ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 12-2 : ดีเบตประชามติ

            “คืนนี้ท่านจะทำอะไรต่อ” ธรณีย้อนกลับสู่คำถามตั้งต้นอีกครั้งตอนนี้เขานั่งบนโซฟาด้านข้างผม

            “พักผ่อนสิถามได้ ท่านจะให้เราทำอะไรล่ะ งานก็เสร็จแล้ว” ผมตอบสิ่งที่คิดในใจตรง ๆผมเล่าเรื่องที่ไปส่งงานไมตรีแล้วโดนให้แก้โน่นนี่ให้เพื่อนฟังเขาแค่พยักหน้าเป็นระยะโดยไม่มีความเห็นใด ๆเหมือนไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผม

            “ดูดีเบตด้วยกันไหม” ธรณีพูดจบแล้วจอภาพบนผนังก็สว่างขึ้นเอง เขาคงใช้ความคิดสั่งการอีกแล้ว

            “มีอีกแล้วเหรอ”ผมจำได้ว่า เมื่อวานนี้เขาก็บอกว่าจะไปดูดีเบตก่อนนอน

            “แน่นอนอยู่แล้วเรื่องราวในประเทศมีตั้งมากมายให้ประชาชนตัดสินใจสิ่งที่ดีที่สุดต่อตนเองถ้าศึกษาไม่ไหวก็ เดลิเกตได้ นี่ก็ไม่ได้ซ้ำเรื่องนะ ยกเว้นจะเคยทำเมื่อนานแล้วผลปัจจุบันน่าจะเปลี่ยนก็ทำใหม่ ... อ้อ แล้วบางอันก็เป็นภาคประชาชนจัดเองแบบให้ความรู้อย่างเดียวก็มี เรียกว่า ‘ดีเบตทั่วไป’”

            “ฉันว่าไม่ดีกว่ามั้ง”ผมแสยะยิ้มปฏิเสธเมื่อเพื่อนถามซ้ำ จุดประสงค์ของการไม่ให้ทำโอทีก็เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนมิใช่หรือ

            “มันก็เหมือนดูหนังเรื่องหนึ่งนั่นแหละ ท่านไม่ได้ต้องดูเพื่อไปโหวตหรือเอาไปสรุปสักหน่อย” ธรณีชักชวนอย่างแนบเนียนแม้จะอยากปฏิเสธแค่ไหน แต่ก็คงไม่มีเหตุผลว่าจะทำสิ่งใดต่อเวลาสองทุ่มยังเช้าเกินไปที่จะนอนหลับพักผ่อน ถ้าเป็นชีวิตก่อนหน้านี้ผมคงเล่นเกม แต่หากทำเช่นนั้นคงไม่วายถูกสายตาตำหนิของธรณีส่งตามมาเป็นแน่ ถึงกระนั้นลองเปิดใจดูสักครั้งก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

            ช่องรายการบนจอภาพสลับสับเปลี่ยนเองอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตาจนหยุดนิ่งที่การถ่ายทอดสดการดีเบตเรื่องกฎหมายการปลดล็อกการใช้หุ่นยนต์อวตารอย่างเสรีภาพฉายให้เห็นบรรยากาศบนเวทีในโถงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีคนยืนประจันหน้ากันอยู่สองฝั่งตรงกันข้ามโดยมีโต๊ะเก้าอี้ของคณะกรรมการที่นั่งเรียงกันอยู่ตรงกลางเหนือคณะกรรมการเป็นจอภาพขนาดใหญ่ที่แสดงตารางสรุปข้อมูลของทั้งสองฝ่ายแต่ละฝ่ายยังมีจอภาพอีกสองอันเหนือศีรษะ ไว้แสดงรายละเอียดและข้อมูลประกอบการพูดผมเพิ่งเคยดูสิ่งที่เรียกว่าดีเบตประชามติเป็นครั้งแรก ผมนึกถึงเกมโชว์แข่งตอบปัญหากันที่เคยดูตอนเด็กแต่บรรยากาศดูตึงเครียดกว่ามาก   

