ตอนที่ 5 วิชาหมัดวานร (1)
“หมื่นหมัดไร้คำพูด,ผันแปรตามวิถี,เคลื่อนไหวดังอัสนี,ปฐียังะเื”
เสียงดังก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำอีกครั้ง และเมื่อเสียงสิ้นสุดลงจิ๋นหยางก็ััได้ถึงพลังที่กำลังหมุนเวียนอยู่ในร่างก่ายของเขาเหมือนกับว่ามันกำลังเดือดพล่านอยู่ในตัวของเขาหลังจากที่เขาท่องตามคำพูดของเสียงโบราณนั้น......
เปรี้ยง!!
เสียงกึ่งก้องภายในร่างกายพร้อมของเหลวสีดำได้ไหลออกจากร่างกายของจิ๋นหยางอีกครั้งซึ่งเขาได้ทะลวงผ่านเป็ระดับฝึกตนขั้นที่ห้าแล้ว และพละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็เจ็ดร้อยจินแทนที่จะเป็หกร้อยหากเปรียบกับคนรุ่นเดียวกันกับเขาระดับพลังขนาดนี้มันยังน้อยไป......
จิ๋นหยางอายุได้สิบสี่แล้วตอนนี้ คนอื่นที่รุ่นเดียวกันกับเขาส่วนมากจะอยู่ที่ระดับฝึกหัดขั้นที่เก้าหรือไม่ก็ระดับเริ่มต้นชั้นต้นกันหมดแล้ว ยิ่งคนที่อยู่ในพรรคใหญ่หรือตระกูลใหญ่พวกมันล้วนอยู่ในชั้นกลางหรือสูงแล้วด้วยซ้ำ......
“แค่นี้ยังไม่พอ ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้!!”
จิ๋นหยางขึ้นมาจากบ่อน้ำแล้วเริ่มที่จะสำรวจถ้ำนี้อีกครั้ง เพราะั้แ่เขาเข้ามาเขายังไม่ได้เดินดูรอบๆเลยเพียงแต่ไปที่ต้นไม้เพื่อกินผลท้อและมาอาบน้ำในบ่อนี้เท่านั้น จิ๋นหยางจึงคิดที่จะเดินดูรอบๆว่าที่นี้คือสถานที่ใดกันแน่.....
หุบเหวมรณะนี้ไม่น่าจะมีถ้ำแบบนี้อยู่ได้ เพราะมันขึ้นชื่อว่าเป็หุบเหวแห่งความตายมันจะมีถ้ำแบบนี้ได้ยังไง จิ๋นหยางคิดว่ามันอาจจะถูกสร้างขึ้นจากพวกสัตว์อสูรแต่ขนาดาาอสูรวานรทองยังไม่สามารถเข้ามาในถ้ำนี้ได้เลย.....
ดังนั้นถ้ำนี้ต้องมีอะไรที่พิเศษอย่างแน่นอน ถึงทำให้าาอสูรวานรทองเข้ามาไม่ได้อีกอย่างข้างหน้าปากทางเข้ายังมีป้ายศิลาเขียนอีกด้วย ซึ่งคำหน้าของมันมีคำว่า “จิ๋น”เขียนอยู่ด้วย และนั้นก็ยิ่งทำให้เขาสงสัยมากยิ่งขึ้น เพราะคำว่า “จิ๋น”ตรงกับแซ่ตระกูลของเขาพอดี.....
จิ๋นหยางเดินอย่างระมัดระวังเพื่อสำรวจไปรอบๆถ้ำนี้ ภายในถ้ำไม่ใหญ่มากนักแต่ก็จุได้หลายพันคนรอบๆผนังถ้ำเต็มไปด้วย ตัวอักษรและรูปลักษณะคนกำลังร่ายรำอะไรซักอย่างแต่เมื่อมองดูดีๆแล้วมันก็เหมือนกับคนกำลังแสดงวิชายุทธเลย......
