หยาง อู๋เสินหลังจากออกจากตระกูลหยางมาก็เปลี่ยนชื่อแซ่เป็นหยางคุน (ดวงอาทิตย์ที่สว่างไสว) อาศัยอยู่เรือนหลังตำหนักของอวี้หลัน ทั้งวิ่งเต้นสร้างกิจการใหม่ของตนด้วยเงินเก็บส่วนตัวของเขาและเงินที่หยิบยืมอวี้หลันมา
หยางคุนออกไปแต่เช้ามืดกลับมามืดค่ำทุกวันจนสามารถเปิดสำนักคุ้มกันเฟยหลงมาได้เกือบหนึ่งเดือนทั้งยังคิดเปิดเรือนร้องรำใหม่ขึ้น ฮ่องเต้ที่มาหาบุตรีที่ตำหนักเหยียนหลงนี้อยู่เป็นประจำก็ได้รู้เรื่องของเขาแม้ไม่ได้เผยคำพูดใดแต่ในใจก็นับถือเขาอยู่มากที่พยายามมากมายขนาดนี้เพื่อหญิงที่รัก
“วันนี้ไม่ออกไปทำงานหรือ” ฮ่องเต้เอ่ยถามหยางคุนที่เพิ่งเดินมาถึงศาลาริมสระบัว
“ไม่พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมสัญญากับท่านหญิงไว้ว่าวันนี้จะพานางออกไปเดินตลาดหลังจากฝ่าบาทเสด็จกลับ” เขาเดินเข้ามานั่งทั้งเอ่ยตอบ
“เดินเล่นงั้นหรือข้าเองก็อยากเดินเล่น” ฮ่องเต้หันมามองบุตรีแล้วเอ่ยถามต่อนาง
“เช่นนั้นวันนี้ให้ข้าไปเดินเล่นด้วยได้หรือไม่”
“เสด็จพ่อท่านเป็นฮ่องเต้ไม่เหมาะมั้งเพคะ”
“เจ้ากลัวอะไรแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปคงไม่ผิดสังเกต อีกอย่างหัวหน้าสำนักคุ้มกันอยู่นี่ทั้งคนจะเกิดอะไรขึ้นได้อีก” ฮ่องเต้กล่าวพลางหยอกเย้าคนทั้งสอง
อวี้หลันและหยางคุนมองหน้าและยิ้มให้กันเล็กน้อยต่อคำพูดของฮ่องเต้ที่พูดออกมาเช่นนี้ก็เท่ากับว่าได้เปิดใจยอมรับหยางคุนมาครึ่งหนึ่งแล้ว
หลังจากตัดสินใจดีแล้วทั้งฮ่องเต้และอวี้หลันก็เปลี่ยนชุดให้เป็นเหมือนชาวบ้านธรรมดาออกเดินเที่ยวตลาดเหมือนพ่อลูกทั่วไปที่มีหยางคุนและกลุ่มองครักษ์ที่ปะปนอยู่ในฝูงชนคอยคุ้มครองอยู่ห่างๆ เช่นกัน
“นายท่านๆ สนใจหยกงามสักชิ้นหรือไม่บุตรสาวท่านงดงามเพียงนี้หากได้หยกเนื้อดีสักชิ้นคงไม่เลว” พ่อค้าเครื่องประดับหยิบปิ่นยกชิ้นหนึ่งเข้านำเสนอขณะที่พวกเขาเดินผ่านมา
“อาอวี้เจ้าอยากได้หรือไม่” ฮ่องเต้กล่าวถามนางเหมือนพ่อที่พาลูกสาวออกมาเดินซื้อของทั่วไป
“ท่านพ่อว่าเหมาะกับข้ามั้ยเจ้าคะ”
ฮ่องเต้มองนางครู่หนึ่งก่อนหันไปเอ่ยถามกับหยางคุนด้วยท่าทางจริงจัง
“เจ้าว่าเหมาะมั้ย”
อวี้หลันหัวเราะออกมาเบาๆ ที่เห็นบิดาตนเอ่ยถามต่อเขาเช่นนั้น หยางคุนก็เผยยิ้มอย่างไม่แน่ใจออกมาเล็กน้อย
“เหมาะขอรับคุณหนูใช้อะไรก็เหมาะไปหมด”
