทัณฑ์สวรรค์ก็กินพลังปราณและพลังสายเลือดไปจนเกือบหมดแล้ว
เป็นไปตามคาดไม่นานนักหลังจากนั้นร่างกายของชายหนุ่มก็ถูกทำลายจนถึงกระดูก และเมื่ออันตรายถึงชีวิตโอสถระดับสวรรค์ที่ชายหนุ่มกินไปก่อนหน้าก็ออกฤทธิ์ทันทีบวกกับพลังของธาตุทั้งห้าที่ช่วยรักษาสมดุลร่างของชายหนุ่มไว้ นั่นจึงทำให้ร่างกายของชายหนุ่มค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา
ทัณฑ์สวรรค์นี้กินเวลาถึงหนึ่งวันเต็มก่อนที่ ทัณฑ์สวรรค์จะค่อยๆ จางหายไป ปรากฏให้เห็นร่างของชายหนุ่มที่กำลังล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง และนั้นก็เป็นเวลาเดียวกันที่ดาบประจำตระกูลกลับเข้าไปในห้วงจิตของชายหนุ่ม
ทัณฑ์สวรรค์ของชายหนุ่มครั้งนี้ สร้างความตกอกตกใจให้กับเหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักขัดเกลาเป็นอย่างมาก แม้แต่จอมยุทธ์ที่อยู่ห่างไกลภายในมุกฟ้านิรันดร์แม้จะไม่เห็นแต่ก็สัมผัสถึงความน่ากลัวของทัณฑ์สวรรค์นี้ได้
ในตำหนักร้างแห่งหนึ่ง เหล่าจอมยุทธ์จากขุมอำนาจระดับหนึ่งกำลังสนทนาถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
“ทัณฑ์สวรรค์เมื่อคู่มันคืออันใดกัน เหตุใดถึงได้น่าสะพรึงถึงเพียงนี้”
“นั่นสิ เหล่าร่างจำแลงพวกนั้นมันอะไร นั่นคือสัตว์เทพทั้งห้าใช่หรือไม่เหตุใดร่างจำแลงสัตว์เทพถึงปรากฏขึ้นมาได้กัน แถมดูเหมือนจะแบ่งเป็นสองฝั่งอีกด้วย”
“ระ...หรือว่าทัณฑ์สวรรค์เมื่อครู่จะเกี่ยวกับเจ้าหมอนั่น ทายาทตระกูลหลิน”
“ตระกูลหลินงั้นรึ ข้าก็อยากจะประมือกับทายาทของตระกูลนั้นเช่นกันว่าจะเก่งกาจสมคำร่ำลือหรือไม่”
“เหอะถ้าตระกูลนั้นแข็งแกร่งจริงเหตุใดจึงล่มสลายไปล่ะ ข้านี่แหละจะเหยียบทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลินเอง”
“ข้าเองก็ไม่กลัวเจ้าคนตระกูลหลินนั่นเช่นกัน แต่ที่สำคัญไม่ว่าคนที่ตัดผ่านจะเป็นใครตอนนี้ก็มีผู้ตัดผ่านเป็นจ้าวดินแดนถึงสองคนแล้วและไอเจ้าคนแรกนั้นทัณฑ์สวรรค์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าคนที่สองนี้เลย”
“อย่างแรกพวกเราควรจะตัดผ่านเป็นจ้าวดินแดนให้ได้เสียก่อน ก่อนที่จะคิดไปโค่นใคร”
สิ้นประโยคนี้เหมือนเอาน้ำเย็นมาสาดทุกคนเมื่อครู่ คนเหล่านี้พวกเขาแต่ละคนนั้นต่างลืมความจริงข้อนี้ไป แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้เพราะพวกเขาเป็นศิษย์ผู้โดดเด่นในสำนักของพวกเขา แต่ทว่ากับถูกผู้อื่นตัดผ่านระดับแซงหน้าไปโดยเฉพาะคนที่สองที่พวกเขาสงสัยว่าจะเป็นทายาทตระกูลหลินเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าตระกูลหลินนั้นถูกทำลายไปแล้ว
ทายาทของพวกเขาที่ไร้ทรัพยากรใดๆ แถมพึ่งจะปรากฏตัวกลับนำหน้าพวกเขาที่เป็นจอมยุทธ์ในรุ่นเดียวกัน พวกเขาที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองนั้นยากจะยอมรับ จึงรู้สึกเป็นปรปักษ์ต่อชายหนุ่มไปโดยปริยาย
แต่นั่นก็เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น เหล่าจอมยุทธ์คนอื่นๆ ที่สำนักหรือตระกูลเบื้องหลังพวกเขามีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลินกลับอยากให้ผู้ที่ตัดผ่านทัณฑ์สวรรค์เมื่อครู่เป็นทายาทตระกูลหลิน เพราะพวกเขาถูกปลูกฝังมาอย่างดีว่าตระกูลหลินนั้นมีบุญคุณต่อสำนักหรือตระกูลของพวกเขาอย่างไร
ทว่านั่นก็เป็นเฉพาะขุมอำนาจระดับสองลงไปเท่านั้นที่คิดเช่นนั้น พวกที่เป็นขุมอำนาจระดับหนึ่งหากไม่สนใจก็ล้วนแต่มีความคิดเป็นปรปักษ์กับชายหนุ่มเสียส่วนใหญ่
โดยเฉพาะตอนนี้สองขุมอำนาจที่อยู่ไม่ไกลจากจุดทัณฑ์สวรรค์ของชายหนุ่มมากนัก มากพอที่จะเห็นการต่อสู้ของร่างจำแลงทั้งห้าของชายหนุ่มนั่นคือ สมาคมดับดาราและเผ่าสัตว์เทพ
“เฮอะ นี่ข้าถูกเจ้านั่นแซงงั้นรึ”
กู่ยงเอ่ยออกมาเบาๆ พร้อมๆ กับพลังปราณที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไอเจ้านั่นต้องเป็นทายาทของตระกูลหลินแน่นอน วิชาของเผ่าสัตว์เทพไม่ควรถูกใช้โดยมนุษย์พวกนั้น ข้าจะตัดผ่านและไปเด็ดหัวเจ้านั่นซะ”
ผู้ที่เอ่ยออกมานั้นไม่ใช่มนุษย์แต่คือมังกรฟ้าหนึ่งในห้าเผ่าสัตว์เทพ
และในตอนนี้เองในที่ที่ห่างไกลจากตำหนักขัดเกลาที่สอง ร่างเงาอันทรงพลังร่างหนึ่งก็ได้มุ่งตรงมายังทิศทางที่ตำหนักขัดเกลาที่สองตั้งอยู่
ภายในตำหนักขัดเกลาที่สอง หลังจากที่ทัณฑ์สวรรค์จบลงชายหนุ่มก็ไม่สามารถขยับร่างกายได้แม้แต่น้อย จึงถูกชายชราทั้งสามพาเข้ามาในตำหนักพร้อมกับช่วยรักษาร่างกายของชายหนุ่มทันที
หลังจากนั้นหนึ่งวันร่างกายของชายหนุ่มที่ถูกสามชายชรารวมถึงเหล่าจิตวิญญาณธาตุทั้งห้าช่วยรักษา ได้กลับมาสมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอีกครั้ง
ชายหนุ่มที่รับรู้ถึงสภาพร่างกายของตัวเองจึงคำนับไปให้ชายชราทั้งสามรวมถึงเหล่าจิตวิญญาณธาตุอย่างจริงใจ
