หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 4 อาจารย์ที่ไม่คาดฝัน

            ภายใต้ผืนฟ้าแสนสดใส ดวงตะวันลอยเด่นเป็นสง่า กลุ่มเมฆดำเคลื่อนตัวครอบคลุมพื้นที่พร้อมสายฟ้าขู่คำราม

            ทั่วอาณาบริเวณเมืองเสวียนซานเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง สายฟ้าฟาดสว่างวาบ ราวพญางูสีเงินร่ายรำอย่างดุเดือด

            เมฆทะมึนปกคลุมท้องนภา อสนีบาตผ่าพุ่งราวลูกศร ฟ้าดินเกิดความโกลาหล

            สายฟ้าฟาดลงมาอย่างต่อเนื่องนับหมื่นครั้งนิมิตแห่งสวรรค์อัดแน่นกลางอากาศ วังแห่งหนึ่งพลันปรากฏขึ้นแดนฟ้าคำรามประจักษ์ชัด เหล่าอสูรในตำนาน ฝูงวิหคสวรรค์ พฤกษาศักดิ์สิทธิ์ และหมู่ผกาลึกลับต่างก็สำแดงฤทธาออกมาจนสิ้น

            วังดาราตกอยู่ในความอลหม่านชั่วขณะหนึ่ง ส่วนประตูจวนหยวนก็เปิดออกอย่างช้าๆยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งและผู้มีอำนาจสูงสุด ต่างก็เฝ้ามองท้องฟ้าพร้อมคิดใคร่ครวญ

            “นั่นคือที่ใด?”

            “ทิศหรดี[1]ของดินแดนหยวนซิงในจักรวรรดิเชียนซาน”

            “สายฟ้ารวมตัว! นิมิตปรากฏ! ต้องมีเรื่องนอกรีตเกิดขึ้นเป็นแน่จงส่งคนไปตรวจสอบโดยเร็ว”

            วังดาราและจวนหยวนซึ่งมากล้นด้วยบารมีต่างก็ส่งยอดฝีมือไปดินแดนหยวนซิงเพื่อสืบหาต้นตอของปรากฏการณ์ประหลาดที่สะเทือนฟ้าดินเช่นนี้

            ...

            ณ เรือนบรรพบุรุษตระกูลหนิง

            สายฟ้าสาดแสงวาบพาดผ่านฟ้าดินและรุมล้อมอยู่รอบกายของหนิงเทียน

            เตียงไม้แตกหัก เครื่องเรือนพังสิ้น ท่ามกลางมวลอากาศที่ว่างเปล่ายังคงปรากฏเส้นสายฟ้าซึ่งเรียงตัวอย่างงดงามพร้อมส่องแสงแห่งการทำลายล้าง ราวกับผนึกหนาแน่นที่พันธนาการหนิงเทียนเอาไว้

            เส้นลมปราณทั้งเก้าของเขาสั่นสะเทือนราวกับมังกรแม่น้ำขนาดมหึมาดิ้นทุรนทุรายเส้นเลือดลึกลับปรากฏบนผิวของเขาเสมือนพืชพรรณที่แปรปรวน เขากำลังเผชิญหน้ากับพลังแห่งอัสนีอันดุเดือด

            อสนีบาตพยายามพุ่งใส่หนิงเทียนเพื่อทำลายเส้นลมปราณของเขา แต่ก็มีพลังอันมากล้นคอยขัดขวางอยู่เสมอพลังทั้งสองฝั่งปะทะกันไปมาอยู่นาน กระทั่งกลายเป็นการกลั่นพิเศษซึ่งทำให้เส้นลมปราณของหนิงเทียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและสามารถสะเทือนใต้หล้าได้

            เบื้องเวหายังคงแผดเสียงคำราม และฟาดอัสนีลงมาไม่ขาดสาย

            รัศมีร้อยลี้[2]รอบเมืองเสวียนซานปกคลุมไปด้วยเสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่ามวลเมฆดำทะมึนราวปีศาจสวรรค์เข้าก่อกวน ปลุกปั่นลมฝนจากทั่วทุกสารทิศ และสร้างความโกลาหลบนห้วงนภา

            ภูเขาเฮยเสวียน แดนมรณะซึ่งเปี่ยมไปด้วยลางร้าย อยู่ห่างจากเมืองเสวียนซานไปทางทิศอุดรประมาณสิบลี้

            บนยอดเขาโดดเดี่ยวในภูเขาเฮยเสวียนเงาร่างดำมืดกำลังเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้า

            “นิมิตปรากฏ? ต้องมีเรื่องพิลึกเกิดขึ้นเป็นแน่ อาจเป็นการถือกำเนิดปีศาจหรือไม่ก็...”

