ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๑๙ งานชุมนุมยอดยุทธ์ (re-edition)

            คืนนี้โอริสนครคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนนับหมื่นร่วมเฉลิมฉลอง ทั่วทั้งเมืองจุดประทัดดอกไม้ไฟอย่างครึกครื้น เนื่องเพราะเป็นคืนงานเลี้ยงชุมนุมชมมังกรแห่งแคว้นโอริสา คณะทูตตัวแทนแว่นแคว้นและสำนักน้อยใหญ่ต่างเดินทางเข้าสู่พระราชวังหลวง

            งานเลี้ยงรับรองถูกจัดในวิหาร ‘มังกรบุราณ’ กลางเมืองพระราชวัง ลำแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ยังคงพวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า แข่งประชันกับพระจันทร์วันเพ็ญที่ลอยตระหง่านอยู่กลางนภา

            วิหารมังกรบุราณเป็นสถานที่บรรจุป้ายวิญญาณบรรพชนของราชวงศ์มหาเทวา วิหารเป็นหินสีขาวสัณฐานรูปทรงห้าเหลี่ยมแบ่งเป็นสิบห้าชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป

            ตรงกลางคือปล่องกลวงเจาะทะลุมองเห็นผืนฟ้าเบื้องบน ด้านล่างเป็นลานศิลาขาวมีขนาดกว้างกว่าห้าสิบวา

            กระบี่เล่มใหญ่มหึมาปักอยู่กลางลานศิลา กระบี่เพียงโผล่พ้นพื้นศิลาขึ้นมาเพียงครึ่งเดียว ภายใต้แสงเจิดจ้ามองเห็นตัวกระบี่เป็นผลึกแก้วสูงกว่าห้าศอก ด้านบนเป็นโลหะสีทองแดงประดิษฐ์เป็นตัวมังกรวิจิตรตระการ

            เศียรมังกรมีใบหน้ากราดเกรี้ยวกำลังโก่งคอยาวเป็นส่วนของด้ามจับกระบี่ ปีกทั้งสองสยายออกเป็นส่วนของโกร่งกระบี่ หางมังกรยาวกระหวัดพันตัวกระบี่ไว้

            ผลึกแก้วตัวกระบี่กว้างสองศอกทอแสงสีรุ้งเปล่งประกายทำทั่วทั้งวิหารสว่างไสว ดวงเนตรทั้งสองบนเศียรมังกรส่องแสงสีน้ำเงิน เขียว แดง ปรับเปลี่ยนสอดรับลำแสงปราณที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

            สิ่งนั้นคือศาสตราศักดิ์สิทธิ์แห่งโอริสา .. กระบี่วิญญาณมังกร !

            เจ้าพนักงานทยอยนำผู้ร่วมงานเข้ามาภายในวิหาร การจัดโต๊ะที่นั่งแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนด้านในสำหรับรับรองผู้ยิ่งใหญ่แห่งทวีป คือสี่สำนักเสาหลักแห่งยุทธจักร อันได้แก่ วังดาราจักร ตำหนักเทพยุทธ์ สำนักกระบี่สวรรค์ และลัทธิสุริยันจันทรา

            และแปดแคว้นใหญ่อันประกอบด้วย อโยธยา มหาการีย์ กุมพกาม โกษิยะ มัธยะปุรา นรยาปุระ และฉัตตีสครห์

            .. แต่ในคราวนี้คณะทูตจากมหาการีย์และอโยธยา รวมทั้งตัวแทนวังดาราจักร ได้เดินทางกลับไปแล้ว

            นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วนั้น คณะทูตและตัวแทนผู้ทรงเกียรติจากสำนักอื่นๆ จะถูกจัดให้นั่งในส่วนรับรองด้านนอก .. เจ้าม่านฟ้าและซออะวินตัวแทนจากแคว้นกุสุมาก็ถูกรับรองในพื้นที่ส่วนด้านนอกนี้

            แสงจากโคมไฟนับพันมองเห็นผ้าผืนธงทิวประดับสถานที่ไว้อย่างงดงาม โต๊ะรับรองถูกแบ่งเป็นสองฟากซ้ายขวา ตรงกลางเว้นทางเดินไว้ช่วงหนึ่ง

            โต๊ะเตี้ยถูกจัดเรียงคล้ายพัดที่คลี่ออก ในแถวแรกมีแปดโต๊ะ แถวสองมีสิบสองโต๊ะ แถวสามมีสิบหกโต๊ะ สิบสี่มียี่สิบโต๊ะ และสุดท้ายมีอีกยี่สิบสี่โต๊ะ

            คณะจากกุสุมาถูกเจ้าพนักงานเชื้อเชิญให้นั่งในโต๊ะฝากด้านขวาแถวที่สี่ด้านริม แสดงถึงศักดิ์ฐานะระดับน้อยนิดในทวีป

            โต๊ะที่รับรองเป็นโต๊ะไม้สูงเพียงศอกแกะลวดลายรูปมังกรงามประณีต พวกมันนั่งราบบนพื้นรองบุนวมนุ่มและมีพนักพิงทำจากไม้งดงามเข้าชุดกัน

            เจ้าม่านฟ้าตื่นตะลึงในสถานที่ ทั่ววิหารเป็นหินสลักลวดลายละเอียดยิบ มันกล่าวกับซออะวินว่า “วิหารแห่งนี้ช่างวิจิตรบรรจงนัก .. ต้องใช้เหรียญทองและช่างฝีมือเท่าไร จึงสามารถเนรมิตรสิ่งปลูกสร้างเช่นนี้ได้”

            ซออะวินกล่าว “วิหารมังกรบุราณนี้ สร้างเมื่อสามพันปีก่อน ท่านลองตรองดูแคว้นแห่งนี้ต้องยิ่งใหญ่มั่งคั่งเพียงไร”

            เจ้าม่านฟ้าอ้าปากหวอ “นี่ .. ก่อสร้างเมื่อสามพันปีก่อน ใช่ล้อเล่นหรือไม่ ท่านอา ..”

            ซออะวินกล่าว “เป็นจริงดังคำข้า วิหารนี้คือสิ่งปลูกสร้างสิ่งแรกของราชวงศ์มหาเทวาผู้ปกครองแคว้นโอริสา”

            เจ้าม่านฟ้าระงับความตื่นเต้นมองไปโดนรอบ พื้นที่รับรองด้านนอกและด้านในถูกขั้นด้วยฉากกั้น มันกล่าวด้วยความอยากรู้ว่า “แล้วแสงสว่างสดใสนั้นคือสิ่งใด”

            ซออะวินกล่าว “แสงจากกระบี่วิญญาณมังกร กระบี่ศักดิ์สิทธิ์จากสรวงสวรรค์ปักอยู่กลางวิหารแห่งนี้”

            โอ่วววว .. เจ้าม่านฟ้าอุทาน “.. กระบี่อันใดส่งแสงเช่นนี้ ..”

            ซออะวินจ้องมองแสงนั้น พลังอันทรงฤทธิ์นี้ทำให้มันรู้สึกตัวว่าตนเองชนชั้นอันต่ำต้อย

            ผู้ร่วมงานทยอยกันเข้ามา เจ้าพนักงานนำตัวแทนสำนักมีชื่อเข้านั่งตามตำแหน่ง สตรีสองนางกำลังเดินตรงไปยังโต๊ะที่แถวแรกที่ฝากด้านขวา

            .. ‘กระบี่ดาราจำรัส’ รองเจ้าสำนักเรือนจิตจำรัส เป็นสตรีอายุราวสี่สิบเศษสวมชุดขาวเรียบง่าย ใบหน้านิ่งปล่อยวาง ท่วงท่าลักษณะเที่ยงธรรม ยามยกแขนวางมือให้อารมณ์สงบร่มเย็น

            .. ‘โบตั๋นหิมะ’ เจ้าสำนักบุปผาเหมันต์ สตรีรูปร่างงดงามหมดจดในชุดคลุมสีฟ้า ผมเผ้าเรียบตรึงถักเปียยาว วงหน้างามหยดแต่เฉยเมยราวน้ำแข็งไร้จิตใจ

            เจ้าม่านฟ้าอ้าปากหวอ “สตรีผู้นั้นงดงามยิ่งนัก”

            ซออะวินกล่าว “นั่นคือเจ้าสำนักบุปผาเหมันต์ นามโบตั๋นหิมะ .. ปีนี้นางสมควรมีอายุร่วมเจ็ดสิบปีแล้ว ..”

            เจ้าม่านฟ้าอ้าปากค้างตะลึงงัน “เจ็ด .. เจ็ดสิบปี .. ฉะไหนยังดูเหมือนมีอายุเพียงสามสิบเศษ ..”

            ซออะวินกล่าว “เคล็ดวิชาของสำนักนี้ จะทำให้ร่างกายของผู้ฝึกฝนไม่แก่เฒ่า .. และที่เคียงข้างกันคือรองเจ้าสำนักเรือนจิตจำรัส ความจริงท่านผู้นี้อายุหกสิบเศษแล้ว แต่ยังดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงอย่างมาก”

            ระหว่างที่เจ้าม่านฟ้ายังอ้าปากค้าง เจ้าพนักงานก็นำผู้ร่วมงานอีกสองท่านเข้ามา กำลังจะเชื้อเชิญให้นั่งที่แถวด้านหน้านั้น

            .. ‘ดาบอัคคีพิภพ’ เจ้าสำนักดาบจ้าวพิภพ เป็นผู้เฒ่าผมขาวเครายาวในชุดยาวสีเทา ลักษณะองอาจดังปรมาจารย์ยุทธ์แห่งยุค

            .. ‘พระครูจิตธรรม’ เจ้าอาวาสวัดมหาธรรมจักร นักบวชหัวหลิมไว้เคราสั้น รูปร่างใหญ่ล่ำสันสวมจีวรสีม่วงดำ ประดับสายสะพายทำด้วยทองคำเป็นรูปธรรมจักรเรียงอยู่ภายใน

            เจ้าพนักงานอีกผู้หนึ่งก็เดินตรงหา กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ขอเชิญท่านเจ้าสำนักดาบเจ้าพิภพ และท่านเจ้าอาวาสมหาธรรมจักร ที่ส่วนรับรองด้านใน ขอรับ”

            ดาบอัคคีพิภพกระหยิ่มยิ้มอย่างยินดี ส่วนพระครูจิตธรรมดวงตาเปล่งประกาย แต่กิริยายังสงบนิ่งด้วยท่วงท่าแห่งสมณะ ทั้งสองเดินติดตามเจ้าพนักงานไป

            เจ้าม่านฟ้าหันมามองซออะวินกล่าวด้วยความสงสัย “สองผู้เฒ่านั่น ถูกเชิญให้ไปด้านในแล้ว ..”

            ซออะวินจึงกล่าวว่า “คงเป็นศิษย์รุ่นเยาว์ของพวกมัน ติดหนึ่งในแปดของการประลองแล้ว”

            อ่าาา .. เจ้าม่านฟ้าอุทาน “แล้วสำนักบุปผาเหมันต์ และเรือนจิตจำรัสเล่า ศิษย์ของสองสำนักนี้ล้วนเป็นตัวเต็งหนาท่าน”

            ซออะวินกล่าว “อันนั้นข้าก็ไม่ทราบ .. แต่มีข่าวลือออกมา .. นอกจากสองสำนักนั่นแล้ว ยังมี ขุนเขาเมฆาวรุณ และอารามกายาทิพย์ ที่ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์สามารถติดแปดลำดับแรก และพวกมันได้รับเกียรติให้ไปนั่งในพื้นที่รับรองส่วนใน ..”

            เจ้าม่านฟ้ากล่าว “อ่าาา .. เป็นเช่นนั้นนั่นเอง” .. แล้วเจ้าโล้นอุทัยเล่า หายหัวไปยังที่ใดแล้ว

            มโหรีเริ่มบรรเลงขับกล่อม .. เจ้าพนักงานเดินมาเป็นขบวนนำอาหารและสุรารสเลิศจัดวางตามโต๊ะ .. กลิ่นหอมจากกระถางกำยานลอยกรุ่น กลิ่นหอมอันประหลาดนี้ทำผู้คนมีอารมณ์คึกคักแจ่มใส

            ทั้งคณะทูตทั้งยอดยุทธ์ตัวแทนสำนักทยอยกันเข้ามานั่งในที่รับรองจนเกือบเต็มแล้ว

            บรรยากาศช่างครื้นเครง .. สำนักมีชื่อแห่งยุคไม่ว่าจะเป็นสมาคมการค้าสหอาชา สำนักกระบี่ห้าขุนเขา สำนักดาบสายฟ้า สำนักหมัดดาวเหนือ นำชาวยุทธ์ส่งเสียงสนทนาทักทายกันอึกทึก

            ในส่วนรับรองด้านในกลับเงียบสงบกว่า อาจเพราะอยู่ใกล้ชิดกับกระบี่วิญญาณมังกร มีเพียงฉากขนาดใหญ่อีกชั้นถูกประดับกางกันไว้ ด้านหน้ามีแท่นยกสูงวางหนึ่งโต๊ะประธาน และมีอีกสี่โต๊ะวางลดหลั่นอยู่ฟากข้างซ้ายขวาหันหน้าออกมาหาผู้ร่วงงาน

            .. ทั้งหมดเป็นกลุ่มโต๊ะสำหรับราชวงศ์มหาเทวาเจ้าของสถานที่

            ส่วนโต๊ะรับรองมีเพียงสิบสองโต๊ะ ถูกจัดโค้งเรียงสองแถว แถวละหกโต๊ะ

            แถวหน้าโต๊ะแรกที่ริมซ้ายคือวิหารเทวีจันทรา .. นั่งไว้ด้วยสตรีสูงวัยรูปร่างท้วมในชุดสีชมพูอ่อน ใบหน้าดุดันวางอำนาจ .. นางคือ ‘จันทร์อำพัน’ เจ้าวิหารเทวีจันทรา

            ถัดมาโต๊ะวิหารสุริยเทพ .. มีบุรุษผอมสูงในชุดสีแดงคล้ำนั่งอยู่ ลักษณะของคนผู้นี้จ้าวความคิด ท่าทางว่องไวปราดเปรียว .. มันคือ ‘กงจักรเทพ’ เจ้าวิหารสุริยเทพ

            ตรงกลางคือสำนักกระบี่สวรรค์ .. นั่งไว้ด้วย ‘กระบี่ทลายนภา’ เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ .. ยอดฝีมือลำดับหกแห่งทำเนียบยอดยุทธ์ ทั้งยังดำรงตำแหน่งมหาราชครูแคว้นโกษิยะอีกด้วย

            .. มันเป็นปรมาจารย์เฒ่าในชุดขาว ผมเคราสีดอกเลาท่าทางสุขุม ผมเกล้ามวยสูง ไว้เครายาวถึงกลางอก

            เคียงคู่กันคือโต๊ะตัวแทนแคว้นโกษิยะ นั่งไว้ด้วย ‘เจ้าโกสุมชัย’ องค์รัชทายาท เคียงข้างกับเสนาบดีของมันผู้หนึ่ง

            โต๊ะถัดไปเป็นแคว้นกุมพกาม .. ‘เจ้ากะยอดิน’ องค์ชายใหญ่ของกษัตริย์กุมพกาม มันมีรูปร่างเล็กหน้าตาธรรมดา นิสัยค่อนข้างเงียบขรึมไว้ตัว

            .. นั่งอยู่กับพระชายาผู้เลอโฉม .. นาม ‘เพ็ญผ่อง’ สตรีผู้ปราดเปรื่อง มีฐานะเป็นถึงผู้น้องของเทพบุตรทักษิณ ‘ตะวันฉาย’ ยอดฝีมือลำดับเจ็ดแห่งทำเนียบยอดยุทธ์

            โต๊ะด้านขวาริมสุดคือแคว้นมัธยะปุรา .. ‘เจ้าณฤทธิ์’ บุตรชายองค์โตของเจ้านพฤทธิ์กษัตริย์มัธยะปุรา เป็นบุรุษหนุ่มอายุยี่สิบเศษแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีขาวน้ำเงิน มาพร้อมกับผู้ติดตามลักษณะคล้ายบัณฑิตเฒ่า แต่ดวงตาของคนผู้นี้แฝงพลังยุทธ์อันลึกล้ำขัดกับท่าทางหนอนหนังสือของมัน

            ส่วนโต๊ะแถวหลังคือแคว้นนรยาปุระ แคว้นฉัตตีสครห์ สำนักดาบจ้าวพิภพ วัดมหาธรรมจักร อารามกายาทิพย์ และขุนเขาเมฆาวรุณ

            ตัวแทนแคว้นนรยาปุระคือ ‘องค์ชายสิงหรา’ องค์ชายใหญ่ว่าที่องค์รัชทายาท เป็นบุรุษอายุเกือบสามสิบ รูปร่างงามสง่าในชุดเรียบหรูสีเขียวเข้ม มาพร้อมกับนายทหารรูปร่างแกร่งพลังวัตรสูงล้ำ แต่งกายในชุดลำลองผู้หนึ่ง

            แคว้นฉัตตีสครห์นั่งไว้ด้วยหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษ .. หนึ่งสตรีคือ ‘องค์หญิงพิมพา’ เป็นสตรีรูปร่างงดงามอายุราวสิบเก้าปี สวมชุดชมพูอ่อนขริบด้ายทองคำ ประดับเครื่องทรงอัญมณีอันเลอค่าแสดงถึงศักดิ์ฐานะอันสูงส่ง

            อีกหนึ่งคือ ‘ราชครูจิตเทวะ’ ผู้เป็นอาจารย์ .. ผู้เฒ่าชราเคราดำแซมหงอกขาว อยู่ในชุดนักบวชยาวสีเหลือง ท่วงท่าสงบเยือกเย็นร่างกายแผ่พลังปราณสุดล้ำลึก

            เจ้าอารามกายาทิพย์ .. ‘นักพรตเนตรทิพย์’ นักพรตชราในชุดพรตสีขาวสะอาดตา สวมหมวกทรวงสูงมีสัญลักษณ์หยินหยางในรูปวงกลม กำลังสนทนาอยู่กับเจ้าอาวาสวัดมหาธรรมจักร และเจ้าสำนักดาบจ้าวพิภพ

            ส่วนที่โต๊ะริมมีเจ้าขุนเขาเมฆาวรุณ .. ‘ดาบตัดเมฆา’ เป็นบุรุษวัยสี่สิบเศษไว้เคราครึ้ม รูปร่างกำยำสูงใหญ่สวมชุดสีเทาเรียบง่าย ท่วงท่าสงบนิ่ง นั่งจิบสุราอยู่อย่างเงียบขรึม

            เสียงคุยจอแจเงียบลงชั่วขณะ สายตาทั้งหมดเกาะกุมไปยังบุคคลกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามายังกลุ่มโต๊ะประธาน

            องค์ชายชัยมัน .. องค์ชายใหญ่ .. บุตรชายคนโตของมังกรเรืองโรจน์ หรือสมเด็จเจ้าฟ้ามหาชัยศึก มหาอุปราชแห่งแคว้นโอริสา .. นั่งลงที่โต๊ะด้านซ้ายของแท่นโต๊ะประธาน

            .. องค์ชายใหญ่เป็นบุรุษรูปร่างสูงกำยำอยู่ในชุดลำลองสีเข้มเรียบหรู ใบหน้าสี่เหลี่ยมไว้หนวดเคราแหลม มันมีสีหน้าเรียบเฉย แต่หางคิ้วขมวดคล้ายมีความกังวลครุ่นคิดบางสิ่งอยู่

            ตามมาด้วยองค์ชายวรราช หรือองค์ชายรอง .. อยู่ในชุดสีขาวขลิบดิ้นทองเป็นลวดลายมังกรตัวน้อย รูปร่างสูงโปร่งท่วงท่างามสง่า แฝงภูมิความรู้ให้กลิ่นอายคล้ายบัณฑิต ดวงตาทอประกายวิบวับ

            มาพร้อมกับเทวีจินเยว่ พระชายาของมัน .. องค์เทวีผู้นี้งามสะพรั่งสะกดสายตาของบุรุษน้อยใหญ่ นางอยู่ในอาภรณ์สีเหลืองอ่อนสุดเลิศหรูพร้อมเครื่องประดับทองและอัญมณีวับวาว

            ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะริมถัดจากองค์ชายชัยมัน

            สุดท้ายคือองค์ชายมังคละ .. องค์ชายสาม .. อยู่ในชุดยุทธ์สีดำ ตรงหน้าอกมีตราสัญลักษณ์ตำหนักเทพยุทธ์ .. มันยังมีตำแหน่งผู้บัญชาการตำหนักเทพยุทธ์อีกด้วย

            องค์ชายมังคละนั่งลงที่โต๊ะตัวริมด้านขวา เว้นโต๊ะที่ติดกับแท่นประธานให้ว่างไว้

            ชั่วครู่มโหรีหยุดบรรเลง องค์ชายมังคละก็ยืดกายประสานมือด้วยความสุภาพ กล่าวด้วยเสียงอันกังวานว่า “ขอคารวะท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ที่มาเยือนวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้”

            ทุกคนในสถานที่เงียบเสียงลง ด้วยเสียงอันกึกก้องขององค์ชายมังคละ “แคว้นโอริสายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรองพวกท่าน ..”

            “ก่อนเริ่มงาน ขอประกาศผลการประลองยุทธ์ของเหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ของพวกเราเสียก่อน”

            ฮือออ .. เสียงยอดยุทธ์เจ้าสำนักต่างๆ ครางฮือ

            องค์ชายมังคละกล่าวปลุกเร้า “ยอดยุทธ์ที่มีพลังฝีมือและสติปัญญาเฉียบคม พวกมันเหล่านี้จะเจริญวัยเป็นเสาหลักแห่งทวีปของเราในภายภาคหน้า”

            ฮือออออ .. เสียงครางจากแขกผู้ร่วมงาน

            องค์ชายมังคละกล่าวต่อ “เราเพียงประกาศนามของผู้ที่ได้แปดลำดับแรกเท่านั้น”

            ฮืออออออออ .. แขกผู้ร่วมงานสนทนากัน .. นี่เทียบเคียงกับแปดลำดับยอดยุทธ์แห่งทวีป .. หรือนี่คือ แปดทำเนียบยอดยุทธ์แห่งทวีปในรุ่นเยาว์ ..

            องค์ชายมังคละรับรู้กิริยาของชาวยุทธ์ถึงกับยิ้มกริ่ม แล้วประกาศเสียงดังว่า

            “ลำดับแปด ได้แก่ .. วานชุก อารามกายาทิพย์”

            “ลำดับเจ็ด คือ .. วัชระ วัดมหาธรรมจักร”

            “ลำดับหก .. สมากร สำนักดาบจ้าวพิภพ”

            “ลำดับห้า .. รัชชะ ตำหนักเทพยุทธ์”

            “ลำดับสี่ .. อวิ๋นเหลย ขุนเขาเมฆาวรุณ”

            “ลำดับสาม .. นาธา สำนักกระบี่สวรรค์”

            “ลำดับสอง .. แสงสูรย์ วิหารสุริยเทพ”

            เสียงปรบมือดังกึกก้อง .. ปรากฏยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดเดินออกมา แล้วนั่งประจำตามโต๊ะสังกัดของมัน .. ยกเว้นรัชชะ เพียงยืนอยู่ริมด้านข้างอย่างเงียบขรึม เนื่องเพราะโต๊ะของตำหนักเทพยุทธ์คือโต๊ะขององค์ชายมังคละ

            ติดตามมาด้วยยอดยุทธ์คนอื่นๆ ที่เข้าร่วมประลองในรอบสุดท้าย .. อุษาและวาวาเดินมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ส่วนมณีจันทร์มีสีหน้าไม่สบอารมณ์เดินมายังโต๊ะวิหารเทวีจันทรา

            มณีจันทร์มาถึงก็ทำหน้าเศร้า กล่าวกับเจ้าวิหารเทวีจันทราว่า “ท่านแม่ ..”

            ชิ .. จันทร์อำพันเจ้าวิหารเทวีจันทราไม่พอใจ ส่งเสียงตำหนิว่า “บุตรีที่ไม่ได้ความ”

            “ข้า ..” มณีจันทร์พูดอันใดไม่ออก ในแปดลำดับนั้นไม่มีชื่อของนาง ตอนนี้ทำได้เพียงนั่งก้มหน้าอยู่เงียบๆ

            ถึงแม้เป็นการประลองของผู้เยาว์ แต่ก็บ่งบอกได้ถึงระดับของแต่ละสำนักยุทธ์ ว่าสามารถฝึกฝนยอดยุทธ์ได้ยอดเยี่ยมเพียงไร

            ไม่แน่ .. อนาคตของผู้เยาว์เหล่านี้ อาจขึ้นมาติดทำเนียบยอดยุทธ์แห่งทวีปขึ้นมาจริงๆ

            โต๊ะของอารามกายาทิพย์ วัดมหาธรรมจักร สำนักดาบจ้าวพิภพ และขุนเขาเมฆาวรุณต่างคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องเพราะมันเป็นสำนักระดับรองๆ แต่กลับสร้างชื่อในยุทธภพแล้ว

            ต่างจากสำนักกระบี่สวรรค์และวิหารสุริยเทพที่ยังสงบนิ่ง นั่นเพราะฐานะของพวกมันสูงส่งอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวแทนของพวกมันจะติดในแปดลำดับแรกนี้

            “และ .. อันดับหนึ่ง .. ก็คือ ..” เสียงองค์ชายมังคละดังกังวาน

            บรรยากาศอันจอแจของชาวยุทธ์ที่กำลังสนทนากันหยุดลง องค์ชายมังคละยิ้มอย่างยินดี แล้วประกาศเน้นเสียงว่า

            “คือ .. องค์ชายฤทธา ราชสำนักโอริสา”

            .. ทุกคนในสถานที่เงียบกริบ .. นั่นมิใช่สิ่งที่คาดการณ์มิได้

            .. แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายด้วยเสียงปรบมือจากองค์ชายมังคละ .. แป๊ะ .. แป๊ะ .. แป๊ะ

            .. แขกผู้ร่วมงานเห็นเช่นนั้น ต่างลุกขึ้นทำหน้าที่ผู้มาเยือนที่ดี พากันปรบมือแสดงความยินดีส่งเสียงชื่นชมกันอึกทึก

            “สุดยอดเลยยย ..”

            “สมเป็นผู้เยาว์ลำดับหนึ่งแห่งทวีป”

            “ราชสำนักโอริสาช่างแข็งแกร่ง .. ยอดเยี่ยม .. ช่างยอดเยี่ยม .. ฮา”

            เสียงปรบมือพร้อมคำสดุดีดังไปทั่ว องค์ชายฤทธาปรากฏตัวในชุดยาวสีขาวงามสง่า มันมีใบหน้าแช่มชื่นเดินโบกมือราวซุปตาร์บนพรมแดง

            ทุกสายตาจับจ้องมายังองค์ชายฤทธา .. นับเป็นการเปิดตัวองค์ชายน้อยของแคว้นโอริสาได้อย่างน่าสนใจ .. องค์ชายฤทธาดวงตาวาววับปากยิ้มไม่หุบ เดินมานั่งที่โต๊ะเดียวกับองค์ชายมังคละ

            เพียงชั่วครู่เสียงปรบมือและคำชื่นชมอันพอเป็นพิธีก็หยุดลง เหล่ายอดยุทธ์ต่างละความสนใจหันไปสนทนากันต่อ

            .. และแล้ววงมโหรีก็บรรเลงดังกระหึ่ม .. เหล่าทหารราชองครักษ์ ขันที และเจ้าพนักงานต่างพร้อมใจกันยืนตรงแสดงความเคารพ

            .. องค์ชายที่กลุ่มโต๊ะประธานลุกขึ้นยืน ทำบรรดาผู้ร่วมงานต้องลุกขึ้นยืนตามไปด้วย

            .. ภายใต้เสียงดนตรีบรรเลง .. เสียงเจ้าพนักงานร้องขานขึ้นว่า “องค์ราชา เสด็จจจจจจ ...”

            ปรากฏบุรุษชราในชุดเลิศหรูสีทองเดินกระย่องกระแย่ง กำลังถูกประคองด้วยบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองผู้หนึ่ง

            บุรุษชราคือ องค์ราชาแห่งแคว้นโอริสา .. ปีนี้มีอายุแปดสิบเศษ ร่างกายผอม ใบหน้าอ่อนแรงคล้ายป่วยด้วยโรคชรา

            บุรุษร่างสูงใหญ่คือผู้เป็นบุตร .. มังกรเรืองโรจน์ หรือสมเด็จชัยอดิราช มหาอุปราชผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งแคว้น

            ชื่อเสียงมังกรเรืองโรจน์ดังขจายไปทั่ว เนื่องเพราะพลังฝีมือถูกวางไว้เป็นลำดับสองของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งทวีป และยังดำรงตำแหน่งมหาอุปราชแห่งแคว้นอีก

            .. ผู้บริหารราชกิจแห่งแคว้นโอริสาที่แท้จริง คือมันผู้นี้

            มังกรเรืองโรจน์นำราชาชรามายังโต๊ะประธาน เสียงสดุดีดังกระหึ่มไปทั่ว “ขอทรงพระเจริญหมื่นปี .. หมื่น หมื่น ปี ..”

            “อื่มมม .. ทั้งหมดนั่งลง ..” องค์ราชากล่าวบางเบา แล้วจึงไอ .. แค๊กกก แค๊กกกก

            องค์ราชานั่งลงที่โต๊ะ มังกรเรืองโรจน์ก็ลงไปนั่งที่โต๊ะลำดับรองที่ว่างอยู่ .. เมื่อผู้คนทั้งหลายเห็นเช่นนั้นก็พากันนั่งลงอย่างเรียบร้อย

            .. เพียงกำลังทหารและบารมีของแคว้นโอริสาก็เป็นที่ยำเกรงอยู่แล้ว แต่ด้วยวิชายุทธ์อันเลิศภพของมังกรเรืองโรจน์ ทำชาวทวีปมิกล้ามิยำเกรง

            .. ฉากกั้นระหว่างส่วนรับรองทั้งสองถูกเคลื่อนย้ายออกไป

            ในความเงียบองค์ราชากล่าวขึ้น “แค๊กกก ! แคว้นโอริสามีความยินดีที่ได้ต้อนรับเหล่าผู้กล้าทั่วทั้งแผ่นดิน .. เราผู้เป็นราชาขอคารวะพวกท่านด้วยสุราจอกนี้ ..”

            แล้วใช่มืออันสั่นเทายกจอกสุราขึ้นดื่ม .. แค๊กกก ! มันสำลัก

            “ขอทรงพระเจริญ” เสียงผู้ร่วมงานประสานเสียง ต่างยกจอกสุราขึ้นดื่มสดุดี

            .. มโหรีบรรเลงอีกครั้ง นำขบวนนางระบำออกมาฟ้อนรำอย่างงดงาม

            การดื่มสุราผ่านไปอีกหลายรอบจนการแสดงระบำจบลง องค์ราชากล่าวขึ้น “ที่ด้านหลังนี้คือ กระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นเรา”

            ทุกคนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ องค์ราชากล่าวต่อ “กระบี่เล่มนี้สงบนิ่งมาหลายพันปี แต่ตอนนี้กลับส่งแสงเรืองรอง ราวกำลังส่งอาณัติบางอย่าง .. หรือนี่จะถึงการเปลี่ยนแปลงของแคว้นโอริสาของเราแล้ว .. แค๊กกก!”

            ทุกคนจ้องมองไปยังกระบี่วิญญาณมังกรที่ด้านหลังฉากกั้น .. ฉากอันบางเบานั้นไม่สามารถปิดกั้นแสงอันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ได้

            องค์ราชากล่าว “แค่กกก ! เราผู้ชราจะขอลงจากบัลลังก์ เพื่อพักผ่อนเสียที”

            ฮือออออ .. เสียงครางจากแขกผู้ร่วมงาน .. องค์ราชากล่าวต่อ

            “นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ ..”

            “เป็นยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ .. บุตรแห่งเรา จะขึ้นเป็นราชาองค์ต่อไป”

            “สมเด็จชัยอดิราช .. แค่กกก .. แค่กกกก”

            .. ตามประเพณีปฏิบัติต้องให้ราชาผู้ครองบัลลังก์สิ้นชีพเสียก่อน จึงจะแต่งตั้งราชาองค์ใหม่ .. แต่แคว้นโอริสากำลังจะผลัดแผ่นดิน ให้มังกรเรืองโรจน์ขึ้นเป็นราชาในทันใด ..

            .. นั่นคือส่งที่ควรเป็นอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันผู้เป็นราชาโดยพฤตินัยคือ มหาอุปราช .. มังกรเรืองโรจน์ผู้นี้

            ฮือออออ .. เสียงครางจากแขกผู้ร่วมงาน .. แล้วพร้อมใจกันยกจอกสุราขึ้น กล่าวว่า “ราชาองค์ใหม่ ทรงพระเจริญ”

            มังกรเรืองโรจน์ลุกขึ้นยืน ยกจอกสุราขึ้นดื่มคำนับ กล่าวด้วยพลังวัตรอันหนักแน่นว่า “งานราชาภิเษกของเราจะจัดขึ้นในเที่ยงวันพรุ่งนี้ ขอเชิญทุกท่านร่วมงาน”

            ฮือออออ .. ผู้ร่วมงานคราง .. ช่างรวดเร็วอะไรเช่นนี้ .. แล้วกล่าวพร้อมกันว่า “.. ทรงพระเจริญ”

            ทุกสายตาจับจ้องมายังมังกรเรืองโรจน์ ใบหน้าอันสงบนิ่งแต่ทรงพลัง กล่าวด้วยเสียงอันกังวานว่า

            “.. และ ในวันพรุ่ง จะมีการแต่งตั้งรัชทายาทแห่งแคว้นโอริสา เช่นกัน”

            “.. รัชทายาทซึ่งเป็นผู้สืบทอดพลังอันยิ่งใหญ่จาก .. องค์ปฐมราชาโอริสา ราชันแห่งมังกร ..”

            “.. คือ .. องค์ชายฤทธา .. ผู้นี้”

            หาาาาา .. ผู้คนทั้งวิหารครางอุทาน .. ลำพังการขึ้นเป็นราชาของมังกรเรืองโรจน์มิใช่สิ่งที่น่าแปลกใจอันใด แต่การแต่งตั้งรัชทายาทให้แก่องค์ชายน้อยผู้นี้ยังเป็นที่สงสัย ..

            องค์ชายฤทธากระหยิ่มยิ้มอย่างยินดี มันลุกขึ้นประสานมือคารวะให้กับทุกผู้คน

            ทุกคนในสถานที่จ้องมององค์ชายฤทธา .. คำถามภายในจิตใจเกิดขึ้นมากมาย

            .. เหตุใดผู้สืบทอดบัลลังก์ราชาจึงเป็นองค์ชายเยาว์วัยผู้นี้

            .. หรือ มันคือผู้ทำกระบี่วิญญาณมังกรส่งแสงพวยพุ่งขึ้นสู้ท้องฟ้า

            .. หรือที่แท้จริง คนผู้นี้คือผู้สืบทอดพลังแห่งมังกร .. พลังราชันมังกรอันยิ่งใหญ่ในตำนาน ผู้ก่อตั้งแคว้นโอริสา

            ขณะที่ทุกคนในสถานที่กำลังครุ่นคิดมากมาย กลับมีบุรุษผู้หนึ่งลุกขึ้น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเย็นยโสว่า .. “ช้าก่อน .. ข้าไม่คิดเห็นเช่นนั้น .. ฮึ ฮึ”

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89