ตอนที่ 5 เหตุไม่คาดฝัน
ในระหว่างที่หนิงอันเข้าไปขายผักสมุนไพรในหมู่บ้าน หนิงเทียนกับหนิงหนิงก็ช่วยกันดูแลท่านแม่ หนิงเทียนรับหน้าที่ป้อนข้าวป้อนน้ำให้กับท่าน ส่วนหนิงหนิงขณะเดียวกันก็ช่วยนวดขาให้ท่านไปด้วย
เด็กหญิงขณะที่ใช้มือน้อยนวดขา ปากก็กล่าวไม่หยุด "ท่านแม่กินข้าวเยอะๆ จะได้แข็งแรงเหมือนหนิงหนิง" กล่าวพลางฉีกยิ้มแป้น
หนิงซิ่นเจียงกินข้าวที่บุตรชายตักป้อนใส่ปากให้ไปอีกหลายคำ จนข้าวในชามหมดเกลี้ยง จากนั้นกล่าวขึ้นว่า "แม่อิ่มแล้ว"
ดังนั้นหนิงเทียนวางชามข้าวต้มลง ค่อยหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาเทป้อนให้กับมารดาดื่มกิน
หนิงหนิงกล่าวว่า "เดี๋ยวหนิงหนิงจะเอาต้มยาสมุนไพรมาให้ท่านแม่ ดื่มแล้วท่านแม่จะได้หายไวๆ" กล่าวจบร่างเล็กก็คลานลงจากเตียง กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในครัว
หนิงซิ่นเจียงขณะจะกล่าวว่ากระไร ก็พลันไอออกมาอย่างรุนแรงสองถึงสามครั้ง รู้สึกเจ็บแปลบคอจนยากจะทานทน กระทั่งมีเืสีดำข้นกระเซ็นออกมา
ยามกะทันหันฉุกคิดได้ว่ามีบุตรชายนั่งอยู่ข้างๆ จึงรีบหันหน้าหลบลี้ไปอีกทาง ไม่ให้เขาเห็นสภาพร่อแร่ใกล้ตายของตัวเอง
"ท่านแม่เป็อะไรหรือไม่ขอรับ?" หนิงเทียนกล่าวอย่างเป็กังวล พอดีสังเกตเห็นว่าที่ริมฝีปากของมารดามีรอยคราบเืติดอยู่ เด็กชายก็อุทานอย่างแตกตื่นลนลาน "เื! ท่านแม่มีเืออก!"
หนิงซิ่นเจียงฝืนยิ้ม "แม่ไม่เป็อะไร พักสักหน่อยคงดีขึ้นเอง"
ไม่นานหนิงหนิงก็กลับมาพร้อมกับถ้วยยากระเบื้องใบเล็กในมือ เด็กหญิงประคับประคองมิให้ยาในถ้วยหกอย่างสุดความสามารถ พอถึงข้างเตียงก็ค่อยๆ ยื่นส่งถ้วยยากระเบื้องให้กับพี่รอง
หนิงเทียนรีบรับถ้วยยามาจากหนิงหนิง ก่อนจะหันไปกล่าวกับมารดาว่า "ท่านแม่ดื่มยานะขอรับ จะได้ดีขึ้นไวๆ" จากนั้นป้อนใส่ปากให้มารดาดื่มกิน
หนิงซิ่นเจียงดื่มยาไปได้สองอึกก็รู้สึกชุ่มคอขึ้นมาบ้างเล็กน้อย จากนั้นกล่าวด้วยท่าทีเป็ปรกติว่า "แม่ดีขึ้นแล้ว ขอบใจพวกเ้าสองคนมากจ่ะ"
จากนั้นมองบุตรฝาแฝดทั้งสองด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู ชั่วครู่กล่าวขึ้นว่า "พวกเ้าทั้งสองเป็เด็กดีกตัญญู รู้จักทดแทนบุญคุณไม่ต่างจากพี่สาวพวกเ้า วันหนึ่งวันใดหากแม่ต้องไปจากที่นี่ ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเป็ห่วงหรือต้องเป็กังวลอีกแล้ว"