            เงาดำรำพึงกับตนเอง ดวงตาจ้องมองท้องฟ้าสว่างไสวด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์สีม่วงครามราวกับต้องการมองทะลุสวรรค์ทั้งเก้า

            ไกลออกไป ดาวตกแผดเสียงกังวาน ท่ามกลางฝนแห่งแสงระยิบระยับ มีดาวดวงหนึ่งปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า

            เงาดำร่างหนึ่งประหลาดใจเล็กน้อย อีกทั้งแสงศักดิ์สิทธิ์สีม่วงครามยังมาบรรจบกันและกลิ่นอายก็เบาบางลงจนแทบไร้ร่องรอย

            “ยอดฝีมือแห่งวังดาราต่างตื่นตระหนกเช่นนี้ ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดวิสัยจริงๆ”

            ขณะกำลังพูด เสียงคำรามสนั่นก็ดังขึ้นจากอีกทิศทางและมุ่งหน้าไปยังเมืองเสวียนซานเช่นกันเป็นเสียงของดาบสีแดงขนาดใหญ่ที่ฉีกท้องนภาออกเป็นเสี่ยง และเสียงแหวกอากาศทะลุแก้วหู

            “ยอดฝีมือจากจวนหยวนก็มาด้วยหรือ? ไม่ได้การแล้ว!ข้าต้องไปดูเสียหน่อย” เจ้าของเงาดำล่องหนในพริบตา พลันย่องเข้าเมืองราวกับวิญญาณเร่ร่อนเปรียบเสมือนเงามืดที่ซ่อนตัวอยู่ในฟ้าดิน

            สายฟ้านับหมื่นพันเส้นผสานกันเป็นวงแหวน และถล่มเรือนบรรพบุรุษตระกูลหนิงจนแหลกลาญแม้เรื่องราวจะใหญ่โตจนสะท้อนถึงสวรรค์ ทั้งยังปรากฏร่องรอยความโกลาหลจนผู้คนตื่นตระหนกแต่หนทางสู่คำตอบกลับมืดมนราวกับปริศนาที่ยากจะแก้ไข

            เงาดำปรากฏตัวขึ้นนอกเรือนบรรพบุรุษตระกูลหนิง เมื่อมองตามเส้นทางของดาวตกและดาบยักษ์บนฟากฟ้าก็พบว่าทั้งหมดต่างพุ่งเข้ามาที่นี่อย่างรวดเร็ว เขาจึงไม่พิรี้พิไรให้เสียเวลาและรีบเข้าไปในเรือนทันทีที่สายฟ้าสงบลง

            ขณะนี้หนิงเทียนหมดสติไปโดยสมบูรณ์แล้ว บนร่างของเขามีเส้นเลือดปรากฏอยู่ทั่วเส้นเหล่านี้ช่วยดูดกลืนพลังวิญญาณฟ้าดิน ทำให้มีกระแสพลังหมุนวนปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

            “จื๋อซิว! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”

            หลังจากนั้นร่างของหนิงเทียนก็หายไปทันที ด้วยการโบกมือของเงาดำ อีกทั้งกลิ่นอายและร่องรอยต่างๆในเรือนก็ถูกลบล้างจนหมดสิ้น

            ผ่านไปไม่นาน คลื่นผันผวนสองลูกที่เปรียบเสมือนมังกรปะทะพยัคฆ์ ก็ปรากฏอยู่นอกเรือนบรรพบุรุษตระกูลหนิง

            “ประหลาดเหลือเกิน เหตุใดถึงไม่มีสิ่งใดเลย?” หญิงสาวสวมชุดฝ่ายใน[3]ยืนมองสภาพภายในเรือนอยู่หน้าประตู

            “หรือมีผู้อื่นมาถึงก่อนเรา?” ชายฉกรรจ์ผู้ทรงพลังยืนถือดาบขนาดใหญ่อยู่อีกฟากหนึ่งดวงตาเย็นชาตรวจสอบสถานการณ์ภายในเรือนอย่างรวดเร็ว

            หญิงสาวขมวดคิ้วก่อนจะแผ่ขยายพลังจิตออกไป จากนั้นร่องรอยความประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง

            ไม่ไกลจากเรือนบรรพบุรุษตระกูลหนิง มีร่างผอมบางนอนสลบอยู่

            “นี่คือ...” หญิงสาวเคลื่อนตัวออกไปด้วยแววตาเศร้าใจ

            ชายผู้ถือดาบพุ่งตามมา เขามองร่างบนพื้นแล้วถามด้วยความประหลาดใจ“สายเลือดพิเศษ! หรือจะเป็นนาง? ช่างน่าสงสารยิ่งนัก...”

            เขาโบกมือขวาด้วยความคิดว่าจะช่วยพยุงร่างนางขึ้น แต่กลับถูกหญิงสวมชุดฝ่ายในขวางไว้“หญิงผู้นี้ถูกลิขิตให้เข้าวังดาราของข้า”

            สิ้นประโยคของนาง ร่างบนพื้นและหญิงงามผู้นั้นก็อันตรธานไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าในขณะที่ชายถือดาบยังคงยืนนิ่งด้วยความลังเล

            เมื่อเมฆดำสลายตัวและนิมิตจางหายไป ยอดฝีมือจากวังดาราและจวนหยวนก็ถอนตัวกลับก่อนฝนหยุดตก

            ภูเขาเฮยเสวียนตั้งอยู่ในจักรวรรดิเชียนซาน ครอบคลุมพื้นที่ขนาดเล็กเพียงเก้ายอดเขาเท่านั้นทว่ากลับมีชื่อเสียงอันชั่วร้ายติดอันดับหนึ่งในสามของจักรวรรดิ

            สถานที่แห่งนี้ถูกขนานนามว่า “แดนมรณะ” มาแต่โบราณ ยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็ฝังร่างของตนอยู่ใต้ผืนดินนี้ว่ากันว่ายิ่งมีพลังระดับสูงเท่าใดก็ยิ่งตายเร็วเท่านั้น ที่นี่จึงเป็นเขตหวงห้ามสำหรับยอดฝีมือผู้บำเพ็ญที่ก้าวข้ามขอบเขตจิตหยั่งลึกแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่กล้าย่างกรายเข้ามาที่ภูเขาลูกนี้

            แสงตะวันสาดส่องร่างเปลือยเปล่าของหนิงเทียนที่นอนอยู่กลางป่า ร่องรอยพลังวิญญาณหมุนวนอยู่ในกายของเขาดุจดังเส้นไหมสีสดสวยซึ่งแต่ละเส้นจะประกอบด้วยคุณลักษณะที่แตกต่างกัน

            ดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องสภาพของผู้หลับใหลจากระยะไกล อีกฝ่ายดูเหมือนจะสนใจเขาเป็นอย่างมาก

            ไม่นาน หนิงเทียนก็เริ่มขยับตัวและลืมตาอย่างช้าๆ

            ป่า! แสงอาทิตย์! กลางแจ้ง!

            นี่คือความคิดแรกหลังจากเขาฟื้นขึ้น

            เขาค่อนข้างสับสน เขาแน่ใจว่าก่อนหน้านี้เขานอนควบรวมเส้นลมปราณอยู่บนเตียงแล้วเหตุใดถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้เล่า?

            เป็นความฝันหรือ?

            หนิงเทียนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกวาบหวิวทำให้เขาก้มมองด้านล่าง พลันใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำและรีบยกมือขึ้นปิดจุดสำคัญพร้อมมองไปโดยรอบ

            หนิงเทียนสะดุ้งกับเสียงกึกก้องในอากาศ เขาพลิกตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะควบคุมกำลังของตนไม่ได้ร่างของเขาลอยขึ้นสูงจนต้องกรีดร้องด้วยความตกใจ

            เสียงหัวเราะดังมาจากในป่า ก่อนจะมีความนุ่มนวลที่มองไม่เห็นช่วยพยุงร่างกายของเขาแล้ววางลงบนพื้น

            ใบหน้าของหนิงเทียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อสัมผัสได้ว่าตนเองเต็มไปด้วยพละกำลังเส้นลมปราณทั้งเก้าในร่างของเขาเปรียบเสมือนมวลน้ำหนาแน่นเกินกว่าจะจินตนาการได้

            ต้นอ่อนสามใบแกว่งไกวไปมาในตันเถียน มันเต็มไปด้วยแสงแห่งความโกลาหลทั้งยังมีประกายสายฟ้าคลั่งที่ปล่อยพลังลึกลับออกมาอย่างต่อเนื่อง

            นอกจากนี้ประสาทสัมผัสของหนิงเทียนก็ดีขึ้นมาก ทิวทัศน์โดยรอบส่องสะท้อนอยู่ในจิตใจจนเขารับรู้ได้ถึงพลังแห่งฟ้าดิน

            เขาเหยียดมือซ้ายรับห่อเสื้อผ้าที่หล่นลงมาอย่างรวดเร็ว ที่แท้เสียงคำรามลั่นฟ้าเมื่อครู่ก็เกิดจากเสื้อผ้าเหล่านี้นี่เอง

            เมื่อนึกถึงเสียงหัวเราะคิกคักก่อนหน้านี้หนิงเทียนก็หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย แล้วสวมเสื้อผ้าที่ไม่พอดีตัวเหล่านี้ทันที

            “ใครกัน? ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!” แม้ใบหน้าของเขาจะกลายเป็นสีแดงแต่สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่

            ร่างล่องหนราวมนุษย์ในห้วงความฝันคืบคลานเข้ามาเงียบๆ ทั้งร่างปกคลุมด้วยเงาดำมืดดั่งกลุ่มเมฆดำที่ดูดกลืนแสงสว่างจนหมดสิ้น

            แม้นัยน์ตาสุกประกายจะซ่อนเร้นแสงศักดิ์สิทธิ์สีม่วงคราม ทั้งยังปกปิดกลิ่นอายเอาไว้จนไม่อาจสัมผัสแต่ก็ยังมีความน่าเกรงขามที่ยากจะขัดขืนได้

            หนิงเทียนเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ในคราแรกเขาเห็นเงาร่างนี้ไม่ชัดนักจนกระทั่งเส้นลมปราณทั้งเก้าในร่างสั่นสะเทือน พลังวิญญาณหมุนวน และกระแสลมเย็นพัดผ่านเข้าสู่ดวงตาเขาจึงเห็นว่าร่างที่แท้จริงของเงามืดก็คือหญิงชุดดำรูปร่างสูงโปร่ง

            นางดูอายุราวยี่สิบต้นๆ ดวงหน้าวิจิตรงดงาม ผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะ ทั้งยังมีกลิ่นอายที่เย็นชาและหยิ่งผยอง

            นางกำลังจับจ้องหนิงเทียนอยู่เช่นกันเมื่อดวงตาของทั้งคู่สอดประสาน ความรู้สึกลึกลับก็ปรากฏขึ้นในใจ

            “ท่านก็เป็นจื๋อซิวหรือ?” หนิงเทียนโพล่งออกมาด้วยแววตาสับสน

            นี่เป็นความรู้สึกตามสัญชาตญาณของจื๋อซิวหรือเป็นความเกี่ยวเนื่องระหว่างเขากับหญิงนางนี้กันแน่?

            “รากบ่มเพาะของเจ้าทรงพลังยิ่งนัก มันเพิ่งตื่นหรือ?” ดวงตาของนางเฉียบคมราวกับสามารถมองทะลุหัวใจคนได้

            หนิงเทียนมีท่าทีกังวลเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างลังเล“ข้าเพิ่งกลายเป็นจื๋อซิว ว่าแต่เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่?”

            “ย่อมเป็นข้าที่พาเจ้ามา”

            “ท่าน? เช่นนั้นไม่ใช่ว่าท่านเห็นขะ...ข้า” หนิงเทียนกระอึกกระอักด้วยความอับอาย

            “แค่เด็กน้อยผู้หนึ่ง มีสิ่งใดให้ต้องประหม่ากัน?” หญิงชุดดำกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            เดิมทีนางดูเย็นชาและหยิ่งผยองจนผู้พบเห็นรู้สึกครั่นคร้าม ทว่าเมื่อแย้มยิ้มแล้วนางกลับผลิบานและเปล่งประกายราวดอกไม้ในฤดูวสันต์ งามเสียจนหนิงเทียนตกตะลึง

            “มองอะไร?” เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขารอยยิ้มของหญิงชุดดำก็จางหายไป

            “รอยยิ้มท่านช่างงดงาม”

            “แม้จะงดงาม แต่เจ้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้มอง”

            “ทำไมเล่า? ข้ายังถูกท่านเห็นจนหมดแล้ว...”

            “หนอนผีเสื้อของเจ้ามีอะไรดี? ตามข้ามานี่”

            หญิงชุดดำแสดงสีหน้าเย็นชา ทว่าในใจกลับมีความผูกพันที่ไม่อาจอธิบายได้ต่อหนิงเทียน

            “รากบ่มเพาะนี้แปลกยิ่งนัก มันคือสิ่งใดกันแน่?”

            หนิงเทียนทั้งอับอายและหงุดหงิดจึงไม่อยากใส่ใจคำพูดของนาง แต่เขาก็ปฏิเสธความน่าสนใจของรากบ่มเพาะในร่างกายไม่ได้

            “ยามนี้เจ้าเป็นจื๋อซิวแล้ว คิดจะเข้าสำนักใดเพื่อฝึกฝนหรือไม่?”

            หนิงเทียนชะงักครู่หนึ่ง เมื่อภาพการเสียชีวิตของบิดาและความแค้นต่อตระกูลซูปรากฏขึ้นความโกรธของเขาก็พลุ่งพล่านทันที

            “ไม่! ข้าอยากกลับไปล้างแค้น!” หนิงเทียนตอบอย่างเคียดแค้นและเกลียดชังเขาไม่มีวันปล่อยตระกูลซูและหญิงต่ำช้าสองนางนั้นไปเด็ดขาด!

            หญิงชุดดำได้ยินดังนั้นจึงถามสถานการณ์ของเขาด้วยความประหลาดใจ

            สีหน้าของหนิงเทียนมีเพียงความเศร้าบิดาเสียชีวิต ตระกูลหนิงล่มสลาย เขาจึงโดดเดี่ยวและไม่อาจระบายให้ผู้ใดฟังได้ เมื่อหญิงชุดดำถามถึงเรื่องราวของเขาความคับข้องใจที่อัดอั้นไว้ก็ปะทุขึ้นทันที

            หญิงชุดดำฟังอย่างเงียบๆ ใบหน้างดงามเยือกเย็นราวน้ำค้างแข็ง

            “พวกคนเนรคุณ! สมควรตายยิ่งนัก!” เสียงเย็นชาเผยให้เห็นความโกรธซึ่งถูกใจหนิงเทียนเป็นอย่างมากราวกับเขาได้พบสหายแล้ว

            “ข้าจะกลับไปสังหารนางและล้างแค้นให้ท่านพ่อ!”

            “หากกลับไปเช่นนี้เจ้าคงไม่รอด เจ้าควรฝึกทักษะบางอย่างก่อน” หญิงชุดดำมองเขาด้วยประกายแสงนุ่มนวล

            หนิงเทียนยิ้มอย่างเศร้าสร้อยแล้วกล่าวว่า“การเข้าศึกษาในสำนักเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับข้า”

            “ลูกผู้ชายสามปีค่อยล้างแค้นยังไม่สาย เจ้าอายุเพียงสิบเจ็ดจิตวิญญาณนักสู้ถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ?”

            นางมองเขาอย่างเย็นชา แรงกดดันมหาศาลกระชากอากาศและสร้างความปั่นป่วนต่อมิติเวลาจนหนิงเทียนไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้

            เขาตกใจกลัวและพยายามดิ้นรนสุดชีวิต นางอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปีเท่านั้น จะมีความแข็งแกร่งที่น่ากลัวเพียงนี้ได้อย่างไร?

            “ท่านคิดจะทำสิ่งใด?”

            “ความแข็งแกร่งของข้าเป็นอย่างไร?”

            “ทรงพลังยิ่งนัก”

            “เจ้าอยากเรียนหรือไม่?”

            หนิงเทียนตะลึง “ทะ...ท่านเต็มใจสอนข้าหรือ?”

            “หากเจ้านับถือข้าเป็นอาจารย์ เจ้าจะสามารถแก้แค้นได้ในไม่ช้า” หญิงชุดดำยิ้มอย่างงดงามจนทุกสิ่งในโลกหล้านี้สูญสิ้นแสงสว่างไปทั้งหมด

            หนิงเทียนเหม่อมองและพิจารณาคำพูดของนางอยู่ในใจ

            หากนับถือนางเป็นอาจารย์และร่ำเรียนทักษะจากนาง เขาอาจจะล้างแค้นได้ในไม่ช้าจริงๆ

    ---------------------------------------

    [1] ทิศหรดี (西南方) แปลว่า ทิศตะวันตกเฉียงใต้

    [2] ร้อยลี้ (百里) หมายถึง ระยะทางแสนยาวไกล โดย 1ลี้ ยาวประมาณครึ่งกิโลเมตร

    [3] ชุดฝ่ายใน (宫装) คือ เครื่องแต่งกายอย่างไม่เป็นทางการสำหรับพระสนมเอกหรือองค์หญิงโดยมีระดับต่ำกว่าชุดบรรดาศักดิ์