เมื่อเขาเดินต่อไปเขาก็สังเกตไปเห็นหนึ่งในตัวอักษรนั้นเขียวว่า......
"คำภีร์หมัดวานร"
บนหน้าของจิ๋นหยางปรากฏความตื่นเต้นเป็อย่างมากเขายิ้มพร้อมกับหัวเลาะออกมาจนเสียงดังไปทั่งทั้งโถงถ้ำแห่งนี้ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ก่อนจะหยุดลงและพูดขึ้นว่า “วิชายุทธ!!ข้าจะได้มีทักษะยุทธแล้ว ต่อไปข้าจะได้ไม่ต้องกลัวใครอีก!!”
เขาพยายามที่จะมองและจดจำลายละเอียดต่างๆจากภาพและตัวอักษรบ่นผนังนั้นแต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้และไม่รู้เริ่มจากรูปไหนก่อนหรือต้องเริ่มจากอะไร ข้อความเหล่านี้อ่านได้ไม่ยากแต่เข้าใจยากเพราะจิ๋นหยางไม่เคยได้ฝึกพื้นฐานทักษะยุทธใดๆเลย......
ที่ฝึกก็มีแต่ฝึกร่างกายเท่านั้น ซึ่งเป็บทเรียนพื้นฐานทั่วไปที่ทุกคนต้องรู้เวลาผ่านสองชั่วยาม จิ๋นหยางก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมากอีกครั้ง เขาจึงหันหน้าไปทางต้นท้อแต่เขาคิดว่าคราวนี้เขาจะไม่เด็ดมันทีละเยอะๆแต่จะเด็ดที่ละลูกเท่านั้นเพราะจากครั้งที่แล้วที่เขาเด็ดมันออกมาสองผลทำให้เขาได้รับาเ็ไม่น้อยจากแรงลมที่พัดเข้าหาเขา......
ปึก!!
หวืดดดดดด!!
สายลมพัดเข้าหาจิ๋นหยางเหมือนเช่นเคยแต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้วที่เขาขยับถอยหลังเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น....
“นี้ต้องเป็เพราะว่าข้าอยู่ในระดับฝึกหัดขั้นที่ห้าแล้วแน่ๆ ผลกระทบของมันถึงได้น้อยลงถ้าข้าอยู่ในระดับที่สูงขึ้นข้าก็จะเด็ดมันได้มากขึ้น” จิ๋นหยางพึมพำกับตัวเองพร้อมกับกัดไปที่ผลท้อคำโตด้วยสีหน้าที่พอใจ.......
ครั้งนี้จิ๋นหยางกินเพียงผลเดียว เขาตระหนักได้ว่าผลท้อนั้นมีจำนวนจำกัดถ้ามันหมดไปก่อนที่เขาจะสามารถออกไปได้มันจะไม่ใช้ผลดีกับเขาแน่อีกอย่างเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะสามารถออกไปจากที่นี้ได้ตอนไหนด้วย.....
เมื่อกินเสร็จจิ๋นหยางก็หันหน้าไปทางผนังอีกครั้งเพื่อที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดวิชาที่ถูกสลักไว้บนนั้น......
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม......
ตอนนี้ไม่รู้ข้างนอกเป็เวลาใดแล้ว กลางวันหรือกลางคืน เพราะในถ้ำแห่งนี้มันสว่างอยู่ตลอดจึงไม่อาจรู้ได้ว่าสถานการข้างนอกจะเป็ยังไง....
“ท่านป้า ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” เมื่อนึกถึงป้าหยู่ความโกรธในใจเขาก็ปะทุขึ้นมาทันที่ก่อนที่จะส่งเสียงร้องะโออกมาว่า “เ้าพวกสารเลวต่ำช้าถ้าข้าออกไปได้ ข้าจะล้างแค้นและฆ่าพวกเ้าไปหมด” และในตอนนั้นเอง....
เจี้ยก!! เจี้ยก!! เจี้ยก!!