            “ดีเลยเพิ่งเริ่มไปไม่นาน” ธรณีเอ่ย ดูครึ้มอกครึ้มใจอย่างเห็นได้ชัดเลือดของชายผู้นี้คงมีเม็ดอนูของการเมืองไหลเวียนอยู่จึงรู้สึกหลงใหลสื่อแบบนี้ได้ ไม่เห็นจะรู้สึกถึงความบันเทิงเลยสักนิด

            { “กฎหมายนี้จะสนับสนุนเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยทำให้มนุษย์สามารถใช้อวตารได้อย่างเสรีจนไม่ต้องสนใจว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นคนจริงหรือเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกคนควบคุมทางไกลอีกที”กล้องถ่ายให้เห็นร่างหนึ่งที่ยืนบนโพเดียมซีกซ้ายกำลังพูดอยู่ร่างนั้นปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากสิงโต ธรณีเล่าว่าปกติคนที่พูดบนเวทีดีเบตจะมีการปกปิดตัวตนโดยสมบูรณ์เพื่อกำจัดอคติของอีกฝ่ายจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเสียงเขาดูแปร่ง ๆ เหมือนมีการแปลงเสียงมาเรื่องนี้พอเข้าใจได้ สมมุติว่าผมเห็นคนที่พูดบนเวทีเป็นสหาย หรือคนที่ผมเกลียดผมก็อาจจะตั้งธงโต้แย้งตั้งแต่ที่เขายังไม่ทันเผยอปากหรือหนีไปเข้าห้องน้ำตลอดช่วงที่เขาอยู่ยืนบนแท่นยกพื้นไม่สนใจเนื้อหาแม้ว่าจะมีเหตุผลแค่ไหนก็ตาม

    คุณหน้ากากสิงโตร่ายยาวเกือบสิบนาทีได้ขณะที่พูดมีกรรมการคนหนึ่งที่สวมเอวีเอสอีแบบปิดตาทั้งสองข้างวาดมือในอากาศไปด้วยเป็นไปได้ว่ากำลังจดเนื้อความ ไม่ก็ค้นหาข้อมูลบางอย่างผมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างสักพักกล้องก็ถ่ายให้เห็นจอภาพตรงกลางเวทีที่เป็นตารางสรุป

     

    เหตุผลสนับสนุนของฝ่ายเสนอ

    1. ปลดล็อกเสรีภาพทางการพูดได้ 100% เพราะทุกวันนี้ยังมีอคติส่วนบุคคลหลงเหลืออยู่บ้างโดยเฉพาะในกรณีเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่าง ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน เช่น แม้ว่าพ่อแม่จะยอมรับฟังความเห็นของลูกแต่ถ้ามีความเห็นที่ต่างก็อาจจะทำให้สัมพันธ์แย่ลงโดยไม่รู้ตัว

    #งานวิจัย Su-Bin Seung และคณะ จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล“ความสัมพันธ์ในครอบครัวของอินฟลูเอนเซอร์ในโลกโซเชียลมีเดียทศวรรษที่ 2080”

    2. ปลดล๊อคอคติจากรูปร่างหน้าตา เช่น การไม่ชอบคนสีผิวหนึ่ง ๆรูปร่างอ้วนหรือผอม หรือหน้าตาแบบหนึ่ง หรือ เป็นการส่วนตัว

    #งานวิจัย ยศ ภูมิทัศน์พัฒนาธรรมและคณะ จากภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพฤฒธานี 2087 “Bias at First Sight: Spontaneous Negative Thought Patterns inResponse to Perceived Outgroup Traits, using Mind reading machine”

     

            “ท่านยอมรับข้อสรุปนี้หรือไม่” คณะกรรมการหนึ่งในห้าคนที่นั่งตรงกลางพูดนอกจากคนที่สวมเอวีเอสอีแล้วทุกคนยกเว้นหนึ่งคนสวมหน้ากากแบบเดียวกันหมดเป็นหน้ากากพระรามในเรื่องรามเกียรติ์แต่เป็นสีขาว เขาคงเห็นหน้ากากสิงโตใช้เวลาอ่านข้อความนานเกินไป

            “เรายอมรับ” เขาพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “แต่ขอดักทางไว้ก่อนว่าข้อสรุปในข้อหนึ่งจะใช้ไม่ได้กรณีที่รู้ตัวผู้พูดอยู่แล้วเช่น หากพ่อแม่อยู่บ้านเดียวกับลูก ลูกคงไม่โง่พอที่จะบังคับหุ่นยนต์อวตารไปคุยเรื่องนี้บนโต๊ะอาหารจริงไหม”

            กล้องถ่ายภาพมุมกว้างให้เห็นประชาชนที่นั่งเต็มอัฒจันทร์หัวเราะเป็นหย่อมๆ ผมไม่แน่ใจว่าคนที่มาฟังเหล่านั้นจะสร้างขึ้นมาจากภาพเสมือนบ้างหรือไม่จำนวนคนที่สนใจดูเยอะจนน่าสงสัย เมื่อเขาพูดจบคำพูดนี้ก็ถูกสรุปไปอยู่ในตารางบนจอภาพตรงกลาง แต่อยู่ท้ายตาราง

     

    ข้อดักทาง Declare ของฝ่ายเสนอ

    1. ไม่สามารถใช้ลดอคติที่รู้ตัวผู้พูดอยู่แล้วได้เช่น ครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกัน

    ผู้ได้ประโยชน์: ประชาชนโดยเฉพาะคนกลุ่มน้อย ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้มีนิสัยเก็บตัวไม่กล้าพูด

    ผู้เสียประโยชน์: ไม่มี

     

            ผมนึกถึงรายการทีวีที่เคยดูมักจะเชิญคนสองคนมาเถียงกันในรายการ โดยมีพิธีกรคนหนึ่งถามสลับกัน รายการแบบนี้เห็นได้บ่อยในช่วงก่อนการเลือกตั้งและมักเป็นการถกเถียงเกี่ยวกับนโยบาย ไม่ค่อยมีการเถียงเกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่มีรูปแบบแผนขนาดนี้และมักจัดโดยสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาคเอกชน }

            “ยุคสมัยก่อนรัฐบาลจะสื่อสารกับประชาชนยังไง”ธรณีถามหลังจากที่ผมบอกว่าเพิ่งเคยเห็นการดีเบตที่จัดโดยรัฐบาล

            “ดูตามข่าวไงนักข่าวก็ไปสัมภาษณ์ ทำข่าว ถ้าจะเถียงกันก็มีแต่ในสภา” ผมพูดตามประสบการณ์

            “แค่นั้นเองเหรอ”ธรณีกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเล็กน้อย “ถ้าไม่มีการสื่อสารสองทางที่มีการถามตอบเรื่องเดียวกัน ก็จะเกิดอคติคอนฟอร์มมิตี้ไบแอส[1]กับเซเลกชันไบแอสได้”

            “นายหมายถึงว่า ถ้าคนเราไปเข้ากลุ่มหนึ่งไปสักพักก็จะมีความคิดแบบกลุ่มนั้นและเริ่มฟังเฉพาะสื่อที่สนับสนุนกลุ่มนั้นเหมือนกบอยู่แต่ในกะลาของกลุ่มตัวเองใช่มั้ย” ผมนึกถึงคำศัพท์อีกคำที่พูดกันคือเอคโค่แชมเบอร์

            “ใช่ ถ้าไม่มีใครคนหนึ่งกล้าแสดงว่าความเห็นที่ต่างทุกคนก็จะคล้อยตาม”

