The RockStar ย้อนเวลามาเป็นหัวโจก

    Chapter [2] พ่อ

    Chapter [2] พ่อ...“นี่มันเรื่องจริง?” ผ่านไปได้เกือบ 10 นาทีหลังจากที่ศูนย์เจ็ดโดนกลุ่มวัยรุ่นแปลกหน้ายำจนเละด้วยบาทาของพวกมัน มาถึงตอนนี้เขาก็ได้รู้อะไรหลายๆอย่าง เขาในตอนนี้ไม่ใช่ศูนย์เจ็ดอีกต่อไป
    ‘มันเป็นไปได้ด้วยหรอ?’ ชายหนุ่มได้แต่ตั้งคำถาม ณ เวลานี้ ที่ที่เขาอยู่คือประเทศไทย ทั้งร่างกายยังไม่ใช่ของเขาอีกต่างหาก นี่มันเหมือนกับหนังแอคชั่นที่เคยเห็นในโฆษณาเลยนี่หว่า
    “นี่เรามาอยู่ในร่างของใครไม่รู้ แถมยังได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างมาอีกต่างหาก เหมือนฝันเลยแฮะ” ชายหนุ่มได้แต่ส่ายศีรษะไปมา ปกติเขาเป็นคนใจเย็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้ว่าเรื่องนี้มันจะช่างแปลกใหม่และดูจะเป็นไปไม่ได้ เขาเองก็ทำความเข้าใจกับมันได้อย่างรวดเร็ว
    “รวดเร็วกับผีสิ! บ้าอะไรของมันวะเนี่ย? มาอยู่ในร่างของใครไม่รู้ แถมอยู่ในประเทศที่ไม่รู้จัก ทั้งยังเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อนอีกต่างหาก” บอกตามตรงชายหนุ่มเองก็ไม่ค่อยจะพอใจเช่นกัน เขาที่เหมือนจะตายแล้วทำไมต้องมาลำบากอีกครั้งกันแน่?
    ที่บอกว่าลำบากนั้นไม่ใช่เรื่องใดเลย มันคือสถานภาพในครอบครัวของชายหนุ่มเอง ร่างที่เขาย้ายมาอยู่มีชื่อว่า นภา เดชานุภาพ หรือนภา หนุ่มมัธยม 6 ที่ใกล้จะเรียนจบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนเรื่องครอบครัวนั้น เขาเป็นลูกคนที่สองของครอบครัวที่มีฐานะปานกลางค่อนไปทางจน
    ครอบครัวของเขาประกอบไปด้วยพ่อ พี่สาว และตัวเขาเอง ส่วนแม่ เธอได้จากไปเมื่อหลายปีก่อนเพราะโรคประจำตัวตั้งแต่เกิด นั่นทำให้พ่อที่เป็นเสาหลักของบ้านทำงานหนักตลอดมา นี่คือเรื่องลำบากแรกที่เขาต้องเผชิญ เรื่องต่อไปเนี่ยสิที่เป็นปัญหา เพราะนภา เป็นเด็กค่อนข้างไม่เข้าสังคม ทั้งยังมีปมเรื่องแม่ให้โดนแกล้งมาตั้งแต่มัธยมต้น เขาจึงมักจะโดนเพื่อนแกล้งมาตลอด
    ดีที่พอขึ้นมัธยมปลาย พวกที่เคยแกล้งเขาก็พลันคิดได้กันหมดว่าที่ทำไปนั้นมันไร้สาระ จะมีก็แต่ไอ้เด็กไม่รู้จักโตที่ชื่อว่าไอ้เพลิงกับกลุ่มเพื่อนของมันนี่แหละที่ยังสนุกสนานบนความทุกข์ของคนอื่น ว่าก็ว่าเถอะ เจ้าเด็กพวกนี้มันไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยสำหรับนภา แต่ถ้าเขาโต้ตอบพวกมันไป คนที่จะแย่ก็คือตัวเขาที่ไม่ได้มีอำนาจ และอาจจะส่งผลกระทบต่อพ่อของเขาตามมาทีหลัง
    “พ่อ? เหอะๆ” ภายในความทรงจำของนภา คำว่า ‘พ่อ’ ของเขาคือทุกสิ่ง พ่อของนภาคือคนที่คอยเลี้ยงดูชายหนุ่มมาอย่างเอ็นดูและเอาใจใส่ คอยเป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งพิงทางจิตใจอยู่ตลอดเวลา นี่มันต่างกับคำว่า ‘พ่อ’ ของศูนย์เจ็ดอย่างสิ้นเชิง
    พ่อของศูนย์เจ็ด เขาไม่แม้แต่จะสนใจชื่อของลูกชายตัวเองด้วยซื้อ ชื่อเดียวที่เขาถูกเรียกเมื่อครั้งยังเด็กคือ ‘ไอ้เด็กเวร’ ซึ่งเขาชินชากับมันได้แล้วตั้งแต่วัย 5 ขวบ เขาไม่เคยโทษพ่อเลยในเรื่องนี้เพราะเขารู้ดีว่าที่จริงแล้ว เขาไม่ใช่ลูกของพ่อที่ไม่เคยเรียกชื่อของเขาจริงๆ ด้วยซ้ำ
    แม่ของเขา เธอเป็นคนที่เอ็นดูและรักเขาไม่น้อยเลยในตอนที่เป็นศูนย์เจ็ด น่าเสียดายที่แม่นั้นไม่มีโอกาสได้เรียนให้จบ ทั้งเธอยังหนีตามผู้ชายที่เขาเรียกว่าพ่อมาอีกต่างหาก พ่อที่เคยสัญญากับแม่ตอนที่หนีตามกันมาว่าจะดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี ผ่านไปเพียงไม่กี่ปีเขากลับตกงานและติดเหล้า ส่วนแม่ไม่มีเงินจ่ายหนี้ ลำพังเพียงการขายของคงไม่พอกินทั้งครอบครัว เธอจึงเลือกที่จะทำงานในบาร์ สุดท้ายเขาก็ถือกำเนิดขึ้น

    “แกมันเด็กเวร แกไม่ใช่ลูกของฉัน”“ไปเอาเหล้ามาอีก แค่นี้มันยังไม่พอหรอกไอ้เด็กเวร”“แกกับแม่นี่มันเลวเหมือนๆ กันจริงๆ”“เหอะ! เด็กเวรอย่างแกตายๆ ไปได้ซะก็ดี”

    นี่คือนิยามของคำว่า ‘พ่อ’ ของศูนย์เจ็ด เรียกได้ว่าร้อยทั้งร้อย ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อล้วนแต่เป็นฝันร้าย ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ไม่มีกระทั่งแววตาที่อ่อนโยนส่งมาให้เขาเลยซักครั้ง
    “ที่แย่ไปกว่านั้นเลย...” สุดท้ายเพราะความหึงหวง ศูนย์เจ็ดอดที่จะนึกหวนไปถึงตอนนั้นไม่ได้ ในตอนนั้นที่แม่ของเขากลับมาจากบาร์ พ่อที่เมาได้ที่กลับหึงหวงเธอขึ้นมา สุดท้ายคุณแม่ที่เปรียบเสมือนโลกทั้งใบของศูนย์เจ็ดก็ได้หมดสิ้นลมหายใจโดยขวดเหล้าที่มีคมจากการทุบจนแตกของสามีไม่เอาไหนของเธอ เธอสิ้นใจต่อหน้าของเขาที่เป็นลูกชาย
    “เห้อ...คิดเรื่องแบบนั้นไปก็เท่านั้น” เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้วจะให้หวนนึกถึงไปทำไมกัน? เขาในตอนนี้ควรจะอยู่กับปัจจุบันสิ นี่คือสิ่งที่เขาควรทำ และที่สำคัญออดของโรงเรียนก็ดังแล้ว เขาจำเป็นต้องเข้าเรียนตามที่เคยทำมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

    ...

    ครืนท่ามกลางเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียนในห้อง ชายหนุ่มพลันเปิดประตูเลื่อนเข้ามาอย่างเร่งร้อน โชคดีที่ครูยังไม่เข้ามาสอนเขาจึงรีบเดินไปนั่งประจำที่ได้อย่างทันท่วงที
    “เหม็นว่ะ สมกับที่เป็นไอ้ขยะเสียจริง ฮ่าฮ่า” ข้างหลังของนภาส่งเสียงเย้ยหยันขึ้นมาทันใด ไอ้หมอนี่แหละคือไอ้เพลิง ลูกของประธานเครือข่ายผู้ปกครองของโรงเรียนที่เขาเรียนอยู่ น่าขำที่แม้แต่ครูยังแตะต้องไอ้หมอนี่ไม่ได้ เพราะพ่อของมันไม่ได้เป็นแค่ประธานผู้ปกครองเท่านั้น พ่อของมันยังเป็นเจ้าของบริษัทที่คอยสนับสนุนเงินทุนให้โรงเรียนนี้เรื่อยมาอีกต่างหาก
    ‘เห่าไปเถอะ’ นภาได้แต่บ่นพึมพำในใจ เขาที่เคยเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งผู้ที่ใครๆ ต่างก็สรรเสริญ มาตอนนี้กลับถูกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมต่อว่าและกลั่นแกล้ง บอกตามตรงคือไม่พอใจเอามาก แต่ให้ทำไงได้ เขาไม่มีทั้งกำลังและอำนาจ จะให้ลุกขึ้นสู้ ฝ่ายที่พ่ายแพ้ยังไงก็ต้องเป็นเขาอยู่ดี
    และแล้วเวลาก็ผันผ่าน จากคาบแรกของเที่ยงก็ไปคาบที่สองและสาม จนสุดท้ายวันนี้ทั้งวันก็จบลงไป ในที่สุดการเรียนในวันนี้ก็จบลงไปซะที ที่น่าผิดหวังสำหรับนภาเลยก็คือหลักสูตรการสอน ของพวกนี้แม้เขาจะไม่เคยเรียนมาก่อน แต่ก็รู้ได้ทันทีว่ามันไร้ประโยชน์เอามากๆ
    จะมีก็แต่วิชาภาษาอังกฤษเท่านั้นแหละที่เขาพอจะยอมรับว่ามันสมควรเรียนจริงๆ ส่วนวิชาอื่น หากไม่ต้องทำอาชีพในสายที่ต้องใช้ มันก็มีประโยชน์แค่ตอนสอบเอาคะแนนก็เท่านั้น
    “วันนี้วันศุกร์ด้วยสิ ไม่ต้องเจอหน้าไอ้เวรนั่นตั้งสองวันแน่ะ” ช่างเป็นโชคที่ดีเหลือล้นสำหรับศูนย์เจ็ด เพราะขืนเขายังโดนไอ้เพลิงมันด่ากรอกหูเขาหลายๆ วันติดกันเขาคงจะต้องหักคอมันเข้าให้ซักวันอย่างไม่ต้องสงสัย

    ...

    “กลับมาแล้วครับ” กลับมาถึงประตูหน้าบ้าน นภาจึงเอ่ยคำที่นภาคนก่อนเคยกล่าวทุกๆ วันหลังจากที่กลับมาจากโรงเรียน
    “อ้าว กลับมาแล้วหรอลูก?” เสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเอาใจใส่ดังขึ้นในทันทีหลังจากที่นภาเปิดประตูเข้ามา นี่ทำให้เขาถึงกับต้องชักไปชั่วขณะ
    ‘กลับมาแล้วหรอลูก?’ นี่คือคำที่พ่อกล่าวกับเขาในตอนที่กลับมาถึงบ้านสินะ? น่าแปลก มันออกจะเป็นคำง่ายๆ แต่กลับสามารถเติมเต็มช่องว่าในใจของศูนย์เจ็ดได้เป็นอย่างดี
    “หิวรึยังล่ะเราฮึ? พ่อทำไข่ดาวไว้สองฟองนะ จะอาบน้ำก่อนก็ได้ เดี๋ยวพ่อตักข้าวไว้ให้” เสียงของผู้เป็นพ่อที่แสนดีกล่าวไม่หยุดปาก ศูนย์เจ็ดจากที่เคยมีอคติกับคำว่า ‘พ่อ’ ก่อนที่เข้ามาในบ้าน ในตอนนี้กลับไม่เหลือซึ่งร่องรอยความไม่พอใจใดๆ ทั้งสิ้น
    “มาอยู่ในร่างนี้ก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกเรื่อง” สุดท้าย นภาก็ส่ายศีรษะ ก่อนที่จะเดินเข้าไปทานข้าวไข่ดาวกับ ‘พ่อ’ ของเขาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มไม่จางหาย ต่อแต่นี้ไป เขาจะได้มีครอบครัวอย่างปกติสุขเหมือนที่เคยใฝ่ฝันแล้วจริงๆ ช่างเป็นเรื่องที่เกินกว่าที่ศูนย์เจ็ดจะคาดถึงทีเดียว


    จบตอน