ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 ระดับหลอมรวมขั้นหก

            เล่มที่2 บทที่39 ระดับหลอมรวมขั้นหก

            “มังกรเก้าแปลง!” หนานกงเฉินเอ่ยขึ้นพร้อมกับระเบิดพลังปราณออกมา

            จั่วเฉินรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายดุดันและน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากหนานกงเฉินคล้ายกับว่ามีไอสังหารที่มองไม่เห็นระเบิดออกมา

            พลังปราณมากมายปั่นป่วนอยู่เหนือหนานกงเฉิน ก่อนจะรวมตัวกันเกิดเป็นร่างมังกรขึ้นพริบตาที่มังกรปรากฏ จั่วเฉินก็ขมวดคิ้ว แรงกดดันนี้หนักหน่วงจนน่าเหลือเชื่อ

            นี่คือพลังที่แท้จริงของผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมขั้นเก้าอย่างนั้นหรือมิน่าเล่า หนานกงเฉินถึงมั่นใจเพียงนี้

            กลิ่นอายอันตรายกระจายตัวออกมาเบื้องหน้า ทว่าจั่วเฉินกลับไม่ลังเลเลยสักนิดชั่วขณะที่ร่างมังกรปรากฏ เขาก็เริ่มเคลื่อนไหวท่วงท่าที่สองที่เรียนรู้มาจากหินหยกลึกลับ

            พลังปราณหลั่งไหลเข้าไปที่แขนและขา ในเสี้ยววินาทีสำคัญจั่วเฉินก็ซัดลำแสงหมัดออกไปอย่างรุนแรง กระทั่งท้องฟ้ายังปั่นป่วนไปด้วยพลังที่โจมตีออกมานี้คล้ายกับจะสามารถทลายได้ทุกสิ่ง

            “ตายเสียเถอะ!” จั่วเฉินตวาดลั่นพร้อมกับส่งพลังโจมตีของท่วงท่าที่สองออกไป

            หนานจงเฉินเองก็สำแดงการโจมตีที่ดุดันออกไปรับในทันทีหลังจากที่เขาซัดฝ่ามือออกไปเบื้องหน้า ร่างมังกรก็รวมตัวขึ้นกลางอากาศก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีจั่วเฉิน

            เพียงทั้งสองลงมือก็ระเบิดสายธารพลังราวกับสายน้ำหลากถาโถมไปทุกทิศทุกทางเหล่าศิษย์ที่ยืนดูอยู่ใต้แท่นประลองต่างก็ต้องล่าถอยออกไปด้วยความหวาดกลัว

            “ปีศาจ” มีคนมองไปที่จั่วเฉินก่อนจะพึมพำออกมา

            หากเป็นหนานกงเฉินก็ว่าไปอย่าง ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นอันดับสามของตารางอันดับเขียวแถมยังมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นเก้า ทว่าจั่วเฉินเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นห้าเท่านั้นทำไมจึงสามารถต้านทานหนานกงเฉินได้ดุดันเช่นนี้

            ครืน!

            ทั่วทั้งแท่นประลองมีพายุคลื่นพลังที่มองไม่เห็นซัดกระหน่ำทำเอาพลังห้วงมิติรอบๆ ถูกซัดจนปั่นป่วนและแตกสลายไปหมด

            ไม่เพียงเท่านั้น ยังคล้ายกับจะได้ยินเสียงพื้นแท่นประลองแตกร้าวคงเพราะถูกคลื่นพลังอันน่าสะพรึงเหล่านั้นซัดใส่จึงใกล้จะพังทลายลงทุกทีแน่นอนว่าเพราะมีค่ายกลอักขระยันต์เสริมหนุนอยู่จึงไม่มีทางพังลงไปจริงๆ

            ร่างมังกรที่น่ากลัวก็ถูกสะบั้นกลางอากาศ หนานกงเฉินส่งเสียงร้องโหยหวนก่อนที่ทั้งร่างจะกระเด็นไปกระแทกกับขอบแท่นประลอง จากนั้นเขาก็ได้แต่กระอักเลือดออกมาไม่หยุด

            “แย่แน่!”

