หลังจากที่อิกนัสเข้าไปวัดตัวเสร็จออกมาเรียบร้อยแล้ว เขาถูกอาจารย์และเจ้บอริสจับให้ลองชุดอยู่หลายชุดจนทั้งสามคนรวมถึงตัวเขาเองด้วยพึงพอใจ
หลังจากที่ได้ลองหลายชุดที่อยู่ภายในร้านขายเสื้อผ้าแห่งนี้ก็ทำให้อิกนัสเปลี่ยนความคิดของตัวเองไปเลย ทุกชุดที่เขาได้ลองสวมใส่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และความใส่ใจของคนทำได้เป็นอย่างดี มันไม่ใช่แค่ชุดแฟชั่นธรรมดา แต่สิ่งที่ร้านนี้รับออกแบบหรือสั่งตัดยังรวมไปถึงชุดเกราะต่างๆมากมาย มันจึงไม่ใช่เพียงแค่ชุดเกราะที่แข็งแกร่งหรือเสื้อผ้าที่ดูสวยงามเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันยังสามารถใช้งานได้จริง ทนทานจริงๆ
โดยเจ้บอริสต้องใช้เวลาตัดหนึ่งอาทิตย์ แต่วัตถุดิบสำหรับตัดชุดที่อิกนัสต้องการมันมีไม่เพียงพอ ดังนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง อิกนัสจึงต้องตามหาวัตถุดิบที่ขาดไปเองทั้งหมด ซึ่งก็มีอยู่สี่อย่างด้วยกัน คือ ขนนกยูงแสงอาทิตย์สัตว์อสูรระดับทองสามดาว เกล็ดย้อนของกิ้งก่ามีเขาสัตว์อสูรระดับทองสี่ดาว ผงละอองดาวจากดอกละอองดาวที่ผาซ่อนดารา และไหมทรายขาวจากทะเลยทรายโลซาน
ทำให้การตัดเย็บชุดของอิกนัสต้องยืดเวลาไปจนกว่าเขาจะหาวัสดุจนครบ แต่เมื่อเห็นราคาที่ต้องจ่ายอิกนัสก็ถึงกับจุกไปเลยทีเดียว เพราะราคาหลังจากที่ลดแทนส่วนที่เขาต้องไปจัดหาแล้วเงินในกระเป๋าของเขามีไม่พอเสียด้วยซ้ำ ทำให้ต้องลำบากอาจารย์ของเขาอีกเช่นเคย ที่ต้องจ่ายออกไปก่อนครึ่งหนึ่งเป็นค่ามัดจำ ซึ่งอิกนัสก็ต้องหามาจ่ายคืนทีหลัง
จากนั้นทั้งสองจึงเดินออกจากร้าน Hunter’s Style แห่งนี้ออกไป เมื่อทั้งสองเดินออกมาก็พบว่ามันมืดค่ำเสียแล้ว ถึงแม้โดยรอบจะยังคงมีความเสียหายจากสงครามอยู่บ้าง แต่ชาวเมืองก็ยังคงยิ้มได้อยู่เช่นเคย ตลอดทางที่ทั้งสองเดินออกมาก็มีชาวเมืองคอยทักทายและมีของฝากติดไม้ติดมือให้กับอาจารย์ของเขาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้อิกนัสนั้นรู้เลยว่าชาวเมืองนั้นรักและเคารพอาจารย์ของเขามากแค่ไหน
“อาจารย์ครับ ถ้างั้นวันนี้ผมต้องขอขอบคุณมากจริงๆนะครับ วันนี้ผมขอตัวกลับก่อนก็แล้วกันครับ” ระหว่างที่เดินอยู่อิกนัสก็กล่าวออกไป
“จะกลับไปนอนที่โรงแรมเหรออิกนัส” อีริกถามกลับ
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละครับ แล้วอาจารย์ล่ะครับ ผมก็เห็นว่าอาจารย์ก็พักที่โรงแรมเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ”
