ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

    บทที่ 110 กลับเข้าเมืองหลวง

    บทที่ 110 กลับเข้าเมืองหลวง

     

    แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณของวันใหม่คืบคลานเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงมาด้วยความเร็วแสงจนฝุ่นตลบอบอวล ม้าเร็วสองตัวที่นายจั่นคัดสรรฝีมือมาอย่างดี เนื้อตัวของทั้งคนและม้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและเขม่าควันจากการเดินทางข้ามคืนโดยไม่หยุดพัก

    “หยุด! ประตูเมืองยังไม่เปิดตามเวลา ใครบังอาจควบม้ากระหืดกระหอบเข้ามา!” เสียงทหารยามเฝ้าประตูเมืองตวาดลั่น พลันขยับหอกยาวในมือขึ้นตั้งท่าเตรียมสกัดกั้น

    พลม้าเร็วไม่รอช้า เอื้อมมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วสะบัดวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา แสงแดดรำไรสะท้อนเข้ากับ "ป้ายเหล็กสลักลายประจำเรือนท่านเจ้าคุณพระยาเรืองฤทธิ์" เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองเมื่อเห็นตราประทับที่คุ้นตาชัด ๆ ถึงกับหน้าถอดสี รีบเก็บหอกดึงสลักเปิดประตูเมืองบานยักษ์ให้แยกออกทันทีโดยไม่มีการซักไซ้ไล่เลียงให้เสียเวลา

    “ผ่านไปได้! เปิดทางเร็ว!”

    ม้าศึกสองตัวหวดฝีเท้าผ่านซุ้มประตูเมืองหลวงตรงดิ่งเข้าสู่เขตพระนครอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ เป้าหมายของพวกเขายามนี้ไม่ใช่เรือนพัก ทว่าคือ "กรมตระลาการ" (หน่วยงานพิจารณาพิพากษาคดีและดูแลความสงบเรียบร้อย) ซึ่งเรื่องกองทัพต่างแดนลักลอบเข้ามาเข่นฆ่าคนไทยถึงในเขตแดนเช่นนี้ ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ขั้นสูงสุดที่ชักช้าแม้เพียงอึดใจเดียวมิได้

    ฮี้ฮรี่รรรๆๆๆ!

    เสียงเบรกม้าดังสนั่นอยู่หน้าตึกกรมตระลาการ พลม้าเร็วเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว วิ่งกระหืดกระหอบฝ่าเจ้าหน้าที่เวรยามด้านหน้าเข้าไปด้านในอย่างไม่คิดชีวิต นายเวรผู้รับเรื่องยามเช้าขมวดคิ้วแน่นกำลังจะอ้าปากต่อว่าที่มารบกวนแต่เช้าตรู่ ทว่าเมื่อพลม้าเร็วส่งป้ายประจำเรือนท่านเจ้าคุณ ท่าทางของเจ้าหน้าที่ทุกคนในกรมก็เปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียดในพริบตา

    “เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับใต้เท้า! คณะเดินทางของแม่หญิงพิมและคุณหญิงไหมแก้ว ถูกกองกำลังจอมเวทอังวะนับสี่สิบชีวิตซุ่มโจมตีที่จุดพักม้าชายป่าขากลับขอรับ!” พลม้าเร็วรายงานเสียงสั่นด้วยความตื่นตระหนก

    คำรายงานนั้นทำให้บรรยากาศในกรมตระลาการเงียบกริบดุจป่าช้า ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของเหล่าเจ้าหน้าที่ที่วิ่งวุ่นจัดเตรียมกำลังพลและแจ้งเรื่องไปยังผู้ใหญ่ในพริบตา

    หมอกยามเช้าค่อย ๆ ถูกแสงอาทิตย์รำไรเผาจางไป ควันไฟจากเพลิงอาคมที่มอดดับพวยพุ่งเป็นสายบาง ๆ ปกคลุมค่ายพักแรมชั่วคราวที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง คณะเดินทางอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าอิดโรย ทว่าทุกคนรู้ดีว่าชัยภูมินี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปจึงต้องเร่งรีบจัดเตรียมขบวนเพื่อเคลื่อนย้าย ที่ข้างเกวียนหลัก ทัพและหนวดกำลังนั่งกัดฟันข่มความเจ็บปวด ยามที่คุณหญิงไหมแก้วสั่งให้บ่าวใช้สำลีชุบน้ำว่านสมุนไพรสดและยาผงตบลงบนบาดแผลฉกรรจ์เพื่อห้ามเลือดและถอนพิษอาคมเบื้องต้น