เสียงของสัตว์อสูรวานรก็ได้ดังมาจากทางเข้าของถ้ำเสียงเหมือนพวกมันกำลังต่อสู้กันอยู่หรือกำลังรวมตัวกันทำอะไรซักอย่าง......
“เกิดอะไรขึ้น?”
จิ๋นหยางรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นด้านนอกเขาจึงได้เดินกลับออกมาทางปากถ้ำเพื่อที่จะดูว่าพวกมันทำอะไรกัน และเมื่อเขาออกมาใกล้จะถึงปากถ้ำเขาก็หยุดและมองออกไปข้างนอกเพียงตรงนี้เพราะถ้าเขาออกไปมากกว่านี้พวกมันต้องรู้แน่ว่าเขาอยู่ตรงนี้ด้วยระยะการมองเห็นของเขาทำให้มองเห็นพวกมันได้จากระยะไกล......
สัตว์อสูรวานรทองด้านซ้ายกู่ร้องออกมาเสียงดัง และทุบไปที่อกของมันเหมือนกับจะแสดงความแข็งแกร่งของร่างกายมันที่อยู่ในระดับฝึกหัดขั้นที่ห้าส่วนฝ่ายตรงข้ามของมันมีรูปร่างเล็กกว่าตัวที่ส่งเสียงและแสดงท่าทางอวดโอ้มาก....
แต่มันกลับไม่ได้ทำท่าทางโชว์พลังของมันกลับไปเมื่อเจออีกฝ่ายทำใส่มันเพียงยืนอยู่อย่างเงียบๆและใช้สายตาจ้องไปยังวานรทองฝ่ายตรงข้ามอย่างเย็นยาเท่านั้น....
ส่วนาาอสูรวานรนั่งอยู่หน้าถ้ำของมัน มันนั่งดูวานรทองทั้งสองต่อสู้กันและมีอสูรวานรหลายตัวกำลังปรนนิบัติมันอยู่(หาเห็บหาเหาตามประสาลิงนั้นละ)รอบข้างราวกับที่นี้คือพื้นที่ของมัน เป็ราชวังของมันก็ไม่ปาน......
การต่อสู้เริ่มขึ้น อสูรวานรทองที่ร่างกายกำยำเริ่มโจมตีก่อน มันะโเข้าไปหาฝ่ายตรงข้ามอย่างดุร้ายท่วงท่าที่มันใช้ไม่เหมือนกับท่าทั่วไปแต่แฝงไปด้วยทักษะยุทธ.....
เจี๊ยกกกก!!
ปัง!! ตุบ!! ปัง!! ตุบ!!
การต่อสู้ผ่านมาได้หนึ่งชั่วยามแล้วแต่วานรทองที่ร่างกำยำยังไม่อาจทำอะไรวานรร่างเล็กกว่ามันได้เลยมันได้แต่โจมตีไปเรื่อยๆส่วนอีกฝ่ายก็สามารถป้องกันการโจมตีของมันได้ทั้งหมด.....
จิ๋นหยางที่จ้องมองพวกมันสู้กันอย่างตั้งใจ ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ลักษณะที่พวกมันสู้กันนั้นเหมือนกับภาพวาดบนผนังเลย หรือว่าวิชาหมัดวานรนั้นจะเลียนแบบมาจากท่วงท่าของอสูรวานรกันจิ๋นหยางคิด.....
และเมื่อจิ๋นหยางคิดได้อย่างนั้น เขาก็ไม่รอช้ารีบกลับไปยังโถงถ้ำอีกครั้งแล้วมองไปที่ข้อความและภาพบนผนังเพื่อจะทำเข้าใจเกี่ยวกับวิชานี้ แต่เขาก็ยังไม่รู้แจ้งอะไรมากเขากลับไปยังปากถ้ำอีกครั้งเพื่อดูพวกอสูรวานรต่อสู้กันเพื่อที่จะจดจำท่าทางต่างๆของพวกมัน.....