เด็กน้อยทั้งสองย่อมไม่เข้าใจความหมายแอบแฝงในคำกล่าวนี้ เพียงเข้าใจว่ามารดาจะออกไปข้างนอก หนิงหนิงจึงกล่าวอย่างร่าเริงว่า "ท่านแม่ไปที่ไหน หนิงหนิงก็จะตามไปด้วยทุกที่ หนิงหนิงจะคอยดูแลท่านแม่เอง"
หนิงเทียนก็พยักหน้ารัวๆ กล่าวเห็นพ้องว่า "ใช่แล้วขอรับ ข้าก็จะไปด้วยกับท่านแม่ พี่ใหญ่ก็จะไปด้วย"
หนิงซิ่นเจียงถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ลดสุ้มเสียงลงกล่าวว่า "แต่ที่ที่แม่จะไป เกรงว่าพวกเ้าจะไม่อาจไปด้วยได้" หยุดไปเล็กน้อยจึงกล่าวกับพวกเขาว่า "เอาเถอะ ตอนนี้แม่อยากพักผ่อนแล้ว พวกเ้าจะออกไปเล่นข้างนอกก็ไปเถอะ แต่อย่าไปไกลนักหละ"
หนิงอันพอได้ตำรามาจากชายชรา นางก็รีบเปิดอ่านดูทันที แต่ก็พบว่าข้างในนั้นว่างเปล่าไร้ตัวอักษรสักตัวเดียว นอกจากแผ่นกระดาษที่ทำจากวัสดุพิเศษไม่ทราบที่มาแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจอีก จึงรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย..
"ท่านผู้เฒ่าบอกว่าตำราเล่มนี้ เป็ตำราลึกลับโบราณ เรายังเข้าใจว่าพอเปิดอ่านดู จะพบกับตัวอักษรประหลาดอ่านไม่เข้าใจ แต่นี่อะไร? กระทั่งเปิดจนหน้าสุดท้ายยังไม่เห็นตัวอักษรสักตัวเดียว ไร้เบาะแสอะไรสักอย่าง ต่อให้มีโชควาสนาจริงก็ไม่ทราบจะหาความลับของมันอย่างไร เขายังอ้างว่าตนศึกษาเกี่ยวกับตำรานี้มาสิบกว่าปี จนป่านนี้ยังไม่เจอความลับของมัน แล้วไหนเลยเราจะเจอ? น่ากลัวว่าตำราเล่มนี้จะเป็แค่ตำราเก่าๆ ไร้ประโยชน์เล่มหนึ่ง"
หนิงอันได้แต่ทอดถอนใจ จะอย่างไรนางก็ได้ตำราเล่มนี้มาโดยไม่เสียเงินสักอีแปะเดียว จะไปโทษว่าเขามันก็ใช่เื่
หนิงอันส่ายหัวอย่างจนปัญญษ จากนั้นเก็บตำราไว้ในตะกร้าด้านหลัง ไม่ขบคิดโดยไร้ประโยชน์อีก นี่ก็เสียเวลามานานมากแล้ว ป่านนี้ท่านแม่กับเด็กสองคนนั่นคงรอกันอยู่นานแล้ว จึงรีบก้าวเท้าเดินตามเส้นทางขึ้นเนินเขาเพื่อกลับบ้าน
จวบจนถึงยามเที่ยงวัน หนิงอันก็กลับถึงมาบ้าน มองเห็นสองพี่น้องฝาแฝดพากันถอนหญ้าในแปลงผักแต่ไกล แต่ละคนดูขมักเขม้น นางจึงอดอมยิ้มมุมปากไม่ได้
พอเดินผ่านเข้าประตูรั้วหน้าบ้าน หนิงอันค่อยส่งเสียงร้องว่า "พี่กลับมาแล้ว!"
เด็กน้อยทั้งสองพอได้ยินน้ำเสียงนี้ก็พากันตื่นเต้นยินดีเป็การใหญ่ ใบหน้าคาดหวังอยู่หลายส่วน พากันรีบวิ่งมามุ่งหน้ามาทางนี้ กระทั่งมือที่เปื้อนโคลนดินยังไม่ได้ล้าง
มาถึงหนิงเทียนก็รีบร้อนถามขึ้นว่า "พี่ใหญ่ได้ซื้อขนมมาฝากหรือไม่?"
หนิงหนิงก็ถามอีกคนว่า "น้ำตาลปั้น พี่ใหญ่ได้ซื้อน้ำตาลปั้นมาด้วยหรือไม่?"