“เห็นเป็นแบบนั้นเหรอ ปกติถ้ามีงานยุ่งอาจารย์ก็จะพักที่โรงแรมสายลมสีขาวนั่นแหละ แต่ถ้าไม่มีอะไรอาจารย์ก็จะกลับไปพักที่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปสักหน่อยน่ะ ไปพักที่บ้านอาจารย์มั้ย อะไรๆน่าจะสะดวกมากกว่า”
“เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอกครับอาจารย์ ผมเกรงใจ อีกอย่างผมอยู่ที่โรงแรมก็สบายดีอยู่แล้ว เป็นการรบกวนเปล่าๆครับ”
“ไม่เป็นไรไม่ต้องเกรงใจอาจารย์หรอก เมื่อไปถึงเธออาจจะเจอคนที่เธออยากเจอก็ได้นะอิกนัส”
“ใครเหรอครับ คนที่ผมอยากเจอ”
“ตามมาเดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละน่า ตกลงไปพักบ้านอาจารย์ก็แล้วกัน รีบตามมาเร็วเข้า” กล่าวจบอีริกก็ออกวิ่งไปในทันที เขาวิ่งออกไปโดยไม่ได้ใช้ท่าเท้าอะไรในการช่วยให้วิ่งเร็วขึ้น เขาใช้พลังกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อีกทั้งต้องยั้งฝีเท้าเอาไว้ด้วยเพื่อให้ลูกศิษย์ของตัวเองตามมาให้ทัน
เมื่อพวกเขาวิ่งออกนอกเมืองมาได้สักพัก อิกนัสก็ถามอาจารย์ของเขาออกไปว่า “ยังไม่ถึงอีกเหรอครับอาจารย์ นี่เราก็ออกจากเมืองมาได้เกือบสิบกิโลเข้าไปแล้วนะครับ”
“ยังต้องไปอีกหน่อย ใกล้จะถึงแล้วรีบตามมาเร็วเข้า” อีริกหันกลับมาตอบ พร้อมกลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นไปอีก
อิกนัสมองตามหลังอาจารย์ของตัวเองไปอย่างอ่อนใจ พร้อมกลับเร่งฝีเทาของตัวเองเพื่อตามอาจารย์ของเขาให้ทัน ในความคิดของอิกนัส เมื่อมองในบางมุมก็เหมือนอาจารย์ของเขาชอบเล่นเป็นเด็ก แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจารย์ของเขาก็เป็นคนที่สุดยอดมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
หลังจากที่ออกวิ่งกันมาไกลกว่าสิบห้ากิโลเมตร พวกอิกนัสก็มาพบกับสิ่งปลูกสร้างที่ดูคล้ายกับหมู่บ้านอยู่ที่ใต้ของชะแง่นหินที่ยื่นออกมาราวกับปราการจากธรรมชาติ แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆแล้วมองดูอีกทีก็พบว่าเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ใหญ่ยิ่งกว่าคฤหาสน์ของเขาที่เมืองซิลเวอร์ไนท์เสียด้วยซ้ำไป
“เอาล่ะพวกเรามาถึงแล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะอิกนัส” อีริกหันไปบอกกับลูกศิษย์ของเขาที่ยืนเหม่ออยู่
อิกนัสที่ยืนเหม่อมองกับความงดงามที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งปลูกสร้างที่ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่อย่างลงตัว ซึ่งเขาหลงคิดไปว่าถ้าเป็นโลกเก่าคงไม่สามารถเห็นอะไรแบบนี้ได้เลย จากนั้นจึงเดินตามอาจารย์ของเขาเข้าไปภายในตัวคฤหาสน์หลังใหญ่
“กลับมาแล้วจ้า” อีริกตะโกนเสียงดังทันทีที่เข้ามาภายในตัวคฤหาสน์ พร้อมกับเดินเข้าไปที่ห้องอาหารในทันที
“กลับมาแล้วเหรอคะพี่ วันนี้เป็นไงบ้างคะ” เสียงอันไพเราะของหญิงสาวคนหนึ่งดังรอดออกมาจากห้องอาหาร
“อ่อ...โนเอลเองเหรอ วันนี้พี่ไม่ได้ทำอะไรเลย มีความสุขและสนุกมากๆเลยวันนี้” อีริกตอบกลับ พร้อมกับเดินเข้าไปในห้องอาหารพร้อมกับอิกนัส
“พี่คะ แล้ววันนี้พี่ไปทำอะไร ทิ้งงานไว้ให้คุณซาเบลทำคนเดียวอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย เห้อ...หนูล่ะสงสารเธอจริงๆที่ต้องมาเป็นลูกน้องคนอย่างพี่”
“โนเอลเธอก็พูดเกินไปเรามีแขกนะวันนี้ หยุดเผาพี่สักวันจะได้มั้ย” อีริกแกล้งพูดเสียงดัง เพราะเขารู้ว่าน้องสาวของเขาถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยจะไม่มีทางที่เธอจะคุยเล่นกับเขาอยู่แบบนี้
แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรมากกว่านี้ น้ำเสียงที่คุ้นเคยก็ดังออกมาให้อิกนัสได้ยิน “อะ...นั่นอิกนัสนี่นายมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ”
“มีอางั้นเหรอ ผมต้องเป็นฝ่ายถามมากกว่าว่ามีอามาทำอะไรที่นี่” อิกนัสได้ยินเสียงนั้นก็ถามกลับไปแทนการทักทาย
“ชั้นไม่เคยบอกนายงั้นเหรอว่า ชั้นเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์โนเอลน่ะ” มีอาตอบกลับ
“ไม่เคยครับ”
“อะแอ่ม...ไม่ได้อยู่กันแค่สองคนนะอิกนัส อาจารย์ก็อยู่ด้วย” อีริกกระแอมเสียงดัง พร้อมกับสะกิดลูกศิษย์ของเขาเพื่อเรียกสติลูกศิษย์ของเขา
จากนั้นอีริกจึงหันไปแนะนำลูกศิษย์ของตัวเองกับน้องสาวของเขา“โนเอลนี่คือลูกศิษย์คนใหม่ของพี่ จะมาค้างกับเราสักระยะ บอกแม่บ้านจัดเตรียมห้องไว้ให้ด้วย”
“ขอโทษด้วยครับท่านเจ้าเมือง พอดีผมลืมตัวไปหน่อยครับ ผมอิกนัสจะมาขอรบกวนสักระยะหนึ่งนะครับ” อิกนัสก้มหัวโค้งลงทักทายโนเอลที่เป็นเจ้าเมืองไวท์ชาโดว์ตามธรรมเนียมของขุนนางของอาณาจักร
“ไม่ต้องมาพิธีหรอกจ้ะ คิดซะว่าเป็นบ้านของตัวเองก็แล้วกันนะ อิกนัสใช่มั้ย ได้ฟังเรื่องของเธอมาจากทั้งพี่แล้วก็มีอาแล้ว ทำตัวตามสบายนะไม่ต้องเกรงใจ ที่นี่ก็มีกันอยู่แค่ไม่กี่คน เอาพี่รีบพาอิกนัสมานั่งกินข้าวกันเร็ว” โนเอลยิ้มให้กับอิกนัสอย่างอบอุ่น แล้วจึงหันไปบอกกับพี่ชายของตน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสดใส และครื้นเครง อิกนัสรู้สึกว่ามันผิดกับบรรยากาศที่บ้านของเขาลิบลับเลยทีเดียว มันไม่มีความหม่นหมองเหมือนกับที่บ้านเขาเลยสักนิดเดียว ทุกคนต่างเป็นกันเองกับเขาทั้งนั้นทำให้อิกนัสไม่รู้สึกแปลกแยก
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยอีริกก็ชวนอิกนัสออกไปที่สนามฝึกซ้อมซึ่งอยู่ถัดออกไปจากตัวคฤหาสน์ อิกนัสก็เดินตามอาจารย์ของเขาออกมาในทันที
สนามฝึกซ้อมภายในคฤหาสน์ของอีริกและโนเอล มีขนาดใหญ่กว่าที่สมาคมนักล่าอสูรถึงสองเท่า ที่ตัวสนามซ้อมนั้นมีม่านพลังสำหรับป้องกันพลังส่วนเกินพร้อมกับเก็บเสียงรบกวนไปในตัว คนภายนอกจะสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในได้แต่จะไม่ยินเสียงที่เกิดขึ้นภายในม่านพลังนั้น
“อิกนัสรู้วิธีใช้ศิลาบันทึกทักษะใช่หรือเปล่า ลองใช้ดู แล้วถ้ามีอะไรสงสัยก็มาถามอาจารย์เลย” อีริกกล่าวออกมา เมื่อทั้งสองเดินมาถึงสนามฝึกซ้อม
จากนั้นอิกนัสก็หยิบศิลาบันทึกที่บันทึกทักษะย่นระยะสามวิถีออกมา แล้วจึงอัดพลังชีวิตเข้าไปภายในศิลานั้นทันทีเพื่อเปิดใช้งาน
สติและความนึกคิดของอิกนัสถูกดูดเข้าไปภายในมิติแห่งหนึ่งซึ่งทั้งหมดสีขาวโพน อิกนัสรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกับตอนที่ใช้ศิลาตัวอย่างเลยแม้แต่น้อย
ภายในมิติสีขาวนั้นอิกนัสพบว่ามีแค่ตัวเขาและเงาๆหนึ่งที่กำลังทำท่าทางอยู่อย่างหนึ่ง ภายในร่างกายของเงาๆนั้นมีกลุ่มก้อนของดวงแสงที่กำลังคลื่นที่อยู่ด้วย เมื่อมองดูอิกนัสก็พบว่าท่าทางที่เงานั้นแสดงออกมาก็คือ ทักษะย่นระยะสามวิถี และกลุ่มก้อนของดวงแสงคือวิถีการโคจรของพลังชีวิตตามทักษะนี้
อิกนัสมองดูเงานั้นแสดงทักษะอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาจึงเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายตามท่าทางที่เงานั้นแสดงออกให้เห็น เขาจมอยู่กับการกระทำของตัวเองจนเข้าสู่สภาวะลืมเลือนตัวตนของตัวเองไป มีแค่เขาและทักษะที่เห็นเท่านั้น
จนเวลาผ่านไป อิกนัสก็หลุดออกมาจากมิติสีขาวนั้น เขาจึงได้สติกลับคืนมา เมื่อเขาได้สติกลับคืนมาก็พบว่าศิลาบันทึกทักษะในมือก็ได้หายไปจากมือของเขาเรียบร้อยแล้ว เขาพบว่าทักษะนี้เหมือนมีอะไรสักอย่างที่ขาดหายไป ทำให้ทักษะทั้งสามส่วนไม่ต่อเนื่องกัน และเหมือนว่าเมื่อเขาจะค้นพบส่วนที่ขาดหายไปนั้น เขาก็จะหลุดออกมาจากภวังค์นั้นทุกที ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
อีกสิ่งหนึ่งที่เขาสงสัยเกี่ยวกับตัวเองก็คือ เขาพบว่าสมาธิของเขามันดูผิดปกติไปจากคนอื่นอยู่บ้าง ซึ่งเขาสงสัยว่ามันอาจจะเป็นเพราะพลังจันทราที่ริโอเคยบอกกับเขาเอาไว้เกี่ยวกับความสงบภายในจิตใจของเขาที่เกิดขึ้นจากพลังนี้
“เป็นยังไงบ้างอิกนัส” อีริกถามออกไปเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูสับสนของลูกศิษย์
“ครับอาจารย์ ผมก็พอจะจับจุดของทักษะได้อยู่บ้างเหมือนกันครับ แต่ว่าผมมีเรื่องที่สงสัยอยู่เหมือนกันครับ” อิกนัสตอบกลับ
“ว่ามาสิ”
“ผมรู้สึกว่าทักษะนี้ไม่สมบูรณ์ครับอาจารย์ เหมือนกับว่ามันมีบางสิ่งที่ขาดหายไปจากทักษะนี้”
“ฮาฮาฮา...ใช่แล้วๆ ฮาฮาฮา...” อีริกหัวเราะเสียงดังสนั่นจนม่านพลังถึงกับสั่นสะเทือน คฤหาสน์ทั้งหลังถึงกับสั่นไหวเพียงเพราะการหัวเราะของเขา
“อาจารย์ครับ หยุดหัวเราะก่อน ไม่งั้นคืนนี้เราจะไม่มีที่นอนเอานะครับ” อิกนัสรีบห้ามปรามอาจารย์ของเขาทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการหัวเราะเพียงอย่างเดียวของอาจารย์ของเขา
โนเอลและมีอาที่รู้สึกตัวจากแรงสั่นสะเทือนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็รีบวิ่งมาที่สนามซ้อมในทันที พร้อมกับถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากอิกนัส
ครู่หนึ่งผ่านไปอีริกก็เก็บอาการของตัวเองได้แล้วเริ่มมองไปที่อิกนัสด้วยสายตาที่เปล่งประกายราวกับเด็กที่พบของเล่นชิ้นใหม่ เขาไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างเลยด้วยซ้ำไป
“พี่คะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมพี่ถึงปลดปล่อยพลังออกมาแบบนี้” โนเอลเมื่อเห็นอาการของพี่ชายของตนเองก็รีบกล่าวเรียกสติ
“ใช่แล้วอิกนัส ทักษะย่นระยะสามวิถีนี้มันไม่สมบูรณ์ ถ้าให้เล่ามันคงยาวเกินไป อาจารย์จะสรุปให้ฟังสั้นๆก็แล้วกัน ทักษะนี้ถูกลดทอนความสามารถของทักษะลงเพราะทักษะที่แท้จริงนั้นไม่มีทางที่จะฝึกสำเร็จได้เพราะธาตุมิติหายสาบสูญไปนานแล้ว” อีริกตอบกลับโดยที่ไม่สนใจที่จะตอบคำถามของน้องสาวของเขาเลยแม้แต่น้อย
“งั้นเหรอครับอาจารย์ ผมถึงได้รู้สึกว่ามันขาดอะไรไปในทักษะนี้ ที่ไม่มีความต่อเนื่องกันเลย”
“แต่เธอทำให้อาจารย์ต้องประหลาดอยู่ตลอดเลย เธอเป็นคนแรกที่ค้นพบว่าทักษะนี้มันขาดอะไรไปตั้งแต่เริ่มฝึก เธออาจจะฝึกทักษะที่แท้จริงของทักษะนี้สำเร็จโดยที่ไม่ต้องมีธาตุมิติก็ได้ อาจารย์อยากจะเชื่ออย่างนั้น แต่กว่าหลายร้อยปีไม่เคยมีใครทำสำเร็จได้มาก่อนเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไรแต่อาจารย์อยากให้เธอลองดูนะอิกนัส” อีริกบอกความคาดหวังของตัวเองแก่ลูกศิษย์ เขารู้สึกว่าลูกศิษย์คนนี้ทำให้เขารู้สึกว่า มองไม่เห็นปลายทางที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า มันเหมือนกับว่าทางเดินของศิษย์ของไม่มีขีดจำกัดใดๆ
“ผมจะลองดูครับอาจารย์ ผมรู้สึกว่าเหมือนจะทำอะไรได้บ้าง” อิกนัสตบปากรับคำอย่างหนักแน่น ในความคิดของเขา ระบบการ์ดอาจจะทำอะไรได้บ้างก็ได้
“ดีมากมันต้องอย่างนั้น ถึงจะสมกับที่เป็นลูกศิษย์ของชั้น”