จารึกที่ 385 : ตราชั่งร้าวราน : วิถีสูญตากลืนสัจธรรม
คลื่นความโกรธเกรี้ยวที่แผ่พุ่งออกจากร่างของมหาปราชญ์เทียนหยวน มิใช่พายุที่พัดพาสรรพสิ่งให้ปลิวว่อน ทว่ามันคือแรงกดดันที่ไร้รูปซึ่ง 'หยุดยั้ง' การสั่นไหวของอากาศธาตุอย่างสิ้นเชิง ป้านชาหยกที่แหลกละเอียดบนโต๊ะศิลา มิได้ร่วงหล่นลงสู่พื้น ทว่าเศษซากของมันถูกแช่แข็งอยู่กลางอากาศ ประดุจกาลเวลาในศาลาชมวิวแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากกระแสหลักของโลกเซียน
นี่คือพลานุภาพแห่งขอบเขตมหาปราชญ์ผู้คุมกฎ กลิ่นอายที่สามารถบีบบังคับสัจธรรมให้เป็นไปตามอำเภอใจ!
"เจ้าเด็กเมื่อวานซืน... เจ้าคิดว่าการอ่านใจสายสืบชั้นปลายแถวได้ จะทำให้เจ้ายืนอยู่เหนือสวรรค์งั้นหรือ!" เทียนหยวนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างของเขามิได้เคลื่อนไหว ทว่าระยะห่างระหว่างเขากับอาเจียกลับหดสั้นลงอย่างผิดธรรมชาติ "ข้าคือตราชั่งแห่งสวรรค์ ผู้รักษาสมดุลของสามภพ วันนี้... ข้าจะริบเอาความโอหังและปราณทั้งหมดของเจ้า เพื่อชดใช้ความผิดฐานบิดเบือนความจริง!"
มหาปราชญ์เทียนหยวนยกมือขวาขึ้น เบื้องหลังของเขาปรากฏเงาร่างของ 'ตราชั่งสีทองคำบริสุทธิ์' ขนาดยักษ์ลอยเด่นขึ้น จานชั่งข้างหนึ่งว่างเปล่า ส่วนอีกข้างหนึ่งปรากฏกลุ่มก้อนปราณสีครามที่จำลองมาจากรากฐานของอาเจีย!
"วิถีแห่งสมดุล: ริบคืนมรรคา!"
สิ้นคำประกาศิต จานชั่งข้างที่ว่างเปล่าพลันทรุดตัวลงอย่างรุนแรง ประดุจมีขุนเขาที่มองไม่เห็นถูกวางทับลงไป! ในเสี้ยววินาทีเดียวกัน อาเจียสัมผัสได้ว่าปราณฟ้าดินในเส้นชีพจรของตนกำลังถูกกระชากออกไปอย่างบ้าคลั่ง มันมิใช่การดูดซับ ทว่ามันคือการ 'ลบล้าง' ให้หายไปตามตรรกะของตราชั่ง!
"อาเจีย!" ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานแผดเสียงพร้อมกัน ยอดกระบี่หนุ่มชักกระบี่หยกเย็นฟาดฟันรังสีอำมหิตเข้าใส่เงาตราชั่ง ขณะที่ดาวนำโชคสะบัดแส้เพลิงบรรพกาลเข้าแผดเผา ทว่า...
*วิ้งงงง!*
การโจมตีของทั้งสองกลับทะลุผ่านเงาตราชั่งไปประดุจฟันอากาศธาตุ!
"เปล่าประโยชน์... วิถีของเขาคือการตั้งกฎเกณฑ์ หากกฎเกณฑ์ไม่ยอมรับการโจมตี การโจมตีย่อมไร้ผล" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ แม้ใบหน้าจะซีดลงเล็กน้อยจากการสูญเสียปราณ ทว่าดวงตาสีเทาเงินยวงของเขากลับยิ่งเปล่งประกายลึกล้ำ
ชายหนุ่มมิได้ถอยหนี เขายกมือซ้ายที่ถือพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา
"พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์!" อาเจียแผดเสียงสั่งการ "อย่าโจมตีเขา! ตราชั่งของเขาจะดึงเอาพลังโจมตีของพวกเจ้าไปเพิ่มน้ำหนักในจานชั่ง! จงใช้เจตจำนงของพวกเจ้าและพยนต์ศิลา 'ตรึง' โครงสร้างมิติรอบศาลานี้ไว้ อย่าให้แรงกดดันของเขารั่วไหลออกไปทำลายหุบเขา!"
สหายทั้งห้าตอบรับในทันที พวกเขาหยุดการจู่โจม เปลี่ยนมาเป็นการประสานมุทรา ถ่ายเทวิถีเต๋าของตนผสานเข้ากับจารึกบัญชาทัพ ม่านมิติ เถาวัลย์ศิลา และรังสีพิทักษ์ถูกกางออกเป็นตาข่ายโอบล้อมศาลาชมวิว บีบอัดสมรภูมิให้เหลือเพียงพื้นที่แคบๆ
เทียนหยวนแค่นหัวเราะ "การขังตัวเองไว้ในกรงเดียวกับราชสีห์ ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลานัก ปราณของเจ้ากำลังจะเหือดแห้ง เมื่อเจ้ากลายเป็นคนธรรมดา ข้าจะจับเจ้าคุกเข่าต่อหน้ามหาราชันย์เซียน!"
