บทที่ 6
ฟางหนิงฮวาคนใหม่
นับแต่นี้ต่อไปซูเฟยคงต้องปรับตัวเสียใหม่การมาอยู่ในร่างของฟางหนิงฮวานี้ทำให้นางต้องเปลี่ยนจากหญิงสาววัยทำงานมาเป็เด็กสาววัยแรกรุ่นก็ออกจะรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงแปลกทั้งหมดเสียทีเดียวเพราะในชีวิตที่ผ่านมานั้นก็เคยผ่าน่ของความเป็วัยรุ่นมาแล้วเพียงแต่ว่าวัยรุ่นของยุคนี้กับยุคนั้นก็คงจะไม่เหมือนกัน
ฟางหนิงฮวาคนใหม่ก้าวเดินลงบันไดไปอย่างไม่รีบร้อนนักเพราะห้องชั้นบนกับร้านขายซาลาเปาที่ชั้นล่างก็ไม่ได้ไกลกันแต่เมื่อมาถึงชั้นล่างแล้วสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ถึงกับทำให้ฟางหนิงฮวาต้องอ้าปากค้างผู้คนที่มาต่อคิวซื้อซาลาเปาที่ร้านของนางนั้นยาวเหยียดราวกับผู้คนที่ไปต่อคิวซื้อสมาร์ทโฟนยี่ห้อดังในห้างสรรพสินค้าเลยก็ว่าได้ไม่เพียงแต่ร้านซาลาเปาของนางร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งไม่รู้ว่าขายอะไรก็ขายดีเช่นกันจะว่าไปแล้วก็ไม่คิดว่าในเมืองเล็ก ๆอย่างเมืองถู่หยางจะมีการค้าขายที่รุ่งเรืองเช่นนี้
"หนิงฮวา…มัวยืนทำอะไรอยู่มารีบปั้นแป้งซาลาเปาเร็วเข้า เดี๋ยวจะต้องเอาไปส่งที่จวนต่าง ๆ อีก" นิ่งหรงมารดาของฟางหนิงฮวาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเดินลงบันไดมาแล้ว
ฟางหนิงฮวาคนใหม่ได้แต่ยืนงุนงงอยู่ชั่วครู่กว่าจะตั้งสติได้ก็หมดเวลาไปสองสามอึดใจจากนั้นจึงค่อยเดินมาช่วยมารดาปั้นแป้งซาลาเปาที่กองเป็ูเาเลากาอยู่บนโต๊ะ
"แต่ละวันพวกเราต้องทำซาลาเปากันเยอะถึงเพียงนี้เลยหรือท่านแม่" ฟางหนิงฮวาถามเพราะความทรงจำที่ได้มาจากเ้าของร่างเดิมนั้นไม่ค่อยละเอียดนักมีเพียงแต่เื่หลัก ๆ ที่ต้องรู้เท่านั้นเื่บางเื่ก็จำไม่ได้อย่างเช่นเื่นี้
"ถามอะไรของเ้าซาลาเปาที่ร้านของเราก็ขายดีอย่างนี้ทุกวันจำไม่ได้หรืออย่างไรหรือว่าจะป่วยจนเลอะเลือนไปแล้ว ไหนขอแม่ตรวจดูเ้าสักหน่อย" คนที่งุนงงยิ่งกว่าเห็นจะเป็มารดาของนางอยู่ ๆ บุตรสาวก็มาถามคำถามแปลก ๆ ทั้งที่เป็เื่ที่เห็นอยู่ทุกวันแท้ ๆก็ยังถามออกมาได้
"เ้าค่ะ" ฟางหนิงฮวาพยักหน้าเข้าใจ
กองแป้งซาลาเปาที่อยู่ตรงหน้าใหญ่มากคนที่ทำหน้าที่ปั้นและใส่ไส้ซาลาเปานั้นมีเพียงแค่นางกับมารดาเท่านั้นส่วนบิดามีหน้าที่นึ่งและขายซาลเปาอยู่ที่หน้าร้านเขาขายอยู่คนเดียวแต่ลูกค้ามาเยอะก็เลยทำให้ต้องรอนานกันบ้าง