            ศิษย์บางคนร้องขึ้นพร้อมดวงตาเป็นประกาย ที่นี่มีการต่อสู้อยู่ทุกวันพวกเขาจึงเคยเห็นการต่อสู้มาแล้วนักต่อนัก ทำให้รู้ได้ว่าสภาพของหนานกงเฉินในตอนนี้จวนจะถูกตีตายอยู่รอมร่อ

            ทางด้านจั่วเฉินเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก หลังจากเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก จู่ๆ เขาก็ฉีกยิ้มออกมา เผยให้เห็นว่าทั่วทั้งช่องปากอาบย้อมไปด้วยเลือดทำเอาผู้ที่เห็นต่างก็เสียวสันหลังวาบ

            คนผู้นี้ชักจะน่ากลัวเกินไปแล้ว เพียงการโจมตีครั้งเดียวก็ทำเอาอันดับสามของตารางอันดับเขียวปางตายแถมยังยืนยิ้มได้อยู่อีก

            “หากไม่มีปัญญาคว้าเอาทรัพย์ที่เกินเอื้อมก็อย่าได้หมายปองสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้า หากรับมาก็จะร้อนลวกมือ”

            จั่วเฉินเหลือบมองหนานกงเฉินครู่หนึ่งแล้วก็เลิกสนใจ เขาเบนสายตาไปทางไป๋เฮ่อที่อยู่ไม่ไกลจากแท่นประลองแทน

            ถูกต้อง จั่วเฉินชนะ ทว่าการทุ่มพลังสุดตัวเพื่อเอาชนะผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นเก้าเช่นนี้ก็ถือว่าลำบากทีเดียว แม้พื้นเพของจั่วเฉินจะกล้าแกร่งก็ตาม ทว่าตอนนี้พลังปราณทั้งตัวกลับแห้งเหือดหมดแล้วทำให้เขารู้สึกแย่อยู่ไม่น้อย

            โชคดีที่มีหินหยกลึกลับอยู่ เมื่อรวมกับพลังฟื้นฟูพิเศษในตัวจึงทำให้พลังปราณค่อยๆฟื้นฟูกลับมาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

            “ยังมีอีกหรือไม่” จั่วเฉินจ้องไปที่ไป๋เฮ่อและบรรดาศิษย์ที่อยู่รอบข้าง

            ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา ทำให้บรรยากาศกลายเป็นเงียบสงัดไป กระทั่งแท่นประลองอื่นๆก็ยังหยุดการต่อสู้ไปด้วย ทุกคนต่างก็พากันจับจ้องมาที่จั่วเฉิน

            ไป๋เฮ่อหน้าแดงก่ำ เมื่อเห็นหนานกงเฉินที่เกือบจะถูกตีตายเบื้องหน้าก็รู้สึกลนลานขึ้นมาเขากวาดตามองไปรอบๆ และเอ่ยขึ้นด้วยความตระหนก

            “เร็ว! เร็วเข้า!ข้าเพิ่มรางวัลจากเมื่อครู่ให้อีกหมื่นแต้ม!”

            ไม่มีใครสนใจไป๋เฮ่ออีก แม้ว่าค่าผลงานสามหมื่นแต้มจะดึงดูดมากทว่าก็ไม่มีใครกล้าขึ้นมาดวลกับจั่วเฉินแล้ว

            ล้อเล่นหรืออย่างไร สามคนที่เข้าไปดวลด้วยมีสองคนที่ปางตายส่วนหนานกงเฉินก็เกือบตายอยู่แล้ว อย่าว่าแต่สามหมื่นแต้มเลย ต่อให้มากกว่านี้ก็เกรงว่าจะไม่มีคนกล้าลงมือกับจั่วเฉินผู้นี้แล้วกระมัง

            “รวยค่าผลงานมากนักหรือ” จั่วเฉินเบะปากก่อนจะเดินลงจากแท่นประลองและก้าวเข้ามาหาไป๋เฮ่อทีละก้าว

            ตอนที่ไป๋เฮ่อใกล้จะสติแตกนั้น จั่วเฉินก็สะบัดมือตบใส่หน้าเขาฉาดใหญ่ไป๋เฮ่อยังไม่ทันได้สติ จั่วเฉินก็กระชากไหล่ของเขาเข้ามาใกล้ก่อนจะเอ่ยออกมาทีละคำ

            “เรื่องบางเรื่องแค่ครั้งสองครั้งยังพอทน แต่หากยังยั่วยุข้าคุณชายไม่หยุดต่อให้เป็นเง็กเซียนก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว เข้าใจหรือไม่”

            ไป๋เฮ่อชะงัก แค่เห็นคนทั้งสามพ่ายแพ้ก็หวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วบัดนี้ยังมาเจอท่าทีแข็งกร้าวของจั่วเฉินอีก เขาจึงสติแตกทันที

            “เข้า... เข้าใจ” ไป๋เฮ่อตัวสั่นและรีบพยักหน้ารับทันที

            “หากเข้าใจก็ไสหัวไปเสีย อย่ามาให้ข้าคุณชายเห็นหน้าอีก”จั่วเฉินเหวี่ยงไป๋เฮ่อออกจากหอประลอง

            ...