อวี้หลันหัวเราะออกมายกใหญ่ที่ได้ยินเขาเรียกนางเช่นนั้นแม้แต่ฮ่องเต้เองยังอดอมยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนควักเงินจ่ายออกไปแล้วนำปิ่นหยกนั้นยื่นให้หยางคุนไปทั้งยังเอ่ยคำคล้ายบอกให้รู้
“เอาไปแล้วเก็บรักษาให้ดีวันข้างหน้าก็มอบให้ภรรยาเจ้า”
หยางคุนเข้าใจความหมายได้ทันทีจึงได้รีบรับมาทั้งเก็บรักษาอย่างดี จากนั้นทั้งสามก็ยังเดินต่อไปในตลาดเรื่อยๆ ฮ่องเต้ไม่เคยออกมาเดินปะปนฝูงชนเช่นนี้สักครั้ง ครั้งนี้ทำให้เขานั้นรู้สึกผ่อนคลายมากจริงๆ และยังได้รู้ปัญหาที่เกิดกับชาวบ้านจากเหล่าขุนนางที่กดขี่ข่มเหงรังแกประชาชน ทุกข์ร้อนที่ฮ่องเต้นั้นไม่เคยได้รับรู้จากปากของเหล่าขุนนางเลย
“ข้าเป็นฮ่…ได้แย่จริงๆ” ฮ่องเต้พึมพำออกมา
“ท่านไม่ได้แย่หรอกท่านพ่อเพียงแต่บางเรื่องเราก็ไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งหมด อีกอย่างขุนนางกังฉินมีทุกยุคสมัยยากกำจัด” อวี้หลันคล้องแขนบิดาแล้วกล่าวอย่างจริงใจออกไป
“งั้นเจ้าว่าพ่อควรทำอย่างไร”
“ไม่รู้สิเจ้าคะลูกไม่เคยเรียนตัวหนังสือที่รู้ก็นับได้ แต่หากถามจากปากสามัญชนคนหนึ่งคงอยากให้ท่านเข้มงวดกับการคัดเลือกขุนนางมากกว่านี้หากเหล่าขุนนางมาจากความสามารถไม่ใช่เพียงเป็นลูกหลานขุนนางใหญ่บางทีปัญหาเหล่านี้อาจน้อยลงบ้าง”
ฮ่องเต้เมื่อได้ฟังก็พยักหน้าออกมาอย่างพอใจแม้นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับการเมืองแต่ก็เป็นคำแนะนำที่ตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ฟังมา
ขณะที่ทั้งสามเดินเล่นกันอยู่สักพักนักฆ่าคนหนึ่งไม่รู้ที่มาวิ่งตรงเข้ามาหาฮ่องเต้ หยางคุนรีบรุดหน้าเข้ารับมือเหล่าองครักษ์ออกจากที่ซ่อนคุ้มกันฮ่องเต้ หยางคุนเข้ารับมือนักฆ่าคนนั้นอยู่เพียงไม่นานนักฆ่าผู้นั้นก็ถูกสยบลงได้อย่างง่ายดาย
อวี้หลันมองสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นนั้นอยู่ครู่ใหญ่ก็จดจำสายตาคู่นั้นได้เป็นอย่างดี
“ฝูเหนียงท่านทำอะไร” อวี้หลันเพียงคิดในใจผู้หนึ่งคือบิดาผู้หนึ่งคือผู้ที่ช่วยนางจากความตาย
อวี้หลันสังเกตเห็นเลือดที่มือของหยางคุนจึงได้รีบดึงมือเขาขึ้นมาดูเปิดช่องทางให้ฝูเนียงเอาตัวรอดออกไปได้ ฝูเหนียงรีบวิ่งออกไปไม่หันกลับมามองสักนิดอวี้หลันก็มองตามด้วยกลัวว่าจะถูกองครักษ์จับตัวกลับมาได้สายตาการกระทำของนางหยางคุนมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งเขาจึงเอ่ยเพียงให้นางได้ยิน
“เจ้าคิดทำอะไร”
“ข้าจำเป็น” กล่าวเสร็จก็มองตาเขาชั่วครู่ก่อนหันกลับไปหาบิดา
“ท่านพ่อท่านไม่เป็นไรใช่มั้ย”
ฮ่องเต้เพียงส่ายหน้าให้นางหายห่วงไปจากนั้นหัวหน้าองครักษ์จึงได้ทูลขอให้กลับก่อนที่เรื่องนี้จะถูกแพร่งพรายออกไป อวี้หลันไปส่งบิดาถึงหน้าวังหลวงตลอดทางบนรถม้าก็นึกถึงเหตุผลมากมายว่าเหตุใดฝูเหนียงต้องทำอย่างนั้นแล้วตอนนี้นางเป็นอย่างไรจะถูกกลุ่มองครักษ์จับกุมตัวหรือไม่
หยางคุนเอื้อมมือจับมือของนางไว้แน่นแต่ไม่ได้เอ่ยกล่าวสิ่งใดหากนางไม่อยากกล่าวถึงเขาเองก็ไม่ได้บังคับนาง ชั่วขณะหนึ่งผ่านไปรถม้าได้หยุดลง
“ท่านไม่ต้องเดินไปส่งข้าหรอก วันนี้เหนื่อยมากแล้วท่านไปพักเถอะข้าเดินกลับเรือนเอง”
“อวี้หลันข้าเองก็บาดเจ็บไม่ดูข้าสักนิดหรือ” เขาเอ่ยทั้งยกมือของเขาให้นางดุรอยแผลถลอกที่มือ
อวี้หลันจูบลงบนแผลแล้วเป่าให้เขาเบาๆ
“หายแล้ว วันนี้ข้ามีเรื่องต้องคิดจริงๆ ข้ารู้ว่าท่านห่วงแต่เรื่องนี้ข้าเองก็ยังไม่เข้าใจจึงบอกท่านไม่ได้”
“ข้ารู้แค่อยากให้เจ้ายิ้มออก” หยางคุนเอ่ยพลันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางก่อนปล่อยให้นางเดินกลับไปลำพัง
อวี้หลันกลับมาที่ห้องไล่สาวใช้ออกไปจากเรือนจนสิ้นแล้วดับเทียนทุกเล่มก่อนนั่งลงที่โต๊ะรอคอยให้ฝูเหนียงนั้นปรากฏกายออกมา นางไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดว่าฝูเหนียงจะมาแต่ใจนางบอกว่าฝูเหนียงต้องมาแน่จึงได้นั่งลงรอคอยอย่างแน่วแน่
“ท่านทำอย่างนั้นทำไม” อวี้หลันเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาเมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวภายในห้องตน
เงาร่างดำที่เร้นกายก้าวออกจากที่ซ่อนหลังจากที่อวี้หลันนั่งลงได้ไม่นาน ฝูเหนียงวางมือลงบนไหล่สองข้างของนางก่อนกล่าว
“อวี้หลันข้าผิดต่อเจ้าจริงๆ แต่ความแค้นที่ข้ามีก็ไม่อาจปล่อยวางได้เช่นกัน”
“ฝูเหนียงความแค้นอะไรถึงได้ทำให้ท่านลงมือเช่นนั้นได้” อวี้หลันเอียงศีรษะเอ่ยถามอย่างไม่กล้าหันไปมองหญิงวัยกลางคนที่เคยคิดว่าคุ้นเคย
“ฝู หย่าถิงบุตรสาวของข้าต้องตายก็เพราะฮ่องเต้ไร้คุณธรรมนั้นอวี้หลันเจ้ารู้หรือไม่ ไม่ใช่แค่นางแต่เด็กในท้องของนางเด็กทารกที่ยังไม่ได้แม้แต่ลืมตาดูโลกก็ต้องจากไปพร้อมมารดา เพราะบิดาเจ้านำทัพผ่านมาต่อต้านศัตรูพวกข้าเองที่อยู่ชายแดนแน่นอนว่าต้องดีใจแต่ความดีใจนั้นก็อยู่เพียงไม่นานเมื่อกองทัพเข้ายึดหมู่บ้านเป็นฐานที่ตั้งเปลี่ยนตนเป็นโจรเสียเองปล้นเสบียงอาหารทั้งยังย่ำยีหญิงสาวในหมู่บ้าน หย่าถิงลูกสาวที่น่ารักของข้าเห็นสามีถูกฆ่าตรงหน้าทั้งถูกเหล่าทหารถึงหลายคนผลัดเปลี่ยนย่ำยีร่างกายบอบช้ำยังพอทนแต่จิตใจนางนั้นเกินจะรับไหว” ฝูเหนียงอดกลั้นต่อความรู้สึกมือที่จับไหล่ของอวี้หลันอยู่ก็กำแน่นอย่างเกลียดชังจนนางรู้สึกได้
“อวี้หลันเจ้ารู้หรือไม่ว่าบิดาเจ้ากล่าวอย่างไรในวันที่ข้าก้าวออกไปถามหาความเป็นธรรมจากเขา เขาเอ่ยว่าทหารออกรบเพื่อบ้านเมืองชาวบ้านควรสนับสนุนคำกล่าวสุนัขเช่นนี้เขาเอ่ยออกมาได้อย่างไร”
อวี้หลันที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ร่างกายผอมบางของนางก็ค่อยๆ สั่นเทา เสียงสะอึกสะอื้นดังอยู่ในเรือนพักอันแสนสงบ
ฝูเหนียงลูบหลังปลอบโยนเด็กน้อยอวี้หลันก่อนที่น้ำตาของนางเองก็ไหลรินออกมาอย่างเจ็บปวดใครจะรู้ว่าเด็กสาวที่ตนช่วยเหลือปกป้องดั่งลูกสาว กลับกลายเป็นบุตรสาวของคนที่พรากชีวิตลูกสาวและหลานของตนไป
“ข้าควรทำอย่างไรหรือ” อวี้หลันหันมามองหน้าฝูเหนียงที่นางเคารพแล้วเอ่ยถามทั้งน้ำตา
“อวี้หลันเจ้าไม่ต้องทำอะไรเลยเรื่องนี้เป็นเรื่องของข้าและบิดาเจ้า คนรุ่นหลังจงอย่าได้นำความเจ็บปวดนี้ไป” ฝูเหนียงย่อตัวลงเอ่ยกล่าวลูบจับใบหน้าของนางอย่างเอ็นดู
“ฝูเหนียงท่านตัดใจปล่อยวางไม่ได้จริงๆ หรือ”
“อวี้หลันหากวันหนึ่งเจ้าได้เป็นแม่คนเจ้าจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงปล่อยวางไม่ลง” ฝูเหนียงกล่าวเสร็จก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วคิดจะจากไป
“ฝูเหนียง” อวี้หลันรีบเข้ากอดนางจากด้านหลัง
“ก่อนท่านจะไปรับคำนับจากข้าก่อนได้หรือไม่”
“อวี้หลันข้าอาจทำให้เจ้าลำบากในวันข้างหน้าเจ้ายังคิดคำนับข้าอีกหรือ”
“รักชังอวี้หลันแบ่งแยกชัดเจน ฝูเหนียงท่านไม่เพียงช่วยชีวิตข้าแต่เป็นเหมือนมารดาอีกคนที่ดูแลข้ามาโดยตลอดรับคำนับจากข้าสักครั้งเถอะ”
ฝูเหนียงดึงมือของอวี้หลันออกทั้งหันหลังกลับมา อวี้หลันค่อยๆ คุกเข่าลงสองมือวางทาบลงกับพื้นโขกศีรษะลงสามครั้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเงาร่างของฝูเหนียงก็ได้หายไปในความมืดเสียแล้ว
บนพื้นที่เย็นเฉียบร่างกายอันอุ่นร้อนของนางนอนลงมองเพดานอย่างไร้จุดหมาย