บทที่ 4
สวามีที่กำลังโดนเล่นงานกลางท้องพระโรง
เมื่อได้ฟังที่ ‘จ้าวอวิ๋นเฟิง’ นายทหารผู้ช่วยคนสนิทรายงาน เสิ่นอี้เฉิงก็ทำราวกับเป็เื่ที่ไม่คู่ควรแก่การเก็บนำมาใส่ใจ
“จากที่ข้าน้อยสำรวจความคิดเห็นของบรรดาบ่าวไพร่ในจวน ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่านางเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน ซึ่งข้าน้อยก็คิดเช่นนั้น เพราะสีหน้า แววตา และรอยยิ้มของนางเปลี่ยนไป อีกทั้งคนในจวนก็พากันมีใบหน้าเบิกบานมากขึ้น ผิดกับเมื่อก่อนที่มีแต่สายตาหวาดกลัวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง”
“เ้าก็เป็คนได้รับที่นอนชุดใหม่จากนางรึยังไง?” คนฟังย้อนเสียงเรียบขณะที่ดวงตายังคบจับจ้องกับเอกสารตรงหน้า
ชายหนุ่มหน้าตาน่ารักยศผู้น้อยสารภาพผ่านรอยยิ้มแหย “ได้มาหนึ่งชุดขอรับ แฮ่ ๆ แต่ว่าของที่ท่านแม่ทัพให้ข้ายังดีมากอยู่ ข้าจึงส่งส่วนที่ได้รับจากนางกลับไปให้บิดาและมารดาที่บ้านเกิดได้ใช้แทน”
“เหตุใดไม่เอามาทดลองนอนดูเล่าว่าจะนุ่มขนาดไหน”
“อย่าประชดประชันข้าน้อยสิขอรับ”
“อย่างไรก็อย่ามัวแต่ประทับใจจนลืมจับตาดูนางอย่างเฝ้าระวัง ถึงฟางเหม่ยเจินจะคิดเปลี่ยนใจปุบปับมาทำดีเอาตอนนี้ก็ช้าไปเสียแล้ว”
“ขอรับใต้เท้าข้าน้อยจะเฝ้าดูพฤติกรรมของนางอย่างใกล้ชิด!”
“อีกเื่... ช่วยไปย้ำเตือนนางด้วยว่าอีกสองวันจะต้องเข้าวังเพื่อร่วมฉลองวันประสูติของว่านซูเฟยที่ฝ่าาทรงประทานจัดให้อย่างยิ่งใหญ่ อย่าให้นางได้หาเหตุก่อเื่วุ่นวายเป็อันขาด”
“ขอรับท่านแม่ทัพ!”
โอ้โห...!
หูฟางเหมยอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นความโอ่อ่าอลังการเบื้องหน้า ความวิจิตรตระกาลตาของวังหลวงนั้นจอโทรศัพท์เล็ก ๆที่ได้ดูมิอาจเก็บรายละเอียดได้เพียงเสี้ยว
จะได้เข้าวังไปเจอฮ่องเต้กับพระสนมและบุคคลสำคัญของแผ่นดินแล้วรู้สึกตื่นเต้นดีจริงๆ ที่สำคัญยังให้ความรู้สึกหรูหราอย่างที่ในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะได้ััมาก่อนด้วย หากเป็ยุคปัจจุบันก็คงมีพวกดารา ไฮโซ เซเลบริตี้เต็มไปหมด รู้สึกเป็ชนชั้นอีลิทขึ้นมาจริง ๆ
“เก็บอาการหน่อย ประเดี๋ยวผู้คนจะหัวเราะเยาะคิดว่าพระองค์มาจากบ้านนอกนะพะย่ะค่ะ”
เมื่อถูกสามีทักปนจิกกัดเธอจึงเพิ่งสังเกตได้ว่าตัวเองเป็อย่างที่เขาว่าจริงๆ หันซ้ายแลขวาราวกับไม่เคยพบเคยเห็น ทั้งที่วังหลวงนี้ก็เป็บ้านเกิดตัวเองแท้ ๆ
“ได้ยินว่าเ้ากำลังทำความดีเพื่อกลบเกลื่อนความผิด กลัวว่าหากเข้าวังมาในวันนี้จะถูกร้องเรียนต่อหน้าพระพักตร์เช่นนั้นหรือ? แต่น้ำใสไหลเล็กมิอาจลบคราบโคลนสกปรก อย่าพยายามเสแสร้งเลย”
“ไยต้องกลัว พระองค์เป็พี่ชายข้า ต่อให้ข้าจะฆ่าใครฝ่าาก็ไม่มีทางทำโทษข้าเป็แน่ ระวังก็แต่ตัวเ้าเอาไว้ให้ดีเถิด!”
ผู้เป็สามีขบกรามแน่นเพื่อเก็บอาการขณะจ้องผู้เป็ภริยาสูงศักดิ์อย่างขัดใจ
นางช่างเหิมเกริมไม่มีใครเอาลงได้จริงๆ
เมื่อมาถึงท้องพระโรงตำหนักกลางอันเป็พื้นที่สำหรับพบปะและสังสรรค์ของวาระในวันนี้ ก็พบกับผู้คนมากมายอย่างที่คาดไว้ ทั้งเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ มีทั้งตัวละครหลักที่เคยเห็นมาบ้างแล้ว แต่ส่วนมากยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ถูกถ่ายออนแอร์ ให้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังของบุคคลในยุคโบราณยิ่งนัก
ทันทีที่หูฟางเหมยปรากฏตัวขึ้นพวกเขาต่างก็หยุดสนทนาแล้วหันมายื่นมือไปข้างหน้าแล้วค้อมตัวทำความเคารพเธอเรียงกันเป็ทิวแถว
“ถวายพระพรองค์หญิง...”
หญิงสาวทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่โปรยยิ้มพร้อมโบกไม้โบกมือตอบรับทุกคน กลับกลายเป็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขรม
จริงอยู่ว่าหากเป็ฟางเหม่ยเจินตัวจริง นางจะต้องเดินเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งและไม่คิดจะชายตามองคนที่ต่ำต้อยกว่าสักนิด แต่นี่มันเธอ! หูฟางเหมย! พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดที่วัน ๆถูกฝึกมาให้ยิ้มแย้มและเป็มิตร จะทำท่าทีจองหองอย่างนั้นได้ยังไง
“หากไม่ทรงเสียสติก็คงจะพยายามมากเกินไปเสียหน่อยนะ”
เธอเหลือบค้อนเสียงทุ้มที่กล่าวเหน็บแนมลอยๆ
“พูดอะไรของเ้า จิกข้าไม่หยุดมาหลายรอบแล้วนะ เป็ไก่รึไง!”
คนตัวสูงกว่าไม่ตอบแต่ก้าวเดินด้วยท่วงท่าอันสง่างามจนเหล่าสตรีชนชั้นสูงที่ยืนอยู่รายล้อมต้องมองเขาตาเป็มันวาว พวกนางต่างเสียดายที่เขาดันตกเป็คู่ชีวิตขององค์หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเอาแต่ใจตนเองที่สุดแห่งแผ่นดินไปได้ แล้วทอดถอนลมหายใจอย่างเวทนาให้กับเขาที่ต้องทนทุกข์ตรมไปตลอดชีวิต
“ข้าพระองค์เสิ่นอี้เฉิงถวายบังคมฝ่าา ถวายพระพรว่านซูเฟย”
“มะ หม่อมฉันหูฟา... เอ้ย! ฟางเหม่ยเจินถวายบังคมฝ่าา ถวายพระพรว่านซูเฟยเพคะ”
โชคยังดีที่แม้จะพูดตะกุกตะกักเพราะสถานการณ์อันแปลกใหม่แต่การจัดระเบียบร่างกายยังคงถูกซึมซับมาจากเ้าของเดิมทำให้ไม่ดูประดักประเดิด
“ดี! ยินดียิ่งนักที่ได้พบพวกเ้าทั้งสองคนอีก ดูราวกับว่าน้องหญิงของข้าจะมีความสุขมากเลยสินะ” บุคคลซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์สีทองทักกลับด้วยเสียงก้องกังวานและหัวเราะลงลูกคออย่างน่าเกรงขาม
หูฟางเหมยทำได้เพียงยิ้มตอบอย่างเขินอาย ซึ่งเธอพยายามทำเช่นนั้นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะดูตลกหรือเปล่า
เ้าของงานร่างระหงในชุดสีชมพูหวานซึ่งนั่งอยู่ถัดกันรีบลุกขึ้นแล้วปรี่ลงมาต้อนรับราวกับรอคอยเธอมาแสนนาน
“เป็ดังเช่นฝ่าาตรัส สีหน้าของนางดูแช่มชื่นขึ้นมากเพคะ” เสียงนุ่มเย็นกล่าวเสริมพร้อมรอยยิ้มใจดี
‘ว่านซูเฟย’ ผู้เป็สนมองค์โปรดของฝ่าาผู้นี้ดูงดงามยิ่งนัก ผิวพรรณของนางผุดผาด ใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลา ทรวดทรงก็มีน้ำมีนวล แถมเสียงพูดยังไพเพราะอีก บุคลิกแววตาดูฉลาดและมีไหวพริบไม่แปลกใจที่นางจะได้กุมอำนาจในวังหลัง และที่ดีไปกว่านั้นนางยังเป็ผู้เดียวที่เป็มิตรกับองค์หญิงฟางเหม่ยเจินด้วย
“ได้ครองคู่กับแม่ทัพเสิ่นสมใจก็เลิกงอแงแล้วสินะเด็กดื้อ”
หูฟางเหมยเหลือบมองไปยังสามีตัวสูงซึ่งยืนทื่อๆ อยู่ข้างกายก็เห็นว่าเขาแอบเหลือบค้อนเธอด้วยความหมั่นไส้ด้วย
“ที่จริง... เขาก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรหรอกนะเพคะ ออกจะติดหยิ่งไปนิด ขี้เก๊กหน่อย ๆ แถมปากร้ายกว่าใคร ตลอดทางที่เข้าวังมาเขาเหน็บข้าไม่ขาดปาก”
“ฮ่า ๆ ล้อเล่นกันน่าเอ็นดูแล้ว”
หม่อมฉันมิได้ล้อเล่นเสียหน่อยเพคะ!
ถึงจะหล่อวัวตายควายล้ม แต่มาตึงใส่กันอย่างนี้ชาติไหนจะมองหน้ากันติด
“ช่างน่าเอ็นดูกันจริง ๆ พะย่ะค่ะ”
เสียงทุ้มโทนแหลมซึ่งดังแทรกมาจากด้านหลังเร้าให้ทุกคนหันไปมอง
นั่นมัน... ‘เหอชินอ๋อง’ เขาคือน้าชายขององค์หญิงฟางเหม่ยเจินและเป็ตัวร้ายของเื่ที่ร่วมมือกับหลานสาวตนเองเพื่อกำจัดพระเอก...
หรือว่า... เขาคือเ้าของจดหมายสนเท่ห์ฉบับนั้น
“หากแต่เกรงว่าเื้ัของแม่ทัพเสิ่นจะไม่ได้แย้มละไมน่าเอ็นดูเช่นนั้นน่ะสิพะย่ะค่ะฝ่าา...” บุรุษสูงศักดิ์วัยสามสิบปลายกล่าวต่ออย่างมีนัยยะ
“จะน่ารักดังคำกล่าวเ้าได้เช่นไร ในเมื่อเสิ่นอี้เฉิงเป็ถึงแม่ทัพกรำศึกใหญ่และนำชัยชนะมาสู่ต้าสุ่ยไม่รู้กี่สนามรบ”
“นั่น... ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก หากแต่จะเป็เพียงแสงสว่างจากเชิงเทียนดวงน้อยเพื่อปกปิดความมืดมิดในป่าใหญ่กลางราตรีอันดึกสงัดหรือไม่เล่าก็น่าขบคิดนะพะย่ะค่ะ”
“เ้าหมายความเช่นไร? จงเร่งพูดให้แจ้งอย่าสร้างความคลางแคลง”
เหอชินอ๋องแสยะยิ้มแล้วก้าวเดินมาด้านหน้าราวกับ้าจะกล่าวถ้อยคำอันเป็ทางการขึ้น เขาเหลือบมองคู่อริเล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นประสานไปเบื้องหน้า
“กราบทูลฝ่าา มีเสียงเล่าลือหนาหูในระยะนี้ว่าแม่ทัพเสิ่นจอมอหังการ์ผู้นี้แอบเอื้อประโยชน์เพื่อลักลอบค้าอาวุธให้แก่ต้าหานซึ่งเป็ศัตรู...”
“เสียงเล่าลืองั้นรึ?” ‘ฮ่องเต้เหวินเฉิง’ย้อนคำร้องเรียนอย่างขุ่นเคืองพระทัย
“ขอฝ่าาทรงระงับโทสะและทรงรับฟังในสิ่งที่กระหม่อมจะทูลให้จบ...”
“จงเร่งว่ามา!”
“มันเป็เื่ที่สมควรแก่การตั้งคำถามว่าคนหนุ่มเช่นเขาจะเอาชนะทุกศึกไปได้เยี่ยงไร รบร้อยครั้งชนะถึงร้อยครั้งช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก หากไม่ได้ทำพันธะสัญญาบางอย่างกับศัตรูจนเป็ที่พึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย”
“เ้า...!”
“กระหม่อมกราบขอพระราชทานอภัยหากทำให้งานฉลองวันคล้ายวันประสูติของว่านซูเฟยในวันนี้ต้องหมดสนุก แต่เพื่อวิกฤติของบ้านเมืองแล้วเห็นทีจะนิ่งนอนใจมิได้...”
ทั้งฮ่องเต้และสตรีสูงศักดิ์ซึ่งเป็เ้าของงานเลี้ยงต่างอยู่ในอาการกระอักกระอ่วนและยากที่จะควบคุมสถานการณ์ อย่างไรเหอชินอ๋องผู้นี้ก็เป็บุคคลที่มีอิทธิพลคนหนึ่งในราชสำนัก แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่เขากล่าวมาจะเป็เื่เท็จ แต่จะบู่มบ่ามจัดการกับเขาไม่ได้เด็ดขาด
หูฟางเหมยบังเอิญเหลือบไปสบสายตากับคนเ้าเล่ห์ซึ่งชำเลืองมายังเธอพอดี ดวงตาเรียวนั้นประกายแพรวพราวเพื่อสื่อสารว่า ‘แผนการที่วางกันไว้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว’
แท้จริงแล้วฟางเหม่ยเจินไม่เพียงแต่ปรารถนาในตัวเสิ่นอี้เฉิง หากแต่นางยัง้าร่วมมือกับญาติฝ่ายมารดาเพื่อกำจัดเขาโดยใช้ตัวเองเป็สายลับ
ช่างย้อนแย้งเหลือเกิน!
เพราะเหอชินอ๋อง้าจะเป็ผู้ควบคุมกองทัพทั้งหมดในต้าสุ่ย จึงไม่พอใจที่ยังมีเสิ่นอี้เฉิงเป็เรือใหญ่ขวางลำ หนำซ้ำการที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ทั้งคู่ ก็ยิ่งเป็การสะท้อนโดยนัยว่าพระองค์มิ้าให้เหอชินอ๋องสมปรารถนาและยืนยันที่จะประกาศศึกเป็ฝ่ายตรงข้าม
ทรงประสงค์ให้องค์หญิงฟางเหม่ยเจินที่พระองค์แสนเมตตาเอ็นดูมาโดยตลอดจะช่วยปกป้องแม่ทัพเสิ่นให้ปลอดภัยจากคน‘ตระกูลหู’ หากแต่มิได้ทรงระแคระคายเลยว่านางได้ทรยศพระองค์ไปนานแล้ว
จู่ๆ หญิงสาวก็ขนลุกซู่ขึ้นมา เพราะเนื้อเื่ตอนนี้ยังไม่ถูกออนแอร์ในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เื้ัความร้ายกาจขององค์หญิงฟางเหมยเจินมาจากภารกิจนี้นี่เอง
เพราะเสิ่นอี้เฉิงไม่เคยมอบความรักให้กับนาง นางจึงเลือกที่จะทำลายเขาเพื่อเป็การแก้แค้นสินะ...
จิตใต้สำนึกของเธอมันบอกฉันแบบนี้ ฟางเหม่ยเจิน...
แต่ว่าเื่นี้มันไม่ถูกต้อง ดูก็รู้ว่าเสิ่นอี้เฉิงเป็ผู้บริสุทธิ์ ถึงเขาจะดูน่าหมั่นไส้แต่ก็ไม่สมควรถูกใส่ความอย่างน่ารังเกียจเช่นนี้
หูฟางเหมยสังเกตว่าเขาจะโต้ตอบเช่นไร แต่ก็คงยืนเงียบอยู่อย่างนั้น
ซื่อบื้อรึไงนะ! น่าหงุดหงิดชะมัด! เก่งแต่กับเมียทีกับคนอื่นยืนหงอย!
“เช่นนี้ถือเป็การกล่าวหาลอย ๆ ในท้องพระโรงเช่นนี้ใครอยากจะพูดสิ่งใดก็พูดได้หรือเพคะฝ่าา?”
เหวินเฉิงฮ่องเต้พยักพระพักตร์น้อย ๆเพื่อแสดงความเห็นชอบต่อสิ่งที่เธอกล่าว
“ข้าไม่ได้จะออกตัวเพราะเห็นว่าเขาเป็สวามีของข้า... แต่ข้าเป็คนไม่เกลียดชังความอยุติธรรม หากเหอชินอ๋องมีหลักฐานเป็ที่ประจักษ์ก็โปรดนำมาแสดงเถิด...” ในที่สุดเธอก็โพล่งออกไป
อุตส่าห์ว่าจะยืนอยู่เงียบ ๆ แล้วแท้ ๆแต่ต่อมศีลธรรมดันทำงานไม่ดูตาม้าตาเรือนี่สิ โอ๊ย ชักจะหงุดหงิดตัวเองเพิ่มมาอีกคน!