            “เหมือนในหนังเรื่อง 12 คนพิพากษา[2]ใช่ไหม”ผมเอ่ยลอย ๆ แต่เพื่อนดันพยักหน้าผมจึงถามเขาว่ารู้จักหนังเก่าขนาดที่ยังหาดูได้ยากในยุคผมด้วยเหรอขนาดผมยังเคยดูแค่ครั้งเดียวโดยยืมจากแผ่นดีวีดี[3]ของปฐพีหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของคณะลูกขุน 12 คนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนตัดสินความผิดในคดีเด็กชายวัย 19ที่แทงพ่อตัวเองเสียชีวิตในบ้านพักซึ่งมีพยานหลักฐานยืนยันความผิดแน่นหนาแต่ดันมีลูกขุนคนหนึ่งเริ่มต้นด้วยความเห็นต่างนำมาสู่การโน้มน้าวและถกเถียงที่ดุดันทั้งเรื่อง

            “เราแค่เคยได้ยินชื่อเฉย ๆ เพิ่งรีเมกใหม่สองปีที่ผ่านมาเอง แต่ยังไม่ได้ดูเลย”ธรณีเล่า ผมแปลกใจที่ยังมีการผลิตซ้ำหนังที่มีอายุกว่า 130 ปีแสดงว่าประเด็นในเรื่องยังใช้ได้กับสังคมยุคนี้ไม่เสื่อมคลาย

            “เห็นนายชอบการเมืองนึกว่าจะชอบหนังที่สะท้อนความจริงซะอีก” ผมทัก

            “ทำไมต้องสะท้อนความจริงด้วย ในเมื่อประชาชนก็เห็นๆ กันอยู่ เราเคยดูหนังเรื่องหนึ่งเล่าประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นประเทศนอกยูเอ็นดีประเทศไหน รัฐบาลมีการคอร์รัปชันแล้วประชาชนก็ออกมาประท้วงจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมหลายคนดูจนจบแล้วก็หดหู่เศร้า แต่เราดูแล้วหงุดหงิดมากกว่าเราเชื่อว่าหนังควรนำเสนอทางเลือกหรือรูปแบบอื่นที่สะท้อนว่าโลกนี้ยังมีความหวังมากกว่าพูดเรื่องเดิม ๆ ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ระบอบการเมืองประเทศนั้นก็ยังเป็นเช่นเดิมต่อไป”

            ผมกำลังจะอ้าปากชวนคุยต่อแต่ธรณียกนิ้วชี้ทาบปากให้เงียบเสียง แล้วชี้ไปที่จอภาพการดีเบตยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด ผ่านรอบโต้แย้งจนมาถึงรอบตอบปัญหาทีมฝ่ายค้านมีการสลับตัวจากร่างที่สวมหน้ากากทุเรียนไปเป็นหน้ากากอีกาผมรู้สึกคุ้นรูปร่างหน้ากากอย่างบอกไม่ถูกเหมือนเคยเห็นในรายการเกมโชว์ประกวดร้องเพลงอันหนึ่งในยุคผม

            { “กฎหมายนี้ไม่ควรผ่าน เพราะการใช้อวตารควรสงวนไว้สำหรับแค่บางสถานการณ์ที่ต้องการลดอคติแล้วเกิดประโยชน์โดยแท้จริงเช่น ศาล หรือการดีเบตแบบที่พวกเราทุกคนสวมหน้ากากกันในตอนนี้”คุณหน้ากากอีกาพูดจบพลางผายมือไปรอบ ๆ มีเสียงโห่ร้องดังขึ้นจากผู้ชมกลุ่มหนึ่งในขณะที่บางกลุ่มปรบมือเกรียวกราว

            “เพราะการที่คนคุยกันผ่านหุ่นยนต์ที่บังคับเหมือนกับการหลอกลวงกันกลายเป็นการสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจคนควรมีตัวเลือกในการอยู่ที่โลกจริงก็จะไม่เจอหุ่นยนต์แล้วถ้าต้องการเจอหุ่นยนต์ก็ไปอยู่โลกเสมือนไปเลย”

            เสียงกดออดดังขึ้นคุณหน้ากากอีกาพูดต่ออีกสักพักแล้วจึงบอกว่าเชิญได้ผมเห็นร่างหนึ่งสวมหน้ากากทศกัณฑ์ลุกมาจากโต๊ะกลางเดินไปใกล้ ๆ โพเดียมของฝ่ายค้านธรณีบอกว่าคนนั้นคือนักตั้งคำถาม ปกติจะเป็นข้าราชการที่คอยตั้งคำถามโต้แย้งทุกเรื่องในส่วนที่คาดไม่ถึงแล้วถามเจาะลึกลงไปเรื่อย ๆ พยายามยกตัวอย่างขัดแย้งที่น่าจะเป็นปัญหาและเกิดขึ้นได้จริงแต่ละฝ่ายจะมีนักตั้งคำถามของตนเองมาจากการสุ่มเพื่อไม่ให้เกิดอคติว่านักตั้งคำถามเลือกโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว

            “ชายคนนั้นชื่อ นิติวัฒน์ กิตติธรรม” ธรณีเปรยหมายถึงชายที่สวมหน้ากากทศกัณฑ์

            “ทำไมนายรู้จักล่ะ” ผมเพิ่งตระหนักได้หลังจากถามไปแล้วไม่แปลกที่เขาจะรู้จัก นักตั้งคำถามคนนั้นทำตัวโดดเด่นแถมสวมหน้ากากไม่เหมือนคนอื่น

            “เขาสวมหน้ากากเดิมตลอดทุกเวทีไม่ยอมเปลี่ยนจนเป็นเอกลักษณ์ที่เรารู้จักจริง ๆ เพราะลุงเราเล่าให้ฟังว่านิติ เขาเคยมาสมัครพรรคแมวพลัดถิ่นเมื่อนานมาแล้ว”ผมพยักเพยิด ทำทีเป็นสนใจ ธรณีคงหวังดี ให้ผมมีความรู้ติดตัวไว้บ้างจะได้เข้าใจว่าใครเป็นใคร ผลพลอยได้คือผมรู้ว่าลุงของธรณีอยู่พรรคแมวพลัดถิ่น

            “ฝ่ายของท่านไม่เห็นด้วยกับการให้สส. ในสภาใช้อวตารเพราะจะสร้างความไม่เชื่อใจทั้งที่ความเชื่อใจอาจจะนำมาสู่ระบบอุปถัมภ์ได้ เช่น สส. คนหนึ่ง อาจโหวตให้กฎหมายอันหนึ่งผ่านวาระที่หนึ่งได้เพราะคนที่เสนอเป็นเพื่อนกับตน ไม่ใช่เพราะเนื้อหาของกฎหมาย”นิติวัฒน์แย้ง พอพูดจบคณะกรรมการหน้ากากพระรามก็บอกให้คุณหน้ากากอีกาพูดต่อ

            “ที่เราต้องการให้ สส.ในสภาไม่ใช้อวตารเนื่องจากต้องสร้างความสมดุลกับความโปร่งใสของผู้มีอำนาจด้วยลองคิดดูว่า ถ้า สส. คนหนึ่งใช้อวตารตลอด โดยเฉพาะตอนโหวตประชาชนที่เลือกเขามาก็จะตรวจสอบไม่ได้ว่าเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ มีอุดมการณ์แบบไหนมีเพอร์ฟอร์แมนซ์หรือภาวะความเป็นผู้นำแบบไหน”

            ผมฟังแล้วคล้อยตามเหตุผลนี้อย่างน้อยตอนโหวตก็ควรจะต้องรู้ว่า สส. ที่เราเลือกตอบอะไรผมเหลียวมองธรณีซึ่งยังจดจ่ออยู่กับจอภาพ เขาไม่แสดงอาการใด ๆจึงไม่รู้ว่าอยู่ข้างฝ่ายเสนอหรือฝ่ายค้าน

            “เรามองเห็นผู้เสียประโยชน์อย่างน้อยก็คนหนึ่งคือ ตำรวจ พวกเขาต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะคนกล้าทำผิดมากขึ้นคดีอาชญากรรมต้องเพิ่มมากขึ้นแน่นอนและต้องเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบว่าผู้ก่อคดีเป็นใครที่บังคับหุ่นยนต์อวตารตัวนั้น”หน้ากากอีกา ยังโจมตีต่อเนื่อง “ผู้ได้ประโยชน์ที่ท่านลืมไปหรือตั้งใจไม่พูดถึงเราก็ไม่อาจทราบ บริษัทเอกชนผู้จัดจำหน่ายสินค้าอวตาร”

            ทันทีที่พูดจบเสียงกดออดก็ดังขึ้นอีกครั้ง หน้ากากทศกัณฑ์ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นโต้แย้งทันที

            “การด่วนสรุปว่าคดีอาชญากรรมจะมากขึ้นเป็นตรรกะวิบัติยกเหตุผลผิดอีกทั้งการวางระบบตรวจสอบและลงทะเบียนอวตารที่รัดกุมมากพอย่อมไม่เพิ่มขั้นตอนของการโยงหาผู้ที่บังคับอยู่เบื้องหลังจึงไม่ได้เพิ่มภาระให้ตำรวจแต่อย่างใด ส่วนเรื่องบริษัทขายสินค้าจะได้ประโยชน์ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ก็ไม่ได้มีกฎหมายการผูกขาด เป็นไปตามกลไกตลาดปกติใครก็สามารถลงทุนเรื่องนี้ได้”

            หน้ากากอีกา ชี้แจงกลับทันที“แต่พวกเราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้มีเพียงบริษัทเอกชนเพียงแค่สองเจ้าเท่านั้นที่เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการนี้ เนื่องจากต้นทุนสูงทำให้ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถริเริ่มได้ ฟังจากที่พูดมาทั้งหมดเรามั่นใจว่าหน้ากากสิงโตเป็นซีอีโอของบริษัทหนึ่งในสองเจ้านี้และได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ไปเต็ม ๆ” 

    เสียงออดดังขึ้นอีกครั้งด้วยโทนที่ต่างจากเดิมรอบนี้เป็นเสียงของกรรมการหน้ากากพระรามสีขาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

            “เรื่องทีมฝ่ายเสนอจะเป็นใครเป็นการโจมตีตัวบุคคล เข้าข่าย ‘ตรรกะวิบัติแอด ฮอมมิเน็ม’[4]ทุกคนแม้จะไม่ใช่ซีอีโอก็มีอคติส่วนบุคคลอยู่แล้วจึงมีสิทธิพูดโดยตอบโต้ด้วยเหตุผลจึงไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นของการดีเบตนี้”

            หน้ากากอีกาค้อมตัวเชิงขอโทษเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านที่ทำให้ทีมโดนตัดคะแนนการดีเบต

            ช่วงเวลาอันน้อยนิดที่เหลือทั้งสองฝ่ายอย่างผลัดกันรุกรับอย่างดุเด็ดเผ็ดมันใช้คำถามจากประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายตนเป็นตัวเปิดประเด็น ฝ่ายค้านยังขยายความเรื่องผลของปัญหาอาชญากรรมต่อเพราะแยกจากคนธรรมดาได้ยาก ในขณะที่ฝ่ายเสนอกก็อธิบายและยกตัวอย่างกฎหมายการลงทะเบียนอวตารแบบเคร่งครัดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พวกเขาพูดถึงการบังคับลักษณะพิเศษบนใบหน้าให้แตกต่างจากคนทั่วไปเช่น สีของดวงตา หรือติดโลโกบนใบหน้า นอกจากนี้ยังใช้กล้องอินฟราเรด[5]จับคลื่นความร้อนได้แต่ฝ่ายค้านก็แย้งว่าประชาชนทุกคนไม่มีเงินซื้อกล้องอินฟราเรดแต่ถ้าจะจัดเป็นสวัสดิการให้ก็จะใช้งบประมาณมหาศาล }

            แม้บรรยากาศบนเวทีจะตึงเครียดตลอดสองชั่วโมง ผมกลับหาวแล้วหาวอีก แปลกใจที่ตนเองมีสมาธิดูการดีเบตกับธรณีได้จนจบทีแรกจะดูแค่ไฮไลต์ย้อนหลัง แต่ธรณีบอกว่ามันไม่เหมือนฟังจริง

            “ประสบการณ์บางอย่างมันก็ไม่มีทางลัดถ้าไม่เสพก็ไม่รู้” ธรณีพูดคำคมประจำวัน

            ในตอนจบคณะกรรมการกล่าวปิดแล้วย้ำเตือนให้ประชาชนโหวตเลือกคำตอบภายในหนึ่งเดือน

            { “แล้วก่อนทำประชามติเขาต้องมีกฎห้าม เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ห้ามเผยแพร่ข้อมูลฝ่ายเดียว หรือทำโพลหลอก ๆมาปั่น...ไม่ใช่เหรอ” ผมนึกถึงร่าง พ.ร.บ. ประชามติที่ใกล้คลอดในช่วงเวลาก่อนผมจากมา คลับคล้ายคลับคลาว่ามีโทษติดคุกได้ถึงห้าปี

            “มีใครเขาทำกันด้วยเหรอตลกละ” ธรณีพูดเสียงสูงราวกับไม่เชื่อ “ห้ามไปทำไมในเมื่อทุกคนมีคริติคัลธิงกิ้งอยู่แล้วพวกเขาเช็กข่าวปลอมได้ด้วยตนเองและทุกคนก็รู้ว่าควรเชื่อข้อมูลจากช่องทางไหนไม่ให้มีเซเลกชันไบแอส  ดูข่าวทุติยภูมิก็ใช่หรือจะเป็นในชั้นศาลตอนพิจารณาคดี แต่ถ้าดีสุดคือการดีเบตเพราะให้โอกาสทั้งสองฝ่ายชี้แจงอย่างเท่าเทียม”

            “แล้วถ้าคนเลือกฟังดีเบตเฉพาะตอนที่ทีมของตัวเองพูดได้ไหมสมมุติฉันเชียร์หน้ากากอีกา ตอนที่หน้ากากสิงโตพูดก็เร่งข้ามไปเร็ว ๆก็ได้อยู่ดีรึเปล่า”

            “ใช่ก็คงมีคนส่วนน้อยที่เป็นแบบนั้นอยู่ จึงมีระบบคำถามคัดกรองก่อนโหวตขึ้นมาไง”

            คำตอบธรณีทำให้ผมเข้าใจกระจ่างชัดคำถามเหล่านี้มาจากการสุ่มโดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ถ้าหากไม่ฟังดีเบตตลอดทั้งอันอาจตอบไม่ถูกก็เป็นได้ สมมุติว่ามีกฎห้ามจริงตำรวจในยุคนี้ก็คงตามจับไม่หวาดไม่ไหวอยู่ดีเพราะทำประชามติกันเป็นว่าเล่นแทบทุกสัปดาห์ }

            “ท่านจะดูอีกเรื่องไหม” ชายผอมสูงถามหน้าตายังดูสดชื่นเปล่งปลั่ง ในขณะที่ผมขอบตาคล้ำแล้ว

            “พอเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปทำงานเดี๋ยวไม่ทันเหมือนวันนี้อีก ท่านยังไม่นอนเหรอ”

            “เรายังมีวิดีโอบันทึกการดีเบตอีกเรื่องกะว่าจะดูให้จบคืนนี้”

            “ฟิตเกินไปแล้ว นายนี่มันยอดมนุษย์จริงๆ” ผมอยากมีพรสวรรค์ที่นอนน้อยแต่สดชื่นเท่าเดิมบ้างทุกวันนี้อยู่ด้วยฤทธิ์ของคาเฟอีนผมเห็นธรณีกินกาแฟแค่วันละแก้วซึ่งน้อยกว่าผมสามเท่า ถ้าเป็นสมัยที่ผมเป็นนักกิจกรรมคงนั่งดูกับธรณีต่อตอนไปเข้าค่ายทัศนศึกษาผมเคยคุยเรื่องการเมืองกับปฐพีเพื่อนสนิทผมจนโต้รุ่งแต่อย่างว่าหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

            “แล้วแต่ท่านเลย เราไม่ปลุกท่านหรอกนะไม่ต้องขอร้องเรา” เพื่อนผมพูดดักทางไว้ก่อนความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา ซึ่งผมเข้าใจดี 

            ธรณีเข้าไปสิงสถิตอยู่ในห้องตนแล้วหลังจากอาบน้ำแปรงฟันเสร็จ ผมก็สั่งไอรินให้ปรับโซฟาเป็นเตียงนอนกลายเป็นว่าพอโดนน้ำกลับรู้สึกสดชื่นเปล่งปลั่งขึ้นผมทดลองนอนหลับตาดูครู่หนึ่งก่อนผุดลุกขึ้นนั่ง ความง่วงเมื่อครู่นี้หายไปแล้ว

            ผมหยิบมือถือขึ้นเปิดดูแอปมายไดอะรี มีหัวข้อหลายอันที่ผมจดไว้ว่าจะหาข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างที่ทำข่าวผมควรจะใช้เวลาว่างแบบนี้ศึกษาไว้ก่อน ขณะที่กำลังจะพิมพ์ค้นหาคำว่า ‘ดีเบตดูเอล’ ผมก็หยุดชะงัก

            “พอกันที นี่มันเวลาพักผ่อนนะ”ผมบอกตัวเอง ทำไมผมต้องเอามนุษย์งานอย่างธรณีเป็นเยี่ยงอย่างด้วยในเมื่อนี่เป็นเวลาพักผ่อนเมื่อวานผมก็ทุ่มเทให้กับงานเต็มที่จนหลับดึกตื่นสายแล้ว

            หลังจากที่ตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือแล้วผมก็สวมแถบคาดศีรษะเพื่อเข้าสู่โลกเสมือน ทีแรกว่าจะดูหนังตลกสุดท้ายก็เปลี่ยนใจเข้าเกมแบตเทิลเอิร์ธ แม้ว่าธรณีจะไม่จ้างผมเล่นต่อแล้วแต่เขาก็ยังไม่ริบไอดี[6]คืนผมจึงเข้าไปสานต่อเลเวลของตัวละครเดิมได้หลังจากห่างหายไปสองวัน การปลดปล่อยความอัดอั้นผ่านปลายกระบอกปืนหวนกลับมาอีกครั้งได้ลิ้มรสชาติของความมันสะใจเมื่อใช้ปืนยิงคู่ต่อสู้ล้มลง

            ค่ำคืนนี้กลายเป็นสมรภูมิรบที่ผมใช้เวลาอีกสองชั่วโมงกลายเป็นว่าได้นอนหลับตอนเที่ยงคืนเท่าเดิม

     


    [1]Conformity bias (คอนฟอร์มมิตี้ไบอัส) คือ อคติที่ทำให้คนเราคล้อยตามความคิดเห็นหรือการกระทำของกลุ่มเพื่อให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

    [2]12 Angry Men ภาพยนตร์ Courtroom Drama ฉายในปี 1957

    [3]DVD: Digital Versatile Disc แผ่นดิจิทัลอเนกประสงค์เป็นแผ่นข้อมูลแบบบันทึกด้วยแสงที่ใช้บันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ให้คุณภาพของภาพและเสียงที่ดีกว่า VCD

    [4]Ad Hominem ในทางตรรกะวิบัติ หมายถึง การโจมตีบุคคลที่โต้แย้งแทนที่จะโต้แย้งเนื้อหาของข้อเสนอหรือเหตุผลของเขา

    [5]กล้องอินฟราเรด(IR camera) คือกล้องที่ตรวจจับและแปลงรังสีอินฟราเรด(ความร้อน) ที่ปล่อยออกมาจากวัตถุให้กลายเป็นภาพที่มองเห็นได้

    [6]ID คือ รหัสประจำตัวผู้เล่น (User ID) หรือชื่อผู้ใช้ (Username) ที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบ (login)หรือระบุตัวตนในเกม

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน