คำว่าเซียนตกสวรรค์ทำให้คนของนิกายถอยหนึ่งก้าว
ไม่มีผู้ใดได้รับคำสั่ง แต่แนวหน้าหลายร้อยคนขยับพร้อมกันราวกับชื่อเรียกนั้นเป็นคมกระบี่ซึ่งเคยทิ้งรอยไว้ในความทรงจำของนิกาย
ภายในโม่เหอ ชาวบ้านกลับมองผู้เฒ่าโม่ด้วยความเงียบอีกแบบ
คนแก่ผู้ยืมเกลือแล้วลืมคืนคนเมาซึ่งใช้ไม้เท้าเคาะประตูเรือนยามดึกและผู้ฝึกเยี่ยซิงเหอด้วยคำด่ามากกว่าคำชม ยืนอยู่กลางลานในเสื้อป่านชุดเดิมไม่มีสิ่งใดบนร่างเหมือนเซียน
ยกเว้นสายตาของศัตรู
เยี่ยซิงเหอเห็นความกลัวในคนเหล่านั้นชัดกว่าตราโลหิตบนธง
“เซียนตกสวรรค์หมายความว่าอย่างไร?” เขาถาม
ผู้เฒ่าโม่ยังมองเนินกลาง “หมายถึงคนที่ตกลงมาแล้วไม่ยอมตาย”
“ท่านมาจากที่ใด?”
“สูงกว่าที่นี่”
“เหตุใดต้องซ่อนสิบหกปี?”
“เพราะบางครั้งการมีชีวิตอยู่เงียบ ๆ ยากกว่าการชักกระบี่”
คำตอบจริง แต่ไม่ครบ
เยี่ยซิงเหอรู้ทันทีว่าถามต่อในเวลานี้ก็ได้เพียงกำแพงอีกชั้นเขาจึงเปลี่ยนคำถาม “จ้าวนิกายกลัวท่านเพราะอะไร?”
ผู้เฒ่าโม่หัวเราะโดยไม่มีความขบขัน“เพราะเขายังจำได้ว่ากระบี่ฆ่าคนไม่จำเป็นต้องมีชื่อเจ้าของ”
ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเขาไม่ได้ถามเรื่องแดนสวรรค์หรือขอให้ผู้เฒ่าแสดงพลังเพียงวางแผ่นไม้ของวงป้องกันลงตรงหน้า
“ท่านรู้ว่าจ้าวนิกายจะมาหรือไม่?”
“รู้ว่าอาจมา”
“รู้ว่ามันจำท่านได้?”
“หวังว่ามันจะจำไม่ได้”
“แล้วการอยู่ของท่านทำให้หมู่บ้านถูกเลือกหรือไม่?”
คำถามนั้นหนักกว่าความตื่นตะลึงของคนทั้งลานผู้เฒ่าโม่มองแผ่นไม้ห้าวงก่อนตอบ
“ส่วนหนึ่ง”
ชาวบ้านใกล้ ๆ เงียบลง บางคนกำหอกแน่นขึ้นไม่ใช่เพราะพร้อมสู้ศัตรูหากเพราะเพิ่งรู้ว่าคนซึ่งตนไว้ใจซ่อนภัยไว้ใต้เสื้อป่านมาสิบหกปี
ผู้เฒ่าโม่ไม่แก้ตัว “พวกมันตามดวงตรา ตามผ้าไหม และตามข้าหากข้าไม่อยู่ โม่เหออาจถูกพบช้ากว่านี้ แต่คนที่ข้าปกป้องคงตายก่อนโตหากข้าพาเขาไป หมู่บ้านอื่นก็จะรับภัยแทน”
ผู้ใหญ่บ้านถาม “เหตุใดไม่บอกเรา?”
“เพราะข้ากลัวว่าคำตอบจะทำให้พวกเจ้าต้องเลือกก่อนจำเป็น”
“ท่านจึงเลือกแทน?”
