เบี้ยนฝู๋กลับมาที่ห้องของเจ้าของร่าง และกำลังนั่งนึกใบหน้าของคนที่มันปะทะด้วย แต่ก็นึกไม่ออก แม้แต่เสียงหรือกลิ่นมันก็จำไม่ได้สักอย่าง
“น่าแปลก ข้าจำได้ว่าข้าพยายามจำใบหน้า เสียงกับกลิ่นของมันแล้วนี่นา ทำไมข้าถึงลืมได้ หรือว่าข้าจะโดนมันใช้อักขระลมปราณเล่นงานกัน” เบี้ยนฝู๋ถอดเสื้อผ้าที่มันใช้ไปล่าเหยื่อออก ก่อนจะใช้พลังปราณทำความสะอาดเพื่อขจัดคราบเลือดที่ติดตามเสื้อ รวมถึงตามตัวของมันด้วย จากนั้นมันก็ไปยืนอยู่หน้ากระจกพร้อมกับลูบไล้ใบหน้าของร่างนี้และยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ
“ข้างช่างโชคดียิ่งนัก ด้วยใบหน้าอันหล่อเหลาของร่างนี้ ทำให้หาเหยื่อที่เป็นหญิงสาวได้อย่างง่ายดาย หึหึ ตอนนี้พลังปราณของข้าก็เพิ่มมาพอสมควรแล้ว ข้าจะดูซิว่าพอถึงตอนเช้า เจ้าหนูมี่หมิงจะกลับมาคุมร่างนี้ได้อีกรึเปล่า” เบี้ยนฝู่กล่าว มันกำลังทดสอบการสลับระหว่างตัวมันกับมี่หมิงที่เป็นเจ้าของร่าง มันจะดูว่าหากพลังของมันแข็งแกร่งขึ้น มันสามารถที่จะคุมร่างนี้ในตอนกลางวันได้หรือไม่
เบี้ยนฝู๋นั่งบ่มเพาะพลังโดยดึงเอาเลือดที่เขาดูดมาจากคนในผับร่วม 500 คนในวันนี้มาดึงเอาพลังหยินและหยางจากในเลือดมาดูดซับเข้าสู่ตันเถียน
ตอนใกล้จะ 6 โมงเช้า เบี้ยนฝู๋ก็หยุดการบ่มเพาะ ขาดอีกเพียงนิดเดียวมันก็จะถึงระดับปราณจิตแล้ว เพียงแต่หลังจากนี้หากต้องการเข้าสู่ปราณจิต มันต้องล่ามากขึ้นอีก อย่างน้อยต้อง 1 พันคน เพื่อทะลวงขั้นสู่ปราณจิต และต้องใช้อีก 4,500 คน เพื่อเข้าสู่ปราณนภา สำหรับมันแล้วหากล่าได้เหมือนเมื่อวานทุกครั้งอีกประมาณ 1 อาทิตย์กว่ามันก็จะสามารถสร้างสาวกของตนเองได้ เพราะพลังปราณของมันน่าจะถึงชั้นนภาแล้ว
แสงอาทิตย์ของวันเริ่มสาดส่องเข้ามาภายในห้องของมี่หมิงแล้ว เบี้ยนฝู๋มองไปยังสิ่งที่เจ้าของร่างเรียกมันว่านาฬิกา ก่อนที่อาการปวดหัวแบบทุกครั้งจะเริ่มต้นขึ้น
“อ๊าก ทำไมกัน ทั้งที่ข้าแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่กลับยังไม่สามารถยึดร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ คอยดูเถอะ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ข้าจะต้องเอาร่างนี้มาเป็นของข้าให้ได้ แล้วเจ้าหนูนี่จะต้องหายไปตลอดกาล อ๊า” เบี้ยนฝู๋ดิ้นทุรนทุรายจากอาการปวดหัว มันเอามือกุมหัวไว้ก่อนจะหมดสติไป
“เฮือก” ร่างของมี่หมิงลุกพรวดขึ้นมานั่ง เหงื่อของเขาไหลออกมาจนเปียกโชก หลังจากวันเกิด เขามักฝันเห็นสิ่งที่ทุกคนเรียกว่าผีดูดเลือด มันสูบเลือดจากคนมากมาย แต่ตัวเขากลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนมองดูเหตุการณ์เหล่านั้น
“นี่เราเป็นอะไรกัน ทุกวันหลัง 1 ทุ่มจะต้องปวดหัวจนสลบไปตลอด” มี่หมิงพยายามจะนึกแต่ก็นึกไม่ออก สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน
เช้าวันนี้ยังคงมีข่าวว่ามีเหยื่อของผีดูดเลือดอีก 500 กว่าคนในผับอีกแห่งหนึ่ง เพียงแต่คราวนี้ตำรวจได้หลักฐานเป็นภาพของมันที่ใส่ผ้าคลุมกับเสื้อผ้ามิดชิด ดวงตาสีแดง เส้นผมที่โผล่ออกมาเพียงเล็กน้อยให้เห็นเป็นสีแพลตินั่ม และมีเล็บยาวแหลมคมสีม่วงซึ่งตำรวจบอกว่ามันหักและตกอยู่ในที่เกิดเหตุ
มี่หมิงหยุดดูข่าวก่อนจะปิดทีวีและออกจากบ้านไป หลังวันเกิดของเขา เมื่อเขามาที่โรงเรียน เขาตัดสินใจไม่คุยกับกลุ่มเพื่อนที่ชวนเขาไปที่ผับอีก เพราะคนพวกนั้นไม่ได้เป็นห่วงเขา ซ้ำยังทำให้เขาต้องเจอเรื่องเลวร้ายจนเกือบตายอีกด้วย และเขาก็ได้สังเกตเห็นว่าคนพวกนั้นไม่ใช่คนดีแม้แต่น้อย ทั้งรีดไถ ซ้อมคน หรือแม้แต่ทำร้ายร่างกายจนทำให้รุ่นน้องหลายคนได้รับบาดเจ็บ ทุกครั้งที่พวกนั้นลงมือ เหยื่อทุกรายไม่เคยเห็นหน้าพวกมันเลย เพราะพวกมันมักจะตีเข้าที่ด้านหลังศรีษะเสมอ
“มี่หมิง ฉันขอโทษแกไปแล้วไง จะเอาอะไรอีกวะ” อดีตคนที่มี่หมิงคิดว่าเป็นเพื่อนสนิท เข้ามาพูดกับเขาอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกมี่หมิงเมินมา 2 วันแล้ว
“แกไม่ต้องพูด พวกแกทิ้งฉันหลังจากที่พวกแกไปมีเรื่องกับพวกนั้น หากไม่เกิดเหตุที่ผับนั้น พวกมันคงออกมาซ้อมฉันอีกรอบจนตายในตรอกข้างหลังร้านไปแล้ว” มี่หมิงชี้หน้าไปที่แต่ละคนที่ไปกับเขาในคืนนั้น
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นก็มองไปที่กลุ่มคนที่มี่หมิงชี้หน้าด้วยสายตารังเกียจ เพราะมี่หมิงแม้จะไม่เรียบร้อยนัก แต่เขาเป็นคนที่มีน้ำใจกับเพื่อน ๆ ในห้อง ถ้าใครเดือดร้อนแล้วเขาสามารถช่วยได้เขาก็จะช่วย ดังนั้นพวกที่กล้าทิ้งให้มี่หมิงโดนซ้อมในตรอกหลังผับ พวกเขาอดที่จะโกรธเคืองแทนมี่หมิงไม่ได้
“อย่าพูดเหมือนพวกเราไม่ดีสิ นายดันไปเข้าห้องน้ำเอง จะโทษพวกเราไม่ได้นะเว้ย” ชายหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มนั้นกล่าวแย้งขึ้น