จิ๋นหยางใช้เวลาทุกวันในการสังเกตพวกสัตว์อสูรวานรทุกๆกริยาและท่าทางของพวกมันไม่ว่าจะเดิน ยืน นอน ต่อสู้หรือต่างๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจและรับรู้ถึงการเป็วานรนอกจากนั้นเขายังกินผลท้อหนึ่งผลและลงไปแช่ในบ่อน้ำอย่างน้อยวันละหนึ่งถึงสองชั่วยามทุกวัน....
สองอาทิตย์ผ่านไป.....
ตอนนี้จิ๋นหยางอยู่ในระดับฝึกหัดขั้นที่หกและพละกำลังของเขาอยู่ที่เก้าร้อยจินแล้วซึ่งเกือบจะขึ้นไปถึงหนึ่งสิงห์อยู่แล้ว ว่ากันว่าผู้ฝึกตนขั้นเริ่มต้นจะมีพละกำลังเท่ากับหนึ่งสิงห์(1สิงห์=500กิโลกรัม) ซึ่งเป็จุดเริ่มต้นของผู้ฝึกต้นอย่างแท้จริง.....
และเป็ขั้นที่จะต้องเรียนรู้เื่ลมปราณและเข้าถึงพลังวิเศษเหล่านี้ถ้าอยู่ในระดับจอมยุทธก็จะสามารถใช้ทักษะวิชาตัวเบาและสามารถเหาะได้ชั่วระยะหนึ่งแต่เมื่อในระดับปรมาจารย์แล้วถึงจะเหาะได้อย่างแท้จริง แต่มีระดับจอมยุทธน้อยมากที่จะสามารถเหาะได้อย่างแท้จริงเหมือนกับพวกระดับปรมาจารย์.....
ตอนนี้ความเข้าใจในวิชาหมัดวานรของจิ๋นหยางนั้นมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เขาสามารถที่จะเข้าใจถึงกระบวนท่าที่หนึ่งของวิชาหมัดนี้กระบวนท่าที่หนึ่ง “วานรตะปบเหยื่อ”เป็การเรียนแบบท่าของวานรโดยการะโเข้าหาฝ่ายตรงข้ามแล้วใช้อุ้งมือตะปบใส่อีกฝ่าย.....
ศัตรูที่โดนท่านี้ไปนั้นจะรู้สึกมึนงง ซึ่งเขาฝึกท่าทางต่างๆจากพวกวานรและนำมาเทียบกับภาพที่อยู่บนผนังเพื่อที่จะฝึกวิชาหมัดนี้แต่ว่าพลังทำลายของมันก็ยังไม่รุนแรงเท่าไหร่เหมือนกับว่ามันยังไม่สมบูรณ์จึงไม่สามารถแสดงอนุภาพออกมาได้เต็มที่......
เขาอยู่ใต้ต้นท้อพร้อมกับถือลูกท้อไว้ในมือ ในอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เขาอยู่กับการฝึกหมัดวานรแบบเดาสุ่มมาตลอดจนทำให้ร่างกายเขาเริ่มที่จะเหนื่อยล้าเขาอยู่กับการฝึกอย่างหนักเพื่อที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาให้เร็วที่สุดเขานั่งลงเอาหลังผิงกับต้นท้อและกัดกินผลท้ออย่างอร่อย พร้อมกับมองลงไปยังไข่มุกที่คอเขาและนึกถึงเื่ต่างๆที่เกิดขึ้น.....
“ทำไมมันถึงดูดคนเข้าไปได้นะ เราลองต้องหลายครั้งแล้วใน่ที่ผ่านทั้งแอบยื่นและชี้ไปทางพวกอสูรวานรตอนที่มันต่อสู้กันอยู่ แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยหรือว่าระยะมันจะไกลเกินไป แต่ถ้าเราเข้าไปใกล้กว่านี้พวกมันต้องรู้แน่ชั่งเถอะเดียวค่อยลองใหม่ละกันตอนนี้ของีบก่อน”
ทันใดนั้นหลังจากที่จิ๋นหยางกลับไปจู่ๆก็ปรากฏแสงขึ้นแล้วดูดร่างของจิ๋นหยางเข้าไปในนั้น......
“เ้าหนู!! เ้าหนู!!”
ทันใดนั้นเสียงของชายชราก็ดังขึ้นอยู่ในหูของจิ๋นหยางและมันก็ค่อยชัดขึ้นอย่างช้าๆและค่อยๆดังขึ้น ดังขึ้น ชัดขึ้น ชัดขั้น......
จิ๋นหยางค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ และเขาก็พบว่าสถานที่ที่เขาอยู่นี้เป็พื้นที่โล่งไกลสุดลูกหูลูกตาและมีแต่ความว่างป่าวและอยู่ๆพื้นที่รอบๆก็เปลี่ยนไปเป็ห้องๆหนึ่ง บ้างเป็ป่าบ้างเป็ทะเลไม่ซ้ำกันไปมาอยู่อย่างนั้น......
และในตอนนั้นเองจิ๋นหยางก็หันไปเห็น ชายชุดขาวกับแดงที่ถูกดูดเข้ามาก่อนหน้าในตอนที่เขาอยู่ที่ตลาดและก็อสูรวานรที่ถูกดูดมาก่อนหน้านั้นพวกมันลอยอยู่กลางอากาศในลักษณะลับตาตัวแข็งทื่อ......
“เด็กน้อย......เด็กน้อยยยย”
จู่ๆเสียงที่เรียกเขาก่อนหน้านี้ก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับปรากฏชายชราร่างผอมแห้งอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลจากเขานั้นนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิจ้องมองมาทางเขา......
“ท่านเป็ใคร!!? สถานที่นี่คือที่ไหน? ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?” จิ๋นหยางไม่รอช้ารัวคำถามใส่ชายชราทันทีหลังจากที่เขาเห็นว่ามีคนอื่นอยู่นอกจากเขา......
“ใจเย็นๆเด็กน้อย เข้ามาซิ ข้าจะเล่าให้เ้าฟังเอง เข้ามา”ชายชราพูดพร้อมปรากฏรอยยิ้มบนหน้าซึ่งเป็รอยยิ้มที่ดูมีความชั่วร้ายอย่างมาก......
“ไม่ละ ทำไมข้าต้องเข้าไปด้วย!?” ั้แ่เกิดเื่จิ๋นหยางไม่อาจเชื่อใจใครได้เขาไม่กล้าที่จะเข้าไปหาชยาชรานั้นเขาได้แต่กระโกนอยู่ห่างๆเท่านั้น.....
“เ้าอยากเรียนรู้วิชาหมัดวานรใช่ไหมละ มาซิ เข้ามาข้าจะสอนเ้าเอง”ชายชรายังคงเรียกให้จิ๋นหยางเข้าไปหาตน......
เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ทำให้จิ๋นหยางลังเลชั่วคู่ไม่รู้จะติดสินใจอย่างไรดีเพราะเขาก็อยากที่จะเรียนรู้วิชานี้จริงๆแต่เมื่อมาคิดดูแล้วมันก็น่าสงสัยเกินไปที่จะมีชายชรามาบอกเขา แถมพื้นที่นี้ก็คือที่ไหนไม่รู้มันน่าสงสัยเกินไป......
“ท่านบอกข้ามาก่อนว่าที่นี้คือที่ใด? แล้วท่านคือใคร?”
“ได้ ได้ ได้ ที่นี่ก็คือพื้นที่ภายในไข่มุกที่อยู่บนคอของเ้าไงละเ้าก็เห็นแล้วนิพวกที่ลอยอยู่ตรงนั้น พวกมันถูกดูดเข้ามาด้วยไข่มุกส่วนข้าคือใครนะเรอะ? ข้าจะบอกเ้าก็ต่อเมื่อเ้าเข้ามาใกล้ข้าแล้ว” ชายชราพูดแล้วก็ยิ้มไปที่จิ๋นหยาง.....
พื้นที่ภายในไข่มุก?