ซาลาเปาที่กำลังนึ่งอยู่ส่งกลิ่นหอมฉุยโชยออกมาจากลังถึงทำเอาฟางหนิงฮวาที่เพิ่งตื่นรู้สึกหิวขึ้นมาทันทีแน่นอนว่าย่อมต้องเป็อย่างนั้นเพราะก่อนหน้าที่นางจะฟื้นขึ้นมานั้นนางอดข้าวไปสามวันสามคืนตอนที่ตื่นขึ้นมาถึงได้ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงสักเท่าไร
เสียงท้องร้องดังมาทีหนึ่งนิ่งหรงหันมามองบุตรสาวที่ผอมกะหร่องและดูขี้โรคของตนก่อนจะกล่าวว่า "อาหารเช้าอยู่ในครัวรีบไปกินแล้วรีบออกมาช่วยแม่ปั้นซาลาเปา"
"ขอบคุณเ้าค่ะท่านแม่" ฟางหนิงฮวาตอบรับด้วยความดีใจจากนั้นจีงวางซาลาเปาที่ปั้นเสร็จในมือลงแล้ววิ่งเข้าไปในครัวทันที
หญิงสาวใช้เวลากินข้าวไม่นานนักก็รีบกลับออกมาด้วยความเคยชินตอนทำงานอยู่ที่ร้านอาหารนางมักจะเร่งรีบเสมอเวลาที่มีลูกค้าเข้าเยอะดังนั้นเมื่อเห็นร้านซาลาเปามีลูกค้ามายืนรออยู่มากมายนางก็อดไม่ได้ที่จะรีบออกไปช่วยทำช่วยขาย
เมื่อมองสำรวจไปรอบ ๆร้านเห็นว่ามีคนแค่สามคนก็เพิ่งมาเอะใจ "แล้วท่านอารองเล่าเ้าคะวันนี้ไปส่งซาลาเปาแต่เช้าหรือ"
"ไปส่งซาลาเปาที่ไหนกันเล่าอารองของเ้ากลับบ้านนอกเมืองไปั้แ่เมื่อเช้าตรู่แล้วมีคนจากหมู่บ้านมาบอกว่าอาสะใภ้ของเ้าป่วย" นิ่งหรงตอบ
"แล้วท่านอาสะใภ้เป็อะไรมากหรือไม่" ฟางหนิงฮวาถามออกมาด้วยความเป็ห่วง
เหมือนว่าความเป็ห่วงนี้มันก่อเกิดขึ้นมาเองถึงแม้ว่าิญญาของซูเฟยที่อยู่ในร่างของฟางหนิงฮวาผู้นี้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้คนที่นี่แต่อาจจะเพราะว่านางเข้ามาอยู่ในร่างของคนสกุลฟางดังนั้นความรักความห่วงใยของคนครอบครัวเดียวกันจึงได้สะท้อนอยู่ในจิตใจของนางด้วย
นิ่งหรงนวดแป้งไปด้วยพูดไปด้วยว่า "ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็อย่างไรบ้างแต่ว่าท่านอาของเ้าก็คงจะพาหมอไปด้วยั้แ่เช้าแล้วล่ะอ้อ…แล้ววันนี้เ้าจะต้องทำหน้าที่ไปส่งซาลาเปาแทนซาลาเปาทั้งหมดแม่จัดไว้ให้บนโต๊ะแล้วเ้าไปตรวจดู"
"เ้าค่ะท่านแม่" ฟางหนิงฮวารับคำด้วยความตื่นเต้น
เพิ่งจะมาถึงเพียงวันแรกก็ได้รับหน้าที่ให้ไปส่งซาลาเปาเสียแล้วฟางหนิงฮวาดีใจมากเพราะว่าสถานที่ที่จะไปส่งซาลาเปานั้นกระจายอยู่ทั่วเมืองทั้งจวนเ้าเมือง จวนของคหบดีค้าหยก สถานศึกษาของเมืองนี้วันนี้นางจะได้ออกท่องเที่ยวสำรวจเมืองอย่างเต็มที่ไม่เสียแรงที่ตายแล้วมาเกิดที่นี่คิดไปแล้วเมืองนี้ก็น่าจะมีอะไรที่น่าสนุกอยู่ไม่น้อย
"จะให้นางไปจริงๆ หรือ ข้าว่าจะไม่ไหวเอานะ ร่างกายก็ออกจะอ่อนแอบอบบางถึงเพียงนั้นจะเดินไปถึงสถานศึกษาหรือไม่ก็ไม่รู้ ไว้ข้าไปเองดีกว่า" เสียงพูดดังมากจากทางหน้าร้านเป็เสียงฟางตวนบิดาของฟางหนิงฮวานั่นเอง
ที่เขาพูดเช่นนี้ก็เพราะรู้ว่าบุตรสาวของตนเองนั้นั้แ่เล็กจนโตมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงเชิญหมอมาตรวจกี่คนก็บอกว่าเป็ภาวะร่างกายอ่อนแอ หยินพร่อง ไม่สามารถรักษาได้ที่ผ่านมาเขาจึงไม่ให้บุตรสาวทำงานหนักอีกทั้งยังไม่ให้ไปไหนไกล ๆ ด้วยเพราะกลัวว่านางจะไปเป็ลมล้มพับที่อื่นแล้วจะช่วยไว้ไม่ทัน
“หากท่านพี่ออกไปแล้วผู้ใดจะขายของหน้าร้านเล่าข้ากับหนิงฮวาแค่สองคนคงไม่ทันหรอกนะ” นิ่งหรงหันไปพูดกับสามี
"ข้าไปได้เ้าค่ะท่านพ่อข้าแข็งแรงขึ้นแล้ว" ฟางหนิงฮวาตอบอย่างกระตือรื้อร้นนางอยากทำงานนี้มากจึงแสดงออกมาให้บิดามารดาเห็นว่าตนแข็งแรงแล้วจริง ๆ
จะว่าไปั้แ่วิญญาญของซูเฟยเข้ามาอยู่ในร่างของฟางหนิงฮวาร่างนี้ก็ดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิมแม้แต่ผู้เป็บิดามารดาที่อยู่ด้วยกันกับนางมาตลอดยังสังเกตได้ยามนี้ใบหน้าของนางไม่ได้ขาวซีดเหมือนดั่งคนป่วยแล้วทว่ากลับสดใสมีเืฝาดขึ้นมา
"ข้าว่านางดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะให้นางลองดูเถอะ" นิ่งหรงกล่าว
แต่ว่าก่อนที่จะไปนั้นนางจะต้องช่วยมารดาปั้นซาลาเปาให้ได้สามร้อยลูกก่อนเพราะตอนที่นางเอาซาลาเปาไปส่งนั้นมารดาของนางจะต้องปั้นคนเดียวกลัวว่าน่าจะไม่ทันขายซาลาเปาสามร้อยลูกสำหรับฟางหนิงฮวานั้นไม่ถือว่าเป็เื่ที่หนักหนาสาหัสอะไรเพราะชาติที่แล้วนางเป็ถึงเชฟมืออาชีพการันตีรางวัลมากมายดังนั้นเวลาเพียงไม่ถึงสองเค่อนางก็สามารถปั้นซาลาเปาทั้งหมดออกมาได้สำเร็จทำเอาบิดามารดาถึงกับอึ้งเพราะไม่เคยเห็นบุตรสาวมีความสามารถเช่นนี้มาก่อน
ปั้นซาลาเปาเสร็จหญิงสาวก็เดินไปคว้าเอากล่องใส่ซาลาเปาที่เตรียมเอาไว้แล้วยิ้มอย่างสดใสให้กับบิดามารดาหนึ่งที "ข้าไปก่อน แล้วจะรีบกลับมาเ้าค่ะ"
ท่าทางที่แปลกไปของบุตรสาวในวันนี้ทำเอาสองสามีภรรยาถึงกับมองหน้ากันอย่างงุนงงทั้งร่างกายที่ดูแข็งแรงขึ้นและความกระตือรือร้นที่ผิดปกติของนางช่างแตกต่างจากฟางหนิงฮวาในเมื่อก่อนลิบลับสองสามีภรรยามองหน้ากันอยู่อย่างนั้นจนในที่สุดฟางตวนก็กล่าวประโยคหนึ่งออกมา "ข้าว่าคงต้องให้ท่านหมอมาตรวจดูนางอีกสักหน่อย คิดว่าบางทีนางอาจจะป่วยจนสมองได้รับการกระทบกระเทือนก็เป็ได้"
“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันนี่ดูไม่เหมือนลูกสาวของพวกเราเลยสักนิด” นิ่งหรงพยักหน้าเห็นด้วย