    ห่างออกไปเล็กน้อย แม่หญิงพิมกำลังตรวจเช็กความเรียบร้อยของอาวุธปืน นิ้วเรียวเก็บบรรจุซองกระสุนที่เหลือเพียงไม่กี่ซองเข้ากระเป๋าหนังคาดเอวอย่างทะนุถนอม ก่อนที่นางจะก้าวเท้าสม่ำเสมอตรงไปยังร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพอังวะ โดยมีโทโมเอะเดินคุมเชิงอยู่เคียงข้าง

    พิมย่อกายลง ใช้ปลายกระบอกปืนเขี่ยคอเสื้อที่ขาดวิ่นของศพออก แสงแดดรุ่งสางส่องกระทบให้เห็น "รอยสักอาคมสีหมึกคล้ำรูปงูสามหัว" ที่สลักอยู่ตรงต้นคออย่างเด่นชัด มันทอประกายปราณทมิฬจาง ๆ ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อสิ้นใจ และเมื่อพิมเอื้อมมือไปดึงถุงผ้าขนาดเล็กที่ผูกอยู่ข้างเอวของมันออก ก็พบ "ป้ายหยกทมิฬ" แกะสลักลวดลายดวงตาปีศาจอยู่กึ่งกลาง

    “นี่มัน...” พิมพึมพำพลันส่งป้ายหยกชิ้นนั้นให้พวกทหารดู

    นายจั่นรับป้ายหยกไปพินิจดูเพียงอึดใจ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือดลงทันที

    “นี่มันตราประจำ ‘สำนักโคมดำ’ ขอรับแม่นาย! มันเป็นสำนักอาคมอิสระที่ทรงอิทธิพลและเหี้ยมโหดที่สุดในแผ่นดินอังวะ!” จั่นขบกรามแน่น น้ำเสียงเคร่งเครียด

    “ข่าวกระซิบในหมู่พรานและทหารแดนหน้าท่าจะจริงเสียแล้ว ที่ว่ายามนี้ทางอังวะกำลังกวาดต้อนและรวบรวมจอมอาคมสายดำทั่วทั้งประเทศของมันมาตั้งกองพลเฉพาะกิจ... การที่พวกมันโผล่มาถึงที่นี่ ย่อมแสดงว่าพวกมันเริ่มขยับขยายสายตาและคมดาบเข้ามาประชิดขอบขันธสีมาของเราแล้วขอรับ!”

    เวลาเดียวกันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามายังห้องนอนภายในเรือนไทยหลังใหญ่แบบจีน นิน ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในสมอง ลางสังหรณ์ประหลาดที่รบกวนจิตใจเขามาตลอดทั้งคืนยังคงไม่จางหาย หลังจากล้างหน้าล้างตาให้สติแจ่มใส เขาก็ก้าวลงมาจากเรือนเพื่อร่วมสำรับเช้ากับท่านเจ้าคุณพระยาเรืองฤทธิ์

    ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ตักข้าวเข้าปาก ท่านเจ้าคุณก็โบกมือให้บ่าวไพร่นำหีบไม้ขนาดเล็กใบหนึ่งเข้ามาวางเบื้องหน้า เมื่อเปิดออกดูพบว่าเป็นม้วนกระดาษและบันทึกสายลับที่อัดแน่นไปด้วยอักษรจีนโบราณที่นินเคยไหว้วานให้ช่วยสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในแผ่นดินมังกร

    “ข้อมูลของรัฐจ้าวและสถานการณ์แดนเหนือที่เจ้าอยากได้... ฉันให้คนไปคัดสำเนาและแปลความมาให้ครบถ้วนแล้วพ่อนิน” ท่านเจ้าคุณเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับแฝงความห่วงใย

    “กินข้าวปลาให้เรียบร้อยเสียก่อนเถิด แล้วค่อยไปตรวจดู”

    “ขอบพระคุณครับลุง” นินน้อมรับคำ พยายามข่มความกระวนกระวายใจแล้วจัดการสำรับเช้าตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

    หลังจากทานข้าวเรียบร้อย นินก็ปลีกตัวเข้าไปในห้องหนังสือส่วนตัวทันที เขาคลี่ม้วนกระดาษทั้งหมดออกกางบนโต๊ะยาว สายตาคมกริบกวาดอ่านอักษรทุกตัวอย่างละเอียดรอบคอบ ทว่ายิ่งอ่าน ผิวหน้าของเขาก็ยิ่งทวีความเคร่งเครียด คิ้วทั้งสองข้างขมวดม้วนเข้าหากันจนแทบเป็นปม

    ข้อมูลล่าสุดระบุชัดเจนว่า ยามนี้ทัพของรัฐฉิน กำลังเปิดฉากกรีธาทัพทมิฬเข้าถล่มและบดขยี้รัฐหานอย่างบ้าคลั่ง!

    “รัฐหานกำลังจะล่ม... สถานการณ์ไม่ต่างจากที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้เลย” นินพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแผ่วเบาทว่าสั่นเครือ

    “ถ้าหานแตก... รายต่อไปที่จะถูกขยี้ก็คือรัฐจ้าว และมันจะต้องพินาศในไม่ช้าแน่นอน”

    นินลุกขึ้นเดินก้าวไปก้าวมาในห้อง ทุบกำปืนลงบนฝ่ามือตัวเองอย่างลืมตัว เขาตระหนักได้ทันทีว่าตนเองจะช้าไม่ได้อีกแล้ว แผนการกลฉ้อฉลอันเหนือชั้นของรัฐฉิน ไม่ว่าจะเป็นการติดสินบนขุนนางกังฉินในรัฐจ้าว หรือการปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของยอดแม่ทัพ กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้าอย่างแน่นอน!

    เป้าหมายสูงสุดของฉินคือการกำจัด หลี่มู่ พญาเหยี่ยวแห่งแดนเหนือ ยอดขุนพลคนสำคัญที่เป็นปราการด่านสุดท้ายของรัฐจ้าว

    “ถ้าหลี่มู่ตาย... รัฐจ้าวก็จบสิ้น และแผ่นดินจะนองเลือดมากกว่าที่ควรจะเป็น” นินขบคิดอย่างจริงจัง

    “แต่เราจะเตือนหลี่มู่อย่างไรดี? ขืนส่งจดหมายไปโต้ง ๆ หรือบอกความจริงตรง ๆ คนระดับเขาไม่มีทางเชื่อคนแปลกหน้า และอาจจะมองว่าเป็นกลลวงของข้าศึกด้วยซ้ำ... เราต้องเตือนโดยที่เขาไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกเตือน และต้องส่งสารนี้ผ่านกลยุทธ์ที่แนบเนียนที่สุด”

    นินทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง แววตาคมกริบฉายประกายลึกล้ำ เขากำลังใช้สติปัญญาจากโลกอนาคตผสมผสานกับตำราพิชัยสงคราม เพื่อคิดค้นแผนการ "ปั่นหัวซ้อนกลฉิน" และส่งคำเตือนที่เป็นปริศนาลับไปถึงมือยอดแม่ทัพแห่งยุคให้จงได้!

    ไอแดดเริ่มแผดเผา ม่านหมอกทมิฬสลายตัวไปจนสิ้น ขบวนเกวียนและผู้บาดเจ็บเริ่มเคลื่อนตัวเดินทางกลับคืนสู่เมืองหลวงอย่างระมัดระวังสูงสุด โดยมีโทโมเอะ วาส และเป็ด ควบม้าศึกขนาบข้างคุมเชิง คอยสอดส่องสายตาเข้าสู้พงหญ้ารกชัฏตลอดสองข้างทางเพื่อป้องกันการซุ่มโจมตีซ้ำสอง

    ระหว่างที่อาชาศึกควบเหยาะย่างเป็นจังหวะ พิมขยับม้าเข้าไปใกล้เป็ด ก่อนจะเอ่ยปากซักถามถึงชนวนเหตุที่แท้จริงด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

    “นายเป็ด... ที่ว่าท่านขุนนินมีลางสังหรณ์ใจจนส่งพวกเจ้าตามมาช่วยฉันน่ะ แท้จริงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นในเมืองหลวงกันแน่?”

    เป็ดหันมามองพิมพลันลดเสียงต่ำลงเล่าความจริง

    “ก่อนที่พวกกระผมจะควบม้าแยกตัวออกมา ไม่มีอะไรขอรับระหว่างการประลองมีช่วงพักอยู่ท่านขุนก็เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเท่านั้นเหมือนว่าเป็นความรู้สึกของพวกจอมเวทย์อะไรแบบนั้นขอรับ" พิมขมวดคิ้วเช่นนั้นก็ไม่มีมูลเหตุงั้นหรือ

    ‘พวกอังวะไม่ได้ต้องการแค่ตัวเราเพื่อล้างแค้น หรือแค่ละโมบอยากได้ปืนวิเศษแน่ ๆ เพราะพวกนั้นไม่น่าจะรู้เรื่องปืน...’ พิมครุ่นคิดในใจ แววตาฉายประกายเยือกเย็นพลันคิดได้ถึงเหตุผลหนึ่ง

    ‘หรือว่ามันต้องการใช้เราเป็นชนวนเหตุในการจุดชนวนสงครามอันแน่...นี่มีความเป็นไปได้เพราะไม่งั้นก็ไม่มีเหตุผลอื่นแล้วนี่!’

    นางตระหนักดีว่า ท่านเจ้าคุณพระยาเรืองฤทธิ์รักและเอ็นดูนางประดุจดั่งดวงใจ หากนางถูกพวกอังวะจับตัวไปแผ่นดินต้องลุกเป็นไฟ ท่านเจ้าคุณย่อมทำทุกวิถีทาง—แม้กระทั่งการยกทัพบุกข้ามพรมแดนไปยังแดนอังวะเพื่อพานางกลับคืนมาอย่างแน่นอน และการกระทำนั้นเอง... จะกลายเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมระดับสากลที่ทำให้อังวะสามารถประกาศสงครามและยกทัพบดขยี้แผ่นดินสยามได้อย่างไร้ข้อครหา!

    “แผนการมันลึกซึ้งและเหี้ยมโหดกว่าที่คิดไว้มากนัก...” พิมพึมพำเสียงแผ่ว รู้ดีว่าศึกครั้งนี้โยงใยไปถึงความอยู่รอดของบ้านเมืองเสียแล้ว

    กลับมาทางเมืองหลวงทันทีที่ม้าเร็วขี่กระหืดกระหอบส่งข่าวจากกรมตระลาการมาถึงเรือนท่านเจ้าคุณ นินที่กำลังจมกองเอกสารก็สปริงตัวลุกขึ้นราวกับติดสปริง หัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาด้วยความห่วงใยพิม เขาไม่รอช้ารีบควบรถม้าออกมารอดักรับขบวนเกวียนที่หน้าประตูเมืองหลวงทันที

    รอจนบ่ายแก่ๆ ขบวนเดินทางอันแสนอิดโรยเคลื่อนเข้ามาในสายตา นินก็รีบกระโดดลงจากรถม้าแล้วปรี่เข้าไปหาทันที เมื่อเห็นพิมยังอยู่ดีมีสุข ครบสามสิบสองประการไม่มีรอยขีดข่วน ชายหนุ่มก็ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ยาว ก่อนจะเปลี่ยนโหมดฉีกยิ้มกว้างกวนประสาททันทีเพื่อทำลายความตึงเครียด จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นรถม้าของพิม

    “ได้ยินว่าเกิดเรื่องผมร้อนใจนักยังดีที่ไม่เป็นอะไร"เขายิ้มแล้วกล่าวต่อ

    “รู้ไหมว่าสองสามวันมานี้ผมทำเรื่องใหญ่ไว้ไม่น้อยเลยนะสร้างชื่อเสียงให้ท่านบ้าไม่น้อยเลย” นินเล่าเรื่องการแจกวุ้นเส้นและการขายข้าวสารอย่างสนุก พิมถามอย่างสงสัย

    “แล้วนายไปเอาข้าวมาจากไหนล่ะ” นินหัวเราะแล้วกดเสียงต่ำ

    “ถามได้ก็ข้าวของ มยุรี ไงคือแบบนี้นะ” นินเล่าเรื่องการขโมยข้าวให้พิมพังทำเอาพิมตาโตแล้วตีเขา

    “ทำอะไรน่ะเกิดโดนจับได้จะทำอย่างไร” นินหัวเราะ

    “จับผมนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก” พิมหลอกตา ไหมแก้วยิ้มออกมา

    “พ่อคนนี้ล่ะก็... ช่างเจรจานัก เรื่องคอขาดบาดตายยังเอามาพูดให้ขบขันได้”

    ความอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่อบอวลขึ้นมาในพริบตา ทำเอาไอสังหารและคราบน้ำตาจากสมรภูมิเลือดเมื่อคืนมลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์ พิมอมยิ้มน้อย ๆ นัยน์ตาคู่สวยที่เคยดุดันเด็ดเดี่ยวบัดนี้ทอดมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ความเหนื่อยล้าทั้งหมดปลิวหายไปในอากาศ เพียงเพราะได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงกวน ๆ ของเขาอีกครั้ง

    ภายในห้องโถงกว้างที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหนาอันมิดชิด แสงแดดรำไรยามเช้าไม่อาจส่องสว่างเข้ามาได้ทั่วถึง มีเพียงแสงสลัวจากเปลวเทียนที่วูบไหวตามแรงลม ขับเน้นให้บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงัดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความลับ

    ท่ามกลางความสลัวนั้น ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มรูปงามผู้มีโครงหน้าคมคายกำลังนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวยักษ์ นัยน์ตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องไปยังแผ่นกระดาษรายงานด่วนที่สุดที่เพิ่งส่งมาอย่างไม่วางตา

    ชายหนุ่มหล่อเหลาผู้นี้... จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก มังรา…

     

    คล้ายกับเรื่องข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย ที่คุณอ่าน