ผู้เฒ่าโม่รับคำกล่าวโทษโดยไม่หลบสายตา “ใช่”
เยี่ยซิงเหอเห็นจุดบกพร่องเดียวกันชัดเจนคนแก่ต้องการให้เขามีชีวิตเป็นตัวของตัวเองแต่กลับปิดความจริงจนทุกคนถูกบังคับให้เลือกในวันที่กองทัพมาถึงประตู
ความรักไม่ได้ทำให้การปิดบังถูกต้อง
ผู้ใหญ่บ้านหยิบแผ่นไม้กลับ “ถ้าเรารอด ท่านต้องตอบหมู่บ้านไม่ใช่ตอบเด็กคนนี้คนเดียว”
“ถ้ารอด ข้าจะนั่งให้ด่าทั้งวัน”
“อย่าดื่มหนี”
“คำขอนี้ยากกว่าศึก”
ผู้ใหญ่บ้านไม่ยิ้ม แต่เขาหันสั่งคนรอบลานให้กลับเข้าตำแหน่งการตำหนิผู้เฒ่าโม่ไม่ได้เปลี่ยนว่าศัตรูอยู่หน้าบ้านและการร่วมสู้ไม่ได้ลบหนี้คำตอบ ทั้งสองความจริงอยู่พร้อมกันได้
บนเนิน จ้าวนิกายกางแขนเสื้อลำแสงสีแดงแปดสายเหนือหมู่บ้านสั่นรับ
“ข้าเคยคิดว่าเจ้าจะไม่ปรากฏตัวอีก” เสียงเขาลอยลงมา“ผู้ใดจะคาดว่าเจ้าลดตนมาเฝ้าหมู่บ้านเล็ก ๆ”
ผู้เฒ่าโม่ตะโกนตอบ“ผู้ใดจะคาดว่าคนอย่างเจ้าต้องพาคนพันคนมาจับเด็กคนเดียว”
ใบหน้าจ้าวนิกายไม่เปลี่ยน “ส่งเด็กกับผ้าไหมออกมาข้าจะให้ชาวบ้านตายเร็ว”
ชาวบ้านตามกำแพงกำอาวุธแน่นขึ้น
คำเสนอนั้นไม่เคยมีชีวิตเป็นรางวัล มีเพียงวิธีตายต่างกัน
เยี่ยซิงเหอก้าวไปข้างหน้า ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าขวางอีกครั้ง
“เขาต้องการให้เจ้าตอบ”
“ข้ากำลังจะปฏิเสธ”
“เขารู้ว่าเจ้าปฏิเสธ สิ่งที่ต้องการคือเสียงเพื่อจับตำแหน่งแกนทองคำของเจ้า”
เยี่ยซิงเหอหยุด
ศัตรูเรียนรู้จากศึกสัตว์อสูรแล้ว
ดวงตราเปิดพิกัดกว้างแต่แกนทองคำดาราอยู่ที่ใดในแนวป้องกันยังต้องยืนยัน หากเขาส่งปราณไปพร้อมเสียงค่ายกลจะจับตำแหน่งเขาได้แม่นยำขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านเดินขึ้นกำแพงแทน เขาไม่ได้ใช้ปราณเพียงตะโกนด้วยเสียงคนซึ่งเคยเรียกชาวบ้านมารับเสบียง
“โม่เหอไม่มีเด็กให้เจ้าและไม่มีผู้ใดเลือกวิธีตายจากปากคนอื่น!”
คำตอบดังไม่ไกลเท่าเสียงจ้าวนิกาย แต่คนบนกำแพงได้ยินทุกคน
หอกล่าสัตว์ยกขึ้นพร้อมกัน
จ้าวนิกายมองผู้ใหญ่บ้านครู่หนึ่งราวเพิ่งยอมรับว่าคนธรรมดาตรงหน้ามีสิทธิ์พูด จากนั้นเขาลดมือ
ผู้นำระดับสูงสี่คนรอบเกี้ยวก้าวออกมา
คนหนึ่งถือกระบี่สีแดง อีกคนถือกระดิ่งโลหิตสองคนที่เหลือประสานมือสร้างตรา ปราณของทั้งสี่เชื่อมกับหลักค่ายกลคนละทิศแรงกดดันไหลลงหุบเขาจนกำแพงดินส่งเสียงลั่น
พวกเขาไม่ได้โจมตีผู้ใหญ่บ้าน
เป้าหมายคือวงผนึกทั้งห้า
“พาทุกคนลงจากกำแพง!” ผู้เฒ่าโม่สั่ง
เสียงเขาไม่ดัง ทว่าคนทั่วลานได้ยินเหมือนพูดข้างหูชาวบ้านเคลื่อนตามทันที นักธนูเก็บเชือก คนถือหอกลงบันไดผู้เฒ่ากับหญิงชราพาเด็กเข้าเรือนชั้นใน
ไม่มีผู้ใดรอปาฏิหาริย์ทุกคนกำลังเปิดทางให้การป้องกันเกิดขึ้น
เยี่ยซิงเหอยังยืน “ข้าช่วยรับหนึ่งทิศได้”
“ด้วยแกนที่ร้าว?”
“ถ้าท่านรับสี่ทิศ—”
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะรับ?” ผู้เฒ่าโม่ปลดไหสุราจากเอวดื่มหนึ่งอึกแล้วเทส่วนที่เหลือลงพื้น “ข้าจะตัดมือที่ส่งแรงมา”
เขาโยนไหว่างเปล่าให้เยี่ยซิงเหอ “ถือไว้”
“เพื่ออะไร?”
“ถ้าข้ากลับมา จงคืน ถ้าไม่กลับ จงทิ้งเสียอย่าเก็บเป็นของดูต่างหน้า ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดจำกลิ่นสุราเก่า”
เยี่ยซิงเหอรับไห “ท่านกำลังจะทำอะไร?”
ผู้เฒ่าโม่เดินไปยังประตูเหนือ“ทำให้คนเหล่านั้นจำว่าความกลัวของตนมาจากไหน”
ก่อนถึงประตู หญิงชราผู้ถือไม้คานก้าวมาขวางนางเคยเห็นคนแก่เมาหลับข้างเตาฟืนมาหลายปี บัดนี้กลับมองเขาตั้งแต่ศีรษะถึงรองเท้า
“เซียนต้องกินข้าวหรือไม่?” นางถาม
ผู้เฒ่าโม่ชะงัก “ถ้ายังไม่ตายก็ต้องกิน”
“เช่นนั้นกลับมากินโจ๊กหม้อที่เหลืออย่าทำตัวสูงส่งจนคนอื่นต้องหามศพ”
นางยัดผ้าป่านสะอาดใส่มือเขาแล้วกลับไปช่วยคนเจ็บโดยไม่รอคำตอบ
ผู้เฒ่าโม่มองผ้าในมือ ก่อนพันรอบข้อมือที่จับกระบี่“เห็นหรือไม่?” เขาพูดกับเยี่ยซิงเหอ “เหตุใดข้าจึงไม่ชอบให้คนรู้ว่าเป็นเซียนพอรู้แล้วก็สั่งกันใหญ่”
เยี่ยซิงเหอมองปมผ้า “นางสั่งท่านมาตลอด”
“จริงของเจ้า”
ช่วงหายใจสั้น ๆ นั้นไม่ได้ลดภัยหากทำให้คำว่าเซียนตกสวรรค์กลับมาอยู่ในร่างคนแก่ผู้ยังต้องกิน ต้องเจ็บและมีคนรอให้กลับ
ประตูยังไม่เปิด เขาใช้ไม้เท้าแตะบานไม้เบา ๆกลอนทั้งสามเลื่อนออกเอง
ผู้ใหญ่บ้านขวางหน้า “เปิดประตูตอนนี้ ศัตรูจะบุก”
“ถ้าไม่เปิด แรงสี่ทิศจะทุบวงผนึกจากนอกเราเสียประตูก่อนศึกเริ่ม”
“แล้วท่านออกไปผู้เดียว?”
“คนเดียวเดินหลบง่ายกว่า”
ผู้ใหญ่บ้านมองเขานาน ก่อนหันสั่งคนเฝ้าประตู “เปิดช่องหนึ่งคนปิดทันทีที่เขาพ้น”
ไม่มีการคุกเข่าต่อเซียน ไม่มีคำขอให้ช่วยชีวิตมีเพียงคนสองคนซึ่งต่างรู้ว่าตนกำลังเอาบ้านเป็นเดิมพัน
ประตูเปิดเพียงช่วงไหล่
ผู้เฒ่าโม่ก้าวออกไป
ทันทีที่กลอนปิด ผู้นำทั้งสี่ปล่อยพลังพร้อมกัน
กระบี่สีแดงฟันจากทิศเหนือเงากระบี่กว้างหลายจั้งกดหิมะจนแยกเป็นร่อง กระดิ่งโลหิตดังจากตะวันตกคลื่นเสียงทำให้เลือดในร่างชาวบ้านสั่น อีกสองทิศปล่อยตราเลือดลงพื้นเปลี่ยนหิมะเป็นเส้นค่ายกลที่วิ่งเข้าหากำแพง
ผู้เฒ่าโม่เดินเซ
ก้าวแรกเหมือนคนเมาสะดุดก้อนหินเขาหลบเงากระบี่ได้เพียงครึ่งช่วงตัว ชายเสื้อถูกฉีก
ก้าวที่สองช้ากว่าเสียงกระดิ่งแต่ไม้เท้ากลับแตะพื้นตรงจุดซึ่งคลื่นเสียงกำลังรวม แรงสั่นหักออกเป็นสองสายผ่านข้างหมู่บ้านไปกระแทกหน้าผา
ก้าวที่สาม เขาล้มเข่าลงจริง ๆ
คนของนิกายส่งเสียงฮือ ผู้นำถือกระบี่ยิ้ม
เยี่ยซิงเหอกลับกำไหสุราแน่นขึ้น
ไม่มีปราณส่วนใดของผู้เฒ่าโม่สูญเปล่า ทุกการเซ ทุกการช้าและทุกครั้งที่ไม้เท้าแตะหิมะกำลังวางตำแหน่งบางอย่างแต่อย่างที่เขาเคยเห็นด้วยเนตร ปราณของคนแก่เป็นความว่างซ้อนหลายชั้นมองไม่เห็นต้นหรือปลาย
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าพยุงตนขึ้น “แก่แล้ว เข่าไม่ค่อยดี”
ผู้นำถือกระบี่ตวาด “สมัยของเจ้าจบแล้ว!”
เขาพุ่งออกจากแนว ธงสีเลือดด้านหลังส่งพลังเข้ากระบี่คมแดงยาวขึ้นจนตัดลมหิมะขาด
ผู้เฒ่าโม่เงยหน้า
ความเมาในดวงตาหายไป
“ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าควรยั่วยุ”
ไม้เท้าเก่าพลิกในมือ
เปลือกไม้แตกออก เผยคมกระบี่แคบซึ่งซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีแสงไม่มีลาย ไม่มีชื่อสลักบนเหล็ก สีของมันหม่นกว่าฟ้าก่อนรุ่งเสียอีก
ผู้เฒ่าโม่ไม่ได้ยืนตรง เขายังเซไปด้านข้างปลายกระบี่ลากผ่านอากาศอย่างไร้แบบแผน
กระบี่เมามายไร้ลักษณ์
ผู้นำถือกระบี่มองไม่เห็นว่าคมมาจากทางใดเพราะทุกท่าทางของผู้เฒ่าคล้ายพลาด และทุกช่องว่างคล้ายเปิดไว้ให้โจมตีเขาเร่งคมสีแดงเข้าหาคอคนแก่
ผู้เฒ่าโม่หายจากตำแหน่งเดิม
มิใช่เร็วเกินมอง
เขาเพียงไม่อยู่ตรงจุดซึ่งความตั้งใจของศัตรูกำหนด
คมหม่นผ่านแขนผู้นำหนึ่งครั้ง ไม่มีเสียงกระทบ ไม่มีประกายไฟ
กระบี่สีแดงตกลงบนหิมะพร้อมมือที่ยังจับด้าม
เสียงร้องดังช้ากว่าบาดแผล
อีกสามคนเปลี่ยนเป้าทันที กระดิ่งหันเข้าผู้เฒ่าโม่ตราเลือดสองทิศยกจากพื้นกลายเป็นโซ่ พวกเขาไม่ประมาทอีกและไม่พยายามชนะด้วยการเข้าประชิด
ศัตรูเปลี่ยนวิธีทันทีที่รู้ว่าการประชิดมีแต่ตาย
ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่ฟันโซ่สายแรก มันขาดแต่ปราณโลหิตจากหลักข้างเคียงถักสายใหม่ทันที กระดิ่งดังซ้ำสามครั้งเลือดซึมจากหูเขา ก้าวเมาเริ่มช้าลง
เยี่ยซิงเหอเห็นไหล่ขวาของผู้เฒ่าเกร็งผิดธรรมชาติ
พลังที่เปิดไม่ได้ไร้ราคาร่างของเซียนตกสวรรค์ยังเป็นร่างซึ่งเคยตกและบางสิ่งในตัวเขาไม่ยอมให้ใช้พลังเดิมเต็มที่
“เปิดประตู” เยี่ยซิงเหอกล่าว
ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้า “เขายังไม่ให้สัญญาณ”
“ถ้ารอ—”
“ถ้าเปิดตอนนี้ คนของนิกายบุกตามเขาเข้ามาสิ่งที่เขาทำจะสูญเปล่า”
เยี่ยซิงเหอกำกระบี่เงาดาราความรู้สึกอยากแบกทุกอย่างคนเดียวถูกบังคับให้หยุดด้วยการตัดสินใจของคนธรรมดาอีกครั้ง
นอกกำแพง ผู้เฒ่าโม่ถอยตามแรงโซ่จนใกล้ประตู แต่ไม่ส่งสัญญาณเขากลับหมุนกระบี่เข้าหาตนเอง ปล่อยให้โซ่ทั้งสองพันรอบคม
ผู้นำผู้ถือกระดิ่งยิ้ม “จับได้แล้ว”
“คนเมาจับสิ่งใดไม่ค่อยอยู่” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
เขาปล่อยมือจากด้าม
กระบี่ซึ่งถูกโซ่ดึงพุ่งไปกลางจุดเชื่อมของศัตรูผู้เฒ่าก้าวตามโดยไร้อาวุธ ลอดผ่านคลื่นกระดิ่งใช้สองนิ้วดีดท้ายด้ามเพียงครั้งเดียว
คมหม่นหมุนเป็นวง
ไม่มีรูปกระบวนท่าให้จับ ไม่มีทิศต้นให้ป้องกันเงาคมหลายสายเกิดจากการเปลี่ยนแรงของโซ่ศัตรูเอง ตัดผ่านกระดิ่ง ตราเลือดและหลักค่ายกลด้านหลังในจังหวะเดียว
กระดิ่งแตกครึ่ง
ตราเลือดสองสายดับ
หลักสามต้นล้มลง
แต่จ้าวนิกายยกนิ้วอีกข้างในเวลาเดียวกัน
พลธนูหลังธงปล่อยสาย
ลูกธนูสีดำไม่ได้ยิงผู้เฒ่าโม่มันพุ่งข้ามเขาเข้าหาประตูซึ่งเพิ่งเปิดรับค่ายกลบนหัวศรตอบสนองต่อเลือดของชาวบ้าน หากตกในวงใน ทุกดอกจะกลายเป็นหลักใหม่
ผู้เฒ่าโม่หันหลังให้ผู้นำระดับสูง
การหันครั้งนี้เปิดบาดแผลให้ศัตรูหนึ่งในผู้สร้างตราคว้ากระบี่แดงซึ่งตกบนหิมะด้วยมืออีกข้างแล้วฟันใส่หลังคนแก่
ผู้เฒ่าโม่เลือกปกป้องประตู
เขาสะบัดกระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นฟ้าคมหม่นแตกเป็นเส้นลมที่แทบมองไม่เห็น ตัดหัวธนูทีละดอกลูกธนูครึ่งหนึ่งร่วงนอกกำแพง อีกครึ่งถูกเปลี่ยนทิศไปปักหิมะด้านข้าง
ในจังหวะเดียวกัน คมสีแดงเฉือนผ่านไหล่ซ้าย
เลือดพุ่งออกมา
เยี่ยซิงเหอขยับจะเปิดประตู ผู้ใหญ่บ้านกดกลอนไว้ “ยังไม่ได้!”
“เขาถูกฟัน”
“และถ้าเปิด ลูกธนูที่เหลือเข้ามา”
คนบนกำแพงไม่ยืนดูเฉย ๆหญิงผู้ถือคันธนูยิงใส่ลูกธนูศัตรูกลางอากาศคนอีกสองคนใช้ไม้คานยกแผ่นหนังดิบพาดเหนือประตูหัวธนูที่หลุดจากคมกระบี่ตกลงบนแผ่นนั้นแทนพื้นวงใน
การป้องกันของผู้เฒ่าโม่จึงไม่ต้องสมบูรณ์เพียงลำพัง
เขาใช้ช่องซึ่งชาวบ้านสร้างให้หมุนกายกลับปลายกระบี่แตะคมแดงที่ไหล่แล้วเบี่ยงออกจากนั้นด้ามกระแทกอกผู้สร้างตราจนร่างปลิวกลับแนวธง
เลือดจากไหล่ไหลตามแขนถึงปมผ้าป่านซึ่งหญิงชราพันให้ผ้าธรรมดาไม่หยุดบาดแผลจากผู้นำระดับสูงได้ แต่ทำให้ด้ามกระบี่ไม่ลื่นหลุดมือ
ชีวิตสามัญเปลี่ยนผลศึกในจุดซึ่งพลังสูงส่งทำไม่ได้
ลำแสงเหนือหมู่บ้านหายไปสามสาย กองทัพนิกายแตกแถวเป็นช่วงเสียงหวาดกลัวลามเร็วกว่าคำสั่ง ผู้นำระดับสูงซึ่งยังยืนได้รีบถอยกลับหาเกี้ยว
ผู้เฒ่าโม่รับกระบี่ซึ่งหมุนกลับมา แล้วปักลงหิมะเพื่อพยุงร่าง
เลือดหยดจากปลายจมูกถึงคาง
จ้าวนิกายยังไม่ขยับเขามองรอยกระบี่บนหิมะอย่างคนซึ่งได้หลักฐานที่ต้องการริมฝีปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
“เจ้าตกลงมาจริง” เขากล่าว “กระบี่เหลือไม่ถึงส่วนเดิม”
ผู้เฒ่าโม่เช็ดเลือด “เท่านี้ก็พอฆ่าคนช่างพูด”
“พอฆ่าคนหนึ่ง แต่พอปกป้องหมู่บ้านหรือ?”
คำถามนี้ทำให้ผู้เฒ่าโม่มองกลับไปยังประตูเขาเห็นแผ่นหนังเหนือกำแพง เห็นคนถือคาน เห็นหญิงนักธนูและเห็นเยี่ยซิงเหอซึ่งยังยืนหลังกลอนแทนเปิดประตูตามอารมณ์
“ข้าไม่เคยปกป้องมันคนเดียว” เขาตอบ
จ้าวนิกายดีดนิ้ว
หลักค่ายกลซึ่งล้มไม่ได้ดับสนิทเลือดจากคนที่ถูกผูกข้างฐานไหลออกมากขึ้น อักขระใหม่ซ้อนทับรอยกระบี่ของผู้เฒ่าโม่เก็บลักษณะปราณทุกสายที่เพิ่งเปิดเผยไว้
หลักฐานรั่วแล้ว
นิกายรู้ว่าเซียนตกสวรรค์อยู่ที่นี่รู้ว่ากระบี่ของเขายังตัดค่ายกลได้ และรู้ว่าร่างรับพลังได้นานเพียงใด
ผู้เฒ่าโม่ชักกระบี่ขึ้นแล้วถอยมาหน้าประตู เขายกมือเป็นสัญญาณ
กลอนเปิด
เยี่ยซิงเหอสอดตัวออกไปรับเขาคนเฝ้าประตูช่วยกันดึงทั้งคู่กลับก่อนปิดบานไม้ ศรสีเลือดหลายสิบดอกพุ่งตามมาปักเต็มด้านนอกจนประตูสั่น
เมื่อไม่มีสายตาศัตรูเห็นผู้เฒ่าโม่จึงปล่อยน้ำหนักทั้งหมดลงบนไหล่ศิษย์
“ไหของข้า” เขาพูด
เยี่ยซิงเหอส่งให้ “ท่านกลับมาแล้ว”
ผู้เฒ่ารับไหเปล่า พยายามยกดื่มก่อนนึกได้ว่าไม่มีสุรา“น่าเสียดาย”
เลือดพุ่งจากปากเขาลงในไห
เยี่ยซิงเหอจับชีพจรผู้เฒ่าปราณภายในสับสนราวทางน้ำถูกฟันขาดหลายช่วงบาดแผลนี้ไม่ได้มาจากกระดิ่งหรือโซ่เพียงอย่างเดียวมันมาจากการบังคับร่างที่ตกสวรรค์ให้จำพลังเดิม
“เหตุใดไม่บอกว่าท่านรับไม่ไหว?”
“ถ้าบอก เจ้าก็แย่งออกไป”
“ข้ายังยืนได้”
“และจะล้มหลังหมุนแกนสามรอบ”
ผู้เฒ่าโม่พยายามเดินเอง แต่เข่าทรุด เยี่ยซิงเหอต้องรับไว้
รอบลาน ชาวบ้านมองคนแก่ด้วยสายตาใหม่ไม่มีผู้ใดเข้าใจอดีตทั้งหมด แต่ทุกคนเห็นการเลือกตรงหน้าเขายอมให้ความลับสิบหกปีถูกเปิดเพื่อให้กำแพงยังอยู่
บนฟ้า ลำแสงที่ขาดเริ่มเชื่อมใหม่ด้วยเลือด
หยดเลือดจากปากผู้เฒ่าโม่ตกถึงพื้น
เส้นค่ายกลใต้หมู่บ้านสว่างตอบรับ
ผู้เฒ่าโม่ได้รับบาดเจ็บ