หนิงอันพอเห็นว่าพวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยของฝาก ต้องเผยรอยยิ้มนุ่มนวล กล่าวพลางลูบศีรษะของน้องทั้งสอง "จ้า จ้า พี่ซื้อมาเยอะแยะเลย วันนี้พวกเ้าคงกินไม่หมดหรอก" จากนั้นวางตะกร้าข้างหลังลงกับเตียงไม้ไผ่หน้าบ้าน ก่อนหยิบน้ำตาลปั้นกับของกินอีกหลายอย่างออกมาจากตระกร้า
พอเห็นขนมวางอยู่ตรงหน้า หนิงหนิงกับหนิงเทียนก็พากันตาลุกวาว ลอบกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่
เห็นทั้งสองมือเปื้อนโคลนดิน หนิงอันต้องกล่าวว่า "พวกเ้าไปล้างมือก่อน ดูสิ มือเปื้อนขนาดนั้น พี่ไม่ให้จับขนมหรอกนะ"
"ล้าง ล้าง หนิงหนิงจะไปล้างมือ"
สองพี่น้องค่อยพากันวิ่งแจ้นไปล้างมือที่อ่างน้ำ กลับมาถึงได้กินขนมสมใจอยาก
พอจัดแจงข้าวของที่ซื้อมาเสร็จเรียบร้อย หนิงอันก็เดินเข้าไปในบ้าน ปรนบัติดูแลมารดาอยู่พักหนึ่ง จากนั้นค่อยเข้าครัวเพื่อไปทำอาหารมื้อเที่ยง
แต่ขณะจะหยิบเนื้อออกมาจากตระกร้า พอดีตำราเล่มนั้นก็อยู่ในนั้นด้วย หนิงอันเกือบลืมไปแล้ว นางหยิบตำราขึ้นมาเปิดอ่านดูอีกรอบ แต่ภายในก็ยังว่างเปล่าดั่งเดิม จึงถอนหายใจออกมา จากนั้นนำตำราไปวางไว้ตรงชั้นวางของ ไม่คิดจะสนใจแยแสอีก
หนิงอันเดินไปยังแปลงผัก เก็บวัตถุดิบสดใหม่จากสวนหลังบ้าน พอกลับมาก็เริ่มลงมือทำอาหารทันที ตั้งใจจะนำเนื้อส่วนหนึ่งมาทำ โดยเนื้อส่วนที่เหลือนางจะแล่เป็แผ่นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง ถนอมไว้กินอีกวันหลัง
ใช้เวลาไม่นานนักกับข้าวก็เสร็จเรียบร้อย หน้าตาอาหารแต่ละอย่างล้วนน่ากิน มีอยู่สองสามอย่างด้วยกัน อย่างแรกเป็แกงจืดใส่เนื้อ อย่างที่สองผัดผักใส่เนื้อ และสุดท้ายเป็เนื้อตุ๋น ซึ่งเป็ของโปรดของพวกเด็กๆ เขา
พอกับข้าววางอยู่บนโต๊ะ หนิงหนิงกับกับหนิงเทียนก็พากันกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ทราบหิวโหยมาจากที่ใด กินข้าวหมดไปคนละ 2 กระบวย นี่ไม่นับรวมซาลาเปากับขนมที่ทั้งสองกินไปก่อนหน้านี้ สงสัยจะอร่อยของเขาจริงๆ
ตกถึงยามบ่าย
พอดีหนิงอันซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาจากหมู่บ้าน ซึ่งมีหลายชนิด ตั้งใจจะนำไปปลูกไว้ในสวนหลังบ้าน โดยปลูกในแปลงที่ยังว่างอยู่ ซึ่งพรวนดินไว้แล้วก่อนหน้านี้ โดยมีสองพี่น้องฝาแฝดมาช่วยปลูกด้วย เด็กน้อยทั้งสองนั้นได้เรียนรู้การปลูกผักมาจากพี่สาวอยู่บ้าง พอลงมือจึงทำได้อย่างคล่องแคล่ว
