สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 98 พายุกำลังจะมา

            ที่แท้เป็นธนูเวทมนตร์ระดับสี่ดาว?

            ในที่สุดนักรบผมบลอนด์ทองก็แยกแยะบางอย่างได้เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

            แม้ว่าจะยืนอยู่ห่างออกไปไกลมากแต่เขาก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงคลื่นเวทมนตร์ที่พวยพุ่งออกมาจากตัวธนูสีทองนั่นความเย็นยะเยือกที่หนาวเข้ากระดูกนี้ราวกับมีนักเวทระดับสี่ดาวอยู่ตรงนั้นบรรยากาศแบบนี้มีเพียงแค่อาวุธเวทมนตร์ระดับสี่ดาวเท่านั้นถึงจะมีได้

            และอาวุธเวทมนตร์ระดับสี่ดาวสำหรับเหล่านักรบระดับดาวแล้ว ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่า

            แผ่นดินอาเซรอทระดับสูงต่ำของอุปกรณ์เวทมนตร์และอาวุธสามารถแบ่งออกได้เป็นเก้าดาว

            อาวุธเวทมนตร์ระดับหนึ่งถึงสามดาวถือว่าอยู่ในระดับล่าง พบเห็นได้ทั่วไป ธรรมดาอย่างมาก ทว่าระดับสี่ถึงหกดาวที่เป็นระดับกลางและเจ็ดถึงเก้าที่เป็นระดับสูง ถือเป็นอาวุธเวทมนตร์ประเภทหาได้ยากโดยปกติแล้วมีเพียงปรมาจารย์การหลอมระดับสูงและนักเวทระดับสูงเท่านั้นที่สามารถสร้างอาวุธเวทมนตร์ระดับกลางและสูงได้และสำหรับเหล่านักรบระดับดาว อาวุธเวทมนตร์ระดับกลางสำคัญกว่าชีวิต เพราะอาวุธเวทมนตร์จะช่วยสนับสนุนพลังของนักรบแต่ละบุคคลได้

            หากนักรบคนหนึ่งหลังจากที่ทะลวงจากระดับดาวไปสู่ระดับพระจันทร์ได้ หากต้องการก้าวไปข้างหน้าก็มีแค่สามทางเลือกคือ ฝึกด้วยอาวุธ ฝึกด้วยสัตว์อสูร และฝึกด้วยพละกำลัง

            ในบรรดาการฝึกฝนทั้งสามประเภทของระดับจันทราการฝึกด้วยอาวุธเป็นสิ่งที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ยังเป็นอะไรที่ง่ายและเห็นผลเร็วที่สุดอีกด้วย

            และถ้าอยากเลือกเส้นทางฝึกด้วยอาวุธก็จำเป็นต้องเลือกอาวุธระดับสูงที่มีจิตวิญญาณเป็นของตัวเองมาฝึกฝน ควบคู่ไปพร้อมๆกับพัฒนาตัวเอง สำหรับนักรบระดับจันทราแล้ว เส้นทางการฝึกฝนระดับจันทราของตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความเข้ากันได้กับจิตวิญญาณของอาวุธที่ตัวเองเลือก ความสัมพันธ์ระหว่างคนและอาวุธจะคอยส่งเสริมซึ่งกันและกันนี่แสดงให้เห็นว่าอาวุธระดับดาวมันสำคัญมากขนาดไหนแม้แต่โอบินนาที่เป็นองค์ชายแห่งอาณาจักรเธรซ อาณาจักรบริวารระดับสามที่สูงส่งก็ยังไม่มีอาวุธระดับสี่ดาวเลยสักชิ้นดังนั้นเมื่อเขามองไปที่ด้านหลังของเอเลน่า สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป

            “หากได้ธนูระดับสี่ดาวนี้มาไว้ในมือ...”

            ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของโอบินนานักรบผมบลอนด์ทองหัวใจของเขาก็พลันเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่งความคิดของเขาก็พลันเปลี่ยนไปจากความคิดที่จะสร้างภาพลักษณ์อบอุ่นและเป็นกันเองก่อนหน้านั้นก็สลายไปกลิ่นอายดุร้ายกระจายออกมาจากตัวโดยที่ไม่มีใครรู้

            แต่โอบินนาก็เป็นคนที่รอบคอบ

            และนั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมในการประชุมของอาณาจักรเธรซครั้งนี้ถึงได้ตัดสินใจส่งเขามาที่เมืองแซมบอร์ด

            เมื่อเฝ้าจับตามองเหล่าโร้กสาวเป็นเวลานาน ในใจของโอบินนาก็พอจะคาดเดาภูมิหลังของผู้หญิงกลุ่มนี้ได้อย่างรวดเร็วเขาลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายเหตุผลก็เอาชนะความโลภ การที่นักธนูพลังระดับสามดาวจะมีธนูคุณภาพยอดเยี่ยมในระดับสี่ดาวจะต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากสาวงามผมสีแดงเพลิงที่มีพลังระดับสามดาวแล้วสาวๆ คนอื่นอีกสิบคนก็ยังเผยกลิ่นอายนักรบระดับหนึ่งดาวพลังดังกล่าวไม่สามารถมองข้ามได้ บางทีพวกนางอาจจะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่...

            สุดท้ายโอบินนาก็ก็เห็นแก่ความปลอดภัยเขาเลือกที่จะตรวจสอบภูมิหลังก่อน

            เขาหันไปกระซิบสั่งการกับผู้คุ้มกันวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ เขาสองสามประโยคก่อนที่ผู้คุ้มคนนั้นจะหันหลังเดินกลืนหายไปกับฝูงชนหลังจากนั้นโอบินนาจึงเดินออกไป โดยที่ทิ้งผู้คุ้มกันที่มีไหวพริบอยู่ที่นี่อีกสองคนไว้เพื่อคอยแอบตามเอเลน่าและสาวๆ คนอื่น...

            ……

            สามชั่วโมงต่อมา

            “เจ้าตัวเล็กพวกนี้เป็นของที่พวกนางจะทิ้งไว้ที่นี่หรือ?”

            เขาวงกตใต้ดินในภูเขาด้านหลังเมืองแซมบอร์ด ซุนเฟยมองพวกลูกสัตว์อสูรตัวเล็กที่ร้องด้วยความหิวทุกตัวบนห้องโถงตาค้าง...ผู้หญิงนะผู้หญิงช่างเป็นสัตว์ประหลาดที่มีความรักของมารดาจริงๆ

            “ขอรับ ฝ่าบาทก่อนที่พวกนางจะจากไป ก็ทิ้งเจ้าพวกตัวเล็กให้อยู่ที่นี่...”

            โอเลเกร์เผยสีหน้าอึดอัดใจเขาต้องสวมบทเป็นแม่นมวิ่งวุ่นกับเจ้าพวกนี้ ทั้งยังหานมแพะมาให้เจ้าโห่วขนทองที่แสนพยศนี่อีก

            โห่วขนทองมีลักษณะภายนอกเหมือนกับลูกเสือเพียงแต่ว่ามีปีกเล็กๆ สองปีกงอกมาจากด้านหลัง ลักษณะปีกดูปุกปุยน่ารักดวงตากลมโตที่เหมือนอัญมณีสีนิลแสดงท่าทีหวาดระแวง ไม่ว่าโอเลเกร์จะปลอบโยนอย่างไรมันก็ไม่ยอมเลียนมแพะในถ้วย

            เจ้าอ้วนที่น่าสงสารเคยพบสถานการณ์แบบนี้ที่ไหนกันจะตำหนิมันก็ไม่ได้ ทำได้แค่เหงื่อตกท่วมหน้า

            ซุนเฟยมองอย่างสนใจและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

            เอเลน่าและพวกสาวๆ สามารถอยู่ที่โลกแห่งความจริงได้แค่สี่ชั่วโมงเมื่อถึงเวลา ก็ต้องกลับไปที่โลก Diablo และพวกนางก็ไม่มีวิธีที่จะนำของจากโลกแห่งความจริงกลับไปที่โลกDiablo ได้อีกด้วยดังนั้นจึงต้องทิ้งเจ้าตัวเล็กพวกนี้ไว้ที่นี่ให้โอเลเกร์เลี้ยง เจ้าอ้วนโอเลเกร์มีทักษะในการประจบสอพลอแต่ทักษะการเลี้ยงสัตว์อสูรน่ารักพวกนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก เจ้าพวกนี้ยังเลี้ยงยากกว่าพวกเด็กๆที่วิ่งเล่นในเมืองแซมบอร์ดเสียอีก ลูกสัตว์อสูรพวกนี้ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเขา มิหนำซ้ำยังกางเล็บข่วนหัวเขาอีก