            หลังจากที่จั่วเฉินเดินจากไป รอบข้างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันทีคนไม่น้อยยังถกเถียงกันไม่หยุด เป็นนานกว่าที่ไป๋เฮ่อจะได้สติกลับมา เมื่อนึกถึงคำพูดที่จั่วเฉินเอื้อนเอ่ยเมื่อครู่สีหน้าก็พลันซีดลง

            เมื่อครู่เขาหวาดกลัวจั่วเฉินจนถึงกับพูดไม่ออกเชียวหรือ น่าขายหน้านัก ครั้งนี้ถือว่าหน้าแตกยับเยินทีเดียว

            ไป๋เฮ่อเห็นสายตาดูแคลนของผู้คนมากมายได้อย่างชัดเจน ปกติเขาเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของตำหนักนภาปราณยุทธแม้พลังจะแย่ไปหน่อย แต่ก็มีท่านลุงที่เป็นถึงผู้อาวุโสหนุนหลัง จึงทำให้ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขาจึงไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนแอและน่าอนาถเช่นนี้มาก่อน

            เมื่อลองย้อนคิดดู ทั่วทั้งตำหนักนภาปราณยุทธในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีแค่จั่วเฉินเท่านั้นที่กล้าแข็งกร้าวกับไป๋เฮ่อ จั่วเฉินผู้นี้ราวกับจะเป็นดาวพิฆาตของไป๋เฮ่อเลยก็ว่าได้ทุกครั้งที่เขาปรากฎตัว ไป๋เฮ่อก็มีจุดจบที่อนาถทุกที

            “มองอะไร ไม่กลัวตาบอดหรือ!”ไป๋เฮ่อตวาดลั่นก่อนจะจากหอประลองไป     

            ศิษย์บางคนมองแผ่นหลังของไป๋เฮ่ออย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มหยัน

            “เป็นเจ้าสิตาบอด ถึงกับรนหาที่เอง น่าอายแท้ๆ”

            หลังจบการต่อสู้ ชื่อเสียงของจั่วเฉินก็โด่งดังขึ้นมา ศิษย์ไม่น้อยในหอประลองได้เห็นการต่อสู้ของเขากับตากระทั่งหนานกงเฉินก็ยังถูกซัดจนไม่รู้เป็นตาย เช่นนั้นใครยังจะกล้าใช้สายตามองผู้ติดตามกับจั่วเฉินอีก

            ...

            เมื่อออกจากหอประลองมา จั่วเฉินก็กลับที่พักในทันที

            หลายวันที่ผ่านมาเขาฝึกฝนอยู่ที่หอประลอง และเพราะพลังปราณเจ็ดธาตุได้หลอมรวมเข้าด้วยกันจึงทำให้พื้นเพพลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกเยอะ  

            อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านการต่อสู้กับหนานกงเฉินที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้ามาได้และจั่วเฉินยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ก็ตาม แท้จริงแล้ว เขาเองก็บอบช้ำอยู่ไม่น้อยทว่าก็ได้รับผลดีบางอย่างมาด้วยเช่นกัน

            ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย จั่วเฉินรู้สึกได้ว่าพลังของตนเองพัฒนาขึ้นอีกเพียงก้าวเดียว เขาก็จะพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นหกได้แล้ว

            เมื่อกลับถึงที่พัก จั่วเฉินก็นั่งขัดสมาธิในห้องและเริ่มโคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีทันใดนั้น พลังปราณก็ไหลปราดไปทั่วร่าง ก่อนจะหลั่งไหลเข้าสู่เส้นปราณ เลือดเนื้อ และกระดูกของเขา

            หลังจากโคจรพลังอยู่สามรอบ ภายในร่างก็เกิดเสียงสนั่นขึ้น จั่วเฉินรู้สึกได้ว่าห้าตราปราณโบราณในตัวกำลังดูดกลืนพลังปราณอยู่ก่อนที่มันจะเริ่มสูบเอาพลังห้วงมิติรอบข้างเข้ามา

            ผ่านไปครึ่งชั่วยาม จั่วเฉินก็ค่อยๆ ลุก ทว่าเพียงแค่ขยับเขยื้อนร่างกายก็มีเสียงเปรี๊ยะปะดังขึ้น

            บัดนี้ ภายในตัวของเขามีพลังปราณอันกล้าแกร่งอัดอยู่แน่นพร้อมกับมีพลังขุมหนึ่งถาโถมในใจ

            “ไม่เลว ระดับหลอมรวมขั้นหก” จั่วเฉินพึมพำพร้อมกับทอดสายตาไปด้านนอก

            บัดนี้เขามีพลังระดับหลอมรวมขั้นหกแล้ว ทำให้อาการบาดเจ็บที่ได้จากการต่อสู้กับหนานกงเฉินพลอยหายเป็นปลิดทิ้งและด้วยพลังที่มีในตอนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับหนานกงเฉินอีกครั้ง เขาจะต้องรับมือได้สบายกว่าเดิมแน่อย่างน้อยก็ไม่ต้องบาดเจ็บหนักเช่นนี้อีก

            เมื่อระดับพลังพัฒนาขึ้นจั่วเฉินก็หวนคิดถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับหนานกงเฉินหรือสองคนก่อนหน้านั้น เขาก็รับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง

            ดูเหมือนพลังปราณของเขาจะสามารถผนึกพลังของคนเหล่านั้นได้

            หนานกงเฉินมีระดับพลังและพลังปราณแข็งแกร่งกว่าเขามากแถมยังเป็นพลังปราณธาตุสายฟ้าที่ได้ชื่อว่าดุดันที่สุดอีก ทว่าก็ยังถูกเขาผนึกพลังไปเพียงแค่ส่งพลังปราณออกมาปะทะกัน จั่วเฉินก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งด้านความดุดันหรือพลังโจมตีพลังปราณของเขาล้วนเหนือกว่าพลังปราณธาตุสายฟ้าอยู่มาก

            การต่อสู้กับหนานกงเฉินที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้านับว่าจั่วเฉินต่อสู้กับผู้ที่มีพลังสูงกว่าถึงสี่ขั้นย่อยโดยปกติหากไม่มีร่างพิเศษหรือหกตราปราณโบราณอย่างหลงซินเย่ ก็ไม่อาจเอาชนะได้เลยทว่าเขากลับทำได้ ซึ่งสาเหตุก็คงเพราะการที่พลังปราณของเขาสามารถผนึกคู่ต่อสู้ได้

            ตอนนี้จั่วเฉินยังไม่พัฒนาถึงขั้นสมบูรณ์ พลังผนึกนี้จึงยังไม่โดดเด่นเท่าไรนักแต่หากวันหน้าที่เขาแข็งแกร่งขึ้น จั่วเฉินมั่นใจได้เลยว่าเขาจะต้องเป็นดาวพิฆาตของเหล่าผู้ฝึกยุทธพลังปราณทั้งหมดแน่

            นี่เป็นผลจากพลังปราณเจ็ดธาตุหลอมรวมอย่างนั้นหรือ

            ขณะที่จั่วเฉินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เย่เชียนตี้ก็กลับมาพอดีทว่าวันนี้กลับต่างไปจากปกติ เพราะเย่เชียนตี้ในตอนนี้มีสภาพสะบักสะบอม ทั่วทั้งตัวโชกไปด้วยเลือดชุดที่สวมใส่ก็ขาดแหว่งไปหลายจุด ลมหายใจไม่มั่นคง ที่หน้าอกยังมีรอยฝ่ามือสีแดงคล้ำประดับอยู่รอยหนึ่งอีกด้วย

            “หืม?” เมื่อเห็นเย่เชียนตี้ในสภาพนี้จั่วเฉินก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้

            “เกิดอะไรขึ้น” จั่วเฉินถาม

            แม้จั่วเฉินจะไม่เคยสำรวจพลังของเย่เชียนตี้อย่างจริงจังมาก่อนทว่าพลังของเขาก็ต้องไม่ด้อยไปกว่าหลงซินเย่แน่ แถมเขายังมีพรสวรรค์ล้ำเลิศจนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ใหม่อีกด้วย

            หรือจะมีอัจฉริยะคนอื่นที่มีความสามารถทัดเทียมเย่เชียนตี้ทำร้ายเขาจนมีสภาพเช่นนี้?

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี ที่คุณอ่าน