“ใช่ ๆ ถ้านายไม่ไปเข้าห้องน้ำ พวกเราก็พานายหนีไปด้วยกันแล้ว” ชายหนุ่มอีกคนก็เสริมขึ้น
คำพูดของทั้ง 2 คนยิ่งทำให้เพื่อนในห้องยิ่งไม่พอใจ จากนั้นก็เป็นการทะเลาะโต้เถียงไปมาระหว่างกลุ่มที่ไปกับมี่หมิงในคืนนั้นกับเพื่อนคนอื่น ๆ ในห้อง การโต้เถียงเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลุ่มที่ไปเที่ยวกับมี่หมิงเริ่มวิ่งเข้ามาง้างหมัดจะต่อยเพื่อนร่วมชั้นที่เข้าข้างมี่หมิง ทำให้มี่หมิงที่เห็นรีบวิ่งเข้าไปรับหมัดแทน
ปึก กร๊อบ (คุ้น ๆ ฉากนี้ไหมนะ)
“อ๊าก มือฉัน ไม่สิ หน้ามึงทำจากหินรึไงวะ” คนที่วิ่งเข้ามาชกไปที่หน้าของมี่หมิงร้องด้วยความเจ็บปวด สิ่งที่เขาได้รับหลังชกหน้ามี่หมิงคือกระดูกมือแตกแทน
'ทำไมถึงไม่เจ็บเลยล่ะ หมัดนั่นไม่เบาเลยนะ' มี่หมิงคิด
หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็มาถึงและนำคนก่อเรื่องกับมี่หมิงไปพูดคุยเพื่อถามถึงรายละเอียด ก่อนจะปล่อยตัวกลับมาพร้อมกับกำชับว่าหากมีเรื่องชกต่อยกันอีก จะถูกพักการเรียน ส่วนมี่หมิงนั้นในฐานะที่เป็นผู้เสียหาย อาจารย์ก็ปล่อยตัวกลับมาอย่างง่ายดาย ตอนนี้สายตาของเพื่อนกลุ่มที่ไปเที่ยวกับมี่หมิง มองเขาอย่างไม่พอใจ พวกเขาจะต้องสั่งสอนเจ้าบ้าที่บังอาจทำให้พวกเขาถูกสังคมรังเกียจให้ได้
ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน
มี่หมิงเดินออกจากโรงเรียน เขาขึ้นรถประจำทางไปยังห้างสรรพสินค้า โดยไม่รู้เลยว่ากลุ่มเพื่อนที่เขาเพิ่งมีเรื่องไปเมื่อเช้ากำลังสะกดรอยตามเขาอยู่
ที่ห้างสรรพสินค้า
มี่หมิงเดินทางไปรับหนังสือสำหรับเตรียมสอบเข้ามัธยมปลายที่เขาสั่งไว้ ระหว่างที่กำลังเดินออกจากร้าน มี่หมิงที่กำลังมองหนังสือในมือของตนเองไม่ทันได้ระวัง เขาชนเข้ากับหญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือตัวเขากลับเป็นคนที่ล้มหงายท้องเสียเอง ส่วนหญิงสาวคนนั้นก็เสียหลักล้มใส่ตัวเขา ริมฝีปากของเธอสัมผัสโดนแก้มของเขา ทำให้เขาหน้าแดงขึ้นมาทันที ด้วยระยะประชิดขนาดนี้ทำให้เขาได้กลิ่นหอมของเธอลอยเข้ามาตอนที่เขาหายใจเข้าไป
'หอมจัง ไม่ใช่สิ ต้องขอโทษเขาก่อน' มี่หมิงคิด ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากขอโทษ อีกฝ่ายก็พูดขึ้นซะก่อน
“ขอโทษนะ พี่ไม่ทันได้มอง เจ็บตรงไหนรึเปล่า” หญิงสาวลุกขึ้น พร้อมกับยื่นมือสีขาวเนียนอมชมพูมาหาเขา
“มะ...ไม่เลยครับ ผมต่างหากครับที่ต้องขอโทษ พี่สาวไม่เจ็บตรงไหนนะครับ พอดีผมดีใจที่ได้หนังสือที่สั่งไว้เลยไม่ได้มองทาง ถึงได้ชนพี่ ขอโทษนะครับ” มี่หมิงพูดด้วยท่าทีเขินอาย เขาจับมือที่หญิงสาวตรงหน้ายื่นมา ก่อนเธอจะดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น
'ตัวเล็ก แต่ทำไมแรงเยอะขนาดนี้เนี่ย' มี่หมิงคิด
“ได้น้องเป็นเบาะให้ พี่เลยไม่เจ็บเท่าไหร่ หืม นี่จะเข้าที่มิดการ์ดเหรอ” หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเห็นหนังสือที่มี่หมิงทำหล่นไว้ตอนที่ชนกับเธอ
'ชนฉันที่มีร่างกายของผู้ฝึกพลังปราณจนถึงชั้นจักรพรรดิแล้วไม่เป็นอะไร ร่างกายแข็งแรงอย่างกับผู้ฝึกยุทธ์แบบนี้ แต่กลับสัมผัสถึงพลังปราณไม่ได้เลย เขาทำให้ฉันนึกถึงไป่ฉีขึ้นมาเลย' หญิงสาวคิด แต่อยู่ ๆ แววตาของเธอก็แสดงอารมณ์เศร้าขึ้นมา
“ครับ ที่นั่นมีระบบการเรียนการสอนที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนมัธยมปลายอันดับ 1 ที่ใคร ๆ ก็อยากสอบเข้านี่ครับ” มี่หมิงกล่าว
“งั้นก็พยายามเข้านะ พี่เองก็เป็นศิษย์เก่าของที่นั่น” หญิงสาวพูดให้กำลังใจ
“ครับ พี่สาวมาที่นี่บ่อยเหรอครับ” มี่หมิงถาม
“ที่ถามนี่จะจีบพี่รึไงหนุ่มน้อย” หญิงสาวแซว ทำให้มี่หมิงหน้าแดง เขาเอามือเกาหลังศรีษะด้วยความเขินอาย
“คือ….หากมีปัญหาตรงไหนผมจะได้ถามได้น่ะครับ ผมอยู่ตัวคนเดียวเลยไม่มีใครให้ปรึกษาน่ะ อีกอย่างตอนนี้เพิ่งทะเลาะกับเพื่อนมา ถึงขั้นเลิกคบ เลยไม่มีใครช่วยน่ะครับ” มี่หมิงกล่าว
“ได้สิ เดี๋ยวพี่จะช่วยดูให้ แต่คงไม่ได้มาทุกวันหรอกนะ นี่เบอร์โทรของพี่ มันเป็นเบอร์บ้าน ต้องกดต่อเลขภายในอีก ถ้ายังไงโทรมาถามก่อนก็ได้ว่าวันนั้นพี่ออกมาจากบ้านรึเปล่า” หญิงสาวจดเบอร์โทรศัพท์ภายในตระกูลของเธอให้กับมี่หมิง
เมื่อมี่หมิงรับมาเขาก็พบว่าบนกระดาษเขียนชื่อกับเบอร์บ้านเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ใช่เบอร์มือถือ มี่หมิงก็ดีใจที่เขาจะได้คุยกับหญิงสาวคนนี้อีก
“ไป๋กุ้ยอิง นี่ชื่อพี่เหรอครับ” มี่หมิงถาม
“ใช่ ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ขอตัวก่อนนะ” ไป๋กุ้ยอิงตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านหนังสือ ส่วนมี่หมิงได้แต่มองตามเท่านั้น เขารู้สึกว่าแม้เธอจะสวย แต่แววตาดูเศร้าอย่างเห็นได้ชัด เธออาจจะกำลังมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ก็ได้ แต่เขาที่เพิ่งรู้จักเธอจะถามออกไปเลยก็คงจะเสียมารยาท
มี่หมิงเดินออกมาจากห้าง แต่พอผ่านตรงช่วงที่เป็นตรอกมืด เขากลับถูกล็อกคอเข้าไปในตรอก และถูกของแข็งตีเข้าที่ศีรษะจนสลบไป
ในโกดังร้างแห่งหนึ่ง
มี่หมิงที่เริ่มรู้สึกตัว ก็ค่อยลืมตาขึ้น สิ่งที่เขาเห็นคือพวกเพื่อนกลุ่มที่ไปเที่ยวกับเขาทุกคนกำลังยืนมองเขาอยู่ แต่มี่หมิงรู้สึกว่าเขาถูกมัดที่ข้อมือและเชือกที่มัดนั่นก็ถูกผูกไว้กับคานเหล็ก ดูเหมือนที่นี่จะเป็นโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง
“ตายยากเหมือนกันนี่ โดนตีที่หัวเต็ม ๆ ยังรอดมาได้อีก ที่จริงแล้วคืนนั้นพวกฉันกะจะให้แกจ่ายค่าอาหารในฐานะเจ้าภาพ ไม่คิดว่าแกจะรอดตายจากพวกผีดูดเลือดมาได้ แถมยังไม่ต้องจ่ายค่าอาหารอีก แกมันโชคดีสุด ๆ ไปเลย” ชายหนุ่มในกลุ่มพูดขึ้น
“แต่ว่าแกทำให้พวกฉันถูกเพื่อนในห้องรังเกียจ ตอนแรกว่าจะสั่งสอนเบาะ ๆ ในห้อง แต่คิดไปคิดมาทำให้แกหายไปเลยน่าจะดีกว่า จริงไหม” ชายหนุ่มอีกคนพูด พร้อมกับเดินเข้ามาพร้อมกับจะง้างหมัดเตรียมจะชกไปที่หน้าของมี่หมิง
“เดี๋ยวก่อน นายจำที่ฉันกระดูกมือแตกเมื่อเช้าไม่ได้รึไง หน้าแม่งแข็งชิบหาย” ชายที่มือข้างหนึ่งเข้าเฝือกพูดเตือนขึ้น ทำให้ชายที่กำลังจะชกมี่หมิงลดหมัดลง ก่อนจะคว้าเอาท่อนเหล็กมาเตรียมจะฟาดใส่แทน
“พวกนายเดี๋ยวก่อนสิ ไหน ๆ จะฆ่าทั้งที ช่วยรอหน่อยได้รึเปล่า” หญิงสาวในกลุ่มพูดขึ้น
“มีอะไร เราทำมาถึงขนาดนี้จะให้ไว้ชีวิตมันงั้นเหรอ” ชายที่ถือท่อนเหล็กหันมาถาม
“ฉันแค่เสียดายน่ะ มี่หมิงออกจะหล่อ ไม่เหมือนพวกนาย แถม.....” หญิงสาวเดินมาแล้วกระชากเสื้อเชิ้ตสีดำของมี่หมิงออก เผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องที่แม้แต่มี่หมิงเองก็ไม่รู้ที่มาของมัน ก่อนหน้านี้เขาเป็นพวกที่ค่อนข้างตัวบางซะมากกว่า แต่เพราะคิดไปก็ปวดหัวเขาจึงไม่คิดหาสาเหตุ
“พวกนายไม่คิดว่าเจ้านี่น่าเสียดายงั้นเหรอ” หญิงสาวพูดพร้อมกับชี้ไปที่กล้ามหน้าท้อง ก่อนจะหันหน้ากลับไปหามี่หมิง
แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอเห็นนั้นทำให้เธอแปลกใจมาก สีผมของมี่หมิงกำลังกลายเป็นสีแพลตินั่ม
“อ๊า” มี่หมิงร้องเสียงดังขึ้นมา ทำให้ทุกคนสะดุ้งตัวโยน พวกเขาจ้องดูมี่หมิงร้องอย่างเจ็บปวดทรมานก่อนที่จะแน่นิ่งไป เส้นผมของมี่หมิงกลายเป็นสีแพลตินั่มโดยสมบูรณ์แล้วในตอนนี้
“สุดยอด เจ้าหมอนี่เปลี่ยนสีผมได้ น่าจะเอาไปขายให้คณะละครสัตว์ได้เลยว่ะ” ชายคนที่ถือท่อนเหล็กกล่าว
“มี่หมิงมันสลบไปแล้ว เธออยากทำอะไรก็รีบทำ ฉันจะได้ฆ่ามันสักที” ชายอีกคนหนึ่งกล่าว
หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้กับร่างของมี่หมิงที่นิ่งสนิท เมื่อเธอเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงครึ่งเมตร เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงตาของมี่หมิงที่อยู่ใต้ปอยผมด้านหน้า ฉับพลันเธอก็เห็นดวงตาของมี่หมิงที่ตอนนี้เป็นสีแดงฉาน ร่างกายของเธอไม่สามารถขยับได้ เพียงพริบตาร่างที่ถูกแขวนไว้ของมี่หมิงก็หายไปจากสายตาของเธอ ตามด้วยเสียงล้มลงของคนที่อยู่ในโกดังร้างทั้งหมด
“อะไรกัน ขยับไม่ได้เลย” เสียงของหญิงสาวขาดหายไป เมื่อพบว่ามี่หมิงกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่กำลังโน้มลงสัมผัสต้นคอเธอ ทำให้เธอยิ้มขึ้น เธอสัมผัสได้ถึงจมูกของมี่หมิงที่กำลังสูดดมต้นคอเธอ แต่ความเสียวซ่านอยู่กับเธอไม่นาน เธอก็รู้สึกเจ็บที่บริเวณต้นคอ
“อึก ๆ ๆ ๆ” เสียงเหมือนคนกำลังดื่มบางอย่างดังใกล้กับหูของเธอ เมื่อเธอเหลือบไปมองใบหน้าของมี่หมิงที่อยู่ตรงต้นคอเธอ ทำให้เธอตาเบิกกว้าง เพราะเธอเห็นเขี้ยวของมี่หมิงฝังเข้าไปยังต้นคอของเธอ ดวงตาสีแดงกำลังจ้องมองเธอกลับ
“น...นะ....นาย อ๊า” นั่นเป็นเสียงสุดท้ายของหญิงสาว ก่อนที่ตาของเธอจะเหลือกจนเหลือแต่ตาขาว ร่างของเธอซีดเพราะไม่เหลือเลือดแม้แต่หยดเดียว
ตุบ
มี่หมิงปล่อยร่างไร้ลมหายใจของเธอให้หล่นลงกับพื้น ก่อนจะเลียริมฝีปากแล้วยกยิ้มขึ้น เขาเริ่มเดินไปหาคนอื่น ๆ ที่โดนเขาใช้เล็บที่มีพิษอัมพาตข่วนไว้
“เอาล่ะ พวกแกจะต้องมาเป็นกำลังให้กับข้า เหล่าเด็กน้อยทั้งหลาย” หลังจากนั้นที่โกดังร้างชานเมืองก็มีเสียงของชายหนุ่มและหญิงสาวกรีดร้องขึ้นอย่างสยดสยอง
ไม่ต้องสงสัย เบี้ยนฝู๋ตื่นขึ้น นั่นเป็นเพราะดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปหลังจากมี่หมิงฟื้นได้ไม่นาน
เบี้ยนฝู๋จัดการกับเพื่อนกลุ่มนี้ของมี่หมิงทั้งหมด ตอนนี้ร่างของพวกมันได้ลุกขึ้นและได้กลายเป็นผีดูดเลือดไปแล้ว
“วันนี้เราจะออกล่ากัน พวกเจ้าจะได้รับอนุญาตให้ดื่มเลือดได้แค่คนเดียวเท่านั้น ที่เหลือ เป็นของข้า” เบี้ยนฝู๋กลายร่างเป็นหมอกเข้าห่อหุ้มเหล่าผีดูดเลือดกลุ่มนี้และหายไป เป้าหมายคือผับสักแห่ง