ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 18 จอมพลปะทะจอมคน

    นายพลซื่อชางอยู่บนหลังม้ามีจันทราลอยเด่นอยู่กลางฟากฟ้าเป็นเพื่อน นกกลางคืนร้องระงมท่ามกลางความมืดมิดได้ยินเสียงเสียดสีของต้นไม้แว่วเข้าหูครั้งแรกนึกว่าเบื้องหน้าจะเป็นแนวทิวสนแต่เมื่อผ่านพงจึงได้เห็นป่าไผ่ขึ้นดกครึ้มเมื่อมองลอดกิ่งก้านของใบไผ่เห็นดวงจันทร์กลมโตสุกใสกระจ่างสาดส่องลงมา

     

                ผู้นำแห่งอัศวินดำมอบหมายหน้าที่ให้ทหารใต้บังคับบัญชาไปหมดแล้วอู๋ซีพร้อมด้วยผู้ติดตามขบวนหนึ่งทำงานอย่างได้ผลยิ่ง สามารถตัดสายสัมพันธ์การสอดประสานของกองกำลังพันธมิตรได้สำเร็จเมื่อน้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ การบดขยี้กองกำลังเมฆขาวเพื่อยึดครองความเป็นใหญ่ ความหวังในการผนึกแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวก็อยู่แค่เอื้อมเท่านั้น

     

                ทำลายล้างเพื่อสร้างใหม่ความจริงไม่ใช่เพียงท่านนายพลที่คิดไว้คนเดียวดูเหมือนว่าหลี่มู่แห่งเกียะหยูก็มีความต้องการเช่นนั้นอยู่เหมือนกันหากแต่สถานการณ์เมื่อสองปีก่อนผันแปรไปเพราะมีความขัดแย้งด้านอื่นมาสอดแทรกทั้งจากเด็กหวูไว่ผู้มีความสามารถอันน่าทึ่ง และมีความเป็นมาอันสุดแสนอัศจรรย์แล้วไหนยังจะหวังจุนหลง จากเจ้าเมืองผู้มีจิตใจโอบอ้อมการุณย์กลายเป็นมารร้อยผู้มากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมอีกคน

     

                ขอเพียงให้ไม่มีมันทั้งสองปรากฏขึ้นมาอีกอัศวินดำย่อมสามารถหลอมรวมพลังอำนาจก่อเกิดแผ่นดินแห่งความหวังครั้งใหม่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

     

                นายพลซื่อชางรู้จักเนื้อแท้แห่งสงครามดีกว่าใครมีทั้งความตาย ความสูญเสีย ผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาด แต่หากผู้ใดเข้าสู่วังวนนี้ก็เปรียบได้ดุจคนเดินไต่อยู่บนเส้นเชือกที่ขึงไว้ระหว่างผาสองด้านหากว่าตัดสินใจเดินหน้าแล้วก็ไม่อาจถอยหลังกลับได้ต้องเดินไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง ถ่วงดุลน้ำหนักให้ดีเพื่อให้เดินข้ามฝั่งไปสู่ผาเบื้องหน้าให้สำเร็จ

     

                ยังไม่ต้องพูดถึงข้ามฝั่งไปได้แล้วยังต้องฝ่าพันพื้นป่ารกครึ้มแล้วปีนป่ายขึ้นสู่ภูเขาเพื่อก้าวขึ้นเป็นหนึ่งเดียวในแผ่นดิน

     

                การได้แยกตัวมาคนเดียวขี่ม้าผ่านทุ่งหญ้า ป่าเปลี่ยว เยี่ยงนี้ว่าไปนับเป็นความสุขอย่างหนึ่งและยังทำให้จิตใจปลอดโปร่งนึกถึงแผนการใหญ่ของกองทัพอัศวินดำที่ใกล้จะมาถึง

     

                จอมพลซื่อชางขี่ม้าผ่านเข้าสู่ป่าไผ่ได้พักใหญ่แล้วพลันรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวรอบตัวเห็นเงาร่างหลายสายซ่อนตัวอยู่ชายป่าไผ่ทั้งสองด้านวิกาลเยี่ยงนี้ผู้มาย่อมไม่ประสงค์ดีแน่นอน ผู้นำของกองกำลังอัศวินดำผุดยิ้มตรงริมฝีปากมือขวาแตะตรงกระบี่ที่แขวนไว้ข้างอานม้า รู้สึกตื่นตัวเต็มที่

     

                ทันใดนั้นเงาร่างสายหนึ่งกำลังลอยอยู่เหนือศีรษะใช้เท้าแตะต้นไผ่ดกครึ้มเบาๆ ก็ส่งตัวเองพลิ้วผ่านได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจนักหากคนธรรมดาย่อมนึกว่านกกลางคืนโบยบินผ่านเท่านั้น

     

                นายพลซื่อชางเงยหน้าขึ้นมองรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างมีพลังวัตรลึกล้ำนักเทียบแล้วไม่ด้อยไปกว่าอู๋ซีอย่างเด็ดขาด

     

                “เชิญเถิดสหายลงมาทักทายกัน”

     

                กล่าวทักทายออกไปแล้วเห็นคนผู้นั้นพลิ้วผ่านจากป่าไผ่เบื้องหน้าลอยละลิ่วลงมาแล้วยืนอยู่ตรงหน้าแต่ไม่อาจเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงด้วย เพราะมันผู้นั้นใส่ชุดดำแถมยังสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้ด้วย

     

                “ท่านนายพลซื่อชางสายตานับว่าแหลมคมนัก”

     

                จอมทัพอัศวินดำ ลอบตื่นตระหนกเสียงนั้นดังอู้อี้ลอดผ่านหน้ากากรูปปีศาจ แต่กลับกังวานก้องไปทั่วบริเวณป่าไผ่ในแผ่นดินนี้ยังมีคนผู้ใดมีลมปราณแข็งกล้าได้เช่นนี้อีกและเมื่อใช้หางตาเหลือบมองความเคลื่อนไหวของคนที่ซุ่มซ่อนอยู่ก็คะเนว่านี่เป็นขบวนการนักฆ่าที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

     

                นายพลซื่อชางเพ่งตามองคนเบื้องหน้าซึ่งยืนกอดอกขาสองข้างแยกออก แสดงให้เห็นว่าพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อและมีความประสงค์ร้ายอย่างชัดเจน

     

                หรือว่า…

     

                “นักรบปีศาจ”

     

                ได้ยินเสียงหัวเราะเสียดหูดังขึ้นไม่ผิดแน่พวกนี้คือคนของหวังจุนหลง และคนเบื้องหน้านี่เล่าจะใช่มันหรือไม่

     

                “คาดเดาได้แม่นยำนัก”

     

                นายพลซื่อชางนึกได้แล้วว่านอกจากตัวของหวังจุนหลงในกลุ่มนักรบยังมีผู้นำอีกผู้หนึ่ง แม้ไม่ทราบชื่อแต่นับว่าเป็นยอดฝีมือเช่นกันเป็นรองแค่หวังจุนหลงแต่กลับยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในขบวนการนักรบปีศาจ

     

                “ท่านมีชื่อเรียกว่ากระไร”

     

                คนในหน้ากากไม่ตอบคำถามเอามือซ้ายกุมมือขวาที่กำหมัดแน่น ได้ยินเสียงกล้ามเนื้อตึงดังเปรี๊ยะดูคล้ายมันพร้อมจะลงมือแล้ว นายพลซื่อชางคว้ากระบี่มาถือไว้พร้อมกันนั้นก็เปิดปราณทั่วร่าง ตั้งสติรอคอยการโจมตี

     

                “ได้ยินชื่อเสียงง้าวมังกรฟ้าของจอมพลซื่อชางมานานมิเคยทราบมาก่อนว่าท่านก็ฝึกเพลงกระบี่ด้วย”

     

                จอมคนแห่งทัพอัศวินดำยอมรับว่าคนผู้นี้มิอาจดูแคลนโดยเด็ดขาดนอกจากฝีมือสูงส่งแล้วยังศึกษาความเป็นมาของศัตรูเป็นอย่างดีนับตั้งแต่หนุ่มแล้วที่ท่านนายพลใช้ง้าวเป็นอาวุธและเมื่อก่อตั้งกองทัพอัศวินดำขึ้นมาก็ใช้เหล็กเนื้อดีหล่อหลอมเป็นง้าวประจำกายมีชื่อเรียกว่า “มังกรฟ้า” มีน้ำหนักแปดสิบชั่งสำหรับคนผู้อื่นง้าวเหล็กมีน้ำหนักมากเกินไป แต่ด้วยพลังวัตรที่สะสมมายาวนานหากแต่ในระยะหลังหากเดินทางตามลำพังไม่ต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาติดตามและเพื่อความสะดวกในการเดินทางจึงหันมาพกกระบี่แทนแต่แตกต่างไปก็เพียงอาวุธภายนอกเท่านั้นสำคัญก็คือพลังและความสามารถของผู้ใช้เท่านั้น

     

                นายพลซื่อชางได้ยินเสียงกลุ่มคนในเงามืดชักอาวุธมีเสียงดังเปรื่องปร่างจึงชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายสีเงินของตัวกระทบสะท้อนวาววับนับเป็นโอกาสดีที่จะได้พิสูจน์เพลงกระบี่ชุดใหม่ที่ซุ่มฝึกฝนมายาวนานได้คู่ต่อสู้ที่น่าจะเป็นสุดยอดฝีมือนับว่าสมใจอยากนัก


                แต่คนลงมือก่อนกลับเป็นบุรุษสวมหน้ากากผู้นี้มันไม่ได้ใช้กระบี่ ดาบ หรืออาวุธใดรุกเข้าจู่โจม แต่กลับเป็นมือเปล่าซื่อชางเห็นมันสวมใส่ถุงมือสีขาวและใช้พลังหมัดคุกคามเข้าใส่ บางครั้งกำหมัดบางครั้งแผ่พลังทะลักออกมาจนยากจะปะทะโดยตรงได้ นับเป็นวิชามารสายหนึ่งที่แข็งกล้ายิ่ง

     

                จอมทัพอัศวินดำล่าถอยเพื่อหลบเพลงหมัดชั่วร้ายนั้นแล้วกรีดกระบี่ออกเป็นสายทั้งป้องกันและโต้กลับปราณในร่างกายเร่งเร้าพลังจนขีดสุด นี่คือเพลงกระบี่กิเลนล่องวารีที่ซุ่มฝึกซ้อมมายาวนานแม้กระบวนท่าเรียบง่าย แต่กลับแฝงพลังวัตรภายในอันแข็งแกร่งไว้

     

                “เพลงกระบี่อันเข็มแข้งนัก”

     

                ซื่อชางได้ยินเสียงมันกล่าวชื่นชมแต่ไม่อาจลิงโลดได้พลังหมัดของมันผู้นี้นับว่าแปลกนัก แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา บางครั้งกำหมัดพุ่งเข้าหาแต่บางครั้งกลับเหมือนมีพลังดีดของดัชนีแข็งกร้าวผสมผสานด้วยนับว่ามันเป็นจอมคนที่หาได้ยากอย่างยิ่งหากเทียบกับหลี่มู่แห่งกองกำลังเมฆขาวนับว่าเด่นล้ำกว่าไม่น้อย

     

                การต่อสู้กลางป่าไผ่ในครั้งนี้เป็นไปอย่างน่าตื่นตาสูสี คู่คี่ ผลัดกันขึ้นลง รุดหน้าและถอยหลังพลังปราณของมันทั้งสองปะทะกันอย่างไม่ยอมลดราวาศอก

     

                หากแต่นายพลซื่อชางรู้ดีแก่ใจยืดเยื้อนานไปย่อมเสียเปรียบไม่เพียงบุรุษตรงหน้าที่ยากจะรับมือเท่านั้น นักรบปีศาจซึ่งหลบซ่อนอยู่อีกเล่าจะมาในฐานะผู้ดูแต่เพียงอย่างเดียวหรืออย่างไร

     

                นักรบพวกนี้ต้องการอะไรกันแน่พิสูจน์ฝีมือหรือต้องการชีวิต

     

                ทันใดนั้นเสียงสุนัขป่าร้องโหยหวนขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของราตรีกาล สัตว์ป่ามีสัญชาติญาณจมูกรับกลิ่นได้รวดเร็วกว่ามนุษย์มากนัก

     

                มีคนมาอีกแล้ว ใช่หวังจุนหลงหรือไม่

     

                ไม่มีเวลาให้หยุดคิดพลังหมัดของบุรุษใส่หน้าหากมาอย่างต่อเนื่อง ได้แต่ใช้คมกระบี่กรีดแหวกผ่านอากาศตามมาด้วยเสียงกึกก้อง

     

                นักรบปีศาจเหล่านั้นทะยานออกมาจากที่ซ่อนแล้วได้ยินเสียงดาบดุดันดังกึกก้อง นายพลซื่อชางพลันนึกถึงง้าวมังกรฟ้าคู่ใจขึ้นมา

     

                ควั่บควั่บ

     

                เสียงแหลมเล็กดังขึ้นมาทางด้านหลัง ฟังดูคล้ายเสียงกระบี่ที่สำแดงเดชเหมือนมังกรคำราม

     

                พลันเห็นเงาร่างหนึ่งเผ่นโผนอยู่กลางวงล้อมของนักรบชุดดำแม้มองผ่านเพียงแวบเดียวก็ถึงกับตื่นตะลึง ความคล่องแคล่วของท่าร่างกระบี่ที่รวดเร็ว กระบวนท่าฉับไว

     

                มันเป็นผู้ใดกันแน่

     

                จอมทัพอัศวินดำตวาดก้อง ปล่อยปราณผ่านกระบี่บังเกิดเป็นพลังไร้สภาพขุมหนึ่งแล้วพลันดีดร่างขึ้นควงร่างอยู่ในอากาศก่อนวาดกระบี่ใส่นักรบอัศวินดำผู้หนึ่งจนร้องโอดโอยล้มลงกับพื้น

     

                วงล้อมของนักรบปีศาจแตกกระจายได้เห็นใบหน้าของผู้ช่วยเหลืออย่างถนัดชัดเจน

     

                มันเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งใส่ชุดเหมือนชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ และดวงตาสดใสเหมือนทารก

     

                “ท่านนายพล”

     

                จอมทัพอัศวินดำสะดุ้งเฮือกเมื่อคุ้นกับเสียงเรียกนั้นนักจึงมองดูเด็กหนุ่มตั้งแต่หัวจดเท้า รู้สึกสะดุดกับรอยยิ้มกว้างของมัน

     

                เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างเหมือนคนผู้หนึ่งนักเว้นก็แต่เส้นผมและสีในนัยน์ตาของมันที่บ่งบอกว่าเป็นคนละคนกัน

     

                ในมือของมันกุมกระบี่อ่อนเล่มหนึ่งไว้ทำให้นึกไปถึงดาบไม้อันมากไปด้วยอิทธิฤทธิ์

     

                “ข้าเองยังไงเล่าท่านจำข้าไม่ได้หรือ”

     

                “หวูไว่” นายพลซื่อชางอุทานเสียงดัง

     

    …………………………………………..

     

    หวูไว่เดินทางออกมาจากเกียะหยูมีเป้าหมายที่เมืองเฝอซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพอัศวินดำ

     

              ไม่คาดว่าจะมีโอกาสพบกับนายพลซื่อชางกลางทางเช่นนี้

     

                ไม่เพียงพบผู้นำผู้ยิ่งใหญ่เดินทางตามลำพังเท่านั้นยังพบว่านายพลซื่อชางยังโดนรุมล้อมโดยนักรบกลุ่มหนึ่ง เป็นขบวนการนักสู้ชุดดำที่มองไม่เห็นหน้าตาชัดเจนนักจึงใช้กระบี่อ่อนออกมาช่วยเหลือโดยไวแล้วพลันรู้สึกเอ๊ะใจเมื่อปะทะฝีมือของกลุ่มคนพวกนั้น เพราะมีฝีมือสูงสุดลงมืออย่างดุดัน เหี้ยมเกรียม

     

                ครั้นกล่าวทักทายกับท่านนายพลไปแล้ว หวูไว่เหลียวมองไปอีกทางแล้วรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาทันทีคนผู้นั้นไม่เพียงใส่ชุดดำแต่ยังมีหน้ากากเหล็กปิดบังใบหน้าที่แท้จริงไว้ด้วย

     

                ทำไมหวูไว่จะจำนักรบปีศาจเหล่านี้ไม่ได้พวกมันคือคนที่ลงมือฆ่าหมู่ในหมู่บ้านเซียงอู่อย่างสยดสยองซึ่งรวมถึงท่านลุงท่านป้าที่เลี้ยงดูหวูไว่ด้วย

     

                และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าถึงไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงแต่มันถูกเรียกว่า “ทูตซ้าย” ทำงานรับใช้ “ทูตขวา” คือหวังจุนหลง

     

                “เจ้ามาได้อย่างไรกัน แล้วทำไมถึง…”

     

                หวูไว่หัวเราะอย่างขัดเขินเมื่อได้ยินคำพูดของจอมคนแห่งทัพอัศวินดำรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปเกิดขึ้นเพราะเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบได้แต่ถึงอย่างไรความรู้สึกภายในก็หาได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดไม่ กลับมาหนนี้มิเพียงต้องการเยี่ยมเยือนคนที่ผูกพันด้วยความปรารถนาอย่างหนึ่งก็คือเข้าพบกับนายพลซื่อชางซึ่งแม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นจอมทัพผู้โหดร้าย ก่อสงคราม มีความโลภอันไม่เคยสิ้นสุดหากแต่ในห้วงเวลาหนึ่งที่เคยอยู่ร่วมกันหวูไว่ก็มองเห็นข้อดีหลายอย่างในตัวของท่านนายพลเหมือนกันอย่างน้อยก็เป็นลูกผู้ชาย ทุกการกระทำเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา

     

                และที่สำคัญหวูไว่เคยได้รับการช่วยเหลือจนมีวันนี้ได้ในที่สุด

     

                ราชันน้อยมองเห็นจอมทัพอัศวินดำตรงหน้าแม้ยังดูสง่างามบุคลิกน่าเกรงขามดุจเดิม แต่มองเห็นเงาของความชรามาเยือนบ้างแล้ว

     

                “รอจัดการกับคนพวกนี้ก่อนเถอะท่านนายพล” หวูไว่บอก

     

                กระบี่อ่อนในมือแกว่งไหวในเงามืดของรัตติกาลและทำให้นักรบชุดดำล่าถอยออกไปและไปยืนอยู่ด้านข้างทูตซ้ายก้าวเดินตรงเข้ามา

     

                “เป็นเจ้านั่นเองหวูไว่ไม่เจอกันนานสบายดีหรือไม่”

     

                “ลงมือเถิด อย่าได้ชักช้าเลย”

     

                ทูตซ้ายหัวเราะเสียงเสียดแหลมทะลุผ่านหน้ากากเหล็กแล้วยืนกอดอกแน่น

     

                “ราชันน้อยผู้ผดุงคุณธรรมกับจอมคนผู้เหี้ยมหาญมาร่วมมือกันอย่างนี้ข้าจะรอดูว่าจะเป็นเช่นนี้ได้ตลอดไปหรือไม่”

     

                ทูตซ้ายตะโกนเสียงดังครั้งหนึ่งแล้วทะยานร่างขึ้นกลางอากาศลับหายไปในป่าไผ่ดกครึ้มส่วนนักรบปีศาจเหล่านั้นก็แยกย้ายกันไปในความมืดแทบจะพร้อมกัน

     

                หวูไว่ถอนหายใจอย่างโล่งอกเห็นท่านนายพลเก็บกระบี่เข้าฝัก และจ้องมองมา

     

                “ข้าควรจะขอบคุณเจ้าหรือแค้นเจ้าดี”

     

                เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากองทัพอัศวินดำกลับสู่เส้นทางการชิงความเป็นหนึ่งในแผ่นดินอีกครั้งและเป้าหมายแรกคือโค่นล้มกองกำลังเมฆขาว และอาจจะตามมาด้วยป่าสำราญ

     

                ไม่เพียงเท่านั้นยังมีหวังจุนหลงและนักรบปีศาจนั่นอีก

     

                “ข้าเพียงแต่คิดว่า…” หวูไว่อึกอัก“ศึกใหญ่หนนี้สามารถหลบเลี่ยงได้หรือไม่ สองปีที่ผ่านไปแผ่นดินเงียบสงบชาวบ้านมีความสุขขึ้น ท่านเองก็มีอำนาจที่…”

     

                ราชันน้อยหยุดชะงักคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าบีบไหล่เขาเบาๆสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนบางอย่าง

     

                “เจ้ายังคงเหมือนเดิมข้าเองก็เช่นกัน ต่อให้อยากทำอย่างนั้นแต่ก็ไม่อาจกระทำอย่างนั้นได้เสียแล้ว”

     

                “เรื่องของหวังจุนหลงขอให้ข้าจัดการเองเถอะ”

     

                นายพลซื่อชางส่ายศีรษะ

     

                “ต่อให้ไม่มีหวังจุนหลงก็เกรงว่าศึกหนนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกันข้ามาไกลจนเลยจุดที่จะกล่าวคำว่าถอยได้อีกแล้ว”

     

                หวูไว่คิดอยู่แล้วว่าความคิดที่จะโน้มน้าวให้นายพลเปลี่ยนใจไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ยังไม่เลิกล้มความหวังเสียทีเดียวหรอกน่าครั้งนี้ทำไม่สำเร็จแต่ครั้งหน้าอาจสำเร็จก็ได้

     

                “ขอบใจเจ้าสำหรับการยื่นมือมาช่วยเหลือในครั้งนี้เจอกันหนหน้ายังไม่แน่ใจว่าเราสองคนจะยังสามารถยืนคุยกันได้อย่างนี้หรือไม่”

     

                ราชันน้อยกำลังจะเอ่ยตอบแต่ทันใดนั้นได้ยินเสียงขลุ่ยประหลาดดังแว่วขึ้นมา ท่วงทำนองของมันเต็มไปด้วยความเศร้าความลี้ลับอย่างบอกไม่ถูก

     

                อ๊าก

     

                หวูไว่ร้องออกมาเมื่อเสียงเสียดแหลมของมันทำให้เขารู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งร่างขนแขนลุกชัน เหมือนมีเข็มนับร้อยนับพันทิ่มแทงจนไม่อาจยืนอยู่ได้ต้องทรุดลงกับพื้น เอามือปิดหูแน่น

     

                “เจ้าเป็นอะไรหวูไว่”

     

                ท่ามกลางความเจ็บปวดชายหนุ่มหวนนึกได้ถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนพลังมารในตัวถูกปลุกเร้าขึ้นจากการท่องภาษาอันแปลกประหลาดของหวังจุนหลงแต่คราวนี้มาจากเสียงขลุ่ยในความมืด

     

                เป็นไปไม่ได้

     

                อาจารย์ปู่ได้ถ่ายทอดปราณสว่างสู่ร่างกายมันช่วยยับยั้งธาตุมืดพลังมารอันชั่วร้าย และทำให้ชายหนุ่มสามารถประสานพลังจนสามารถกำราบ “ท่านลุง”ลงได้ และนับแต่นั้นพลังมืดก็ไม่เคยสามารถแสดงตนออกมาได้อีกเลย

     

                ทันใดนั้นรู้สึกมีมือคู่หนึ่งทาบเข้ากับแผ่นหลัง มีพลังเย็นสายหนึ่งถูกถ่ายทอดออกมา

     

                “รวบรวมสมาธิอย่าสนใจเสียงขลุ่ยนั้น มันคือขลุ่ยมาร”

     

                หวูไว่นั่งสงบนิ่ง หลับตาลงปล่อยให้พลังเย็นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย ไม่ช้าก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ ดังขึ้นอีกปราณสว่างแผ่ซ่าน รู้สึกร่างกายกลับคืนสู่ความปกติอีกครั้ง

     

                “ขอบคุณท่าน” ราชันน้อยกล่าว

     

                หวังจุนหลงน่าจะเป็นเจ้าของเสียงขลุ่ยปีศาจนั่นเองโชคดีนักที่นายพลซื่อชางใช้พลังภายในช่วยเหลือไว้ทันท่วงทีไม่เช่นนั้นทุกอย่างคงเลวร้ายยิ่งนัก

     

                “หากเป็นผู้คนธรรมดาคงจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีไปเสียแล้วอาจถึงขั้นธาตุไฟแตกโดยไม่รู้ตัวญาติของเจ้าผู้นี้นับว่าร้ายกาจและโหดเหี้ยมยิ่งนัก”

     

                หวูไว่เห็นด้วยในคำกล่าวนั้น หวังจุนหลงรู้จุดอ่อนเขาเป็นอย่างดีกายมาร ธาตุมืดยังไม่ได้ถูกกำจัดจนหมดเสียทีเดียวนัก ทันใดนั้นชายหนุ่มนึกไปถึงความไม่ปกติบางอย่างเพราะหลังการต่อสู้ใหญ่ทุกครั้งพลังภายในดูเหมือนสูญสลายไปชั่วคราว

     

                และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายของเขาด้วยทั้งผมสีทอง และดวงตาสีน้ำทะเล

     

                หวังจุนหลงเป็นคนเดียวที่กุมความลับเรื่องนี้เอาไว้

     

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    บุตรอสูรบรรพกาล

    บุตรอสูรบรรพกาล

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    553K 714
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912