ความเงียบโรยตัวทั่วบริเวณ
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เยี่ยนชุยเสวี่ยแต่ละคู่แฝงความรู้สึกที่แตกต่าง
เยี่ยนชุยเสวี่ยหาได้สะทกสะท้านเหลือบมองไปยังเจ้าของร้านด้วยสายตาเฉยเมย
"ตำแหน่งรองเจ้าของร้านผู้นี้ท่านเป็นคนแต่งตั้งเองหรือ?"
"ขออภัยคุณหนูเยี่ยนข้าน้อยใช้คนผิดพลาด ทำให้ท่านต้องมาเห็นเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ ข้าสมควรตาย"เจ้าของร้านตบหน้าตนเองสามครั้ง โค้งคำนับขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าตนเองสามทีก้มหัวขอโทษไม่หยุด
บัดนี้ร่างของเขาแข็งทื่อราวกับหินผาจิตใจราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วเย็น
หากวันนี้คลี่คลายปัญหานี้ไม่สำเร็จ ชีวิตนี้คงสิ้นหวัง
ด้วยอำนาจของเยี่ยนชุยเสวี่ยเพียงแค่เอ่ยปากร้านขายเสื้อผ้าตระกูลเยี่ยนก็พร้อมที่จะเปลี่ยนเจ้าของร้านได้ทุกเมื่อหรือแม้แต่ปลิดชีวิตเขาก็เป็นเรื่องง่ายดาย
เยี่ยนชุยเสวี่ยไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงแต่หันกลับไปมองต้วนจื่อด้วยความรู้สึกผิด"ขออภัยที่คนของข้าแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมทำให้เจ้าต้องมาพบเจอเรื่องเช่นนี้"
"ช่างเถอะ ป่าใหญ่ย่อมมีนกหลายประเภทข้าไม่ถือสา" ต้วนจื่อปัดมือเห็นว่าเวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว จึงกล่าวว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้าของร้านอย่าได้เคี่ยวเข็ญเขาเลย รีบสะสางแล้วกลับกันดีกว่า"
คำกล่าวเหล่านั้นทำให้เจ้าของร้านแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
หากมิใช่เพราะมีผู้คนมากมายจับจ้องอยู่เขาคงจะทรุดกายลงกราบต้วนจื่ออย่างนอบน้อมไปแล้ว
ท่านคือผู้มีพระคุณ!
"ตกลง" เห็นว่าต้วนจื่อมิได้ติดใจเอาความเยี่ยนชุยเสวี่ยจึงมิได้กล่าวอะไรมาก ชี้ไปยังสื่อต้าเสียงและเว่ยม่ายอิน สั่งเจ้าของร้านว่า"จัดการไปตามเห็นสมควร"
"คุณหนูเยี่ยนโปรดสบายใจได้ ร้านเสื้อผ้าตระกูลเยี่ยนจะไม่ปล่อยให้คนไร้มารยาทอยู่ทำงานแน่นอนขอรับ"เจ้าของร้านพยักหน้าอย่างหนักแน่น แล้วตวาดลั่น "พวกมันสองคนไม่ใช่คนของเราอีกแล้ว เร็วเข้า ไล่พวกคนไม่พึงประสงค์ออกไปให้พ้น!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าลูกน้องก็มิได้ลังเล รีบลงมือในทันที
เมื่อสื่อต้าเสียงได้ยินคำกล่าวเหล่านั้นก็ทรุดกายลงอ้อนวอน"อย่าเลยท่านเจ้าของร้าน ได้โปรดให้โอกาสข้าอีกครั้งเถิด"
ตำแหน่งรองเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าตระกูลเยี่ยนเป็นสิ่งที่เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะช่วงชิงมาได้ถึงขั้นต้องขายสหายสนิทที่สุดของตนเองเพื่อที่จะได้เสวยสุขร่ำรวยทว่าในวันนี้ทุกสิ่งกำลังจะสูญสิ้น เขาไม่อาจยอมรับผลลัพธ์เช่นนี้ได้
"ก่อกรรมย่อมต้องชดใช้ หากไม่เช่นนั้นเส้นทางแห่งความเที่ยงธรรมคงเต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว?หยุดเพ้อเจ้อ แล้วไสหัวไป!" เจ้าของร้านใจแข็งสั่งให้สมุนจัดการกระชากสื่อต้าเสียงออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว
หากปล่อยให้สื่อต้าเสียงอยู่ต่อไปละก็คนที่จะถูกไล่ออกก็คือเขาเอง!
เว่ยม่ายอินที่อยู่ด้านข้างเมื่อเห็นภาพเช่นนั้นสีหน้าก็ยิ่งซีดเผือดลง
เมื่อเห็นว่าลูกน้องกำลังจะมาไล่ตนนางก็รีบไปหาต้วนจื่อ รีบเอ่ยปาก "เข้าใจผิดแล้วเรื่องทั้งหมดมันคือความเข้าใจผิด ที่จริงแล้วข้ากับคุณชายผู้นี้รู้จักกัน"
พลางกล่าว นางก็รีบร้อนไปยังข้างกายต้วนจื่อลดเสียงลงอ้อนวอน "ข้าติดการพนันอย่างหนักจนเป็นหนี้มากมายงานนี้ข้าจะทิ้งไปไม่ได้ ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด"
ต้วนจื่อเผยสีหน้ามีเลศนัย"แล้วมันกงการอะไรของข้าเล่า?"
"เกี่ยวสิข้าสามารถบอกได้ว่าในตอนนั้นใครเป็นคนสั่งให้ข้าเตรียมน้ำนมพิษให้เจ้าดื่มที่หอคณิกา!"
"โอ้?" ต้วนจื่อฉีกยิ้มเย็นกล่าว "หากข้าคาดเดาไม่ผิดละก็คนผู้นั้นก็คือต้วนเฉวียนเซินกระมัง?"
เว่ยม่ายอินตกใจเป็นอย่างมาก"เจ้า...... เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
"ก็เพราะเจ้ามันโง่น่ะสิ!"ต้วนจื่อหรี่ตาพลางรวบรวมพลังปราณขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังไว้ที่มือก่อนจะซัดสันมือเข้าที่ท้ายทอยของเว่ยม่ายอิน เพื่อทำลายระบบประสาทของนาง
"อันคนพาล ย่อมต้องเจอคนพาลจงมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยความอัปยศอดสูที่ต้องกลายเป็นคนปัญญาอ่อนเสียเถิด"
สิ้นคำกล่าวร่างกายของเว่ยม่ายอินก็สั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างราวกับหุ่นไม้ตัวหนึ่ง
จากนั้นภาพที่ทำให้ผู้คนต้องประหลาดใจก็เกิดขึ้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า..." เว่ยม่ายอินหัวเราะอย่างคนเสียสติ ชี้หน้าผู้คนที่มุงดูอยู่พึมพำอะไรบางอย่างที่ไม่เป็นภาษา แล้ววิ่งออกจากร้าน หายลับไปจากสายตาของผู้คน
ทุกคนต่างสับสนมีเพียงเยี่ยนชุยเสวี่ยที่ดวงตาเปล่งประกาย ราวกับล่วงรู้ความจริงบางอย่าง
"คุณหนูเยี่ยนโปรดวางใจข้าจะกวดขันพนักงานให้มากยิ่งขึ้น จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด"เจ้าของร้านโค้งคำนับเยี่ยนชุยเสวี่ย กล่าวอย่างร้อนรน
เยี่ยนชุยเสวี่ยเงียบเฉยมีเพียงต้วนจื่อที่เอ่ยขึ้นมาส่งๆ เพื่อเปิดทางให้เขา
"พวกเรายังมีเรื่องที่ต้องทำไปก่อนล่ะ"
เจ้าของร้านยิ้มกว้าง"ขอรับ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะขอรับ"
จูเก่อเลี่ยงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับตะลึง
เมื่อแรกได้ยินชื่อต้วนจื่อจากปากของเว่ยม่ายอินภาพที่ผุดขึ้นในหัวคือชายปัญญาอ่อนแห่งเมืองจื่อหรานใครเลยจะคาดคิดว่าข่าวลือจะเปราะบางถึงเพียงนี้ตัวจริงของต้วนจื่อกลับยิ่งใหญ่เหนือกว่าเยี่ยนชุยเสวี่ย
สมแล้วที่ว่าคนเรานั้นดูแต่ภายนอกไม่ได้
เมื่อได้สติว่าก่อนหน้านี้ตนเองเคยได้คุยกับคนใหญ่คนโตเช่นนี้เขาก็อดรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาไม่ได้
ในตอนที่เดินผ่าน จู่ๆ ต้วนจื่อก็กล่าวขึ้น
"เมื่อเทียบกับสื่อต้าเสียงแล้วท่านเหมาะที่จะเป็นรองเจ้าของร้านมากกว่า"
กล่าวจบ โดยไม่รอให้จูเก่อเลี่ยงได้ตอบสนองเขาก็เดินออกจากสถานที่แห่งนี้ไปพร้อมกับเยี่ยนชุยเสวี่ย
เมื่อมองไปยังแผ่นหลังของต้วนจื่อเจ้าของร้านก็หรี่ตาลงอย่างใคร่ครวญราวกับเข้าใจสิ่งใด
จากนั้นเขาก็มาหาจูเก่อเลี่ยง แล้วเอ่ยขึ้น"บังเอิญเสียจริง ที่ร้านขาดคนมาเป็นรองเจ้าของร้านพอดีเช่นนั้นก็ให้เจ้ามารับตำแหน่งนี้ก็แล้วกัน"
จูเก่อเลี่ยงถึงกับงงงวย
เขาจ้องมองใบหน้าของเจ้าของร้านแสดงสีหน้าที่ราวกับจับต้นชนปลายไม่ถูก
"เจ้าของร้านท่าน......ท่านไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมขอรับ?"
"เจ้าคิดว่าข้ากำลังล้อเล่นอยู่หรืออย่างไร?"เจ้าของร้านแสดงสีหน้าจริงจังยิ่ง
จูเก่อเลี่ยงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากหัวใจเต้นแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
"ขอบ......ขอบคุณท่านเจ้าของร้านที่เมตตา ข้า...... ข้าจะตั้งใจทำงานไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!"
"คนที่เจ้าต้องขอบคุณมิใช่ข้าจงตั้งใจทำงานให้ดี" เจ้าของร้านส่ายศีรษะเล็กน้อยกำชับบางอย่างแล้วเดินจากไป
"ยังมีอีกคนหรือ?"
ร่างของจูเก่อเลี่ยงชะงักงันราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ในหัวพลันปรากฏภาพของต้วนจื่อความรู้สึกขอบคุณจึงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด
..................
บนถนนเยี่ยนชุยเสวี่ยและต้วนจื่อเดินเคียงข้างกัน สองร่างดูเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก
ตลอดทางมา ทั้งสองต่างเงียบงันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
ในที่สุดเยี่ยนชุยเสวี่ยก็ทนต่อไปไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า "เจ้ามีความบาดหมางกับเว่ยม่ายอินคนขายเสื้อผ้าผู้นั้นหรือ?"
"ก็ประมาณนั้น" ต้วนจื่อมิได้ปิดบัง เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา "เมื่อก่อนที่ข้ายังเป็นไอ้ปัญญาอ่อนก็เพราะนางได้รับคำสั่งจากผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ให้วางยาพิษในน้ำนมให้ข้าดื่ม"
เยี่ยนชุยเสวี่ยพลันเข้าใจทุกสิ่ง
มิแปลกใจเลยที่ต้วนจื่อใช้พลังปราณทำร้ายเว่ยม่ายอินจนเสียสติที่แท้ทั้งสองมีความแค้นลึกเช่นนี้
"การที่เจ้ากลับคืนสู่สภาพเดิมฝึกตนได้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีวิชาการแพทย์ที่น่าทึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสืบเนื่องมาจากปรมาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าใช่หรือไม่?"
ต้วนจื่อพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า"ถูกครึ่งหนึ่ง ผิดครึ่งหนึ่ง ถือว่าใช่ก็แล้วกัน"
เหตุที่กลับมาเป็นเช่นเดิมได้คือการข้ามมิติส่วนอื่นๆ ล้วนมาจากระบบ
"ผู้ที่สามารถสร้างเจ้าให้เป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นได้พลังของท่านผู้นั้นคงเหนือกว่าจักรวรรดิเสรีอย่างเทียบไม่ติดมาจากดินแดนที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้น" เยี่ยนชุยเสวี่ยเงยหน้ามองท้องนภาแล้วเอ่ยถามด้วยความสนใจ "ต้วนจื่อแล้วเจ้ามีแผนการอะไรในอนาคตหรือ?"
"ยังไม่แน่ใจเลย ข้ากำลังคิดอยู่"
เยี่ยนชุยเสวี่ยกล่าวพลางเม้มปาก"สำนักฝึกยุทธ์แห่งจักรวรรดิเสรีใกล้จะเปิดรับสมัครแล้วเดือนหน้าจะมีการคัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากทั่วทุกเมืองอย่างเข้มข้นที่นั่นเป็นที่รวมตัวของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความสามารถสูงสุดและยอดเยี่ยมที่สุดในจักรวรรดิเสรีศิษย์ที่ได้เข้าไปศึกษาในสำนัก ต่างก็มีโอกาสอันยิ่งใหญ่รออยู่"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็หยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวอีกว่า "เมื่อสองเดือนก่อนข้าก็ได้รับสิทธิ์ในการเข้าศึกษา แต่ข้าไม่ได้ไป"
"เป็นเพราะเรื่องของท่านพ่อใช่หรือไม่?"ต้วนจื่อถามอย่างใคร่รู้
"อืม" เยี่ยนชุยเสวี่ยมิได้ปิดบังเอ่ยปากกล่าว "หลังจากที่ท่านแม่จากไปไม่นานข้าจึงมิมีโอกาสได้จดจำภาพลักษณ์ของนาง บิดาจึงเป็นคนที่ข้ารักมากที่สุดข้าไม่อาจสูญเสียท่านไปได้แม้ว่าข้าจะอยากไปสำนักยุทธ์แห่งจักรวรรดิเสรีมากเพียงใดหรืออยากจะตามหาชีวิตที่สวยงามของตนเองมากเพียงใดก็ตาม"
ต้วนจื่อยิ้มอย่างอ่อนโยน"ตอนนี้ท่านพ่อของเจ้าหายดีแล้วเจ้าสามารถเริ่มต้นชีวิตของตนเองได้อย่างเต็มที่"
"จริงอยู่แต่ข้าก็ไม่อยากจากตระกูลเยี่ยน ไม่อยากจากบิดา ไม่อยากจากเพื่อนๆไม่อยากจาก......" เมื่อกล่าวถึงตรงนี้เยี่ยนชุยเสวี่ยก็หยุดลง
"ไม่อยากจากอะไร?"
"ไม่มีอะไร" เยี่ยนชุยเสวี่ยยิ้มน้อยๆ สกัดกั้นอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ในใจเอาไว้
นางไม่ได้เอ่ยคำว่า 'เจ้า' ออกมา
ถึงแม้ว่านางจะเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับสวรรค์ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถช่วยชีวิตบิดาของนางได้ นางจะตอบแทนเขาไปชั่วชีวิตหากเป็นชายก็จะแต่งให้ หากเป็นหญิงก็จะรับใช้ไปตลอดกาลทว่าเรื่องของความรักนั้นไม่อาจฝืนใจได้คนสองคนที่รักกันจึงจะสามารถเดินไปด้วยกันได้ มิใช่การที่ใครคนใดคนหนึ่งแอบรักแต่เพียงฝ่ายเดียว
"ต้วนจื่อ ถ้า......ถ้าสมมติว่าข้าไปสำนักยุทธ์แห่งจักรวรรดิเสรี เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?"
เยี่ยนชุยเสวี่ยมองต้วนจื่อด้วยความกังวลคล้ายต้องการคำตอบ
ต้วนจื่อหัวเราะอย่างร่าเริง"ถ้ามีใครช่วยดูแลพี่สาวของข้าได้ ข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงโลกมันกว้างใหญ่ ข้าเองก็อยากจะไปเปิดหูเปิดตาเช่นกัน!"
เมื่อเยี่ยนชุยเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นแววตาของนางก็พลันส่องประกาย
ความจริงแล้ว ตอนที่นางเอ่ยคำถามนั้นนางกลัวว่าต้วนจื่อจะปฏิเสธอย่างมาก
ความสัมพันธ์ที่อยู่ห่างไกลกันมักจะไม่อาจคงอยู่ได้นาน เว้นเสียแต่ว่าจะได้ร่วมเผชิญความเป็นความตายด้วยกันจนต่างฝ่ายต่างเป็นดั่งลมหายใจของกันและกัน
แต่ถ้าได้อยู่ด้วยกันอย่างน้อยก็มีโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายด้วยกันและอุปสรรคมากมายก็จะคลี่คลายไปได้
"ว่าแต่ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ใดมีโอสถขายบ้าง?" ต้วนจื่อมองสำรวจโดยรอบก่อนถามขึ้น
"พวกพี่สาวของข้ามีร่างกายอ่อนแอคงต้องบำรุงกันหน่อย"
"มีสิ ข้าจะพาเจ้าไป" เยี่ยนชุยเสวี่ยกะพริบตาพร้อมรอยยิ้ม นำต้วนจื่อเลี้ยวไปยังปากทางอีกแห่ง
เดินทางมาได้ประมาณสามนาทีทั้งสองก็มาถึงจุดหมายปลายทาง นั่นก็คือ ร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพ!
นี่คือร้านโอสถที่มีชื่อเสียงมากในเมืองจื่อหรานเปิดทำการมาได้ไม่ถึงครึ่งปีแต่กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในวงการร้านโอสถของเมืองจื่อหรานด้วยความเร็วที่น่าตกใจพัฒนาได้อย่างยอดเยี่ยม
วันนี้เป็นวันครบรอบครึ่งปีของร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพด้านหน้าร้านจึงถูกปูไปด้วยพรมสีแดง รอบด้านเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี โอสถชนิดต่างๆถูกวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่บนชั้นเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ
ทุกส่วนของร้านมีคนคอยบริการและเอาใจใส่ทำการแนะนำตัวยาชนิดต่างๆ พร้อมทั้งข้อเสนอและส่วนลดแลกแจกแถมต่างๆ นานาเพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่ามากที่สุด
ก่อนหน้านี้เยี่ยนชุยเสวี่ยเคยมาซื้อโอสถให้บิดาที่นี่บ่อยๆจึงถือว่าเป็นลูกค้าประจำคนหนึ่ง
หลังจากเข้ามาในร้านแล้วนางก็ให้ต้วนจื่อรออยู่ด้านล่าง ส่วนนางก็เดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดเพื่อไปคารวะเจ้าของร้านก่อน
เจ้าของร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพนั้นชื่ออะไรไม่มีใครทราบทุกคนต่างเรียกนางว่าพี่หง นางเป็นสตรีที่ลึกลับ ตลอดเกือบครึ่งปีที่ผ่านมาเกิดเรื่องราวมากมายในละแวกนี้แต่กลับไม่เคยได้ยินว่าร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพจะถูกลูกหลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ได้ยินมาว่าคนที่เคยมารังควานร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพภายหลังล้วนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากเมืองจื่อหรานอย่างน่าพิศวง
ทุกคนต่างคาดเดาว่าเรื่องพวกนี้เกี่ยวข้องกับพี่หงผู้เป็นเจ้าของร้านบ้างก็คาดเดาว่าที่จริงแล้วพี่หงเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากแต่เบื่อหน่ายกับเรื่องราวในยุทธภพแล้ว จึงมาปลีกวิเวกอยู่ในเมืองจื่อหราน
อย่างไรก็ดี ทุกคนต่างพูดกันไปต่างๆ นานามิรู้ว่าเรื่องจริงเป็นเช่นไร อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานใดๆนานวันเข้าก็ไม่มีใครอยากจะขุดคุ้ยถึงที่มาของพี่หงอีกเพียงแค่คิดว่านางเป็นหญิงสาวที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกลุ่มอำนาจใหญ่เท่านั้น
รออยู่ประมาณสองนาทีเยี่ยนชุยเสวี่ยก็ลงมาจากชั้นบนพร้อมกับสตรีที่งดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้
คอระหงประดับด้วยสร้อยคอที่แวววาวไปด้วยอัญมณีกระดูกไหปลาร้าผุดผาดสวยเด่น ข้อมือสวมกำไลหยกขาวขับผิวให้ขาวผ่องนางสวมรองเท้าชุบทองประดับด้วยอัญมณีนัยน์ตางามเปล่งประกายราวกับผีเสื้อราตรีที่สูญเสียลมหายใจในความมืดมนสีหน้าเฉยเมยราวกับนางสวรรค์ที่ไม่ข้องเกี่ยวกับมนุษย์เมื่อยกมุมปากฉีกยิ้มก็ราวกับดอกไม้ไฟที่ล่องลอยในท้องฟ้า ช่างดูเลือนรางว่างเปล่าและงดงามเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสัดส่วนร่างกายที่เย้ายวนนั้นเพียงแค่มองก็ทำให้ผู้คนหลงใหลจนมิอาจถอนตัว
ในตอนที่นัยน์ตาของพี่หงกวาดมายังร่างของต้วนจื่อนางก็รู้สึกตัวแข็งทื่อขึ้นมาในทันที นัยน์ตาหดแคบลงกะทันหัน
เมื่อสายตาสบกัน ต้วนจื่อมิได้เห็นมนุษย์แต่กลับเห็นสิ่งมีชีวิตที่มีหูแหลม ดวงตาสีไวน์แดง ผมสีฟ้าครามและเอวคอดกิ่วราวกับนางปีศาจ
รูปร่างหน้าตาเช่นนั้นราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษจากต่างภพ... เผ่าพันธุ์เอลฟ์!!!