"ท่านมหาปราชญ์... ท่านมั่นใจในตราชั่งของท่านมากเกินไปกระมัง"
อาเจียแย้มยิ้มเยือกเย็น ชายหนุ่มมิได้พยายามดึงรั้งปราณที่กำลังถูกสูบออกไป ทว่าเขา 'ปล่อย' ให้มันไหลออกไปอย่างรวดเร็วประดุจทำนบแตก!
"หากท่านต้องการปราณฟ้าดินของข้า ก็จงเอาไปให้หมด!"
เทียนหยวนชะงักงัน จานชั่งข้างที่ประทับปราณของอาเจียทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทว่า... เมื่อปราณฟ้าดินในร่างของอาเจียเหือดแห้งจนหมดสิ้น เงาตราชั่งสีทองคำกลับเริ่มสั่นสะเทือนและส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด!
"เกิดอะไรขึ้น!" เทียนหยวนเบิกตากว้าง
"ตราชั่งของท่าน ใช้เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่าง 'สิ่งที่มีอยู่' กับ 'สิ่งที่มีอยู่'..." อาเจียก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ร่างกายของเขามิได้อ่อนแรงลงจากการสูญเสียปราณ ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม "ทว่า... หากสิ่งที่ท่านนำไปวางบนจานชั่ง คือ 'ความว่างเปล่า' เล่า... ตราชั่งของท่าน จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการวัด!"
แขนขวาของอาเจียที่ฝังด้วยมวลธาตุดั้งเดิม เปล่งแสงสีเทาเงินยวงเจิดจ้า! ชายหนุ่มใช้ความว่างเปล่าของ 'อักขระสูญตา (零)' ทะลวงเข้าสู่ศูนย์กลางของตนเอง เมื่อปราณฟ้าดินถูกริบไปจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่คือเจตจำนงที่บริสุทธิ์และลึกล้ำของอดีตกาล!
"อักขระบัญญัติสูญตา: ลบล้างเกณฑ์วัด!"
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดเส้นสายสีดำสนิทกลางอากาศธาตุ เส้นสายนั้นมิได้พุ่งเข้าโจมตีเทียนหยวน ทว่ามันพุ่งเข้าไปพันธนาการรอบ 'เงาตราชั่งสีทองคำ' เบื้องหลังของมหาปราชญ์!
ในวินาทีที่หยาดหมึกหยดแรกสัมผัสกับตราชั่งสวรรค์ กฎเกณฑ์แห่งความสมดุลก็ถูกทำลาย! อักขระสูญตากลืนกิน 'น้ำหนัก' ของการมีอยู่ เปลี่ยนจานชั่งทั้งสองข้างให้กลายเป็นความว่างเปล่า ตราชั่งสีทองคำสูญเสียจุดอ้างอิง มันเริ่มบิดเบี้ยวและปริแตกจากภายใน!
"อ๊ากกกก!"
เทียนหยวนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด! ตราชั่งนั้นผูกพันกับรากฐานวิญญาณของเขา เมื่อตราชั่งถูกบดขยี้ด้วยตรรกะแห่งความว่างเปล่า ทารกวิญญาณของมหาปราชญ์ก็เกิดรอยร้าว! โลหิตสีทองคำพุ่งกระฉอกออกจากปากของเทียนหยวน ร่างของเขาโซเซถอยหลังไปชนกับเสาศิลา
อาเจียมิได้หยุดเพียงแค่นั้น ชายหนุ่มก้าวประชิดตัวมหาปราชญ์แห่งสวรรค์ ยกปลายพู่กันนิรันดร์จ่อไปที่กลางหว่างคิ้วของเทียนหยวน
"มหาปราชญ์เทียนกัง พ่ายแพ้ให้แก่น้ำหนักแห่งมิติของตนเอง... ส่วนท่าน มหาปราชญ์เทียนหยวน พ่ายแพ้ให้แก่ตรรกะอันไร้ก้นบึ้งของตนเอง..." อาเจียเอ่ยเสียงกระซิบที่ดังก้องไปถึงวิญญาณของศัตรู "สวรรค์ของพวกท่าน ช่างเปราะบางนัก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่พวกท่านพยายามฝังกลบ"
เทียนหยวนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตาสีเทาอ่อนคู่กระด้างบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในรอบหมื่นปี "เจ้า... เจ้ามิใช่เพียงผู้ถือพู่กัน... เจ้ากำลัง... ลอกเลียนแบบ... ราชันองค์ก่อน..."
"ข้ามิได้ลอกเลียน ข้ากำลัง 'เขียนใหม่'" อาเจียสะบัดปลายพู่กัน สร้างรอยบาดแผลบางๆ ที่หน้าผากของเทียนหยวน หยาดหมึกสีดำสนิทซึมซาบเข้าไปในรอยแผลนั้น
"นี่คือของกำนัลที่ข้าฝากไปถึงมหาราชันย์เซียน..." อาเจียถอยหลังกลับมายืนเคียงข้างสหาย "อักขระเส้นนี้ จะฝังอยู่ในวิญญาณของท่าน มันจะไม่ทำลายชีวิตท่าน ทว่ามันจะคอยย้ำเตือนท่านทุกครั้งที่ท่านหลับตา... ว่าบัลลังก์ของพวกท่าน กำลังถูกความว่างเปล่ากัดกินทีละน้อย... บัดนี้ จงไสหัวกลับไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจใช้ท่านเป็นปุ๋ยบำรุงชีพจรดินของข้า!"
เทียนหยวนกัดฟันแน่นจนห้อเลือด เขาผู้สูงส่ง ไม่เคยต้องรับความอัปยศถึงเพียงนี้ ทว่าบาดแผลทางวิญญาณไม่อนุญาตให้เขาฝืนต่อสู้ มหาปราชญ์สวรรค์ประสานมุทราอย่างทุลักทุเล ฉีกรอยแยกมิติขึ้นเบื้องหลัง ก่อนจะถอยร่นกลับเข้าสู่ความมืดมิดของม่านผนึก และหายวับไปประดุจสุนัขจนตรอกที่หนีตาย
ม่านมิติและตาข่ายพิทักษ์ที่สหายทั้งห้ากางไว้ค่อยๆ สลายลง บรรยากาศในศาลาชมวิวกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง มีเพียงรอยเลือดสีทองคำบนพื้นศิลา ที่เป็นหลักฐานแห่งชัยชนะเหนือผู้คุมกฎแห่งสวรรค์เป็นครั้งที่สอง!
"สะใจโว้ย!" เฟิงอี้หรานตะโกนลั่น ชกหมัดขึ้นฟ้า "ตราชั่งแห่งสวรรค์งั้นหรือ! สุดท้ายก็กลายเป็นเศษเหล็กไร้ค่าเมื่อเจอพู่กันของอาเจีย!"
ฉินมู่หลางถอนหายใจยาว ก่อนจะยิ้มมุมปาก "เจ้าเสี่ยงเกินไป อาเจีย การปล่อยให้มันดูดปราณจนหมด หากอักขระสูญตาทำงานพลาด เจ้าอาจกลายเป็นคนพิการได้เลยนะ"
"การปะทะกับผู้บัญญัติกฎ ย่อมต้องใช้เดิมพันที่สูงเสมอ พี่มู่หลาง" อาเจียเก็บพู่กันนิรันดร์ ชายหนุ่มโคจรปราณอักขระจากชีพจรดินขึ้นมาหล่อเลี้ยงร่างกายที่ว่างเปล่า เพียงไม่กี่ลมหายใจ ปราณของเขาก็ฟื้นฟูจนเต็มเปี่ยมยิ่งกว่าเดิม
หลินชิงเสวี่ยเดินเข้ามาเช็ดคราบเหงื่อที่ขมับให้ชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา "ทว่า การที่เราหักหน้ามหาปราชญ์ถึงสองคนติดกันเช่นนี้... วิหารเทพย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป การเจรจาล้มเหลว การข่มขู่ไร้ผล พวกมันจะต้องใช้ไพ่ใบสุดท้ายอย่างแน่นอน"
"ให้พวกมันหงายไพ่มาเถิด" อาเจียทอดสายตามองข้ามม่านผนึกวัฏจักรออกไป "บัดนี้ หอคัมภีร์ถูกสถาปนา ศิษย์รุ่นแรกเริ่มเบิกทาง กองทัพพยนต์พร้อมรบ และขุนพลของข้าก็แข็งแกร่งดุจขุนเขา... เราได้หยั่งรากลึกเกินกว่าที่สวรรค์จะถอนทิ้งได้ด้วยกำลังแล้ว"
ณ ห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในหอคัมภีร์หมื่นอักขระชั้นล่างสุด หลินตง เด็กหนุ่มผู้เป็นศิษย์รุ่นแรก กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ที่อาเจียบันทึกไว้
ในขณะที่ทุกคนกำลังสนใจการต่อสู้ภายนอก นิ้วชี้ของหลินตงกำลังลากผ่านอากาศธาตุอย่างแช่มช้า ทว่าหนักแน่น...
*วิ้ง!*
เส้นสายสีเทาเงินยวงที่เสถียรและสมบูรณ์แบบ ปรากฏขึ้นกลางอากาศธาตุ มันมิใช่แค่ลอยอยู่ แต่มันส่งเสียงสั่นพ้องกับชีพจรหมื่นอักขระใต้ผืนดิน!
เมล็ดพันธุ์แห่งวิถีอักขระ ได้หยั่งรากและแทงยอดอ่อนขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางสมรภูมิที่กำลังทวีความรุนแรง การเติบโตของศิษย์รุ่นแรกนี้ จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สวรรค์ไม่เคยคำนวณไว้ในตราชั่งของพวกมันเลย!