จำนวนคนของตระกูลเหล่ยในตอนนี้มากกว่าพวกจ้าวหยูซินสองเท่าและอีกฝ่ายมีจอมพลสูงสุดถึง 5 คน แต่ทางด้านจ้าวหยูซินมีจอมพลสูงสุดแค่สามคน ส่วนจ้าวหยูเฟยและเสี่ยวเตี่ยนั้นเป็นเพียงจอมพลขั้นสูงเท่านั้น
“สำหรับหญิงสาวพวกนี้มันน่าเสียดายที่จะสังหารเฉยๆสู้เราไม่ทำลายแกนเวทย์ของพวกนางและส่งนางไปขายให้กับหอนางโลมละ” เหล่ยเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายเมื่อมองไปยังเรือนร่างที่งดงามของหญิงสาวตรงหน้า
“เป็นความคิดที่ดี ถ้างั้นผู้อาวุโสพวกท่านอย่าได้รุนแรงนักละ” เหล่ยอิงกล่าวพร้อมกับยกยิ้มชั่วร้าย
“ฮ่า ฮ่า องค์หญิงไม่ต้องกังวลพวกข้าจะไม่ทำให้พวกนางเสียโฉมจนเกินไป” เหล่าชายชราพากันหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย
ขณะที่พวกเหล่ยอิงเริ่มลงมือ ในอตนนั้นเองบนท้องฟ้าปรากฏศรเวทย์จำนวนมากปรากฎออกมาราวกับสายฝน ศรเวทย์เหล่านี้แม้จะไม่ทรงพลังมากนักแต่กลับสามารถทำร้ายจอมพลขั้นต้นถึงกลางได้
“ใครกัน!!!!!!!” เหล่ยอิงคำรามและสร่างม่านพลังสายฟ้าป้องกันศรเวทย์ทันที
“พวกเจ้ารีบหนีไปซะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากแห่งใหนก็ไม่รู้
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ยื่นมือช่วยเหลือ” พวกจ้าวหยูซินไม่รอช้ารับพาพวกเย่สุ่ยหนีทันที
“อย่าได้หวังว่าจะหนีได้” เหล่ยอิงคำรามและโจมตีออกไปทันที
แต่พริบตานั้นเองศรเวทย์อีกชุดก็ปรากฏออกมาอีกครั้ง ใบหน้าของเหล่ยเฟิงขาวซีดและวิ่งไปหลบข้างหลังพวกผู้อาวุโสตระกูลเหล่ยด้วยความกลัว
“ใครกันที่ลงมือในตอนนี้หรือว่าเผ่าภูติ” ผู้อาวุโสตระกูลเหล่ยคำราม
“ไม่น่าใช่ เผ่าภูติไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องลงมือในตอนนี้” เหล่ยอิงนั้นฉลาดมากนางไม่หลงกลต้าหมิงในทันทีแต่นางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าคนที่ลงมือคืออสูรคลั่ง
“เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายนั้นแค่ต้องการถ่วงเวลาให้พวกนั้นหนีไปได้หรือว่าจะเป็นคนของอาณาจักรเหมันต์” เหล่ยอิงกล่าวพร้อมกับขบคิด
แม้แต่ตอนนี้พวกนางก็ไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้เพราะอีกฝ่ายอยู่ใกลเกินไป
“จริงๆแล้วคนที่มีฝีมือการยิงธนูแบบนี้ได้มีเพียงแค่ต้าหมิงคนเดียว” เหล่ยเฟิงกล่าว
“แต่ต้าหมิงได้ตายไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะงั้นเป็นไปได้ว่าครึ่งอสูรหรืออาณาจักรเหมันต์ลอบช่วยเหลืออาณาจักรอัคคี” ผู้อาวุโสตระกูลเหล่ยกล่าว
“จากสายข่าวของข้า อาณาจักรเหมันต์และเมืองจิ้งจอกนั้นได้แอบค้าขายและเป็นพันธมิตรกันอย่างลับๆ และอาณาจักรเหมันต์ยังแอบช่วยเหลืออาณาจักรอัคคีอย่างลับๆมาหลายครั้งเช่นกัน” เหล่ยอิงกล่าว
“ด้วยพลังของราชินีเหมันต์ตอนนี้อาณาจักรอสนีของพวกเราไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้แน่” ผู้อาวุโสตระกูลเหล่ยกล่าว
“เอาเถอะเรื่องพวกนั้นค่อยว่ากันทีหลังพวกเราจะต้องรีบตามพวกนั้นไปก่อน” เหล่ยอิงกล่าวพร้อมกับติดตามพวกจ้าวหยูซินไปเมื่อเห็นว่าการโจมตีหยุดลง
อีกด้านเมื่อพวกจ้าวหยูซินหลบหนีออกไปก็ปรากฏเหม่ยซูและเหม่ยจูปรากฎอยู่ตรงหน้าพวกจ้าวหยูซินและนำทางไปยังที่ปลอดภัย
“ทำไมนายท่านถึงเลือกที่จะช่วยเหลืออาณาจักรอัคคี” หมิงเฉียนกล่าวถาม
“เพราะเมืองจิ้งจอกนั้นเป็นพันธมิตรกับสองอาณาจักรในเผ่ามนุษย์” ต้าหมิงกล่าว
“แบบนี้นี่เอง ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิผู้หญิงด้วยกันทำให้ทั้งสามเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกันในช่วงที่สามดินแดนกำลังวุ่นวายสินะ” หมิงเฉียนกล่าว
“ถูกต้อง หลังจากสัตว์เวทระดับ 9 ที่ถูกผนึกตายไปสามดินแดนก็เกิดสัญญาณที่ไม่ดีหลายครั้งความขัดแย้งที่สะสมมานานหลายปีก็ระเบิดออกมาจนเกิดสงครามอย่างต่อเนื่อง ทั้งในดินแดนมนุษย์และดินแดนครึ่งอสูรก็เช่นกัน หรือว่าดินแดนภูติของพวกเจ้าไม่เกิดความขัดแย้งงั้นเหรอ” ต้าหมิงกล่าว
“ถ้าเป็นความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆย่อมมี แต่ความขัดแย้งใหญ่ๆกลับไม่ปรากฎออกมาเพราะอำนาจของจักรพรรดิวิญญาณและราชินีภูตินั้นปกคลุมทั่งทั้งดินแดน” หมิงเฉียนกล่าว
“พูดถึงเรื่องนี้ข้าได้ข่าวมาว่าความจริงแล้วที่ราชินีภูติแต่งงานกับจักรพรรดิวิญญาณเพราะต้องการคุมอำนาจทั้งหมดในดินแดนภูติเป็นเรื่องจริงหรือไม่” ต้าหมิงกล่าว
“เป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นดินแดนภูติมีสองขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่คือตระกูลจั่วและตระกูลหมิง สองตระกูลนั้นมีพลังและอำนาจเทียบเท่ากันจึงเป็นธรรมดาที่จะแย่งชิงอำนาจกันมาหลายร้อยปี แต่ว่าหลังจากที่อำนาจของดินแดนครึ่งอสูรแข็งเกร่งมากเรื่อยๆทำให้ดินแดนภูติได้รับแรงกดดันอย่างมาก สองตระกูลจึงตัดสินใจที่จะร่วมมือกันด้วยการแต่งงานของสองอัจฉริยะของดินแดนภูตินั้นก็คือราชินีภูติและจักรพรรดิวิญญาณ” หมิงเฉียนกล่าว
“แบบนี้นี่เอง เพราะแบบนี้อำนาจของดินแดนภูติถึงรวมเป็นหนึ่งและสามารถต่อต้านครึ่งอสูรได้” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าสงบ
ทางด้านพวกเหม่ยซูได้พาพวกจ้าวโยวหลันมายังถ้ำแห่งหนึ่ง และตลอดทางพวกต้าหมิงที่ตามมาด้านหลังก็ได้ทำลายร่องรอยทั้งหมดตลอดทางทำให้พวกเหล่ยอิงไม่สามารถติดตามมาได้ถูก
“ขอขอบคุณแม่นางทั้งสองที่ให้ความช่วยเหลือ” จ้าวหยูซินในฐานะเป็นตัวแทนจึงกล่าวขึ้น
“แม่นางหยูซินไม่ต้องสุภาพก็ได้ พวกเราเมืองจิ้งจอกนั้นได้เป็นพันธมิตรกับอาณาจักรเหมันต์และอาณาจักรอัคคีอย่างลับๆนานแล้วดังนั้นเรื่องพวกนี้พวกข้ายินดีให้ความช่วยเหลือ” เหม่ยซูกล่าว
“แต่ถ้าแม่นางจ้าวหยูซินต้องการจะขอบคุณจริงๆก็ไปขอบคุณนายท่านของพวกเราเถอะ เพราะนายท่านเป็นคนที่ลงมือถ่วงเวลาให้กับพวกท่าน” เหล่ยจูกล่าว
“นายท่านของพวกเจ้าคืออสูรคลั่งใช่หรือไม่” จ้าวโยวหลันกล่าว
“ถูกต้องแล้ว” เหม่ยซูกล่าวยอมรับ
“แล้วทำไมอสูรคลั่งถึงต้องช่วยเหลือพวกเรา ข้าได้ข่าวมาว่าเขาค่อนข้างจะไม่สนใจเรื่องของคนอื่นมากเท่าไหร่” จ้าวโยวหลันกล่าว
“เพราะข้าได้รับการว่าจ้างมายังไงละ” ในตอนนั้นเองเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น ร่างของต้าหมิงปรากฏพร้อมกับปรับเปลี่ยนเสียงเล็กน้อย
ด้วยร่างกายที่สูงขึ้นและสวมใส่หน้ากากเหล่าหญิงสาวตรงหน้าจึงไม่มีใครจำต้าหมิงได้ แต่จ้าวหลาน จ้าวหยูเฟยและเย่สุ่ยกลับมีปฏิกิริยาพวกนางไม่รู้ว่าทำไมแต่นางรู้สึกคุ้นเคยกับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
“คุณชายช่วยถอดหน้ากากได้หรือไม่” จ้าวหลานที่รู้สึกวุ่นวายหัวใจจึงกล่าวขึ้นโดยไม่คิด
“ไม่ได้!!!!!!!!” ต้าหมิงรีบตอบกลับทันที
ใบหน้าของต้าหมิงแทบไม่เปลี่ยนไปมากนักในเวลาสองปีมานี้ถ้าเปิดหน้ากากออกไปพวกนางย่อมจำได้ ตอนนี้ต้าหมิงไม่พร้อมจะให้พวกนางรู้ถึงตัวตนของเขาจนกว่าเขาจะล้างแค้นและมั่นใจว่าจะไม่มีใครทำอะไรเขาได้อีกต่อไปต้าหมิงถึงจะเปิดเผยตัวตน
“ข้าขออภัยที่น้องสาวของข้าเสียมารยาท” จ้าวหยูซินกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
นางไม่คิดว่าอยู่ดีๆน้องสาวของนางจะกล่าวแบบนั้นออกมาแม้แต่จ้าวโยวหลันที่มองไปทางอสูรคลั่งยังหรี่ตาลง ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของต้าหมิงสูงขึ้นจ้าวโยวหลันเองก็คงจะจำได้ไปแล้ว