“ง่ายเช่นนี้?”
เย่ฉีมองกลับไปที่หลิวตงเฉิงก่อนจะถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ง่ายเช่นนี้...ในการทดสอบของอ๋องลำดับห้าข้าได้พิจารณาดีแล้วท่านถือว่ามีคุณสมบัติที่จะเข้าไปในห้องราชาอย่างไรก็ตามก็เป็นเพียงการประเมินจากข้าทั้งสองคนเท่านั้น...สุดท้ายท่านจะมีคุณสมบัติพอที่จะได้รับมรดกราชาหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับนายเหนือหัวของเรา”
ทั้งน้ำเสียงและดวงตาของหลิวตงเฉิงยามที่กล่าวถึงนายเหนือหัวนั้นเต็มไปด้วยความเคารพและเทิดทูนถึงขีดสุดด้วยคำกล่าวของนางนี้ก็ยิ่งทำให้ดวงตาของเย่ฉีเป็นประกายมากขึ้น!เป็นเพราะการต่อสู้กับซุยกุ่ยนั้นทำให้เย่ฉีต้องรีดเร้นความสามารถที่มีทั้งหมดในตอนนี้ออกมาเมื่อรวมกับก่อนหน้านี้เขาไม่คิดว่าในปราสาทนี้จะมีเศษเสี้ยวของวิญญาณอ๋องอยู่ด้วยจึงทำให้ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป!
เย่ฉีนั้นกล่าวได้ว่าคือตัวตนที่มีความรู้เทียบเคียงกับคำว่ามากที่สุดของจักรวาลใบนี้แล้วแต่อย่างไรก็ตามมันเป็นเพียงเพียงคำว่า’ มากที่สุด’ ไม่ใช่คำว่า’ ทั้งหมด’จักรวาลนี้กว้างใหญ่ทั้งยังเต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับอีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบถึงเย่ฉีจะเคยเป็นผืนดินแต่ก็ใช่ว่าเขาจะรับรู้ถึงทุกอย่างในปฐพีนี้ได้ เช่นเดียวกันแม้ว่าเย่ฉีจะเคยเป็นท้องนภาแต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าพวกมันเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนอย่างเช่นที่อยู่ของทัณฑ์สายฟ้าเขาก็ยังต้องขอความช่วยเหลือจากหลุมฝังศพนิรันดร์เพื่อตามหา
ในบรรดาเรื่องจำนวนมากมายเหนือคณาที่เย่ฉีไม่เคยรับรู้ก็คือหนึ่งในความลับของจักรวาล...คัมภีร์ค่ายกลลับมหาปราชญ์ฟ้าบูรพา!ความลับนี้ยั่วยวนเป็นอย่างมากมันถึงขั้นทำให้หัวใจอันเงียบสงบของเขาต้องเต้นสั่นอย่างรุนแรงอย่างไรก็ตามคัมภีร์นี้เป็นสิ่งที่ลี้ลับและถูกสร้างขึ้นโดยเห่ยหมิงซานหยาน มันถูกคุ้มกันโดยกฎค่ายกลเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าวงจรแต่ละวงจรยังประกอบไปด้วยอักขระเวทเก้าร้อยเก้าสิบเก้าตัว การจะปลดผนึกคัมภีร์ที่เห่ยหมิงซานหยานทิ้งไว้นั้นมีเพียงสองวิธีเท่านั้น
หนึ่งคือในร่างต้องประกอบด้วยโลหิตสายตรงของเห่ยหมิงซานหยานและแก้วงจรเวทได้เก้าร้อยเก้าสิบเก้าวงจรสองคือใครก็ตามที่สามารถแก้ไขวงจรเวททั้งเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าวงจรซึ่งประกอบไปด้วยอักขระเวททั้งหมดเกือบหนึ่งล้านตัวได้ก็จะได้รับการยอมรับจากเห่ยหมิงซานหยานและสืบทอดความรู้ทั้งหมดของหมาปราชญ์ฟ้าบูรพาไป!
แน่นอนว่าสำหรับเย่ฉีนั้นค่ายกลเวทของเห่ยหมิงซานหยานสำคัญกับเขาอย่างมาก!เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากและยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จหรือไม่คัมภีร์จักรพรรดิหยางนั้นเป็นสิ่งที่ต่อต้านกฎโบราณและเมื่อรวมกับการดัดแปลงของเย่ฉีก็ยิ่งทำให้เกิดผลรุนแรงมากยิ่งขึ้นดังนั้นทุกครั้งที่เย่ฉีผสานดาราใดก็ตามที่ไม่ใช่ดาราแรกที่ผนึกทันณ์สายฟ้าเอาไว้ก็จะทำให้ทัณฑ์สายฟ้าบนสวรรค์ชั้นที่สองพิโรธและโจมตีลงมาเช่นเดียวกับครั้งนี้
ความจริงแล้วเย่ฉีก็ยังหาวิธีที่ดีที่สุดไม่ได้และทำได้เพียงให้กำเนิดดาราที่สามเพื่อผสานเข้ากับน้ำค้างแกนโลกและใช้คุณสมบัติแฝงในการฟื้นฟูขั้นสุดของมันมาต้านรับทัณฑ์สวรรค์เอาไว้จนกว่าหาวิธีที่จะแก้ปัญหาได้อย่างถาวรทว่าเมื่อมาถึงตอนนี้เขาก็พบวิธีที่ว่าแล้ว...นั่นก็คือค่ายกลของเห่ยหมิงซานหยาน!
ในระหว่างที่เดินออกมาจากห้องลับเย่ฉีก็ยังตื่นเต้นไม่หายเพราะการคงอยู่ของเศษเสี้ยววิญาณราชามู่!ในตำนานอันแสนยาวนานนั้นสายเลือดของเห่ยหมิงซานหยานทั้งหมดมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับสืบทอดจากคัมภีร์ค่ายกลลับมหาปราชญ์ฟ้าบูรพานางชื่อว่าเห่ยหมิงเย่วเย่วลูกหลานสายตรงรุ่นหลังของเห่ยหมิงซานหยานนอกจากนี้นางยังมีอีกสถานะหนึ่งคือมารดาของราชามู่!
เพื่อความปลอดภัยของราชามู่ในวัยเยาว์และจนกระทั่งเขาเติบใหญ่...นี่เป็นเหตุผลที่จักรพรรดิขุ่ยปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับและมีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วราชามู่สืบทอดสายเลือดขุ่ยและเห่ยหมิง!
“ตั้งแต่ยุครกร้างมหาปราชญ์ทั้งสี่ก็แทบไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย...ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ดังนั้นความลับและวิชาค่ายกลเวททั้งหมดของเขาจึงตกอยู่กับเห่ยหมิงเย่วเย่วเพียงคนเดียว!”
เย่ฉีสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะจ่ายตราประทับทั้งหมดที่เหลืออยู่ห้าสิบดวงออกไปเพื่อใช้เป็นกุญแจในการเปิดประตูสู่ห้องมรดกราชาเขาไม่ได้สนใจสมบัติหรือสิ่งใดมากนัก สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการได้พบกับวิญญาณของราชามู่!เย่ฉีมั่นใจว่าพระราชวังแห่งนี้ราชามู่ต้องเป็นคนสร้างอย่างแน่นอน และนั่นก็หมายถึงราชามู่ได้รับการสืบทอดความรู้วิชาค่ายกลจากมารดาและเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่สองของมหาปราชย์ฟ้าบูรพาเห่ยหมิงซานหยาน!
ฟู่ว...
ตราประทับส่องแสงค่ายกลทำงานสุดท้ายประตูหินอ่อนก็ค่อยๆจางหายไปเกิดเป็นม่านพลังโปร่งใส่กั้นขวางอยู่ เย่ฉีมองผ่านเข้าไปด้านในแม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็ยังพอจะเห็นได้ว่าคือท้องพระโรงขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปยังบัลลังก์สีทองด้านในสุดหลังเก็บความตื่นเต้นเอาไว้จิตใจของเขากลับมาสงบนิ่งอีกครั้งและเดินผ่านม่านพลังเข้าไปด้านใน
วูป
สายตาของเขาพร่าเลือนไปเล็กน้อยราวกับโลกและสวรรค์พลิกกลับไปมาเกิดเป็นภาพนับไม่ถ้วนหมุนวนจนกระทั่งสติคืนกลับมามองเห็นว่าตัวเองยืนอยู่ในท้องพระโรงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างงดงามสายตาของเย่ฉีกวาดมองไปรอบๆ พลางแอบชื่นชมอยู่ในใจ
สองข้างทางที่ควรจะเป็นแถวของทหารองขรักษ์กลับปรากฏเป็นแท่นหินมากมายตั้งเรียงกันไปจนสุดทางด้านในและบนแทนหินเหล่านั้นก็ยังเต็มไปด้วยอาวุธสมบัติและโอสถล้ำค่าจำนวนมากวางเอาไว้อย่างไรก็ตามเย่ฉีมองกวาดไปยังพวกมันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีม่วงผิวขาวที่นั่งอยู่ด้านในใบหน้าของเขานั้นสงบนิ่งและแผ่บรรยากาศอันอบอุ่นออกมาคล้ายกับเป็นบัณฑิตหนุ่มทรงปัญญา
ตั้งแต่ที่เย่ฉีปรากฏตัวจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่แม้แต่จะมองมาที่เย่ฉีเลยเสียด้วยซ้ำด้านหน้าของเขาคือหินอ่อนตัวหนึ่งที่ด้านบนมีกระดานมีหมากวางเอาไว้ด้วยท่าทีครุ่นคิดอยู่เช่นนั้นบ้างขมวดคิ้วบ้างถอนหายใจราวกับว่าอับจนหนทางเย่ฉีค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆและหยุดรอห่างจากที่ชายหนุ่มชุดม่วงนั่งพิจารณาหมากอยู่ระยะหนึ่ง
เย่ฉีหลับตาและยืนอยู่เช่นนั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมาจนกระทั่งเวลาค่อยๆไหลผ่านไปจนไม่รู้ว่านานขนาดไหน... หนึ่งชั่วยาม...หนึ่งวัน...หนึ่งเดือนหรือหนึ่งปี?
“เฮ้อ...ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมาเท่าไหร่แต่สุดท้ายข้าก็ยังไม่สามารถแก้หมากนี้ของเขาได้...”
ชายหนุ่มชุดม่วงกล่าวออกมาพร้อมกับถอนหายใจเขาโบกมือครั้งหนึ่งตัวหมากทั้งหมดก็ลอยกลับเข้าไปในโถและวางไว้เพื่อให้มีคนมาเริ่มเดินใหม่อีกครั้งในเวลานั้นดวงตาของเย่ฉีก็ค่อยๆ เปิดขึ้นเช่นกันมันเป็นจังหว่ะเดียวกับที่ชายหนุ่มชุดม่วงหันกลับมามองที่เขาและยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น
“ขออภัยที่เสียมารยาทนามของข้าคือมู่...ยินดีต้อนรับราชันมังกรสู่ห้องมรดกราชา เชิญ…”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยพลังและความอบอุ่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งท้องพระโรงแห่งนี้...เยฉีพยักหน้าครั้งหนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปและนั่งลงยังอีกฝั่งของโต๊ะหินด้วยท่าทีเรียบเฉยถึงแม้ว่าเย่ฉีจะต้องการมรดกความรู้จากราชามู่ก็จริงแต่อย่างไรก็ตามหากว่ากันตามลำดับขั้นเย่ฉียังนับว่าอยู่เหนือกว่าราชามู่หลายขั้นรวมไปถึงเหนือกว่าจักรพรรดิขุ่ยด้วยเช่นกันทั้งหมดนี่ก็เป็นเพียงฐานะของราชันมังกรเท่านั้น
“ไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของหมากตานั้น...ข้ามาที่นี่และรอเจ้าถึงสี่ปีรวมไปถึงก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าใช้เวลาไปเท่าไหร่...ตาหมากที่แม้แต่ราชามู่ก็ยังแก้ไม่ได้ชั่งน่าสนใจจริงๆ”
ดวงตาของเย่ฉีหรี่เล็กลงและราชามู่เองก็มีประกายแวบหนึ่งแน่นอนว่าราชามู่นั้นคือผู้สืบทอดของมหาปราชญ์ฟ้าบูรพาสติปัญญาของเขาเป็นอะไรที่น่าหวาดกลัวมาก!การจะทำความเข้าใจในอักขระและสร้างค่ายกลเวทสายเห่ยหมิงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย!แน่นอนว่าการหยั่งเชิงของเย่ฉีครั้งนี้ก็เหมือนกับเป็นการบอกความปรารถนาของเขาออกไปแล้ว
“เรื่องที่ทำให้ท่านต้องรอนานนั้นข้าต้องขออภัยอีกครั้งค่ายกลชั้นในสุดของท้องพระโรงแห่งนี้คือมิติและเวลาดังนั้นสี่ปีที่นี่ภายนอกก็ผ่านไปเพียงสิบชั่วยามเท่านั้น”
ดวงตาของเย่ฉีเป็นประกายและยิ้มออกมาเขารู้อยู่แล้วว่าต้องมีค่ายกลมิติและเวลาติดตั้งเอาไว้แต่ก็ยังไม่คิดว่าวิชาค่ายกลลับจะทรงพลังถึงขนาดนี้!สี่ปีและสิบชั่วยามไม่รู้ว่าห่างกันตั้งกี่เท่า!เดาได้ไม่ยากเลยว่าคงมีแต่ผู้สืบทอดของเห่ยหมิงซานหยานเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างค่ายกลวิเศษเช่นนี้ขึ้นมาได้!
“สมกับเป็นค่ายกลของลับสายเห่ยหมิง...ข้านับถือจากใจจริง”
เย่ฉีกล่าวออกมาอย่างจริงใจถึงแม้ว่าเขาจะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่แต่เย่ฉีก็ไม่เคยดูแคลนผู้มากความสามารถในความเป็นจริงแล้วตลอดเวลาที่เขามองดูจักรวาลแห่งนี้มาและได้เห็นอัจฉริยะนับไม่ถ้วนต้องผ่านความยากลำบากก่อนจะกลายมาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่สำหรับเย่ฉีแล้วไม่ว่าจะเป็นมหาปราชญ์ทั้งสี่หรือราชามู่ที่อยู่ตรงหน้าเขาก็จะแสดงออกอย่างเคารพด้วยความจริงใจในจักวาลนี้แม้จะมีไม่มากแต่ก็มีหลายคนที่เย่ฉีคิดว่าควรค่าแก่การนับถือในจิตใจที่มุ่งมั่นของพวกเขา!
ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากเพราะทั้งสองต่างรู้สถานะกันดีตั้งแต่ที่เย่ฉีเข้ามาในพระราชวังราชามู่แม้จะหมกมุ่นอยู่กับการพิจรณาหมากแต่กับยังจับตาดูเย่ฉีอยู่ตลอดเมื่อทัณฑ์สายฟ้าฝ่าลงมาเขาก็เข้าใจแล้วถึงความต้องการของเย่ฉี
“ในเมื่อเป็นท่านก็ไม่จำเป็นต้องทดสอบใดๆแต่กฎก็ยังต้องเป็นกฎ ในห้องมรดกราชานี้มีตัวเลือกให้ท่านสองข้อ
หนึ่งคือท่านสามารถเลือกนำสมบัติเหล่านั้นสิบชิ้นออกไปได้ทันทีและสองคือสืบทอดสายเลือดจากข้า!”
ดวงตาของเย่ฉีทอประกายผิดหวังออกมาเล็กน้อยก่อนที่มันจะหายไปในทันทีถึงแม้ว่าสิ่งที่ราชามู่กล่าวมานั้นจะล้ำค่าอย่างมากและสามารถทำผู้คนต้องแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่งก็ตามแต่ในสายตาของเย่ฉีนั้นตัวเลือกที่ราชามู่ให้มาเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขาต้องการเลยแม้แต่น้อย!
ถึงแค่พริบตาเดียวแต่ราชามู่ก็ยังสังเกตเห็นประกายในดวงตาของเย่ฉีและมันทำให้เขาหัวเราะออกมาก่อนจะสะบัดมืออกไปทำให้ตัวหมากทั้งสองสีลอยออกมาจากโถและตั้งเป็นรูปแบบเริ่มต้นบนกระดานหมาก
“แน่นอนว่านั้นคือกฎของมรดกราชา...ความจริงแล้วคนจากเห่ยหมิงไม่ได้รับอนุญาตให้สืบทอดวิชาค่ายกลของท่าบรรพบุรุษให้กับคนภายนอกยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงค่ายกลลับของคัมภีร์ปราชญ์ฟ้าบูรพา!แต่เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อราชันมังกร…หากท่านสามารถเดินหมากชนะข้าได้ข้าก็จะยอมแหกกฎนั้นดูสักครั้ง!”