            “มาให้ข้าลองหน่อย”

            ซุนเฟยคิดว่ามันน่าสนใจจึงรับจานในมือโอเลเกร์มาเขาหัวเราะพลางเดินไปให้อาหารตรงหน้าเจ้าโห่วขนทอง ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะไม่ไว้หน้าองค์ราชาสักนิดดวงตากลมโตเบิกตากว้าง แยกเขี้ยวเล็กๆ ของมัน ร่างกายอวบอ้วนสั่นเล็กน้อยจากนั้นหันหลังให้อย่างดูถูก การกระทำแบบนี้ของมันช่างเหมือนกับการกระทำของมนุษย์อย่างมากมันกระดกตูดขึ้น ยกขาหลังขึ้นมาเตะจานสีเงินจนกระเด็น นมแพะสีขาวก็กระเซ็นเปื้อนร่างของซุนเฟย

            แม้แต่ช่างตีเหล็กและพวกทหารที่กำลังยุ่งอยู่เมื่อเห็นฉากนี้ก็พากันหัวเราะออกมา

            ซุนเฟยทั้งโกรธทั้งอาย เขายกมือขึ้นคิดจะตีเจ้าตัวเล็กแสนพยศนี่...

            แต่หลังจากที่เห็นเจ้าตัวเล็กหมอบกับพื้นก้มหน้า หูลู่ลงแล้วหลั่งน้ำตาออกมาอย่างน่าสงสารก็ตีไม่ลงเขาถอนหายใจอย่างทำอะไรไม่ถูก ได้เก็บจานเหล็กบนพื้น มองไปยังเจ้าตัวเล็กตัวอื่นที่อยู่รอบๆ

            ต้องยอมรับว่ารูปลักษณ์ภายนอกของลูกสัตว์อสูรมันน่ารักจริงๆช่างเป็น ‘พลังทำลายล้าง’ ที่น่ากลัวเสียจริง

            แล้วยังมีเจ้าเสือปลาตัวอ้วนกลมเหมือนลูกชิ้นที่หรี่ตากลมโตใสแป๋วนั่นอีกคาดว่าเมื่อสัตว์อสูรตัวนี้โตเต็มวัยคงมีรูปร่างเหมือนแมวขนาดตัวก็น่าจะสูงประมาณครึ่งเมตร สามารถดำน้ำลึกได้หลายร้อยเมตรเพื่อจับปลายักษ์เรียกได้ว่าเป็นราชาสัตว์อสูรประเภทใต้น้ำ ส่วนอีกตัวดูเหมือนจะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากนกแก้วธรรมดาแต่มันกลับมีสี่ขา ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยขนที่มีสีสันสดใส จะงอยปากยาวเป็นตะขอดูแหลมคมคาดว่าน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่มีความฉลาดมาก หลังจากโตเต็มที่เพียงฝึกอบรมมันอย่างถูกวิธีมันก็อาจเข้าใจภาษาทุกเชื้อชาติบนโลกก็ได้...

            เจ้าตัวน้อยพวกนี้ต่างมีสีสันสดใสแต่ละตัวมีขนปุกปุย และท่าทางของมันยังคงแสดงอาการหิวกระหายอยู่ แต่ด้วยความขลาดกลัวมันจึงหดตัวเป็นก้อนกลมๆเฝ้าดูทุกคนด้วยความระมัดระวังและสงสัย ไม่ว่าจะทำอย่างไรพวกมันก็ไม่ยอมเลียนมตรงหน้านี้เด็ดขาด

            ซุนเฟยคิดจะง้างปากพวกมันออกแล้วกรอกนมลงไปทีละตัว

            ตอนนี้เองก็มีความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวเขารีบเปลี่ยนเป็น ‘โหมดดรูอิด’ ในตำนานเคยเล่าขานกันว่าดรูอิดมีพลังแห่งธรรมชาติและเข้าใจธรรมชาติ ทั้งยังสามารถสนิทสนมใกล้ชิดกับพวกสัตว์ต่างๆได้อย่างง่ายดาย ไม่แน่ว่าอาจจะปลอบโยนเจ้าตัวน้อยพวกนี้ได้

            หลังจากที่ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น ‘โหมดดรูอิด’ ทันใดนั้นก็เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น

            ซุนเฟยรู้สึกราวกับว่าตัวเองหลอมรวมในอากาศรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเจ้าพวกตัวน้อยได้ชัดเจน เจ้าโห่วน้อยขนสีทองเต็มไปด้วยความรู้สึกเป็นศัตรูทั้งยังมีร่องรอยความกลัวเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังมองหาแม่เสือปลาเต็มไปด้วยอารมณ์หวาดระแวงตื่นตัว ส่วนสัตว์อสูรนกแก้วกำลังคิดจะประท้วงอดอาหารตายนกฮูกที่แม่ชีอาคาร่าชอบดูเหมือนนักปราชญ์มันใช้สายตาเย็นชาสำรวจทุกสิ่งทุกอย่าง...

            นี่เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน

            ลูกสัตว์อสูรเหล่านี้พูดไม่ได้แต่ซุนเฟยก็สามารถจำแนกความรู้สึกของพวกมันออกได้อย่างง่ายดายเหมือนกับว่าจิตสำนึกของเขาได้เปิดกว้าง ซุนเฟยเหมือนกลายเป็นพวกเดียวกับพวกมัน หลอมรวมเข้ากับพวกมัน

            ซุนเฟยลองใช้ความรู้สึกจริงใจของตัวเองสื่อสารกับเจ้าตัวน้อยเหล่านี้

            วินาทีต่อมาก็ทำให้พัศดีโอเลเกร์และทหารคนอื่นๆต่างพากันตาค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            เจ้าตัวน้อยที่ขลาดกลัวก่อนหน้านั้นจู่ๆ ก็ทำเหมือนกับว่าได้พบบิดามารดาของตัวเองพวกมันต่างร้องออกมาแล้วพุ่งเข้าไปหาซุนเฟยด้วยท่าทีสนิทสนม สัตว์อสูรนกฮูกสีขาวและนกแก้วต่างพากันบินไปเกาะไหล่ซ้ายขวาของซุนเฟยส่วนเจ้าเสือปลากางกรงเล็บแหลมคมออกพยายามตะกายขากางเกงปีนขึ้นไปบนหัวของซุนเฟยแล้วนั่งบนหัวซุนเฟยแม้แต่โห่วขนทองที่แสนพยศตัวนั้นที่แทบจะเป็นลมเพราะหิวก็ยังเดินโซซัดโซเซมางับกางเกงซุนเฟยประมาณว่าถึงตายก็ไม่ปล่อยเด็ดขาด

            ไม่ถึงสองนาทีอาหารที่ส่งมาให้เจ้าตัวน้อยกินอีกครั้งก็เกลี้ยงดูเหมือนว่าพวกมันจะเข้าใจในสิ่งที่ซุนเฟยพูด ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูผิดปกติ กระทั่งทะเลาะกันเพื่อแย่งขึ้นมานอนบนตัวซุนเฟยในจุดที่สบาย เรียกได้ว่าสัตว์อสูรน้อยทั้งสี่ตัว‘ตีกันอย่างนัวเนีย’

            นี่คือความสามารถพิเศษของดรูอิด

            พัศดีโอเลเกร์และคนอื่นๆ ต่างมองอย่างเหม่อลอย

            การค้นพบที่ไม่คาดคิดนี้ทำให้ซุนเฟยดีใจมาก

            การฝึกสัตว์อสูรมันมีประโยชน์ต่อซุนเฟยมากหากใช้อย่างถูกต้องและมีโอกาสเหมาะสม เขาก็สามารถลองสร้างกองทัพสัตว์อสูรหรือจะสร้างกองทัพอัศวินอสูรหากเป็นแบบนั้น ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดคงก้าวกระโดด และอาจได้ปกครองใต้หล้าก็ได้

            ซุนเฟยจึงหยอกล้อเจ้าตัวเล็กอย่างสนุกสนานตอนนี้เอง ดร็อกบากับคนอื่นๆ และองค์รักษ์ข้างกายอย่างเฟร์นันโดตอร์เรสที่ช่วงนี้กำลังฝึกอบรมแบบปีศาจเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนพลางตะโกนเสียงดังปนหอบมาแต่ไกล “ฝ่าบาท รีบเสด็จ...ในราชวังเกิดเรื่องขึ้นท่านเบสท์ได้รับบาดเจ็บ ส่วนท่านแองเจลา นาง...”

            ใบหน้าของเด็กหนุ่มผมสีบลอนด์ตื่นตระหนก

            ……

            เสียงลมที่พัดอยู่กลางอากาศส่งเสียงหวีดหวิวประหนึ่งท้องฟ้าจะฉีกออกมีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากภูเขาด้านหลังเมืองแซมบอร์ดมุ่งไปทางราชวังซึ่งมันดึงดูดความสนใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี

            ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้น

            เห็นเพียงเงาร่างคนเลือนรางในลมหมุนเหมือนมีแสงกะพริบอยู่ท่ามกลางอากาศเพียงชั่วพริบตาก็เข้าสู่ราชวัง ร่างเงาที่เห็นเพียงแวบเดียวก็หายไป คนคนนั้นได้ทิ้งกลิ่นอายที่น่าเกรงขามไว้ทุกที่ที่เขาผ่าน แรงกดดันนั้นกว่าจะจางหายไปก็ใช้เวลานานและมันทำให้ทุกคนในเมืองอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นกลัว

            ในมุมที่มืดของเมืองแซมบอร์ดมีร่างเงาคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีดำทั้งร่างที่ซ่อนตัวอยู่ที่นั่นเขามองขึ้นไปที่บรรยากาศอันทรงพลังในท้องฟ้า ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วจมลงสู่ห้วงความคิด“เป็นเขา เป็นเขาแน่ๆ สมควรตาย เด็กปัญญาอ่อนคนนี้มันมีพลังแข็งแกร่งจริงๆดูเหมือนว่าแผนการของข้าจะต้องเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย...”

            ……

            ในขณะเดียวกันคฤหาสน์ของตุลาการคอนก้า

            ใต้ต้นไม้หอมสายลมพัดเส้นผมยาวสลวยอ่อนนุ่มของสตรีที่สง่างามนางหนึ่งพลิ้วไหวตามแรงลม นางนั่งอยู่บนเก้าอี้หินเหม่อมองบนท้องฟ้าดวงตาก็พลันมีประกายชื่นชอบจางๆ ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระซิบพูดเสียงเบาว่า“โรมัน กลิ่นนี้มัน...”

            “เป็นผู้ชายคนนั้นพลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว ความเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ” ด้านล่างของต้นไม้มีเถาวัลย์กระจายตัวอยู่มากมายที่ด้านหลังของสตรีผู้นั้นใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยยิ้มชวนหลงใหล แม้ไม่ได้แสดงท่าทางตื่นเต้นมากนักแต่ก็ยังมีร่องรอยตื่นตกใจ

            เวลานี้เอง นักรบสาวก็เดินเข้ามาลานกว้างเอนตัวกระซิบข้างหูของสตรีคนนั้นสองสามประโยค

            “โอ้ ปีศาจพวกนั้นก็มาด้วย? ดีมาก พวกเราไปเตรียมตัวกันเถอะ” เมื่อสตรีคนนั้นได้ฟังจนจบก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะพูดด้วยท่าทางมีแผนการในใจว่า “คราวนี้ให้หักแขนของเขาเสีย”

            “รับคำสั่ง ฝ่าบาท”

            ขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะออกไปทำตามคำสั่งทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของสตรีคนนั้นพูดขึ้นว่า “จริงสิ อย่าลืมบอกองค์ชายน้อยไม่ให้เขาออกไปไหนในช่วงสองสามวันนี้จะดีกว่า ให้อยู่ในคฤหาสน์เงียบๆ...ยังมีอีกถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป ให้ชายคนนั้นมาหาข้า นานขนาดนี้แล้ว ในฐานะที่เป็นขุนนาง เขาควรจะมาทำความเคารพนายของตัวเองได้แล้ว”

            “รับคำสั่ง ฝ่าบาท”

            นักรบสาวและอัศวินผมทองก็พากันออกจากลานไป

            สตรีคนนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่าเงียบๆรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่คลุมเครือในอากาศ เวลาผ่านไปนาน ไม่มีใครรู้ว่าในหัวของนางเต็มไปด้วยแผนการที่น่ากลัวถึงขนาดที่ทำให้เหล่าขุนนางในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะต้องตกใจกลัวพายุอะไรที่จะก่อตัวขึ้นอีก

            ใบไม้สีเหลืองสองสามใบต่างถูกแรงลมพัดตกจากต้นไม้ลอยไหวๆ อยู่ตรงหน้า

            “เวลาข้ามีไม่มาก พี่ใหญ่ให้ข้าช่วยท่านอีกสักครั้งแล้วกัน”

            ……

            ขณะเดียวกัน

            ที่สถานที่รับรองแขกของเมืองแซมบอร์ด

            ในลานอันเงียบสงบองค์ชายโอบินนาแห่งเธรซ มองขึ้นไปบนฟ้าอย่างตกใจที่ลมหายใจอันทรงพลังอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศในใจก็พลันตื่นตระหนก “มันเป็นใคร? ช่างทรงพลังยิ่งอย่างน้อยพลังก็ใกล้จะสี่ดาว...เขามุ่งไปทางราชวังหรือว่าจะเป็นยอดฝีมือของราชวงศ์เมืองแซมบอร์ด?”

            “โอโคชาเจ้ารีบไปตรวจสองประวัติของคนผู้นี้เสีย” โอบินนาหันไปสั่งผู้คุ้มกันข้างกาย

            ผู้คุมกันที่ชื่อโอโคชาก็รีบรับคำสั่งแล้วเดินออกจากลานกว้าง

            “ท่านอาจารย์ท่านว่ายอดฝีมือลึกลับคนนี้จะส่งผลกระทบกับแผนการของพวกเราหรือไม่?” เขาโบกมือให้พวกผู้คุ้มกันทั้งหมดถอยออกจากลาน โอบินนานึกอะไรบางอย่างออกแล้วก็หันไปถามอย่างสงสัยกับอากาศเบื้องหน้า

            วินาทีต่อมาก็มีการกระเพื่อมในอากาศอย่างเห็นได้ชัด ร่างผอมบางจนเหมือนจะปลิวไปตามลมก็ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาเบื้องหน้าของโอบินนา

            ทั่วร่างของชายคนนี้สวมด้วยชุดสีขาวชายลึกลับคลุมผ้าสีขาวบนใบหน้า พลางตอบเสียงแหบแห้งว่า “ยอดฝีมือลึกลับระดับสี่ดาวคนนั้นแน่นอนว่ามันอาจเป็นตัวแปรก็เป็นได้ ตรวจสอบความเป็นมาของเขาให้ชัดเจน หากจำเป็นก่อนที่เรื่องนั้นจะมาถึง ให้สังหารเขาก่อน”

            “ยอดฝีมือลึกลับที่เผยพลังแข็งแกร่งออกมาคนนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจเต็มร้อยนักว่าหลังจากตรวจสอบความเป็นมาแล้วข้าจะสังหารมันได้หวังว่าท่านอาจารย์จะลงมือจัดการมันด้วยตัวเอง” โอบินนาแสดงความระมัดระวังตลอดเวลา

            “ได้”

            คำพูดที่มีค่าดั่งทองคำหลังจากพูดประโยคสั้นๆ จบก็เกิดระลอกคลื่นในอากาศอีกครั้งก่อนร่างสีขาวนี้หายไปในอากาศแม้กระทั่งกลิ่นอายที่ทรงพลังแปลกประหลาดก็ไม่เหลือร่องรอย

            วิธีการนี้ช่างน่ากลัวนัก

            ……

            ภายในสวนอันเงียบสงบด้านหลังโบสถ์เมืองแซมบอร์ด

            เด็กหนุ่มผมบลอนด์ทองก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ทรงพลังในอากาศเขาขมวดคิ้ว “ใครกัน? อย่างแรกเลย กลิ่นอายนี้มาจากภูเขาด้านหลัง หรือว่า...”

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มผมบลอนด์ทองก็พลันตื่นตระหนก

            บรรยากาศพลันเงียบงัน

            ราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

            ……

            เมืองแซมบอร์ดยังคงคึกคัก

            แต่พายุที่มองไม่เห็นกลับค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุม

            พายุกำลังจะมา

            --------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน