ณ ลานหน้าประตูทางเข้าออกฐานพักพิงเกราะเหล็ก เมื่อบรรยากาศเริ่มส่อแววว่าจะเกิดความรุนแรง ผู้คนจำนวนมากจึงล้อมวงเข้ามามุงดูสิ่งน่าสนใจที่กำลังจะเกิดขึ้น พวกเขาไม่แปลกใจเลยที่หานเซินดูเหมือนไปทำให้ใครโกรธเข้าอีกแล้ว ก็เหตุการณ์ที่ไอ้คลั่งทะลวงก้นถูกคนอื่นรังแกไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนในฐานพักพิงแห่งนี้แม้แต่น้อย
“นายต้องการให้ฉันชดใช้ยังไง?” หานเซินถามขณะจ้องมองหลิวเฟิงที่กำลังสาวเท้าเข้ามาใกล้
“ก็ซัดหน้านายจนกว่าฉันจะพอใจน่ะสิ” พูดจบ หมัดหนัก ๆ ก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้าหานเซิน
หมัดของหลิวเฟิงอัดแน่นด้วยพละกำลังและเร็วจนน่าตกใจ กำปั้นที่แหวกอากาศเร็วแรงทำให้เกิดเสียงลมหวีดหวิวดังสนั่น ถ้าถูกหมัดนั้นซัดเข้าหน้าจัง ๆ อย่างเบาก็แค่จมูกหักหรืออย่างหนักก็อาจถึงขั้นกะโหลกร้าวและยากมากที่จะมีใครหลบพ้นได้
คนทั้งลานคิดตรงกันว่าไอ้คลั่งทะลวงก้นซวยแน่ แต่ทันใดนั้นพวกเขากลับเห็นคนกำลังจะซวยเบี่ยงตัวหลบหมัดของหลิวเฟิงได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันเขาก็ยื่นขาออกไปสกัดขาของฝ่ายตรงข้าม หลิวเฟิงจึงเสียหลักล้มหน้าคะมำไปกับพื้นทันที
เพราะโถมต่อยไปทั้งตัวพร้อมออกแรงเต็มที่ ยามล้มกระแทกพื้น ใบหน้าของคนต่อยจึงฟาดพื้นอย่างแรงจนเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ความเจ็บปวดทำให้น้ำตาและน้ำมูกไหลออกมาเป็นสาย หลิวเฟิงยันตัวลุกขึ้น ในใจโกรธแค้นสุดขีดจึงชักดาบโลหะผสมขั้นสูงออกจากฝักที่เอว
ดาบโลหะมันเงาสะท้อนแสงวาววับถูกฟาดฟันเข้าใส่หานเซินพร้อมคำสบถ “ไอ้เวร กล้าเล่นงานฉันเหรอ เดี๋ยวฉันจะเชือดแกให้ดู!”
หานห่าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มีสีหน้าตกใจ แม้ว่าเขาจะเป็นญาติห่าง ๆ กับหานเซินและนึกดูถูกญาติผู้พี่คนนี้อยู่มาก แต่ถึงอย่างนั้น การที่ต้องยืนดูญาติตัวเองถูกฆ่าตายก็ทำเอาเขาทำใจไม่ได้
ทว่าเมื่อคิดถึงผลที่ตามมาหากยื่นมือเข้าไปช่วย แล้วคนอื่นรู้เข้าว่าตนเป็นญาติของ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ หานห่าวก็ลังเล สุดท้ายจึงตัดสินใจหันหน้าหนีเพื่อไม่ให้มองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น
หานห่าวคาดว่าตัวเองจะต้องได้ยินเสียงร้องเจ็บปวดของหานเซิน แต่กลับได้ยินเสียงร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดของใครอีกคนแทน ซึ่งเสียงนั้นเป็นเสียงของหลิวเฟิงเพื่อนที่กำลังลงมือกับญาติของเขา
หานห่าวรีบหันกลับไปดูด้วยใบหน้าตกตะลึง เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นว่าดาบโลหะผสมขั้นสูงที่หลิวเฟิงตวัดใส่หานเซิน กลับเปลี่ยนไปอยู่ในมือของหานเซินเสียแล้ว ขณะที่ตัวเจ้าของดาบหมอบราบลงกับพื้นและกำลังถูกหานเซินใช้เข่ากดทับแผ่นหลังไว้พร้อมบิดแขนอย่างรุนแรง หลิวเฟิงร้องโอดครวญออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่กล้าดิ้นรนขัดขืน
หานห่าวไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่คนที่ยืนดูโดยรอบเห็นทุกอย่างชัดเจน ทุกคนต่างอ้าปากค้างมองหานเซินด้วยความไม่เชื่อ
ก่อนหน้านี้ ตอนที่หลิวเฟิงตวัดดาบ พวกเขาต่างจินตนาการภาพของ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ ถูกฟันเลือดอาบและเจ็บหนักไว้ล่วงหน้า เพราะใคร ๆ ต่างคิดว่าหลิวเฟิงมีทั้งพละกำลังและความเร็วที่เหนือกว่า
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบโลหะผสมขั้นสูงจะฟันลงมา คนที่ยืนดูต่างเห็นว่าหานเซินขยับตัวเพียงเล็กน้อยขณะที่มือของเขาก็เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับงูพิษฉก เขาคว้ามือของหลิวเฟิงข้างที่ถือดาบไว้แน่น จากนั้นก็บิดข้อมืออย่างรุนแรงทำให้อีกฝ่ายเจ็บจนต้องยอมปล่อยดาบ หานเซินคว้าดาบนั้นไว้ในขณะเดียวกันมืออีกข้างก็กดร่างหลิวเฟิงลงกับพื้นก่อนใช้เข่าทับแผ่นหลังบังคับไม่ให้เคลื่อนไหว สุดท้ายหลิวเฟิงก็ทำได้แต่ร้องครวญครางอยู่อย่างนั้น
ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อว่า ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ อย่างหานเซินจะมีทักษะการต่อสู้ที่ว่องไวและเด็ดขาดขนาดนี้ พวกเขาได้แต่มองด้วยความอึ้งและทึ่ง นอกจากเสียงร้องของหลิวเฟิงแล้ว ทั่วบริเวณเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“โอ๊ยเจ็บ! ปล่อยสิวะ!... พวกแกยังจะยืนบื้อกันทำไม รีบมาฆ่าไอ้เวรนี่ซ–” หลิวเฟิงร้องลั่นขณะพยายามตะโกนสั่งหานห่าวและพวกพ้อง
“อ๊ากก~!”
แต่ก่อนที่จะพูดจบ หานเซินก็ออกแรงบิดแขนข้างที่ยึดไว้จนเกิดเสียง *กร๊อบ* แขนของหลิวเฟิงถูกบิดหักและห้อยตกลงกับพื้นทันที ใบหน้าของคนถูกหักแขนซีดเผือด น้ำตา น้ำมูก และเหงื่อเย็น ๆ ไหลปนกันไปหมด ตอนนี้ใบหน้าของเขาเหยเก บิดเบี้ยวจนไม่เหลือเค้าคนมั่นใจที่ก้าวเข้ามาหาเรื่องคนอื่นเมื่อครู่
คนที่เหลือในกลุ่มเมื่อเห็นแบบนั้นก็ตกใจ พวกเขาพุ่งเข้ามาหาหานเซินพร้อมอาวุธในมือ หวังจะล้อมและรุมโจมตีอีกฝ่าย
หานเซินถือดาบโลหะผสมขั้นสูงที่ยึดมาจากหลิวเฟิง เข้าปะทะกับศัตรูคนแรกอย่างไร้ความกลัว และด้วยความประหลาดใจ ดาบของหานเซินสามารถฟันดาบของอีกฝ่ายขาดสะบั้นได้ในพริบตา
‘โอ้โฮ ดาบนี่ไม่ธรรมดาแฮะ… อ้อ! จากซีรีส์ ‘สตีลคัตติง (Steel cutting)’ นี่เอง! เหมาะมือขนาดนี้เก็บไว้ใช้งานก็เข้าท่า เอ…หรือเอาไปขายก็น่าจะได้ราคาดีนะ’ หานเซินยิ้มในใจ ถึงดาบจะเป็นอาวุธที่ไม่ซับซ้อนเท่าธนู แต่ก็สนนราคาอยู่ที่ราว ๆ หนึ่งถึงสองล้านเหรียญ ได้ของดีระดับนี้มาไว้ในมือ ไม่มีทางที่เขาจะยอมคืนง่าย ๆ
เสียงโลหะถูกฟันขาดดัง *กริ๊ง ๆ* อย่างต่อเนื่อง ทุกคนที่ถือดาบอยู่ต่างตกตะลึง ดาบโลหะผสมของพวกเขาถูกหานเซินตัดขาดหมด เมื่อไม่มีอาวุธ ทั้งหมดก็ก้าวถอยหลังด้วยความกลัว สีหน้าตื่นตกใจ ไม่มีใครกล้าบุกเข้าหาหานเซินอีก
หานห่าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ตกใจจนตาค้าง เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง คนอย่างหลิวเฟิงที่มีพละกำลังและทักษะการต่อสู้ระดับสูงไม่ใช่คนที่ใครจะเอาชนะได้ง่าย ๆ แต่หลิวเฟิงกลับถูกหานเซินจัดการได้ในพริบตา ทั้งยังถูกยึดดาบไปอีก นี่ทำให้หานห่าวรู้สึกสับสนมาก
“ไม่ใช่ว่าหลังจากที่เขาเข้ามาในฐานพักพิงเกราะเหล็ก เขาถูกฉินเซวียนและโอรสสวรรค์ร่วมมือกันคว่ำบาตรเหรอ? เขาไม่ได้ถูกกีดกันจนไม่สามารถล่าอสูรโบราณได้เลยหรอกเหรอ? ทะ ทำไม เพราะอะไรกันแน่?” หานห่าวจ้องมองหานเซินด้วยความงุนงง ความรู้สึกมากมายที่ผสมปนเปกำลังหมุนติ้วอยู่ในหัว
หานเซินไม่ตามไปโจมตีคนกลุ่มนั้นต่อ เขาเดินกลับไปหาหลิวเฟิงและถอดปลอกดาบที่เอวของอีกฝ่ายออก จากนั้นเก็บดาบสตีลคัตติงใส่ปลอกแล้วสะพายไว้ที่เอวของตัวเอง
เพราะความกลัว หลิวเฟิงจึงยอมแต่โดยดี
“ถ้าคราวหน้าพวกแกยังอยากมาเอาค่าชดเชยอีกก็มาได้ตลอด” หานเซินพูดขณะมุ่งหน้าเข้าสู่ฐานพักพิงเกราะเหล็ก ผู้ที่ยืนดูอยู่พากันมองด้วยใบหน้าอึ้งปนสับสน เหมือนพวกเขาเพิ่งได้พบหานเซินเป็นครั้งแรก
“หยุดนะ!” และก่อนที่หานเซินจะเดินผ่านประตูเข้าไปก็ถูกเสียงของใครบางคนหยุดไว้ ชายคนหนึ่งควบสัตว์ขี่วิญญาณอสูรพุ่งเข้ามาจากด้านนอก ซึ่งคนคนนั้นไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นหลัวเทียนหยางเจ้าเก่า หนึ่งในลูกน้องคนสนิทของโอรสสวรรค์
“พี่หลัว! โอ๊ย หมอนั่นหักแขนผมแถมยังแย่งดาบสตีลคัตติงของผมไปด้วย พี่ช่วยแก้แค้นให้ผมที!” หลิวเฟิงกอดแขนที่บาดเจ็บพลางร้องลั่นอย่างเจ็บปวด เมื่อมองเห็นหลัวเทียนหยางเขาก็มีสีหน้าโล่งใจขึ้นในทันที
“พวกแก แม่งไร้ประโยชน์!” หลัวเทียนหยางขมวดคิ้ว กวาดตามองหลิวเฟิงด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นหันไปสาดสายตาอาฆาตใส่หานเซิน
“ฉันก็นึกอยู่ว่าใครกันมันกล้ามาแตะต้องเด็กของฉัน ที่แท้ก็แกนี่เอง ไอ้ไก่อ่อน อ่อนขนาดนี้ยังไม่รู้จักเจียมตัว เบื่อการมีชีวิตมากหรือไง”
พูดจบ หลัวเทียนหยางก็ชักแส้โลหะผสมจากเอวแล้วฟาดใส่หานเซินอย่างรวดเร็ว แส้น่ากลัวพุ่งเข้าหาเขาเหมือนงูฉก
หานเซินหรี่ตามอง ก่อนจะฟันแส้โลหะของหลัวเทียนหยางด้วยดาบสตีลคัตติงที่เพิ่งได้มา เสียงแส้ปะทะกับดาบดังขึ้น แขนของหานเซินสั่นเล็กน้อย เขารู้สึกถึงแรงกระแทกจนต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส่วนร่างของหลัวเทียนหยางที่นั่งบนสัตว์ขี่วิญญาณอสูรก็สั่นสะท้านไม่น้อยเช่นกัน
ใบหน้าคนสนิทของโอรสสวรรค์เปลี่ยนไปทันที “แกมีพละกำลังขนาดนี้ได้ยังไง?”
พละกำลังของหลัวเทียนหยางหากไม่นับรวมสามผู้ยิ่งใหญ่ ก็ถือว่าเขาแข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ในฐานพักพิง แม้เขาจะไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดในการสะบัดแส้เมื่อครู่ แต่การที่หานเซินสามารถต้านทานการโจมตีนี้ได้แบบสบาย ๆ ก็แสดงว่าต้องมีพละกำลังในระดับไม่ธรรมดา ซึ่งเป็นเรื่องที่หลัวเทียนหยางไม่คาดคิดเลย
‘เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง!’
.
.
.