“ขอบคุณผู้อาวุโสทุกท่าน ที่ช่วยรักษาข้าจนหายดีขอรับบุญคุณนี้ข้าจะไม่มีวันลืมขอรับ”
“เอาไว้เจ้าแข็งแกร่งกว่านี้พวกเราจะไปทวงบุญคุณแน่นอน”
เสียงของจิตวิญญาณธาตุอัคคีเอ่ยตอบชายหนุ่ม
สิ้นเสียงของเขาทุกคนต่างหันไปมองที่จิตวิญญาณธาตุอัคคีด้วยสายตาแปลกๆ
ภายในห้องโถงต่างเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่ ผู้อาวุโสหยินหยางจะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“เอาล่ะเจ้าหนูในเมื่อเจ้าตัดผ่านเป็นจ้าวดินแดนสำเร็จแล้ว เจ้าก็ควรจะรีบสร้างวิชามรรคโดยเร็วเพื่อจะได้บ่มเพาะในระดับนี้ได้และกลายเป็นจ้าวดินแดนอย่างเต็มตัว”
ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังประตูทำความเข้าใจมรรควิถี ทว่าเหมือนชายหนุ่มจะนึกอะไรขึ้นได้จึงหันกลับไปเอ่ยกับเหล่าชายชรา
ผู้อาวุโสขอรับข้าสงสัยมานานแล้ว เหตุใดพวกข้าจึงต้องสร้างวิชามรรคใหม่ด้วยล่ะขอรับ ทั้งๆ ที่จอมยุทธ์ส่วนใหญ่ก็อยู่กับสำนักที่มีประวัตยาวนาน สำนักพวกนั้นก็น่าจะมีวิชามรรคต่างๆ โดยเฉพาะพวกเทคนิคบ่มเพาะหรือวิชายุทธ์มากมายไม่ใช่รึขอรับ แต่เหตุใดจอมยุทธ์รุ่นใหม่ถึงยังต้องคิดสร้างวิชามรรคด้วยตนเองล่ะขอรับโดยเฉพาะเหล่าจอมยุทธ์จากขุมอำนาจใหญ่
เมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม คนทั้งกลุ่มก็เงียบไปครู่หนึ่งเหล่าจิตวิญญาณธาตุนั้นเหมือนจะไม่รู้เหตุผลเช่นกันทุกสายตาจึงจ้องมาที่ชายชราทั้งสาม
ในตอนนี้เองเสียงของอิ้งเยว่ ที่กำลังลอยอยู่ก็ดังขึ้น
“ต้องบอกเช่นไรดีล่ะ”
“ต้องย้อนกลับไปก่อนสงครามบรรพกาล ตอนนั้นเราจะเรียกมันว่ายุคแรกเริ่มพลังปราณในพิภพบูรพานั้นหนาแน่นเป็นอย่างมาก มากซะจนปัจจุบันเทียบไม่ติด เหล่าอัจฉริยะในยุคนั้นอายุเพียงสี่สิบห้าสิบปีก็บรรลุเป็นราชันย์ยุทธ์กันได้แล้ว หากเป็นอัจฉริยะของขุมอำนาจใหญ่ ราชันย์ยุทธ์อายุเพียงยี่สิบปีก็ยังเคยมีมาแล้ว”
“ทว่าอยู่ๆ พลังปราณของพิภพบูรพาก็เริ่มเบาบางลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การฝึกยุทธ์เป็นไปได้ยากยิ่ง ทำให้เหล่าอัจฉริยะบางคนต้องสิ้นอายุขัยตายไปเพราะไม่อาจตัดผ่านไประดับถัดไปได้ เหตุการณ์ที่ความหนาแน่นของพลังปราณลดลงอย่างต่อเนื่องกินเวลานับร้อยปี จนจอมยุทธ์รุ่นใหม่ต้องสิ้นอายุขัยตายไปอย่างมากมาย”
“สุดท้ายมีข่าวลือว่ามีจักรพรรดิเซียนผู้หนึ่งที่มีพลังมากพอจะออกไปนอกชั้นบรรยากาศได้บุกทะลวงขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศจนได้พบกับสาเหตุ”
เอ่ยถึงตรงนี้นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
“ต้องบอกก่อนว่าจักรพรรดิเซียนที่ ออกไปเหนือชั้นบรรยากาศได้นั้นในยุคสมัยนั้นจนถึงปัจจุบันก็มีเพียงคนผู้นั้นเท่านั้น”
“และสาเหตุที่เขาพบเจอนั้นคือเต๋าสวรรค์ของพิภพบูรพาถูกแทรกแซงจากเผ่าพันธุ์ภายนอก พวกมันได้ทำการแทรกแซงเต๋าสวรรค์และเริ่มดูดกลืนพลังปราณของเต๋าสวรรค์ส่วนใหญ่ไปพร้อมๆ กับลดทอนอัจฉริยะที่ยังไม่เติบโตของพิภพบูรพาไปในตัว”
เมื่อรู้ถึงสาเหตุ จักรพรรดิเซียนผู้นั้นได้ทำลายชั้นบรรยากาศส่วนหนึ่งเพื่อเปิดเป็นช่องทาง และระดมเหล่าจักรพรรดิเซียนของทุกมหาทวีปต่างๆ ให้ร่วมมือกัน ต่อต้านกับเผ่าพันธุ์นั้นจนในที่สุดเต๋าสวรรค์ของพิภพบูรพาก็หลุดจากการแทรกแซงของอีกฝ่าย แต่ยามนั้นพลังของเต๋าสวรรค์ก็เหลือไม่มากเท่าใดแล้ว เต๋าสวรรค์จึงได้ใช้พลังงานที่เหลือมอบพลังชีวิตให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีอายุยืนยาวขึ้น เพื่อที่จะได้ฝึกยุทธ์ในสภาพที่พลังปราณน้อยนิดนี้ได้
“แต่การต่อสู้ครั้งนั้นก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร มีเพียงแค่จักรพรรดิเซียนบางคนที่กลับออกมาและบอกเรื่องราวส่วนนี้ให้พวกเราฟัง และที่สำคัญปัจจุบันเต๋าสวรรค์ของเราก็ยังถูกแทรกแซงมากกว่าครึ่ง”
“และเมื่อเป็นเช่นนี้วิชามรรคต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนหน้าย่อมไม่สามารถทำให้เจ้าไปยังจุดสูงสุดหรือมากกว่าจุดที่มันเคยอยู่และสุดท้ายเราก็จะไม่ต่างจากนักโทษที่ไม่สามารถออกไปจากพิภพนี้ได้ เพราะวิชามรรคเหล่านั้นสร้างมาจากเต๋าสวรรค์กฎสวรรค์ในตอนนั้นซึ่งแตกต่างจากเต๋าสวรรค์และกฎสวรรค์ในตอนนี้เป็นอย่างมากทำให้วิชามรรคดั้งเดิมไม่สามารถทำลายข้อผูกมัดและกฏสวรรค์ของที่นี่ได้”
แต่หากสร้างวิชามรรคขึ้นมาใหม่ย่อมมีกฎสวรรค์และเต๋าสวรรค์ในปัจจุบันและมีโอกาสที่จะอยู่เหนือกว่าเต๋าสวรรค์นี้ได้ แต่นั่นก็มีโอกาสน้อยมากที่จะทำสำเร็จ ทว่าก็ยังมีโอกาสมากกว่าที่จะฝึกฝนวิชามรรคดั้งเดิมละนะ
ดังนั้นเหล่าอัจฉริยะไม่ว่าจากขุมอำนาจใดย่อมที่จะเลือกสร้างวิชามรรคของตนเองตั้งแต่ระดับราชันย์ยุทธ์ขึ้นไปมากกว่าฝึกวิชามรรคเดิมจากขุมอำนาจของตน
สิ้นเสียงของอิ้งเยว่ ชายหนุ่มและเหล่าจิตวิญญาณธาตุทั้งห้าต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio