ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วัน เขาก็เปิดทั้งหมดสี่เส้นลมปราณกระทั่งตอนนี้ถึงเส้นลมปราณที่เจ็ดแล้ว นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพราะเขาได้การช่วยเหลือจากเตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่ง แก่นสัตว์อสูรระดับสามและศิลาวิญญาณชั้นต่ำ
หานเฟิงควบคุมกำลังภายในแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว "กำลังภายในเส้นลมปราณที่เจ็ดยังไม่เสถียร ก่อนหน้านี้ไม่ง่ายเลยกว่าข้าจะฝึกกำลังภายในเส้นลมปราณที่หกได้สำเร็จถึงเจ็ดแปดส่วน บัดนี้เป็นเพราะทะลวงผ่านเส้นลมปราณที่เจ็ด จึงลดลงไม่น้อย"
"ข้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว จำเป็นต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดของข้าให้กับการฝึกควบคุมกำลังภายในกับฝึกฝนมือสลายกระดูกแล้ว"
ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับในการฝึกยุทธ์ขั้นต่ำระดับหนึ่งเป็นชั้นยอดท่ามกลางผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับในการฝึกยุทธ์ขั้นต่ำ เหนือขึ้นไปจึงจะเป็นผู้ที่มีระดับในการฝึกยุทธ์ขั้นกลาง
ผู้ที่มีระดับในการฝึกยุทธ์ขั้นกลางหมายความว่าหากมีเคล็ดวิชาที่เหมาะสม การที่ระดับพลังจะไปถึงขั้นล้ำลึกนั้นเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
แต่หากต้องการก้าวหน้าจากระดับในการฝึกยุทธ์ขั้นต่ำไปเป็นระดับในการฝึกยุทธ์ขั้นกลาง จะต้องมีน้ำพุวิญญาณระดับสูงยิ่งกว่านี้ หรือก็คือน้ำพุวิญญาณที่กลั่นจากน้ำยาต้นกำเนิดที่หลอมโดยเปลวไฟหยกชิงหลวน
ในตอนนี้เขายังไม่สามารถทำได้
กล่าวอีกอย่างคือ หากไม่ฝึกฝนเคล็ดวิชาไฟวิเศษเก้าเปลวไฟไปถึงชั้นสอง ระดับในการฝึกยุทธ์ของหานเฟิงทำได้เพียงหยุดอยู่ที่ขั้นต่ำระดับหนึ่ง ไม่สามารถก้าวหน้าไปกว่านี้ได้
ขณะที่เข้าสู่เรือนแห่งกาลเวลาเพื่อฝึกฝนมือสลายกระดูกอีกครั้ง หายเฟิงรับรู้ได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน
แววตาของหานเฟิงปรากฏร่องรอยความยินดีแวบขึ้นมา "ก่อนหน้าข้ายังคิดว่าสำเร็จขั้นสมบูรณ์ก่อนงานประลองระหว่างตระกูลเป็นขีดจำกัดแล้ว บัดนี้ดูเหมือนว่าจะสำเร็จขั้นสมบูรณ์สูงสุดก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"
ก่อนหน้านี้ หานเฟิงก็ใช้เวลาฝึกกรงเล็บสยบนิ่งให้สำเร็จขั้นสมบูรณ์สูงสุดเพียงหนึ่งเดือนกว่า ๆ เท่านั้น
ตอนนี้เขามีประสบการณ์แล้ว แน่นอนว่าเขาฝึกมือสลายกระดูกย่อมร่นเวลาไปได้ไม่น้อย ผนวกกับผลประโยชน์ที่ได้จากเรือนแห่งกาลเวลาและการก้าวหน้าของระดับในการฝึกยุทธ์ มือสลายกระดูกที่ฝึกฝนได้ยาก หานเฟิงใช้เวลาไม่นานก็ฝึกฝนจนสำเร็จขั้นสมบูรณ์ อยู่ระหว่างทางไปสู่ขั้นสมบูรณ์สูงสุด
ยามบ่ายก่อนงานประลองระหว่างตระกูลหนึ่งวัน
ณ ชั้นหนึ่งของหอคอยเพลิงสวรรค์เก้าเปลวไฟ กระแสพลังที่ผันผวนบนร่างกายหานเฟิงในที่สุดก็มั่นคงแล้ว
"กำลังภายในเส้นลมปราณที่เจ็ดในที่สุดก็เสถียรแล้ว ด้วยระดับพลังในตอนนี้ของข้า บวกกับกรงเล็บสยบนิ่งขั้นสมบูรณ์สูงสุด และมือสลายกระดูกที่ใกล้จะเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์สูงสุด คาดว่าต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามัญระดับปลายขั้นต้นก็คงไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ"
"หากข้าใช้ไฟสามัญโจมตี ขั้นสามัญระดับปลายขั้นกลางถึงขั้นสูงก็ยังสังหารได้"
"ถึงแม้จะเป็นขั้นสามัญระดับปลายขั้นปลาย ห่างจากขั้นมนุษย์เพียงหนึ่งก้าว ข้าก็สามารถสู้อย่างสูสีได้!"
ในขอบเขตพลังขั้นสามัญ ขั้นสามัญระดับกลางฝึกฝนได้ยากที่สุด ใช้เวลามากที่สุด อีกทั้งยังเป็นระดับที่ระดับพลังทิ้งห่างกันมากที่สุด
ส่วนขั้นมนุษย์ระดับต้นและขั้นมนุษย์ระดับปลาย ไม่ได้ฝึกฝนยากเย็นเพียงนั้น ช่างว่างระหว่างระดับไม่ได้ใหญ่โตเหมือนขั้นสามัญระดับกลาง
หานเฟิงออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งในตระกูลหาน
ลานฝึกสัตว์อสูรตระกูลหาน
สัตว์อสูรที่ตระกูลหานจับมาถูกขังอยู่ที่นี่ นับแต่ระดับหนึ่งถึงระดับสี่
ส่วนขั้นสัตว์อสูรระดับห้า กลับจับได้ไม่ง่ายเพียงนั้น ดังนั้นตระกูลหานจึงไม่มีตั้งแต่แรก
สัตว์อสูรเหล่านี้มีไว้ให้คนอย่างหานเฟิงใช้ฝึกต่อสู้
อย่างไรก็ตามสัตว์อสูรเหล่านี้ขาดจิตวิญญาณในการต่อสู้ไปแล้ว ไม่อาจเทียบกับสัตว์อสูรระดับเดียวกันบนเขาได้แม้แต่น้อย ถึงแม้หานเฟิงจะไม่พึงพอใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
พรุ่งนี้เป็นงานประลองระหว่างตระกูลแล้ว และตอนนี้ก็เป็นยามบ่ายแล้ว เดิมทีก็ไม่มีเวลาพอให้ไปเขายอดหยก
"ท่านมีอันใดจะสั่งหรือขอรับ? "
ผู้คุ้มกันตระกูลหานที่เฝ้าสัตว์อสูรเห็นหานเฟิงมา ก็รีบก้าวออกมาเอ่ยถามอย่างประจบประแจงทันที
หากเป็นก่อนหน้านี้ ผู้คุ้มกันตระกูลหานเหล่านี้ย่อมไม่มีทางสนใจเขา ทว่าสำหรับหานเฟิงในตอนนี้ พวกเขาย่อมไม่กล้าดูแคลนอีก
ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมงานประลองระหว่างตระกูลล้วนแต่เป็นหัวกะทิของตระกูลหาน ภายหน้าพวกเขาอย่างน้อยก็ต้องเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์ กระทั่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับปลายก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ในตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์ตระกูลหานมีราว ๆ ร้อยคน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นมนุษย์ระดับต้น ขั้นมนุษย์ระดับกลางก็นับว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงขั้นมนุษย์ระดับปลาย
ผู้คุ้มกันเหล่านี้พอมีภูมิหลังอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเทียบกับว่าที่เสาหลักของตระกูลหานเหล่านี้ พวกเขาไม่นับเป็นอันใด
หากล่วงเกินหัวกะทิเหล่านี้ พวกเขาก็จบสิ้นแล้ว
เมื่อมีหอคอยเพลิงสวรรค์เก้าเปลวไฟ เป้าหมายของหานเฟิงย่อมเป็นทั้งอาณาจักรต้าจิ้น
สำหรับทั้งอาณาจักรต้าจิ้นแล้ว มีเพียงกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสวรรค์ ถึงจะนับได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
หานเฟิงเอ่ย "เลือกสัตว์อสูรระดับสามมาให้ข้าสักตัว ข้าจะทดสอบวิชาของข้าสักหน่อย"
ผู้คุ้มกันกล่าวอย่างลังเล "สัตว์อสูรระดับสามร้ายกาจมากนะขอรับ ท่านแน่ใจหรือ? "
ผู้คุ้มกันเหล่านี้ยังคิดว่ากำลังภายในของหานเฟิงอยู่เพียงเส้นลมปราณที่สี่เท่านั้น
หานเฟิงกล่าวยิ้ม ๆ "วางใจเถอะ พวกมันไม่ใช่สัตว์อสูรบนเขา"
ผู้คุ้มกันคิดว่าใช่แล้ว พลังต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับสามขั้นต้นในตระกูลที่สูญเสียจิตวิญญาณในการต่อสู้ไปเหล่านั้น เทียบได้กับสัตว์อสูรระดับสองขั้นปลายบนเขา ทั้งความอันตรายของพวกมันยังไม่มาก
ในไม่ช้า ผู้คุ้มกันผู้นั้นก็พาหานเฟิงไปถึงกรงขนาดใหญ่กรงหนึ่ง ข้างในขังสัตว์อสูรเสือดาวขนาดใหญ่ตัวหนึ่งเอาไว้
มันเป็นสัตว์อสูรระดับสามขั้นกลาง
ผู้คุ้มกันเอ่ยแนะนำ "นี่เป็นเสือดาวเมฆา สัตว์อสูรระดับสามขั้นกลาง มันถูกจับมาสามปีแล้วขอรับ ตอนที่เสือดาวเมฆาตัวนี้ถูกจับ มันยังอยู่ในระดับสามขั้นต้น"
หานเฟิงพยักหน้าบ่งบอกว่าเข้าใจ
สัตว์อสูรขั้นกลางระดับสามเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดหกเส้นลมปราณ เพราะมันขาดจิตวิญญาณในการต่อสู้ มันจึงเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดห้าเส้นลมปราณ
หลังจากกรงเปิดออกและหานเฟิงเดินเข้าไปแล้ว เสือดาวเมฆาก็เหลือบมองมายังหานเฟิงอย่างเกียจคร้านแวบหนึ่ง ไม่แม้กระทั่งยกหัวของมันขึ้นมา
หานเฟิงขมวดคิ้ว "มันขาดจิตวิญญาณเกินไปแล้วกระมัง"
หานเฟิงเดินเข้าไปหาเสือดาวเมฆา เสือดาวเมฆามองมายังหานเฟิงอย่างระแวดระวังในทันที ทว่ายังคงไม่เคลื่อนไหว เมื่อหานเฟิงเข้าใกล้ เสือดาวเมฆากลับถอยหนี ทว่ายังคงไร้ความคิดจะจู่โจมหานเฟิง
ดวงตาของหานเฟิงมืดครึ้มลง แผ่จิตสังหารออกมาจากร่างกาย
จิตสังหารนี้สำหรับครูฝึกหลินและคนอื่น ๆ แล้วอาจไม่สลักสำคัญอันใด ทว่ากับเสือดาวเมฆาที่อยู่ระดับสามขั้นกลางธรรมดา ๆ แล้วย่อมแตกต่างออกไป
เสือดาวเมฆาส่งเสียงร้อง ความระแวดระวังในแววตามันแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว มันร่นถอยอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ร้องคำรามใส่หานเฟิงด้วยความหวาดกลัว
เมื่อหานเฟิงเข้าใกล้อีกครั้ง เสือดาวเมฆาในที่สุดก็ทนไม่ไหว มันกระโจนเข้าใส่หานเฟิง หานเฟิงหลบหลีกมัน จากนั้นโผล่ไปด้านข้าง ๆ เสือดาวเมฆาแล้วยื่นมือไปคว้ามัน
"มือสลายกระดูก!"
เสือดาวเมฆาส่งเสียงร้องอย่างทุกข์ทรมานออกมา ทั้งตัวมันทรุดลงกับพื้น เสียงร้องคำรามของเสือดาวเมฆาอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ไม่นานก็เงียบสนิท
"กระดูกเกือบเก้าในสิบส่วนของมันแตกเป็นเสี่ยง ๆ แล้ว ข้าอยู่ห่างจากขั้นสมบูรณ์สูงสุดเพียงแค่หนึ่งก้าวแล้ว"
เมื่อออกมาจากกรงขัง หานเฟิงก็เอ่ยถาม "มีสัตว์อสูรที่พึ่งจับมาใหม่หรือไม่?เสือดาวเมฆาตัวนี้อ่อนแอเกินไปแล้ว"
ผู้คุ้มกันนึกชื่นชมขึ้นมา ถึงแม้มันจะเป็นสัตว์อสูรขั้นกลางระดับสามที่สูญเสียจิตวิญญาณในการต่อสู้ แต่มันก็ยังเป็นสัตว์อสูรขั้นกลางระดับสามเชียวนะ
เขาฆ่าเสือดาวเมฆาได้ง่ายดายเช่นนี้ ผู้เยาว์ตระกูลหานที่ต่ำกว่าสิบห้าในตอนนี้มีสักกี่คนที่ทำได้กัน?
แม้กระทั่งในบรรดาผู้เยาว์ตระกูลหานอายุระหว่างสิบห้าถึงยี่สิบปีที่อยู่ในลานฝึกหลัก ก็มีค่อนครึ่งที่ทำไม่ได้กระมัง