ถังหลี่ หยวนอิง ลู่อู๋ซู อยู่บริเวณกลางขบวน ขณะทัพเคลื่อนออกไปช้าๆ เสียงกีบเท้าม้ากระทบผืนดินดังกึกก้อง ธงรบสีแดงสะบัดพลิ้วปลิวไสวไปตามแรงลม ทัพใหญ่เริ่มเคลื่อนขบวนทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบอบอวลอยู่เื้ั
หยวนอิงและลู่อู๋ซูควบม้าขนาบซ้ายขวาของถังหลี่
หลังจากทัพเคลื่อนออกห่างจากตัวเมืองมาระยะหนึ่ง ถังหลี่จึงเปิดปากเอ่ยถามหยวนอิงถึงสิ่งที่สงสัยทันที
“เ้าคุยอะไรกับพี่สี่”
หยวนอิงเลยตอบตามตรงว่า “องค์ชายสี่ตรัสว่า พี่หลี่เดินทางนานคงจะเหนื่อย เมื่อถึงเมืองเปียงเฉิน ให้จัดหาหญิงงามมาให้ท่านสักสองสามคน หากได้ร่ำสุราเคล้านารีก็จะทำให้ผ่อนคลายขึ้น”
องค์ชายถังหลี่ถึงกับลอบถอนหายใจ พลางคิดว่าข้าอยากได้เพียงเ้า ไยจึงไม่รับรู้เลย ก่อนจะถามหยั่งเชิงออกไปว่า “ข้าดูเหมือน้าหญิงงามหรือ”
หยวนอิงสวนกลับว่า “ข้าจะรู้ได้เยี่ยงไร ท่านอาจต้อง การก็ได้”
องค์ชายถังหลี่ได้ยินหยวนอิงยอกย้อนเช่นนั้นก็ตัดพ้อออกมาทันที “เ้าคืออ๋องถังอิง คนสนิทรู้ใจข้า หากเ้าไม่รู้ แล้วผู้ใดจะรู้”
หยวนอิงเงียบ ไม่กล่าวสิ่งใดอีก จนในที่สุดถังหลี่ก็อดทนไม่ได้ เป็ฝ่ายพูดขึ้นมาแทน
“ข้าไม่ได้้าหญิงงาม ไม่ต้องจัดหามา มีแต่คนแบบพี่สี่เท่านั้นแหละ ที่ชอบเื่เช่นนั้น”
หลังหยวนอิงได้ฟังคำกล่าวของถังหลี่ ความหนักอึ้งในอกก็อันตรธานหายไปในทันที ยังคงพยายามเก็บอาการไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา และเปลี่ยนเื่ไปพูดถึงองค์ชายสามแทน
“องค์ชายสามยังเหมือนเดิม จากที่เคยเจอในวัยเด็ก ช่างใจดียิ่ง”
องค์ชายถังหลี่ถามกลับ “พี่สามน่ะหรือใจดี”
หยวนอิงบอกว่า “องค์ชายสามดูไร้พิษภัย ต่างจากองค์ชายรองและองค์ชายสี่”
“องค์ชายที่ไร้พิษภัยน่ะ ไม่มีหรอก เกิดเป็องค์ชายย่อมต้องฟาดฟันด้วยกันทั้งนั้น เ้าเองก็เป็องค์ชาย พิษสงของพวกพี่น้อง เ้าย่อมรู้ดีมิใช่หรือ”
หยวนอิงเลิกคิ้วนิดหน่อย “แต่พี่หลี่ไม่เป็เช่นนั้น”
องค์ชายถังหลี่ยิ้มน้อยๆ หลังได้ฟังคำกล่าวของหยวนอิง ส่วนลู่อู๋ซูที่ควบม้าอยู่อีกด้านนั้น ต้องทำหูทวนลมเสมือนไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ภายในใจของเขายามนี้ช่างคิดถึงน้องเล็กจริงๆ หากมีน้องเล็กอยู่ อย่างน้อยเขาจะได้มีคนคอยพูดคุยด้วย แต่หลังจากคิดไปคิดมาอีกครั้ง น้องเล็กมาก็ใช่ว่าเขาจะได้พูดคุยดีๆ กับอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน เพราะคนผู้นั้นย่อมติดตามมาด้วยเป็แน่