ช่วยกันปลูกถึงสามคน ไม่นานก็แล้วเสร็จ พอดีเมื่อคืนฝนตกทั้งคืน บ่อดินที่หนิงอันทำการขุดไว้ก่อนหน้านี้ ยามนี้มีน้ำขังจนเต็ม ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องหาบถังน้ำลงไปตักน้ำในลำธาร ซึ่งมีระยะทางไกล ทั้งยังต้องขึ้นเนินลงเนิน กว่าจะหาบถังน้ำมารดน้ำผักได้แต่ละเที่ยว ก็แทบจะสิ้นเรี่ยวแรง
ขณะที่หนิงอันหาบถังไม้รดน้ำในแปลงผักที่เพิ่งจะปลูกเมล็ดพันธุ์ผักไปหมาดๆ ขณะเดียวกันเด็กน้อยทั้งสองก็พากันเด็ดใบไม้ใหญ่มาคนละใบ ตักน้ำในบ่อแล้วนำไปรดใส่แปลงผัก แต่กว่าจะถึงแปลงผัก น้ำในใบไม้ใหญ่ก็หกใส่เสื้อผ้าของพวกเขาจนเปียกชุ่ม บ้างก็หกลงพื้น ดังนั้นถึงที่หมายไม่ทราบเหลือน้ำกี่หยด
ถึงจะช่วยรดน้ำได้ทีละน้อย แต่กระนั้นมันก็ได้ทำให้เด็กน้อยทั้งสองร่าเริงสนุกสนาน งานยังไม่แล้วเสร็จก็สาดน้ำใส่กัน มีเสียงหัวเราะดังเจื้อยแจ้ว ไม่นานร่างเล็กทั้งสองรก็เปียกปอนชุ่มน้ำ ยามนั้นพอดีสายลมหนาวพัดมา เด็กน้อยร่าเริงได้ไม่นานก็พากันนั่งขดตัวหนาวสั่นงันงก ขากรรไกรกระทบกันดัง กึกกัก ซึ่งมีสภาพไม่ต่างกัน
เห็นดังนั้นหนิงอันทั้งขบขันทั้งเดือดดาล ต้องกล่าวตำหนิว่า "เป็ไงเล่า พากันเล่นน้ำจนมีสภาพเป็เช่นนี้ ก็สมน้ำหน้าแล้ว ยังจะมานั่งตรงนี้ทำอะไร? ทำไมไม่พากันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก"
โดนพี่ใหญ่ดุด่า หนิงเทียนกับหนิงหนิงค่อยพากันเดินร่างสั่นๆ กลับเรือนไป
ยามนี้พอใกล้่เย็น แสงแดดจากดวงอาทิตย์กลับร้อนระอุแผดเผา ขณะเดียวกันก็มีสายลมเย็นพัดผ่าน พร้อมกับมีกลิ่นหอมของต้นข้าวโชยติดมา ก่อเกิดเป็บรรยากาศเงียบสงบไร้ความวุ่นวาย
หนิงอันใช้เวลาครึ่งชั่วยามก็รดน้ำผักจนแล้วเสร็จ จากนั้นนางเก็บผักในสวนใส่ในถังไม้ ล้างทำความสะอาดเรียบร้อย ตั้งใจจะนำไปทำอาหารเย็นวันนี้
จากนั้นเดินกลับบ้าน เวลานี้ไม่พบเห็นสองพี่น้องฝาแฝดนั่นแล้ว หนิงอันเข้าใจว่าทั้งสองคงอยู่ในบ้าน แต่ขณะจะเดินไปที่อ่างน้ำเพื่อล้างเท้า พลันได้ยินเสียงของเด็กน้อยร้องขึ้นแตกตื่นวุ่นวายภายในบ้าน ยามนั้นมองเห็นร่างเล็กของเด็กหญิงวิ่งออกมาด้วยสีหน้าสู้ไม่ดี
หนิงหนิงเห็นพี่สาวก็พลันร้องไห้โฮออกมา “พี่ใหญ่ พี่ใหญ๋” กล่าวพลางวิ่งเข้าไปกอดขาผู้พี่แแ่
หนิงอันใจคอไม่ดีจึงรีบถาม “น้องเล็กเกิดอะไรขึ้น?”
หนิงหนิงกล่าวพลางสะอื้นว่า "พี่ใหญ่ ท่านแม่..ท่านแม่มีเืออก"
หนิงอันพอได้ยินน้องเล็กว่าดังนั้น กระทั่งไม่ได้คิดอะไร ไม่สนใจแม้แต่ถังผักในมือ ยามนั้นทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างลงบนพื้น รีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที