กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 5 บทที่ 140 เดิมพัน

    บทที่ 140 เดิมพัน

            ในลานเรือน มีหินสีม่วงเข้มก้อนใหญ่วางอยู่บนพื้นถัดจากทะเลสาบดูไม่เข้ากับทิวทัศน์อันงดงามของที่นี่เลย

            นี่คือหินเกล็ดม่วงที่มีพื้นผิวเรียบราวกระจก รัศมีสีม่วงจางๆ แต่มีความแข็งแกร่งมากเป็นวัสดุหลอมอาวุธ โดยทั่วไปจะใช้สร้างเกราะ มีประสิทธิภาพในการป้องกันชั้นเยี่ยม

            และหินหยาบก้อนนี้ ก็คือเป้าหมายของทุกคน...

            เพราะสำหรับคนที่นี่ เป้าธนูธรรมดานั้นง่ายเกินไป โดนธนูเพียงดอกเดียวก็พังแล้ว

            ความจริงแล้ว หินเกล็ดม่วงนี้เสวี่ยหานเฟยเป็นคนนำออกมาว่ากันว่าเขาซื้อหินก้อนนี้จากตลาดในเมืองชุยเสวี่ยเพื่อนำมาทำหมวกรบ

            แต่ตอนนี้ไม่มีเป้ายิงธนูสำเร็จรูปจึงต้องใช้อันนี้แทน

            “เจ้าอยากแข่งอย่างไร?” ตงฟางสยงพูดอย่างไม่ใส่ใจยืนอยู่ข้างทะเลสาบและมองไปที่หินเกล็ดม่วงจากไกลๆ

            “ง่ายมาก ข้าเพิ่งสังเกตว่ามีหลุมเล็กๆ อยู่ตรงกลางของหินเกล็ดม่วงใช้หลุมนั้นเป็นเป้าหมาย ข้าทำเครื่องหมายไว้อีกหลายวง ใครที่ยิงได้แม่นยำที่สุดจะเป็นผู้ชนะ”

            เสวี่ยหานเฟยยกมือขึ้นกอดอกด้วยสีหน้าอ่อนโยน แต่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่ไม่มีใครเทียบได้

            ไม่ว่าเขาจะฟังดนตรี ให้ของขวัญ หรือแสดงท่าทีใดๆ ก็ยังคงไม่ได้รับความสนใจมากนักดังนั้นตอนนี้เขาจึงอยากอวดฝีมือต่อหน้าฉู่ซินเหยา

            เขามั่นใจว่าจะชนะการแข่งขันครั้งนี้

            “เฮ้อ ยิงธนูจะไปสนุกอะไรนัก? มันน่าจะตื่นเต้นกว่านี้อีกหน่อยสิ”ฉู่อวิ๋นเอ่ยด้วยรอยยิ้มและยกมือขึ้นกอดอกอยากจะฉีกทึ้งอัจฉริยะหนุ่มพวกนี้ออกไปให้พ้นทาง

            เขามั่นใจว่ามากว่าตนเองจะชนะ เพราะเขามีอาวุธลับอยู่

            “เหอะๆ? น่าสนใจดีนี่!”

            ตงฟางสยงยิ้มและมองไปที่ศาลา จากนั้น เมื่อมองทุกคนอีกครั้งเขาก็หยิบแร่ขนาดใหญ่ออกมาแล้วพูดอย่างภาคภูมิใจ “พวกเจ้าคงรู้ว่านี่คืออะไรกระมัง?”

            เมื่อได้ยิน พวกเขาก็มองไปที่มือของตงฟางสยง แต่เมื่อได้เห็นต่างก็สูดลมหายใจด้วยความประหลาดใจทันที

            “มิติ...แร่มิติ?!”

            “แถมยังใหญ่มากด้วย! สวรรค์! มูลค่าเท่าไหร่กัน?!”

            ทุกคนปิดปากด้วยความอัศจรรย์ใจอีกครั้งทุกคนรู้ดีว่าแร่มิตินั้นมีค่าเพียงใด นอกจากนี้ สีและความโปร่งใสของแร่วิญญาณชิ้นนี้ยังมีคุณภาพสูงมากล้ำค่าอย่างยิ่ง

            “เป็นอย่างไร?” ตงฟางสยงพูดอย่างยโส “ข้าน่าสนใจพอใจกว้างพอแล้วใช่หรือไม่?”

            หลายคนพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว แล้วคิดทบทวนอีกครั้งในเมื่อตงฟางสยงกล้าพึ่งโชคเช่นนี้ เขาต้องมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะชนะการแข่งขันนี้

            มิฉะนั้น หากต้องหักใจมอบแร่วิญญาณนี้ไปต่อให้เป็นตระกูลร่ำรวยก็คงมีกระอักเลือดกันบ้าง

            “ฮ่าๆ ในเมื่อนายน้อยตงฟางทุ่มสุดตัวแล้วข้าในฐานะคุณชายเมืองชุยเสวี่ยก็ไม่อาจเสียหน้าได้”

            ขณะที่พูด เสวี่ยหานเฟยก็หยิบขวดหยกออกมาด้วย ปากขวดมีแสงเรืองรองรัศมีจางๆ ของความมงคลล้นออกมา หมอกควันปกคลุม เมื่อมองดูดีๆ จะเห็นว่ามีโอสถล้ำค่าหายากอยู่ข้างใน

            “นี่คือยาฟื้นชีพจรสามเม็ด ขอเพียงกลืนลงไปพลังปราณทั้งหมดในขั้นมหาสมุทรก็จะเพิ่มขึ้นในทันที

            “อะไรนะ?! ที่แท้เป็นยาล้ำค่าเช่นนี้เชียวหรือ?!”

            ทุกคนประหลาดใจ มูลค่าของยาฟื้นชีพจรนี้ประเมินค่าไม่ได้จริงๆทั้งยังมีค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกฝนยุทธ์ในขั้นมหาสมุทร

            ในยามที่นักรบต่อสู้กัน สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดคือการสูญเสียพลังปราณหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมียาที่สามารถฟื้นฟูพลังปราณได้ในทันทีย่อมส่งผลต่อสถานการณ์การศึก

            ในเวลานี้ หลายคนไม่กล้าเข้าร่วมการเดิมพันนี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่โลภแต่เพราะมีอัจฉริยะตัวจริงอยู่ที่นี่ถึงสองคน โอกาสในการชนะมีน้อยมาก

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเสนอรางวัลอันมีค่าเช่นนี้ เขาคนนั้นย่อมมีความมั่นใจไม่น้อย

            เสวี่ยหานเฟยและตงฟางสยงต่างก็ไม่คิดว่าพวกตนจะแพ้เลย

            “เจ้าเล่า?” ตงฟางสยงเหยียดหัวเราะ พูดกับฉู่อวิ๋น“คนป่าอย่างเจ้าจะเอาอะไรมาเดิมพันได้? อยากให้ข้าช่วยลงเดิมพันให้หรือไม่เล่า?”

            ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ แม้ว่าความแข็งแกร่งของคนป่าคนนี้ไม่อาจคาดเดาได้แม้แต่ของขวัญที่เขามอบให้ฉู่ซินเหยาก็เป็นเพียงกู่ฉินเน่าๆที่มีค่าเพียงหินวิญญาณสามก้อน เขาจะเสนออะไรดีๆ ออกมาได้อย่างไร?

            ตอนนี้ ฉู่อวิ๋นเองก็กำลังคิดว่า เขาควรใช้อะไรเป็นของเดิมพัน?

            “คุณชายอวิ๋น ในวงแหวนมิติยังพอมีของมีค่าอยู่บ้าง หากท่านไม่ถือสาข้าช่วยลงเดิมพันแทนท่านได้นะ” เมื่อเห็นฉู่อวิ๋นเงียบไป เสวี่ยหรูเยียนก็คิดว่าเขาเขินอายนางจึงเดินเข้ามาเสนอ

            “ไม่ลำบากคุณหนูเสวี่ยหรอก ข้าจัดการเองได้” ฉู่อวิ๋นปฏิเสธพลางครุ่นคิดทำให้เสวี่ยหรูเยียนคิ้วขมวดเล็กน้อย

            จากนั้น ภายใต้การจับจ้องของทุกคน ฉู่อวิ๋นก็ถามขึ้นอย่างจริงจัง “ที่จริงแล้วข้าอยากจะถามว่าดอกไม้ใบไม้บางชนิดนำมาใช้เดิมพันได้หรือไม่?”

            “ฮ่าๆๆๆ!”

            “ดอกไม้ใบไม้?”

            เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ก็พากันหัวเราะร่าจนสูญเสียกิริยาท่าทางที่สง่างามไปหมด

            คนเขานำแร่มิติและโอสถอันล้ำค่าออกมา แต่คนป่าคนนี้บอกว่าเขาจะใช้ดอกไม้ใบหญ้าเป็นของเดิมพันนี่ไม่ใช่เรื่องตลกหรอกหรือ?

            “คนป่าก็ยังคงเป็นคนป่า พวกเขารักการปลูกต้นไม้ใบหญ้า เป็นคนสบายๆ รักการผ่อนคลายเสียจริง!”มีคนพูดติดตลกออกมา

            “คุณชายอวิ๋น ท่านควรฟังคุณหนูเสวี่ยนะ ให้นางเดิมพันแทนท่านเถอะ เหอะๆ”ผู้หญิงบางคนปิดปากแล้วยิ้ม ความแข็งแกร่งของคนป่าคนนี้ลึกลับก็จริงแต่เขาไร้สมองเกินไป

            ดอกไม้ใบไม้จะเทียบกับแร่มิติและยาฟื้นชีพจรได้อย่างไร?

            “เจ้าคนป่าตัวน้อย เจ้าไม่ลงเดิมพันก็ไม่มีใครว่าเจ้าหรอก แต่อย่ามาทำให้คนอื่นหัวเราะจนเสียท่าเช่นนี้ได้หรือไม่?”ตงฟางสยงเท้าเอวแล้วหัวเราะจนตัวโยนรู้สึกว่าในที่สุดคนป่านี่ก็ได้เสียหน้าอับอายต่อหน้าคนงามแล้ว

            ทว่าฉู่ซินเหยาที่มองอยู่จากระยะไกลได้เห็นเช่นนั้นใบหน้างดงามของนางก็ดูหงุดหงิดขึ้นมา นางกำหมัดสีชมพูแน่น แลดูเป็นกังวลมาก

            น่าชังนัก! คนพวกนี้กล้ามารังแกอวิ๋นเอ๋อร์ของนางได้อย่างไร นี่ทนไม่ได้!

            ฉู่ซินเหยาต้องการทำหน้าที่ของพี่สาวให้สำเร็จ ปกป้อง “น้องชาย”อันเป็นที่รักของนางแต่น่าเสียดายที่ของขวัญทั้งหมดของนางถูกฉู่เจิ้นหนานยึดไปแล้ว ไม่เช่นนั้นนางจะต้องออกหน้าให้ฉู่อวิ๋นแน่

            “คุณชายอวิ๋น เช่นนั้นพวกเราจะไม่รับของเดิมพันของท่านดีกว่าอย่างไรเสียท่านก็เป็นคนป่า พวกเราควรดูแลท่านให้ดีที่สุด”เสวี่ยหานเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทำให้ทุกคนแอบชื่นชมคุณชายชุยเสวี่ยผู้นี้ใจกว้างจริงๆ

            แต่คำพูดเหล่านี้กลับฟังดูรุนแรงสำหรับฉู่อวิ๋น

            แม้ว่าคำพูดของเสวี่ยหานเฟยจะฟังดูใจกว้างแต่ฉู่อวิ๋นก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่อว่า “พวกข้าเป็นคนชั้นสูงเจ้าเป็นคนชั้นต่ำ เช่นนั้นพวกข้าก็จะบริจาคให้เจ้าสักหน่อย”

            ฉู่อวิ๋นหงุดหงิด สูดจมูกอย่างเย็นชาหยิบถุงใหญ่ออกมาจากวงแหวนอวกาศแล้วโยนมันลงบนพื้น ทุกคนหวั่นวิตกคิดว่าเขาจะร้องทุกข์

            “เดิมพันของข้าคือดอกไม้ใบไม้พวกนี้ ลองดูสิ”ฉู่อวิ๋นยกมือขึ้นกอดอกแล้วหันหลังกลับ เขาไม่สนใจสายตาเหยียดหยามของผู้อื่นและเดินตรงไปที่ริมทะเลสาบ

            “นี่คืออะไร?” นักพรตหญิงคนหนึ่งใช้ความกล้าเปิดถุงออก

            ทันทีที่นางแก้ปมเชือก กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกก็โชยฟุ้งแม้กระทั่งหมอกควันสีเขียวก็ควบแน่นอยู่ในอากาศ ทำให้ทุกคนตกตะลึงในทันที

            นี่แค่คิดก็รู้แล้วว่าปริมาณยาในถุงใบนี้มีมากมายเพียงใด!

            “ฤทัยตาไฟ?! แถมยังมีเป็นกอง?! ข้าอายุป่านนี้ยังไม่เคยเห็นมากขนาดนี้มาก่อนเลย!”

            “สวรรค์! เจ้าเด็กนี่ใจป้ำเกินไปแล้ว!เขาผูกช่อดอกผีและกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์อีกหลายดอกเข้าด้วยกัน ไม่รู้หรือว่าคุณสมบัติทางยาของพวกมันจะกัดกร่อนซึ่งกันและกัน!”

            “ดอกโบตั๋นล่องหงส์ หญ้าแร่มังกรน้ำแข็ง… ข้าจะเป็นลม…”

            ในยามนี้ ทุกคนต่างรู้สึกปวดหัวตุบๆ เด็กคนนี้ตั้งใจปั่นหัวพวกเขาหรือ?ไม่คิดเลยว่าดอกไม้ใบไม้ที่เขาพูดถึงจะเป็นสมุนไพรหายากพวกนี้

            แม้ว่าคุณค่าของสมุนไพรเพียงไม่กี่ชนิดจะเทียบไม่ได้กับแร่มิติและยาฟื้นชีพจรสามเม็ด

            แต่ใช้ทั้งถุงใหญ่นี้ลงเดิมพัน ย่อมเพียงพอ

            ยามนี้ สายตาของหลายคนที่มองฉู่อวิ๋นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเจ้าคนป่านี่มีที่มาอย่างไรกันแน่?

            จากนั้น เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉู่อวิ๋นเป็นแขกของเสวี่ยหรูเยียนก็ค่อนข้างน่าสนใจขึ้นมา

            “คุณชายอวิ๋น ข้าเองก็ชอบปลูกดอกไม้ต้นไม้ไม่สู้ท่านมอบให้ดอกไม้พวกนี้ให้ข้า?” นักพรตหญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปหาพลางส่งสายตายั่วยวนพูดด้วยรอยยิ้มและเสียงหวานหู

            “จอมยุทธ์อวิ๋น ข้ามีดอกไม้พวกนี้ติดตัวอยู่บ้าง ไม่สู้พวกเรามาแลกกัน?”นักพรตหญิงอีกหลายคนก็เข้ามาล้อมรอบฉู่อวิ๋นรอยยิ้มของพวกนางเรียกได้ว่าเสแสร้งยิ่งนัก

            แต่ฉู่อวิ๋นทำเพียงแค่สูดจมูกแค่นเสียงเย็นชาและไม่สนใจอะไรอีกทิ้งทุกคนไว้ข้างหลัง ปล่อยให้ผู้หญิงเหล่านั้นผิดหวังต่อไป

            “อยากจะเอาเปรียบข้าหรือ? อย่าแม้แต่จะคิด!”ฉู่อวิ๋นสบถด่า คนพวกนี้คิดว่าเขาเป็นคนโง่หรือ?

            เห็นอยู่ทนโท่ว่าเป็นการหลอกให้เดิมพัน แล้วเขาจะเอาของดีๆ ไปเดิมพันทำไม?ประเมินเขาต่ำเกินไปแล้ว

            เสวี่ยหานเฟยและตงฟางสยงมองหน้ากัน ยอมรับการเดิมพันและเดินไปที่ข้างทะเลสาบ

            ในบรรดาคนที่เหลือ มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่กลัวตาย อยากคว้าอาหารจากปากเสือพวกเขาหยิบวัตถุวิญญาณอันล้ำค่า บ้างก็หินวิญญาณออกมาวางลงบนโต๊ะไม้

            ยามนี้ จะเห็นได้ว่าสิ่งของบนโต๊ะไม้กองสูงเท่าภูเขาและสิ่งที่มากที่สุดคือหินวิญญาณที่มีมากกว่าหนึ่งแสนก้อน

            แต่ทุกคนรู้ดีว่าในบรรดาของเดิมพันเหล่านี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดคือแร่มิติยาฟื้นชีพจร และถุงยาใบนั้น

            แต่เมื่อการเดิมพันยิงธนูกำลังจะเริ่มขึ้นก็มีบุคคลที่ไม่คาดคิดเข้ามาเกี่ยวข้อง

            ดวงตาอ่อนหวานและน้ำเสียงนุ่มนวลของฉู่ซินเหยาแทรกขึ้นมา“ในเมื่อทุกท่านมีใจรักสนุก ข้าก็จะขอร่วมด้วย ทว่าข้าไม่มีความรู้เรื่องธนูนักเช่นนั้นก็ขอเดิมพันด้วย”

            “ถ้าใครชนะการแข่งขัน ข้าจะไปสนทนาต่อหน้ากับเขาที่ศาลากลางทะเลสาบพร้อมบรรเลงดนตรีหนึ่งบทเพลง”

             

            เสียงของฉู่ซินเหยาเบามาก นางพูดจบอย่างรวดเร็ว แต่ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน!

            สนทนาต่อหน้า?! เจอหน้ากันสองต่อสอง?!

            หากได้รับโอกาสนั้นมาครอง ไม่ใช่ว่าจะเป็นเก๋ง[1]ที่ใกล้น้ำมักได้จันทร์ก่อน[2]หรือ?! นี่คือโอกาสที่สวรรค์ประทานให้แล้ว!

            นี่ทำให้นักพรตที่ลังเลอยู่ต่างก็หน้าแดงรวมตัวกันขว้างหินวิญญาณนับแสนก้อนลงบนโต๊ะอีกครั้ง

            ผู้ที่เข้าร่วมลงเดิมพันเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย

            แต่สิ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็นคือ เมื่อสักครู่นี้ฉู่ซินเหยาแลกเปลี่ยนสายตากับฉู่อวิ๋นหลังม่านอย่างเงียบๆ

            “อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าต้องชนะ…”

            “เชื่อใจข้า ข้าจะต้องชนะแน่!”

            ฉู่อวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็จ้องมองไปที่หินเกล็ดม่วง ดวงตากะพริบถี่

            ในที่สุด การลงเดิมพันแข่งขันยิงธนูก็เริ่มต้นขึ้น!


    ----------

    [1] เรือนตึกชั้นเดียวมีโครงรูปหลังคาแบบศาลเจ้าจีนประดับปูนปั้นตรงมุมและสันหลังคา

    [2] ผู้ที่ได้เปรียบหรือได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน