ภายในรัศมี ๒๐ก้าวรอบแท่นหินกลางลาน ไม่มีผู้ใดกล้ากล้ำกรายเข้าใกล้ด้วยเพราะไอยะเยือกที่คุกคามพื้นดินยังแสดงอานุภาพของมันอยู่ต่อเนื่อง แม้แต่กลุ่มศิษย์ชุดเทาอ่อนยังต้องขยับถอยไปหลายสิบก้าวเนื่องจากถูกไอเย็นกระทบร่าง
ฝูอวี้ฉยงมิใส่ใจคนที่เหลือนางตวัดปลายนิ้วเบา ๆ เชือกที่รัดข้อมือของชายหนุ่มก็ขาดออกขณะที่ร่างของเขาซวนเซจะล้มลงนางก็เพียงใช้ฝ่ามือประคองไว้แผ่วเบาก็สามารถรั้งร่างนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ หญิงสาวค่อย ๆประคองให้เขานั่งลงแล้วบอกขึ้นว่า
“ท่านนั่งพักเดินพลังปราณก่อนเถอะจะช่วยให้โอสถวิเศษออกฤทธิ์เร็วขึ้น” ว่าจบร่างของนางก็ลุกขึ้นยืนหากมือของเขากลับรั้งมือของนางไว้ทำให้หญิงสาวต้องหันกลับมามองก่อนจะย่อกายลงอีกครั้ง
“มีสิ่งใดหรือ”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องออกหน้าแทนข้าจะพาให้เจ้าวุ่นวายโดยใช่เหตุ” ต้องยอมรับว่าโอสถที่นางป้อนให้ก่อนหน้ามีสรรพคุณลึกล้ำเพียงไม่กี่สิบลมหายใจเข้าออก ความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับปลาสนาการสิ้นชายหนุ่มจึงสามารถเอ่ยคำได้ติดต่อกันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยหอบ แม้เสียงจะยังแหบพร่าแต่ก็ฟังได้ชัดเจน
“เอ้าเฟิง...ยามข้าไร้พลังปกป้องตนเองท่านเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือข้า หากไม่ได้ท่านข้ารึจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ถึงตอนนี้ยามนี้พลังของข้ากลับคืนมาแล้ว การออกหน้าช่วยท่านมิใช่เรื่องสมควรงั้นรึ หรือว่าท่านรู้สึกเสียหน้าที่ต้องให้สตรีผู้หนึ่งปกป้อง”นางกล่าวคำด้วยความจริงใจ บุรุษผู้นี้อย่างน้อยสุดก็สามารถคบหาเป็นสหายด้วยยามยากลำบากที่สุดเขาไม่ได้หนีเอาตัวรอดทั้งที่มีโอกาสหนีท้ายคำนางเลยคิดทดสอบเขาเพิ่มเสียหน่อย
“เจ้ายังมีหน้ามาล้อเล่นอีกหรือ” ชายหนุ่มถึงกับเอ็ดขึ้นมาดวงตาเรียวมองนางอย่างตำหนิคล้ายผู้ใหญ่มองผู้เยาว์ก็มิปาน
“ข้าเพียงปากพร่อยเท่านั้นอย่าได้ถือสาเลย”นางรีบบอกเสียงอ่อน ทั้งยังคว้าต้นแขนของเขาเขย่าเล็กน้อยอย่างลืมตัว
“ข้ามิได้ถือโทษและมิได้กลัวจะเสียหน้าแต่เรือนร้อยปราชญ์แม้เป็นเพียงสำนักระดับสอง แต่ก็มีสัมพันธ์อันดีกับสำนักบัณฑิตมังกรระดับสามข้ากลัวก็แต่เจ้าจะเดือดร้อนไปด้วย ครั้งที่เจ้าต่อสู้กับจานประหลาด อยู่ ๆปราณของเจ้าก็ใช้การไม่ได้มิใช่หรือ สร้างศัตรูเช่นนี้เกิดปราณเจ้าติดขัดขึ้นมาอีกจะทำเช่นไร”เขารู้ว่านางมีระดับฝีมือสูงส่ง แต่เขาก็ไม่อยากให้นางต้องสร้างศัตรูเพราะออกหน้าแทนเขา
ฝูอวี้ฉยงได้ฟังคำเตือนด้วยความจริงใจของอีกฝ่ายก็ยิ่งรู้สึกนับถือเขามากขึ้น แต่วันนี้ไหน ๆก็สร้างเรื่องขึ้นแล้วก็เอาให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเลยคงดีเสียกว่า
“น้ำใจท่านครานี้ข้าผู้แซ่สวี่จะจดจำไว้ไม่มีวันลืมเลือน” ฝูอวี้ฉยงตัดสินใจเดินหน้าต่อเอ่ยกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้ง หากก็หลงลืมไปว่าตนเองคิดปกปิดฐานะแท้จริงกับเขาแต่ดันเผลอพูดแซ่สกุลที่หวังใช้สวมฐานะไปชั่วคราวก่อนกลับเมืองหลวงแคว้นฉิน
คนฉลาดเช่นเอ้าเฟิงได้ยินเช่นนั้นย่อมเก็บรายละเอียดได้รวดเร็วกว่าฝูอวี้ฉยงจะรู้ตัวว่านางเผลอเผยเบาะแสของตนเองออกไปเวลาก็ผ่านไปนานแล้ว
ปราการป้องกันถูกหญิงสาวสร้างขึ้นครอบคลุมร่างของเอ้าเฟิงไว้อย่างรวดเร็วชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองนางเล็กน้อยแล้วหลับตาลง เขาตอนนี้หากไม่รีบฟื้นฟูกำลังก็รังแต่จะเป็นภาระให้นางเพราะเหตุนี้เขาจึงรีบเดินพลังเพื่อกระตุ้นให้โอสถวิเศษทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น
ฝ่ายฝูอวี้ฉยงยืนขึ้นเต็มความสูงจ้องมองด้านล่างก็เห็นว่ามีเหล่าองครักษ์หลายสิบคนถูกเรียกเข้ามาแต่ละคนมีอาวุธถืออยู่พร้อมพรัก เตรียมลงมือได้ทุกเวลา
“อยากจู่โจมก็เข้ามาจะรอช้าอยู่ทำไม”หญิงสาวเอ่ยท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใดพวกเขาอุตส่าห์เรียกองครักษ์มือดีมาถึงสามสิบคนก็เพื่อกำราบนางไม่ใช่หรือแล้วจะชักช้าให้เสียเวลาทำไม
“เจ้าก้าวล่วงเข้ามาในเขตเรือนร้อยปราชญ์ทั้งยังกล้าทำร้ายผู้ลงทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยม วันนี้ต่อให้เจ้ามีสิบปากก็ไม่อาจแก้ต่างความโอหังที่ล่วงเกินสกุลไป๋หลี่ไปได้”
“เจ้านับเป็นตัวอะไร ...อาวุโสรึ ?ทัณฑ์แส้หางหนามเป็นของต้องห้าม หากไม่ร้ายแรงถึงขั้นทรยศไหนเลยใช้ออกมีอาวุโสที่ตามืดบอดเช่นเจ้า ดูท่าข้าคงประเมินพวกตระกูลไป๋หลี่ไว้สูงเกินไป” เกรงว่าทั่วทั้งแดนปุถุชนคงมีแม่นางน้อยกล้าตายผู้นี้เท่านั้นที่กล้ากล่าววาจาสามหาวเช่นนี้
เรือนร้อยปราชญ์แม้ก่อตั้งมาไม่ถึงพันปีแต่คนทั้งแผ่นดินปุถุชนต่างยกย่องให้สำนักแห่งนี้เป็นสำนักเที่ยงธรรม ทรงภูมิรู้วิชาฝีมือแม้ไม่โดดเด่นเท่าสำนักระดับสามดาวแต่เรือนร้อยปราชญ์กลับอบรมบ่มวิชาให้ศิษย์มากหน้าหลายตา เมื่อสำเร็จออกไปก็สามารถเข้าสู่สำนักระดับสามดาวได้สมภาคภูมิหลายคนได้ต่อยอดจนก้าวไปถึงสำนักระดับนภาในแดนยุทธภัณฑ์เกียรติประวัติหลายร้อยปีจึงเป็นสิ่งที่ศิษย์สำนักภูมิใจอย่างมาก
“วันนี้ผู้ใดขวางทางข้าก็อย่าหาว่าข้าไร้ปรานี”
“นังปีศาจ ...จับกุมตัวนางมา”สามอาวุโสถึงกับเดือดดาล ในใจร้อนรุ่มด้วยไฟโทสะระดับสูงสุด ผู้อยู่ตรงกลางสุดถึงกับออกคำสั่งเสียงกึกก้องเหล่าองครักษ์ที่ล้วนอยู่ในชั้นปฐพีขั้นสูงต่างกระโดดปราดขึ้นจากพื้น
ท่วงท่าแต่ละคนล้วนดุดันหมายเอาชีวิตเท่านี้ก็รู้ได้ว่าสามอาวุโสอะไรนั่นไม่คิดเก็บนางไว้
องครักษ์สามสิบนายดูไปก็อายุสามสิบกว่าขึ้นไปทั้งสิ้นด้วยระดับเช่นนี้หากเทียบกับฝูอวี้ฉยงคงไม่อาจนำมาเทียบได้แต่ในฐานะผู้ฝึกตนแห่งแดนปุถุชนอายุสามสิบสี่สิบปี แล้วสำเร็จปฐพีขั้นสูงย่อมแสดงให้เห็นว่าผ่านความเพียรพยายามมามากมายเพียงใด
ฝูอวี้ฉยงแม้ไม่พอใจคนสั่งการ แต่นางจะไม่หักหาญถึงขั้นทำลายความสำเร็จชั่วชีวิตของคนเหล่านี้การเลือกบทลงโทษแต่ละบท นางยึดถือความเหมาะสมถูกต้องเป็นสำคัญอย่างพวกโจรหมาป่าที่นางทำลายตันเถียนลงก็เพราะสามเดือนที่ผ่านมา พวกมันก่อกรรมทำเข็ญไว้มากนางจึงสามารถตัดสินใจลงมือได้เด็ดขาด
องครักษ์ทั้งหมดทะยานเข้ามาด้วยความดุดันกระแสปราณถูกซัดฟาดออกจากปลายศัสตราที่ถือไว้ ทันทีที่พวกเขาพวกเขาล่วงล้ำอาณาเขต ๒๐ก้าวเข้ามา ก็ถูกปราณวายุหนาวเหน็บกระทบใส่ จนร่างทั้งหมดกระดอนกลับหลังชนกระแทกกับอัฒจรรย์หินบาดเจ็บจนกองอยู่กับที่ทุกตัวคน ปราณศัสตราก็แตกสลายง่ายดายราวกระจก
บรรดาศิษย์ที่มีเกือบร้อยถึงกับหน้าซีดด้วยองครักษ์เหล่านี้ล้วนอยู่ในระดับปฐพีขั้นสูงทั้งนั้นแต่หญิงสาวอายุไม่ถึงยี่สิบปีผู้หนึ่งกลับรับมือพวกเขาได้ง่ายดาย โดยไม่แม้แต่จะออกกระบวนท่าผู้ใดได้พบเห็นกับตาแล้วจะไม่ตื่นตระหนกคงไม่มี
ลำพังพวกศิษย์ต่อให้ระดับสูงสุดก็ยังเป็นเพียงปฐพีขั้นกลาง...เพราะเมื่อสำเร็จถึงขั้นสูงคนเหล่านั้นจะถูกส่งไปทดสอบเพื่อเข้าสำนักฝึกตนระดับสามดาวต่อไป
“เจ้ากล้าก่อความวุ่นวายถึงเพียงนี้ก็อย่าหาว่าอาวุโสเช่นข้ารังแกผู้เยาว์เลย” อาวุโสคนกลางตวาดเสียงก้องร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าใส่ฝูอวี้ฉยงที่ห่างออกมาหลายร้อยก้าวอย่างเดือดดาลมือขวาของเขายกขึ้นแผ่ผนึกปราณที่มีทั้งหมดในร่างหมายทำลายนังเด็กปากนี้ผู้นี้ให้สิ้นซาก
แรงกดทับระดับนภาขั้นกลางไหนเลยที่คนทั่วไปจะรับมือได้พวกศิษย์สำนักเรือนร้อยปราชญ์ถึงกับถอยปราดไปด้านหลัง เพราะอานุภาพที่ฝ่ามือของอาวุโสแสดงออกมาช่างน่าหวั่นกลัวยิ่งนักแต่หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวบนแท่นกลางลานกว้างกลับไม่แม้แต่ปรายตามอง
แม้ว่าด้านบนจะมีปราณฝ่ามือที่ใหญ่เกือบจั้งกำลังตรงมาที่นางแต่นางกลับไม่ใส่ใจทำเพียงยกมุมปากข้างขวาขึ้นเผยรอยยิ้มเยาะบาง ๆ
ขณะที่เหล่าคนสำนักเรือนร้อยปราชญ์กลับเข้าใจว่าแม่นางน้อยผู้นี้ถูกพลังปราณลึกล้ำข่มขวัญจนยอมรับชะตาไม่แม้แต่จะตอบโต้กลับ แต่แล้วร่างของแม่นางผู้นั้นกลับหายลับตาไป
“นางหนีได้งั้นรึ”หนึ่งในอาวุโสที่ยังยืนอยู่ที่เดิมถามอีกคนอย่างนึกเจ็บใจ
“อาวุโสจางลงมือด้วยตนเองชนชั้นมุสิกเช่นนางจะขวัญกล้าอยู่ต่อรึ” อีกคนรีบสำทับด้วยความเยาะเย้ยมิคาดว่าไม่ทันที่เขาจะหยุดพักหายใจหลังพูดจาดูถูกหญิงสาวรุ่นเยาว์กลางท้องฟ้ากลับเกิดภาพที่พวกเขาทุกคนจะต้องจดจำไปจนวันตาย
ปราณฝ่ามือของอาวุโสจางผู้นั้นแตกสลายหายไปกับอากาศอย่างไร้ที่มาที่ไปทั้งเหนือร่างบุรุษที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศบัดนี้มีร่างบอบบางของหญิงสาวรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง นางใช้ปลายเท้าขวากดลงบนบ่าของเขาอย่างแผ่วเบาหากอาวุโสที่เป็นผู้ฝึกตนระดับนภาขั้น ๕ ถึงกับไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ ร่างของเขาถูกแรงกดทับหนักหน่วงประหนึ่งขุนเขาโอสถกดลงที่บ่าแม้แต่ตกลงมาถึงพื้นเบื้องล่างก็ยังไม่อาจควบคุมร่างของของตนถึงกับขนาดต้องคุกเข่ากับพื้นหินที่แตกออกเพราะแรงกดทับมหาศาล มุมปากสองข้างมีโลหิตที่คั่งค้างภายในไหลออกมาเป็นทาง
ฝูอวี้ฉยงผู้นี้แม้ยึดบุญคุณสำคัญกว่าความแค้นแต่นางมีหลักการประหลาดที่ว่า
‘ดีต่อนางนางตีตอบสิบเท่า ร้ายต่อนาง นางร้ายตอบร้อยเท่า’เมื่อคิดหักหาญไร้ปรานี นางจำเป็นต้องไว้หน้าผู้ใดอีกหรือ
“ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่เอ้าเฟิงวันนี้แม้แต่ตันเถียนของเจ้าข้าก็ไม่คิดเก็บเอาไว้” ร่างสูงโปร่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงใสกังวานที่เต็มไปด้วยความเฉียบขาดเมื่อสิ้นคำร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่ก็ถูกปราณฝ่ามือของนางจู่โจมเข้ากลางหลัง จนร่างถูกยกจากพื้นแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังกลุ่มศิษย์บนอัฒจันทร์ด้วยความเร็วสูง
ที่นางไม่ลงมือรุนแรงเหมือนครั้งที่ลงมือกับพวกโจรก็ด้วยเอ้าเฟิงยังเป็นคนตระกูลไป๋หลี่อย่างไรเสียนางก็ต้องคิดถึงวันหน้าของเขาให้มากมิอาจทำตามใจได้เหมือนเหตุการณ์ริมบึงใหญ่
ร่างของอาวุโสจางถูกปราณฝ่ามือส่งไปข้างหน้าราวกับถุงหนังจะตกลงที่ใดนางหาได้ใส่ใจไม่ เพราะต่อให้เขาบาดเจ็บหนักแต่ตันเถียนยังคงอยู่ต่อให้ตกจากความสูงสักหน่อย กระแทกกับพื้นแรงสักนิดก็คงไม่ทำให้บาดเจ็บเพิ่มกว่าเดิมเท่าใดนักหรอก
หากการกลับไม่เป็นตามที่ฝูอวี้ฉยงคาดเพราะปลายทางกลับมีร่างของชายชราหนวดยาวโผเข้ามารับร่างของอาวุโสจางได้ก่อน ข้างกายของเขาก็ยังชายชราอีกคนที่รูปร่างหน้าตาประพิมพ์ประพายเดียวกันราวถอดแบบกันมากเพียงแต่สวมเสื้อผ้าแตกต่างกันเท่านั้นเองมองปราดเดียวก็รู้ว่าชายชราเคราขาวสองคนนี้อยู่ชั้นนภาขั้น ๗และถือว่าเป็นผู้มีระดับสูงสุดในบรรดาคนของสำนักเรือนร้อยปราชญ์ที่นางพบเจอวันนี้
ร่างของคนเจ็บถูกวางลงขณะที่อาวุโสที่เหลือกับศิษย์ทั้งหมดต่างค้อมกายลงแสดงความเคารพผู้มาใหม่ชายชราสองคนนี้ดูไปก็อายุมากกว่าอาวุโสจางสักยี่สิบปี แต่กลับมีขั้นสูงกว่าเพียง ๒ขั้นเท่านั้น อันว่าโลกแห่งฝึกตนนั้นรากฐานคือสิ่งสำคัญคนของแดนปุถุชนส่วนใหญ่ล้วนมีรากฐานสามัญ ระดับนภาก็ถือว่าสูงพอสมควรแล้วการก้าวผ่านแต่ละขั้นที่สูงขึ้นไปก็ดูยากเย็นนักสำหรับผู้มีรากฐานสามัญ
ดูอย่างระดับที่ต่างกันเพียง ๒ขั้นของสองเฒ่าเคราขาวกับอาวุโสจาง ก็พอเห็นชัดถึงความยากเย็นในการฝึกฝน
“แม่นางน้อยท่านไม่พอใจสิ่งใดจึงได้ก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้” ผู้เฒ่าที่สวมชุดขาวปลอดทั้งตัวเป็นผู้ออกปากถามแม้ดวงตาของเขามีความไม่พอใจ แต่กลับเก็บอารมณ์ได้ดี และเอ่ยถามออกมาอย่างสุภาพและให้เกียรติอีกฝ่าย
“ข้ามาทวงถามความยุติธรรมให้แก่เอ้าเฟิง”เมื่ออีกฝ่ายถามด้วยไมตรี หญิงสาวจึงไม่คิดตัดรอนง่ายดาย
“เหอะ ! เอ้าเฟิงเป็นสกุลไป๋หลี่ทำผิดต้องรับโทษทัณฑ์ ลำพังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้หนึ่งก็สอดเรื่องในรองเท้าผู้อื่นได้ด้วยหรือแม้เจ้ามีความเก่งกาจเพียงใด แต่ยุทธภพมีกฎว่าไว้ ศิษย์สำนักมิอาจยุ่งเกี่ยวเรื่องราวราชสำนักความขัดแย้งของแว่นแคว้น หรือสอดมือยุ่งเรื่องสำนักอื่น เจ้าละเมิดกฎเช่นนี้รอเพียงให้คนตำหนักหลิงเซียวรับรู้เจ้าต้องได้โทษทัณฑ์” หากเฒ่าชุดขาวคือน้ำเย็นเฒ่าชุดเขียวก็คือไฟผลาญ เขามิยั้งไมตรีเห็นแก่หน้าผู้ใด ต่อให้พวกตนจะผิด แต่ก็ไม่ใช่ธุระกงการของผู้ใดต้องมายุ่งเกี่ยว
“น่าเสียดายที่กฎแห่งตำหลิงเซียวคงใช้กับข้ามิได้”
“เจ้าโอหังเกินไปแล้ว”เฒ่าชุดเขียวถึงกับแผดเสียงจนกึกก้องท้องฟ้าบรรดาศิษย์ล้วนขยับกายถอยด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกลูกหลง
“โอหังรึ ? ต้าขุย” นางแสยะยิ้มเย็นอีกคราแต่ครั้งนี้ดูน่ากลัวกว่าครั้งแรกเป็นหลายเท่านักทั้งที่เฒ่าชุดขาวทำให้นางเย็นลงได้มาก จนนางคิดว่าการเจรจาด้วยเหตุผลคือทางออกแต่เพียงครู่เดียวทุกอย่างก็พังทลายลงด้วยความถือดีของเฒ่าชุดเขียว
บนยอดเสาที่เคยใช้มัดเอ้าเฟิงไว้มีนกน้อยตัวหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากมันรีบตีปีกบินมาหานายของมันอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก
“คุณหนู ๆ”
“อยู่แต่ข้างในมาหลายเดือนเจ้าเบื่อหรือไม่”หญิงสาวเอ่ยถามกับเจ้านกข้างกาย แต่เสียงของนางกลับได้ยินชัดไปทั่วลานกว้างใหญ่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงสาวผู้นี้เชี่ยวชาญการยั่วโมโหหรือไรยามนี้ท่านผู้เฒ่าชุดเขียวโกรธจนแทบฆ่าคนได้แล้วแต่นางยังเอาเวลามาพูดคุยกับนกจิ๋วท่าทางอ่อนแอ แม้แต่จะเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงทั่วไปก็ยังดูไม่เหมาะสมนัก
“ขอรับ ๆ”คำตอบของมันคนอื่นย่อมไม่เข้าใจ จะมีก็แต่ผู้เป็นนายเท่านั้นสื่อสารกับมันรู้เรื่อง
“ดีจริงวันนี้ข้าให้เจ้าบินเล่นที่นี่สักสี่ห้ารอบอยากรู้นักว่าจะมีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดอีกหรือไม่” นางบอกกับนกน้อยอย่างสื่อความถึงกันต้าขุยเป็นสัตว์ใต้พันธะของฝูอวี้ฉยงไหนเลยไม่เข้าใจว่านางต้องการอะไรตอนนี้มันเป็นถึงสัตว์เวทระดับตี้ผู้หนึ่งแล้วแรงลมใต้ปีกของมันมิใช่สิ่งที่สามารถมองข้ามได้เลยแม้แต่น้อยเมื่อนางสั่งมันก็พร้อมสนองตอบ
ร่างเล็กกระจิ๋วกางปีกบินทะยานออกอย่างรวดเร็วตามทางที่มันบินผ่านทิ้งไอวิเศษสีทองเป็นสัญลักษณ์ไว้
สองเฒ่าชุดเขียวและขาวเริ่มมองหน้ากันอย่างตกใจไอวิเศษนั้นมิใช่บอกว่าสังกัดระดับตี้มิใช่หรือ ? ระดับตี้ของสัตว์เวทเทียบเท่าระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์
นี่หญิงสาวผู้นั้นถึงกับครอบครองสัตว์เวทระดับสูงเช่นนี้ไว้ด้วยหรือดูท่าพวกเขาจะประสบกับดาวพิฆาตเข้าให้แล้ว
หากแต่ความตระหนกของพวกเขายังไม่จบสิ้นเพียงเท่านั้นเพราะทันทีที่ต้าขุยบินขึ้นสู่จุดสูงสุดของยอดอาคารในเรือนร้อยปราชญ์เงาร่างมหึมาก็แผ่สยายกางปีกบิน ยามนี้ลำตัวตอนกางปีกขยายใหญ่จนมีขนาดสองจั้งกว่า ตอนเคลื่อนไหวในท้องฟ้าจึงมิต่างจากเจ้าเวหาปกครองน่านนภาเบื้องบน
ไอวิเศษราวหมอกควันกระจายออกจากกรอบร่างทุกที่ที่มันบินผ่านมีสายลมแรงดุจพายุพัดพาอาคารที่ใกล้กับลานกว้างมากที่สุดยามนี้ถูกลมจากปีกของต้าขุยซัดจนหลังคาปลิวหายผนังแตกหัก จนแทบจะจำเค้าโครงเดิมไม่ได้แม้แต่น้อย
ศิษย์น้อยใหญ่ต่างวิ่งหลบหนีกันจ้าละหวั่นแต่กลับไม่มีที่ใดพอให้หลบเลี่ยงได้เลยเนื่องจากลมจากการตีปีกบินของสัตว์เวทระดับนี้มีอานุภาพรุนแรงเกินกว่าพวกเขาจะต้านไหว
ปราณป้องกันที่กางออกแม้ร่วมแรงกันแต่ก็ยังไม่อาจต้านไว้ได้สามอาวุโสรวมถึงเฒ่าชุดเขียวถูกลมนั้นพัดจนถอยหลังไปหลายก้าวยามกางปราการป้องกันก็กลับถูกแรงสะท้อนจากลมคลั่งจนบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน
ต้าขุยหันกลับมามองราวกับต้องการคำชมของผู้เป็นนายซึ่งฝูอวี้ฉยงก็ยิ้มให้แถมยังพยักหน้ายอมรับความสามารถอีกฝ่ายเจ้าตัวดีจึงยิ่งกระพือปีกบินแรงขึ้น คล้ายกำลังอวดอ้างว่า
เรื่องข่มขวัญไว้ใจมันได้เลย
“แม่นางโปรดยั้งไมตรี”เฒ่าชุดขาวรีบร้องบอกด้วยท่าทีขอร้อง ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะเป็นคนเดียวเท่านั้นในหมู่อาวุโสที่ยังไม่บาดเจ็บแม้แต่พวกศิษย์ที่ถูกพัดพาไปมา พวกนั้นก็แค่ทรงตัวไม่ได้ถูกแรงลมพัดใส่ แต่กลับไม่มีผู้ใดเป็นอันตรายและบาดเจ็บเช่นเฒ่าชุดเขียว และสามอาวุโสที่อยู่ก่อนหน้านี้
เพียงพบข้อสังเกตนี้เข้า เขาจึงรู้ว่านกยักษ์สามารถกำหนดเป้าหมายให้แรงลมของมันทำร้ายคนที่มันต้องการได้ แค่เพียงระดับของมันก็ทำให้ใจของเขาแทบหยุดเต้นแล้วนี่ยังมีความสามารถที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ซ่อนไว้อีก มิเท่ากับว่านกยักษ์สามารถเจาะจงสังหารคนจากบนฟ้าได้เพียงต้องการมิใช่หรือ
ฝูอวี้ฉยงได้ยินคำขอจึงยอมรามือ
“ต้าขุย” นางเรียกขนเทาเพียงเบาๆ นกยักษ์ก็โผผกลงมาจากฟ้า แล้วย่อกายกลับเป็นนกจิ๋วตัวเดิมพลางเกาะอยู่ที่ไหล่ข้างขวาของหญิงสาวราวกับของประดับชิ้นหนึ่ง
“เชิญแม่นางไปรอที่โถงด้านในเรื่องวันนี้ตระกูลไป๋หลี่ย่อมมีคำตอบที่เหมาะสมให้ท่าน” เมื่อนางยอมไว้หน้าผู้เฒ่าชุดขาวจึงรีบกระโดดมาหยุดด้านหน้าผู้เยาว์วัยกว่าทั้งยังยกมือสองข้างประสานกันด้านหน้าแล้วเอ่ยกับนางอย่างให้เกียรติ
“ก็ดี”หญิงสาวยอมรับคำ พลางหันไปมองเอ้าเฟิงที่ตอนนี้ลุกกลับขึ้นมายืนได้แล้วจึงเอ่ยปากถามอาการกับเขาอย่างใคร่รู้
“ท่านรู้สึกเป็นเช่นไรบ้าง”
“ฟื้นฟูขึ้นกว่า ๕ ส่วนแล้ว”แสดงว่ายังเหลืออีกครึ่งจึงจะหายดีอาการที่เหลือคงต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อให้แผลค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น
“เชิญแม่นาง”ชายชราผายมือแล้วนำทางนางไปยังส่วนด้านหลังของเรือนร้อยปราชญ์อย่างรวดเร็วหญิงสาวเดินตามเข้าไปพร้อมเอ้าเฟิงอย่างไม่กลัวเกรงจะมีก็แต่พวกคนที่ล้มอยู่รายทางเท่านั้น ที่รีบหดแขนหดขาไม่ก็ขยับตัวเพื่อหลีกหนีนางราวกับกำลังหลบหนีภูตผีก็ไม่ปาน ซึ่งหญิงสาวมิใคร่สนใจสายตาผู้ใดอยู่แล้ว
โถงในของเรือนร้อยปราชญ์ตั้งอยู่ที่อาคารถัดมาด้านหน้ามีเวรยามยืนประจำที่อย่างเคร่งครัด เมื่อเห็นว่าผู้นำคือหนึ่งในสองผู้คุมกฎแห่งตระกูลพวกเขาจึงรีบเปิดทางแล้วแสดงความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกันแม้แปลกใจว่าด้านหลังมีคนแปลกหน้าที่พวกเขาไม่เคยพบ แต่ท่านผู้เฒ่านำมาด้วยตัวเองคงไม่เกิดปัญหาอันใดตามมา
“เจ้าไปเรียนรองประมุขว่าข้าขอพบ”
“ขอรับ”ผู้รับคำสั่งรีบเดินผละออกไปจากแถว ส่วนท่านผู้เฒ่าก็เดินนำเข้าไปที่ห้องโถงซึ่งกว้างขวางเป็นระเบียบภายในห้องโถงไม่ต่างจากหญิงสาวคิดสักเท่าใด เพราะด้านในมีข้าวของน้อยชิ้นทุกชิ้นล้วนดูเคร่งขรึม มีความหมาย และทรงคุณค่าแม้กระนั่งที่นั่งยังเป็นเบาะวางเรียงกับพื้น ด้านหน้ามีโต๊ะยาว ๕ฉื่อวางอยู่สองฝั่งของห้อง
ฝูอวี้ฉยงก้าวขาแล้วเดินไปหยุดนั่งที่เบาะด้านในสุดของที่นั่งสำหรับแขกแม้นางแสดงบารมีข่มขวัญผู้คน แต่หญิงสาวย่อมมิกระทำการจนเกินเลยไปนักด้วยยามนี้ผู้เฒ่าชุดขาวเป็นตัวแทนเอ่ยปากขอให้นางไว้ไมตรีแล้วแล้วหญิงสาวก็จำต้องปฏิบัติด้วยดีกลับคืน หากภายหน้าพวกเขาคิดกลับคำนางจึงค่อยลงมืออีกครั้ง
เอ้าเฟิงเดินตามมาจึงจำต้องนั่งลงข้าง ๆกับหญิงสาว แต่ก่อนนั่งเขาได้หันไปแสดงความเคารพต่อท่านผู้เฒ่าก่อนเมื่อเห็นว่าท่านพยักหน้าเล็กน้อยจึงยอมนั่งลงอย่างสุภาพเรียบร้อยซึ่งการกระทำทั้งหมดของเขาย่อมอยู่ในสายตาของฝูอวี้ฉยง
นางเองก็เป็นลูกผู้ดีเกิดในตระกูลใหญ่แต่เพราะเกิดมากำพร้า แม่นมที่เลี้ยงดูนางมาก่อนหน้าก็เป็นชาวยุทธ์กิริยามารยาทนางจึงรู้แค่พื้นฐาน ยามได้เห็นของจริงก็อดนึกละอายตนเองมิได้ด้วยท่วงท่าการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มล้วนมีแบบแผนที่ถูกสั่งสอนมาอย่างถูกต้องเมื่อทำเป็นประจำทุกวันจึงกลายเป็นอิริยาบถหนึ่งที่สามารถเคลื่อนไหวได้เองโดยไม่ต้องคิด