‘เฮ้อ ชีวิตข้ามันช่างโดดเดี่ยวสิ้นดี’ แต่ในขณะที่เขากำลังรำพึงรำพันอยู่ในใจนั้น พลันสายตาได้ปะทะเข้ากับร่างหนึ่งที่แสนคุ้นเคย
‘นั่นมัน มู่กุ้ยอิง มิใช่หรือ’ หลังจากใช้สายตาจับจ้องมองคนที่ควบม้าอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลอีกระยะหนึ่ง ในที่สุดเขาก็มั่นใจ
“ลู่อู๋ซูรีบหันไปเอ่ยกับองค์ชายห้าและหยวนอิงทันที กระหม่อมขอไปทักทายคนรู้จักสักครู่ได้หรือไม่” เขาตรึกตรองแล้ว เวลานี้เพิ่งเคลื่อนขบวนออกจากเมืองหลวง ยังไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
องค์ชายห้าและหยวนอิงหันมามองลู่อู๋ซูเป็ตาเดียวพร้อมกัน ก่อนจะมองตามสายตาลู่อู๋ซูออกไป เมื่อหยวนอิงเห็นร่างที่สายตาลู่อู๋ซูมองไป ก็เข้าใจในทันที พลางเอ่ยถามถังหลี่
“ตระกูลมู่มาด้วยหรือ”
ถังหลี่แม้จะแปลกใจกับคำถามของหยวนอิง แต่ก็พยักหน้ารับ
หยวนอิงเมื่อได้ฟังคำตอบนั้นก็ยิ้มมีลับลมคมในเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็เอ่ยถามถังหลี่
“พี่ใหญ่ออกไปครู่หนึ่งได้ใช่หรือไม่”
ถังหลี่ประเมินสถานการณ์แล้ว ยามนี้ไม่มีอะไรต้องกังวลจึงพยักหน้ารับ
ลู่อู๋ซูจึงควบม้าออกไปยังเบื้องหน้าทันที ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจเดียว อาชาสีดำมะเมื่อมก็เข้าเทียบเคียงอาชาสีขาวปลอดทันทีทันใด ร่างสูงโปร่งบนอาชาสีขาวหันมามองอย่างรวดเร็ว สองสายตาสอดประสาน ต่างคนต่างเผยรอยยิ้มออกมาทันที
“ไม่ได้พบกันนาน” ลู่อู๋ซูเป็ฝ่ายทักทายอีกฝ่ายก่อน
“ใช่ ไม่ได้พบกันนาน” มู่กุ้ยอิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ยามเอื้อนเอ่ย
“หายดีแล้วหรือ”
“นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว หากข้ายังไม่หายดี นั่นจะไม่ใช่เื่แปลกหรอกรึ” มู่กุ้ยอิงกล่าวอย่างหยอกล้อ
ลู่อู๋ซูหัวเราะอย่างเขินอาย “นั่นก็จริง”
“แม่ทัพมู่เดินทางมาด้วยหรือไม่”
มู่กุ้งอิงส่ายหน้า “ท่านพ่อต้องคอยระวังดูแลความสงบเรียบร้อยในเมือง มีเพียงข้าและพี่มู่กวางร่วมเดินทัพครั้งนี้”
ลู่อู๋ซูพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวออกมาอีกครั้ง “นับเป็เื่ดี ที่ครั้งนี้เ้าเดินทางมาด้วย”
มู่กุ้ยอิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับคำกล่าวของอีกฝ่ายแต่เมื่อเห็นลู่อู๋ซูยังคงดูนิ่งเงียบเป็ปกติ เสมือนกล่าวเื่ทั่วๆ ไป มู่กุ้ยอิงก็สรุปได้ว่า ตนคิดมากไปเอง
ทั้งสองคนควบม้าเคียงคู่กันไปท่ามกลางทัพใหญ่ ผ่านเขาเขียว สายธาร ภูผาตระหง่าน ทุ่งหญ้ากว้าง จนในที่สุดก็เดิน ทางมาถึงจุดหมายแรก