“กลับกันเถอะ!”
ยายทวดหาว จากนั้นสาวน้อยในเสื้อคลุมสีเขียวก็เข้ามาประคองยายทวดเดินออกไป
หนิงเยี่ยนได้เงินคืนแล้ว เธอหยิบขวานเปื้อนเืแล้วเดินออกจากบริเวณบ้านตระกูลหนิงไป จากนั้นเธอหยุดยืนที่ถนนชั่วครู่ แล้วหันไปมองเสี่ยวหลี่ชื่อ พลิกขวานในมือขึ้นมา ส่งสายตาที่เคร่งขรึมและหันคมขวานที่ยังมีเืของหมาตัวนั้นติดอยู่ไปให้ ภายใต้แสงจันทร์ยามราตรี มันทำให้ภาพตรงหน้าน่ากลัวสุด ๆ
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันชั่วร้ายของหนิงเยี่ยนและขวานเปื้อนเืในมือ เสี่ยวหลื่ชื่อหน้าซีดเผือด เกือบจะเป็ลมล้มลงกับพื้น ยังดีที่หนิงฮวนทำใจกล้าเข้ามาประคองเธอลุกขึ้น
หนิงเยี่ยนผุดยิ้ม แล้วจึงหมุนตัวเดินตรงกลับบ้านฟางที่ตีนเขาของเธอ
หลังจากกลับถึงบ้าน หนิงเยี่ยนก็เอาขวานเปื้อนเืไปเก็บไว้อย่างดี แล้วจึงเดินออกไปยังบ้านของจางเถี่ยจู้เพื่อไปรับเ้าหนูน้อยกลับบ้าน
สองแม่ลูกกลับมานั่งในบ้านฟางของตน แล้วจ้องหน้ากัน
“แม่..ยายกลับไปแล้วจริง ๆ เหรอ?”
“อื้อ กลับไปแล้วล่ะ”
ไม่ว่าจะหนิงเยี่ยนหรือเ้าหนูโหย่วหยู ต่างก็ไม่มีใครชอบสวีชื่อทั้งนั้น
....................
ณ บ้านตระกูลหนิง
หลังจากย่าทวดกลับไปแล้ว เหล่าหญิงตะกละก็ฉวยโอกาสยามที่ยายแก่ต้าหลี่ชื่อสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เตะร่างของหมาที่ตายบนพื้นออกไปจากบริเวณบ้าน
กลางดึกคืนนั้นเอง เกือบทั้งหมู่บ้านก็ปกคลุมไปด้วยกลิ่นหอม ๆ ของเนื้อสุนัข
ยายแก่ต้าหลี่ชื่อเกือบหักคอสวีชื่อตาย
“อินังโง่ ใครสั่งใครสอนให้ไปขโมยเงิน ปีกกล้าขาแข็ง อินังตัวซวยเอ๊ย! หมาตัวนั้นน้องสะใภ้เ้าไปยืมมาจากบ้านแม่ หมาตายไปแล้ว งั้นเ้าคิดเอาแล้วกันว่าจะหาเงินไปคืนเขายังไง”
หัวของสวีชื่อตื้อไปหมด ่2-3ปีมานี้ เงินมีเท่าไหร่แม่ก็เอาไปหมด ตอนนี้เธอไม่มีเงินอยู่กับตัวเลยแม้แต่ตำลึงเดียว
“มะ....แม่ แม่ แม่ ข้าไม่มีเงิน”
“ไม่มีก็ไปขออินังไร้ประโยชน์ที่เ้าคลอดออกมาสิ อินังนั่นน่ะมีเงิน นางยังจะส่งไอ้เด็กเวรนั่นไปเรียนหนังสืออยู่เลย”
“อะไรนะ....”
สวีชื่อทำตาโต พลางร้องขึ้นเสียงสูง
“จะให้ไอ้เด็กเวรนั่นเรียน อินังนั่นโดนลาเตะหัวเอาหรือไง? เพี้ยน!”
ตาเฒ่าหนิงที่กำลังปิดตาสูบกล้องเกือบขวัญกระเจิงเพราะเสียงร้องของสวีชื่อ เขาโยนกล้องยาสูบในมือไปทางสวีชื่อ เอามือกุมที่ลำคอของตัวเองแล้วไอออกมาอย่างหนัก ยายแก่ต้าหลี่ชื่อรีบพาขาแก่ ๆ ของตนลุกขึ้นไปรินน้ำร้อนมา 1 แก้วแล้วส่งให้ตาเฒ่าหนิง ใบยาสูบที่ถูกเผาจนร้อนกระเด็นไปโดนร่างสวีชื่อจนเธอเกิดาแ
เดิมทีบนข้อมือก็มีแผลอยู่แล้ว ตอนนี้ได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก ในใจสวีชื่อเต็มไปด้วยความเ็ปและอึดอัด ่นี้ชีวิตของเธอสับสนอลหม่านไปหมด
เธออึดอัดจนอยากจะระบายมันออกไปให้ใครสักคนฟัง แต่พอเงยหน้าไปสบเข้ากับสายตาทะมึน ๆ ของยายแก่ต้าหลี่ชื่อแล้ว สวีชื่อก็ไม่อยากจะระบายอะไรออกมา ก้มหน้าก้มตาลงดังเดิม ไม่พูดไม่จา
นั่งฟังยายแก่ต้าหลี่ชื่อพ่นประโยคด่าคนออกมาอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งไม่กล้าระบายความในใจ ได้แต่นั่งก้มหน้า จนยายแก่หยุดด่า เธอจึงลากร่างกายล้า ๆ ของตัวเองไปที่ห้องครัว
เดิมทีเงินที่เอามาจากบ้านฟางของหนิงเยี่ยน คิดไว้ว่าจะเอามาจ้างเสี่ยวหลี่ชื่อทำงานในครัว แต่ตอนนี้เงินก็ไม่มีแล้ว อาหารที่เสี่ยวหลี่ชื่อทำรสชาติก็กลืนแทบไม่ลง
ยังดีที่ยายแก่รู้ว่าเธอกำลังอ่อนแอ จึงให้รับผิดชอบแค่งานในครัว ไม่ต้องไปทำความสะอาดบ้านและเลี้ยงหมู ไม่อย่างนั้นเธอคงได้ตายไปจริง ๆ
สวีชื่อกลับมามีแรงทำงานอีกครั้ง
เจ็บแต่ไม่จำ นี่ล่ะสวีชื่อ
......
......
หนิงเยี่ยนกลับมาจากบ้านของจางเถี่ยจู้ ในมือมีมีดเล่มหนึ่งที่เหมาะกับเ้าหนูหนิงโหย่วหยู พอเก็บของในบ้านดีแล้วเธอก็ล็อกประตู และพาเ้าหนูน้อยขึ้นูเาไป
ในฤดูร้อนสัตว์ป่าบนูเาจะมีเยอะกว่าฤดูอื่น ๆ ครั้งนี้ขึ้นไปแน่นอนว่าต้องได้อะไรติดมือกลับมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเ้าหนูน้อยกำลังจะ 5 ขวบแล้ว ถึงเวลาต้องเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในป่า เพราะชีวิตหลังจากนี้ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็ไปแบบไหน
อย่างไรต้องมีวันที่เ้าเด็กน้อยออกเดินทาง มิหนำซ้ำยุคนี้ไม่ได้มีเครื่องบินหรือรถไฟ ต้องพึ่งพาอาศัยสองขาของตน เมื่อออกจากบ้านต้องหัดนอนกลางดินกินกลางทราย
หนิงเยี่ยนจึงอาศัยโอกาสนี้ล่ะสอนให้เ้าหนูน้อยรู้จักทักษะที่จำเป็เมื่อต้องใช้ชีวิตในป่า ไม่อย่างนั้นถึงเวลาที่ต้องใช้ขึ้นมา จะสายเกินไป
พอถึงส่วนลึกของูเา ก็เป็เวลาเที่ยงแล้ว ่เวลานี้เป็เวลาที่แดดแรงที่สุดของวัน เ้าหนูน้อยหนิงโหย่วหยูปากแห้งจนแตกเพราะความร้อน หนิงเยี่ยนเห็นดังนั้นจึงหามุมดี ๆ ที่มีร่มไม้ปกคลุมค่อนข้างเย็นเพื่อหยุดพัก
ฤดูร้อน ต้นไม้บนูเาสูงและใหญ่ขึ้นมาก ในป่ามีเสียงของใบไม้ที่พัดไหวไปตามแรงลม สองแม่ลูกที่นั่งพักใต้ต้นไม้รู้สึกได้ถึงสายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านไป
เ้าหนูน้อยโหย่วหยูเอาหินไฟออกมาก่อไฟก่อนที่หนิงเยี่ยนจะสั่งเสียอีก หนิงเยี่ยนอ้าปากจะพูด แต่พอเห็นท่าทางที่ขะมักเขม้นของเ้าหนูน้อยจึงไม่ได้สั่งให้เขาหยุด
ขณะที่เ้าหนูโหย่วหยูกำลังต้มน้ำ หนิงเยี่ยนแอบลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ ไปหยุดที่หน้าต้นไม้ครู่หนึ่งแล้วจึงปีนขึ้นไป
บนต้นไม้มีมดแดง 2-3 ตัวกำลังไต่อยู่ แล้วยังมีหนอนตัวสีเขียวที่พ่นไยได้ หนอนตัวนี้พ่นไยได้แต่ว่าไม่ใช่ตัวไหม ไยของเ้าตัวนี้แค่ดึงก็ขาดไม่ได้มีประโยชน์อะไร หนิงเยี่ยนละสายตาออกจากหนอน แล้วมองออกไปไกลจากจุดที่อยู่ พอไม่มีกล้องส่องทางไกล ทำให้จุดที่เธอมองไปได้นั้นจำกัด
แต่ในระยะที่สายตามองได้จำกัด หนิงเยี่ยนก็เหลือบไปเห็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ หนิงเยี่ยนไถลตัวลงมาจากต้นไม้ พอถึงพื้น เท้าของหนิงเยี่ยนก็ััเข้ากับวัตถุลื่น ๆ นิ่ม ๆ หนิงเยี่ยนค่อย ๆ ยกเท้าขึ้นมาดู อุจจาระสดใหม่ปรากฏต่อสายตาของเธอ ......
“ขี้อะไรเนี่ย ขี้นำโชคหรือเปล่า?”
หนิงเยี่ยนหายใจออก แล้วก้มลงสังเกตก้อนอุจจาระที่อยู่ใต้เท้า อุจจาระก้อนนี้เป็สีดำแล้วยังเปียกแฉะอยู่ ต้นไม้แถวนี้ก็มีรอยขีดข่วนบนเปลือกไม้ นี่มัน...ขี้หมีดำชัด ๆ
รอยขีดข่วนบนเปลือกไม้คือเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่าที่นี่เป็อาณาเขตของเ้าหมีดำ ที่นี่ไม่ปลอดภัย!
หนิงเยี่ยนจับดูมีดสามเหลี่ยมที่เธอผูกติดไว้กับน่อง แล้วมองมีดตัดฟืนที่อยู่บนเอว และกริชที่อยู่บนข้อมือ จึงคลายอารมณ์ลงได้เล็กน้อย พอสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่เห็นอุจจาระกองอื่นของหมีดำ หนิงเยี่ยนไม่พูดอะไร เธอตั้งสติแล้วเด็ดเอาผักป่าจากบริเวณใกล้ ๆ มาทำอาหารกลางวัน
หลังจากกินเสร็จเธอก็ดับไฟ แล้วรีบพาเ้าหนูน้อยหนีออกมาจากจุดที่เคยอยู่
“แม่ พวกเราจะไปไหนกัน?”
“ไปล่าสัตว์”
“.......”
หนิงโหย่วหยูก็อยากถามอยู่หรอกว่าจะไปล่าอะไรกัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจอตัวอะไรก็ล่าตัวนั้นแหละ
หนิงโหย่วหยูที่ถูกแม่ลากพยายามเดินตามให้ทันอย่างสุดกำลัง ทั้งสองเดินไปถึงยอดเขาเตี้ย ๆ แห่งหนึ่ง หนิงเยี่ยนนอนคว่ำลง เ้าหนูน้อยจึงทำตาม
“ข้างหน้ามีอะไรบางอย่าง เ้าลองฟังดูให้ดี”
หนิงเยี่ยนพูดขณะที่หูยังแนบอยู่กับพื้น เสียงฝีเท้าของอะไรบางอย่างเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ฟังอยู่ครู่หนึ่ง หนิงเยี่ยนก็ย่นคิ้ว ขี้นำโชคจริง ๆ ข้างหน้ามีเสียงฝีเท้า แต่ฟังดูเหมือนจะมาเป็กลุ่ม แล้วจังหวะฝีเท้าแบบนี้ นี่มันม้าที่ได้รับการฝึก!
“รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ”
เธอว่าพลางมองขาสั้น ๆ ของเ้าหนูน้อย หนิงเยี่ยนจึงแบกเ้าหนูน้อยขึ้นหลัง ตรงไปยังที่ที่เจออุจจาระของหมีดำ
เห็นใบหน้าที่ระมัดระวังและตั้งใจของแม่ เ้าหนูน้อยแทบกลั้นหายใจเพราะกลัวว่าจะไปรบกวนแม่
หนิงเยี่ยนเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเท้าของเธอก็ััเข้ากับวัตถุแข็ง ๆ บางอย่าง ขณะเดียวกันยังมีเสียงร้องดังตามขึ้นมาด้วย
“มีคนเหรอ แม่?”
หนิงเยี่ยนไม่หยุดฝีเท้า เธอวิ่งต่อไป
“แม่ เมื่อกี้ท่านเหยียบคน”
เ้าหนูน้อยที่อยู่บนหลังถึงแม้จะไม่เห็นแต่ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ยิน
เ้าหนูตบบ่าแม่ แล้วพูดต่อไม่หยุด
หนิงเยี่ยน....
หนิงเยี่ยนหยุดฝีเท้าลง ตอนแรกว่าจะแกล้งทำเป็ไม่เห็น แต่ตามสถานการณ์ตอนนี้ หากไม่กลับไปดู กลัวว่าลูกจะจำเอาไปแล้วกลายเป็เด็กไม่ดี
เห็นคนกำลังจะตายทำไมไม่ช่วย ถ้าลูกถามเธอเองคงไม่รู้จะอธิบายยังไง
..................