ระหว่างรอก็มีบ่าวนำน้ำชาและขนมถั่วกวนมาให้บ่าวนั้นท่าทางเรียบร้อย คล่องแคล่ว เมื่อส่งให้แล้วก็ออกไปอย่างรวดเร็วไม่มีท่าทีสอดรู้สอดเห็นเลยสักน้อย
หญิงสาวหยิบขนมถั่วกวนใส่ปากอย่างไม่กังวลว่าจะถูกวางยาพิษอย่างไรเสียนางก็ยังมีต้าขุยอยู่ด้วย หากคนพวกนี้กล้าตลบหลังนางจริง ก็เท่ากับกล้าดูหมิ่นสัตว์เวทระดับตี้เมื่อนั้นเรือนร้อยปราชญ์อาจถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลองก็เป็นได้
ฝูอวี้ฉยงแม้นั่งรับประทานขนมแต่แท้จริงปราณตรวจสอบของนางได้กางออกตั้งแต่ก้าวย่างเข้ามาในโถงแห่งนี้แล้วยามนี้มันได้กางออกจนครอบคลุมพื้นที่กว่า ๑ พันก้าวรอบกายของนางรับรู้ได้ว่าด้านนอกกำลังมีการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่
ทุกคนในโถงรีบยืนขึ้นฝูอวี้ฉยงใช้ปราณตรวจสอบแต่แรกแล้ว ก็พบว่าผู้ที่มาน่าจะเป็นผู้นำสูงสุดของสำนักเขาผู้นี้มีระดับสูงกว่าทุกคนภายในตระกูลด้วยเพราะอีกแค่ครึ่งก้าวเขาก็สามารถทะลวงสู่ชั้นบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ได้หากร่างกายของท่านผู้เฒ่ากลับอ่อนแอเกินไปมิรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อจนถึงวันที่ตัดผ่านได้หรือไม่
“ประมุข”เฒ่าชุดขาวหรือว่าผู้คุมกฎประสานมือแสดงการคารวะ เช่นเดียวกับเอ้าเฟิง
“ตามสบายเถอะ”เสียงที่เปล่งออกมามีความเหนื่อยล้าอย่างมาก วันนี้ท่านมิจำเป็นต้องออกมาเองด้วยซ้ำแต่เพราะได้รับรู้ถึงเรื่องราวน่าผิดหวังของคนในตระกูลท่านผู้เฒ่าจึงต้องออกหน้าด้วยตนเองโดยรองประมุขซึ่งเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ต้องคอยประกบผู้เป็นบิดาตลอดเวลาแม้จะพามานั่งที่นั่งแล้วอาการของผู้เฒ่าก็ดูไม่ค่อยดีขึ้นนัก
“ประมุขไป๋หลี่”ฝูอวี้ฉยงแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมหญิงสาวไหนเลยอ่านแววตาเที่ยงธรรมที่ชายผู้นี้มีไม่ออกยามเขาเหลียวมองเอ้าเฟิงก็ไม่ได้มีแววตาขุ่นเคืองเช่นคนอื่น ๆในดวงตาคู่นั้นมีความเมตตาแสดงออกมาจนสังเกตเห็น
“ช่างขายหน้าแม่นางนัก ที่คนสกุลไป๋หลี่ทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้”
“ข้าคงต้องรบกวนให้บ่าวและคนไม่เกี่ยวข้องออกไปรอด้านนอกประตูก่อน”
“ทำตามที่แม่นางน้อยพูด”ประมุขผู้เฒ่าออกคำสั่งบ่าวรับใช้และองครักษ์ที่ติดตามมาจึงรีบเดินออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวยิ้มให้บางเบา นางขยับมือข้างขวาของตนเพียงเล็กน้อยก็ปรากฏปราการแผ่ออกครอบคลุมอาคารหลังนี้ไว้จนมิดชิดคนในสามารถได้ยินเสียงจากด้านนอก แต่คนนอกมิสามารถได้ยินเสียงจากด้านใน
การกระทำของนางที่รวดเร็วฉับไวออกจะทำให้ประมุขไป๋หลี่ บุตรชาย และผู้คุมกฎแปลกใจและตกใจอยู่มาก
“เรื่องที่ข้าจะพูดเกี่ยวพันกับเรื่องยุ่งยากหากมิจำเป็นก็ขอให้พวกท่านเก็บไว้เป็นความลับ” อย่างไรเสียนางเองก็ต้องกลับบ้าน นางจึงคิดบอกความจริงแค่ส่วนเล็กๆ ไว้ให้พวกผู้ใหญ่ในตระกูลไป๋หลี่รับรู้ เผื่อวันข้างหน้าเอ้าเฟิงเองก็จะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากนัก
“เชิญแม่นาง” รองประมุขเป็นผู้เอ่ยขึ้น
“ข้าติดตามปีศาจตนหนึ่งมาจากทางเหนือ และพบว่ามันแอบซ่อนอยู่ในเจดีย์เซียนสำนักบัณฑิตมังกรเพราะการสู้รบครั้งนั้นทำให้ข้าบาดเจ็บหนักดีที่เอ้าเฟิงช่วยเหลือไว้ข้าจึงรอดตายมาได้สำหรับข้าเขาจึงเป็นผู้มีพระคุณผู้หนึ่ง เมื่อเขาได้รับโทษที่เกินเลยข้าจึงจำต้องออกหน้า” หญิงสาวมิได้เปิดเผยฐานะแท้จริงของปีศาจที่นางอ้าง ซึ่งเอ้าเฟิงที่นั่งฟังเงียบๆ ก็เข้าใจดีว่านางคงปกปิดไว้ เพราะไม่อยากให้สกุลไป๋หลี่ต้องมาเกี่ยวข้องด้วย
“ปีศาจรึ ?ปีศาจชนิดใดกันถึงร้ายกาจเช่นนี้” รองประมุขรีบถามอย่างข้องใจจากการสอบถามของคนที่เห็นเหตุการณ์ ระดับฝีมือของหญิงสาวผู้นี้ไม่ธรรมดาหากนางยังบาดเจ็บแสดงว่าปีศาจนั้นร้ายกาจมาก
“เห็นทีข้าไม่สะดวกจะเอ่ยคำแต่ถ้าท่านลองสืบข่าวดูจากสำนักบัณฑิตมังกรก็คงทราบว่าวันทดสอบเลื่อนขั้นเกิดเรื่องประหลาดใดขึ้นบ้าง”
“ช่างเถอะเอาเป็นว่าข้าจะสั่งลงทัณฑ์อาวุโสทั้งสามที่กล้ากระทำเรื่องชั่วช้าลับหลังเช่นนี้แม่นางโปรดวางใจ” ผู้เป็นบิดาจึงพูดขึ้นแทนและรับปากว่าจะจัดการเอาเรื่องกับสามอาวุโสที่สั่งการให้ลงทัณฑ์เอ้าเฟิง ส่วนเรื่องที่เกิดในสำนักบัณฑิตมังกรก็สามารถสอบถามเอาได้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หากนางกล่าวคำลวงพวกเขาก็
ย่อมหาข้อพิรุธเอาได้
“ขอบคุณประมุขที่เมตตา”
“แม่นางเกรงใจ...อั่ก ๆ”ท่านผู้เฒ่าไป๋หลี่เอ่ยคำกลับมา แต่ไม่ทันพูดจบประโยค ก็อ่อนแรงลงแถมยังกระอักโลหิตออกมาคำโตจนบุตรชายและผู้คุมกฎรีบปราดเข้าไปดู แม้แต่เอ้าเฟิงก็ทำท่าจะลุกจากที่นั่งท่าทางของเขากระวนกระวายใจอย่างมากจนหญิงสาวต้องถามขึ้น
“คนผู้นี้มีความสำคัญต่อท่านมากรึ ?”
“เสี่ยวลิ่วเจ้ามีวิธีหรือ”เขารีบถามอย่างร้อนรน
“ข้าย่อมมีวิธี ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก ข้าจะยอมช่วยประมุขไป๋หลี่สักครา”
“แน่นอน”
“แม่นางน้อย อาการของท่านพ่อมิใช่เรื่องล้อเล่นหากท่านมิมั่นใจเกรงว่า...” รองประมุขย่อมได้ยินคำสนทนาระหว่างหญิงสาวกับเอ้าเฟิงเมื่อนางบอกออกมาว่ามีวิธี เขาผู้เป็นบุตรย่อมตื่นเต้นดีใจแต่อาการของบิดาของเขารักษามาหลายปีคนระดับสูงในสำนักต่างรู้ดีว่าแม้แต่ยอดโอสถยังไม่อาจบรรเทาอาการ
ตอนนี้ได้แต่ป้อนยาฟื้นฟูเพื่อระงับอาการเบื้องต้นให้แก่ประมุขสำนักเท่านั้น
“วางใจเถอะ” นางตอบด้วยความมั่นใจ
“มิมีประโยชน์หรอกแม่นาง อาการของข้าข้าย่อมรู้ดี ยามนี้มีแต่ต้องบรรลุเขตแดนถัดไป จึงสามารถฟื้นกลับคืนมาได้”ผู้เฒ่าไป๋หลี่ส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง เขาพิงกายอยู่กับบ่าของบุตรชายคนโตพลางเอ่ยคำออกมาอย่างผู้ปลงตก หลายปีมานี้เขาทุกข์ตรมจากความสูญเสียมามากจนทำให้อาการบาดเจ็บที่มีอยู่เดิมกำเริบขึ้นมา จนร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน ๆ
“ขอเพียงนับแต่นี้พวกท่านไม่ผิดต่อเอ้าเฟิงข้าสามารถช่วยให้ประมุขไป๋หลี่ตัดผ่านคอขวดที่ติดขัดนี้ได้”
*********
**ทีแรกไม่อยากสปอย แต่หลายคนคิดถึงเมืองหลวงแล้ว ...เอาเป็นว่าตอนหน้าก็กลับแล้วจ้ะ
อยากย้ำอีกสักรอบเรื่องนี้เป็นเรื่องยาวนะ เพราะงั้นเรื่องมันก็ไปตามกรอบเวลาของมันซึ่งเนื้อเรื่องจนถึงปัจจุบันยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลย
**ท้ายที่สุดก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมนะ
ZHMX