จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 100 มี่หมิงและเบี้ยนฝู๋ Re

            เบี้ยนฝู๋กลับมาที่ห้องของเจ้าของร่าง และกำลังนั่งนึกใบหน้าของคนที่มันปะทะด้วย  แต่ก็นึกไม่ออก  แม้แต่เสียงหรือกลิ่นมันก็จำไม่ได้สักอย่าง


            “น่าแปลก  ข้าจำได้ว่าข้าพยายามจำใบหน้า  เสียงกับกลิ่นของมันแล้วนี่นา  ทำไมข้าถึงลืมได้ หรือว่าข้าจะโดนมันใช้อักขระลมปราณเล่นงานกัน” เบี้ยนฝู๋ถอดเสื้อผ้าที่มันใช้ไปล่าเหยื่อออก  ก่อนจะใช้พลังปราณทำความสะอาดเพื่อขจัดคราบเลือดที่ติดตามเสื้อ  รวมถึงตามตัวของมันด้วย  จากนั้นมันก็ไปยืนอยู่หน้ากระจกพร้อมกับลูบไล้ใบหน้าของร่างนี้และยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ


            “ข้างช่างโชคดียิ่งนัก  ด้วยใบหน้าอันหล่อเหลาของร่างนี้  ทำให้หาเหยื่อที่เป็นหญิงสาวได้อย่างง่ายดาย  หึหึ  ตอนนี้พลังปราณของข้าก็เพิ่มมาพอสมควรแล้ว  ข้าจะดูซิว่าพอถึงตอนเช้า  เจ้าหนูมี่หมิงจะกลับมาคุมร่างนี้ได้อีกรึเปล่า” เบี้ยนฝู่กล่าว  มันกำลังทดสอบการสลับระหว่างตัวมันกับมี่หมิงที่เป็นเจ้าของร่าง  มันจะดูว่าหากพลังของมันแข็งแกร่งขึ้น  มันสามารถที่จะคุมร่างนี้ในตอนกลางวันได้หรือไม่


            เบี้ยนฝู๋นั่งบ่มเพาะพลังโดยดึงเอาเลือดที่เขาดูดมาจากคนในผับร่วม 500 คนในวันนี้มาดึงเอาพลังหยินและหยางจากในเลือดมาดูดซับเข้าสู่ตันเถียน


            ตอนใกล้จะ 6 โมงเช้า  เบี้ยนฝู๋ก็หยุดการบ่มเพาะ  ขาดอีกเพียงนิดเดียวมันก็จะถึงระดับปราณจิตแล้ว  เพียงแต่หลังจากนี้หากต้องการเข้าสู่ปราณจิต  มันต้องล่ามากขึ้นอีก  อย่างน้อยต้อง 1 พันคน  เพื่อทะลวงขั้นสู่ปราณจิต และต้องใช้อีก 4,500 คน  เพื่อเข้าสู่ปราณนภา  สำหรับมันแล้วหากล่าได้เหมือนเมื่อวานทุกครั้งอีกประมาณ 1 อาทิตย์กว่ามันก็จะสามารถสร้างสาวกของตนเองได้  เพราะพลังปราณของมันน่าจะถึงชั้นนภาแล้ว


            แสงอาทิตย์ของวันเริ่มสาดส่องเข้ามาภายในห้องของมี่หมิงแล้ว  เบี้ยนฝู๋มองไปยังสิ่งที่เจ้าของร่างเรียกมันว่านาฬิกา  ก่อนที่อาการปวดหัวแบบทุกครั้งจะเริ่มต้นขึ้น


            “อ๊าก ทำไมกัน  ทั้งที่ข้าแข็งแกร่งขึ้นมาก  แต่กลับยังไม่สามารถยึดร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์  คอยดูเถอะ  ไม่ว่าจะนานแค่ไหน  ข้าจะต้องเอาร่างนี้มาเป็นของข้าให้ได้  แล้วเจ้าหนูนี่จะต้องหายไปตลอดกาล  อ๊า” เบี้ยนฝู๋ดิ้นทุรนทุรายจากอาการปวดหัว  มันเอามือกุมหัวไว้ก่อนจะหมดสติไป


            “เฮือก” ร่างของมี่หมิงลุกพรวดขึ้นมานั่ง  เหงื่อของเขาไหลออกมาจนเปียกโชก  หลังจากวันเกิด  เขามักฝันเห็นสิ่งที่ทุกคนเรียกว่าผีดูดเลือด  มันสูบเลือดจากคนมากมาย  แต่ตัวเขากลับทำอะไรไม่ได้  ได้แต่ยืนมองดูเหตุการณ์เหล่านั้น


            “นี่เราเป็นอะไรกัน  ทุกวันหลัง 1 ทุ่มจะต้องปวดหัวจนสลบไปตลอด” มี่หมิงพยายามจะนึกแต่ก็นึกไม่ออก  สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน


            เช้าวันนี้ยังคงมีข่าวว่ามีเหยื่อของผีดูดเลือดอีก 500 กว่าคนในผับอีกแห่งหนึ่ง  เพียงแต่คราวนี้ตำรวจได้หลักฐานเป็นภาพของมันที่ใส่ผ้าคลุมกับเสื้อผ้ามิดชิด  ดวงตาสีแดง  เส้นผมที่โผล่ออกมาเพียงเล็กน้อยให้เห็นเป็นสีแพลตินั่ม  และมีเล็บยาวแหลมคมสีม่วงซึ่งตำรวจบอกว่ามันหักและตกอยู่ในที่เกิดเหตุ


            มี่หมิงหยุดดูข่าวก่อนจะปิดทีวีและออกจากบ้านไป  หลังวันเกิดของเขา  เมื่อเขามาที่โรงเรียน  เขาตัดสินใจไม่คุยกับกลุ่มเพื่อนที่ชวนเขาไปที่ผับอีก  เพราะคนพวกนั้นไม่ได้เป็นห่วงเขา  ซ้ำยังทำให้เขาต้องเจอเรื่องเลวร้ายจนเกือบตายอีกด้วย และเขาก็ได้สังเกตเห็นว่าคนพวกนั้นไม่ใช่คนดีแม้แต่น้อย  ทั้งรีดไถ  ซ้อมคน  หรือแม้แต่ทำร้ายร่างกายจนทำให้รุ่นน้องหลายคนได้รับบาดเจ็บ  ทุกครั้งที่พวกนั้นลงมือ  เหยื่อทุกรายไม่เคยเห็นหน้าพวกมันเลย  เพราะพวกมันมักจะตีเข้าที่ด้านหลังศรีษะเสมอ


            “มี่หมิง  ฉันขอโทษแกไปแล้วไง  จะเอาอะไรอีกวะ” อดีตคนที่มี่หมิงคิดว่าเป็นเพื่อนสนิท  เข้ามาพูดกับเขาอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกมี่หมิงเมินมา 2 วันแล้ว


            “แกไม่ต้องพูด  พวกแกทิ้งฉันหลังจากที่พวกแกไปมีเรื่องกับพวกนั้น  หากไม่เกิดเหตุที่ผับนั้น  พวกมันคงออกมาซ้อมฉันอีกรอบจนตายในตรอกข้างหลังร้านไปแล้ว” มี่หมิงชี้หน้าไปที่แต่ละคนที่ไปกับเขาในคืนนั้น


            เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นก็มองไปที่กลุ่มคนที่มี่หมิงชี้หน้าด้วยสายตารังเกียจ  เพราะมี่หมิงแม้จะไม่เรียบร้อยนัก  แต่เขาเป็นคนที่มีน้ำใจกับเพื่อน ๆ ในห้อง  ถ้าใครเดือดร้อนแล้วเขาสามารถช่วยได้เขาก็จะช่วย  ดังนั้นพวกที่กล้าทิ้งให้มี่หมิงโดนซ้อมในตรอกหลังผับ  พวกเขาอดที่จะโกรธเคืองแทนมี่หมิงไม่ได้


            “อย่าพูดเหมือนพวกเราไม่ดีสิ  นายดันไปเข้าห้องน้ำเอง  จะโทษพวกเราไม่ได้นะเว้ย” ชายหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มนั้นกล่าวแย้งขึ้น


            “ใช่ ๆ ถ้านายไม่ไปเข้าห้องน้ำ  พวกเราก็พานายหนีไปด้วยกันแล้ว” ชายหนุ่มอีกคนก็เสริมขึ้น


            คำพูดของทั้ง 2 คนยิ่งทำให้เพื่อนในห้องยิ่งไม่พอใจ  จากนั้นก็เป็นการทะเลาะโต้เถียงไปมาระหว่างกลุ่มที่ไปกับมี่หมิงในคืนนั้นกับเพื่อนคนอื่น ๆ ในห้อง  การโต้เถียงเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลุ่มที่ไปเที่ยวกับมี่หมิงเริ่มวิ่งเข้ามาง้างหมัดจะต่อยเพื่อนร่วมชั้นที่เข้าข้างมี่หมิง  ทำให้มี่หมิงที่เห็นรีบวิ่งเข้าไปรับหมัดแทน


            ปึก  กร๊อบ (คุ้น ๆ ฉากนี้ไหมนะ)


            “อ๊าก มือฉัน  ไม่สิ  หน้ามึงทำจากหินรึไงวะ” คนที่วิ่งเข้ามาชกไปที่หน้าของมี่หมิงร้องด้วยความเจ็บปวด  สิ่งที่เขาได้รับหลังชกหน้ามี่หมิงคือกระดูกมือแตกแทน


            'ทำไมถึงไม่เจ็บเลยล่ะ  หมัดนั่นไม่เบาเลยนะ' มี่หมิงคิด


            หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็มาถึงและนำคนก่อเรื่องกับมี่หมิงไปพูดคุยเพื่อถามถึงรายละเอียด  ก่อนจะปล่อยตัวกลับมาพร้อมกับกำชับว่าหากมีเรื่องชกต่อยกันอีก  จะถูกพักการเรียน  ส่วนมี่หมิงนั้นในฐานะที่เป็นผู้เสียหาย  อาจารย์ก็ปล่อยตัวกลับมาอย่างง่ายดาย  ตอนนี้สายตาของเพื่อนกลุ่มที่ไปเที่ยวกับมี่หมิง  มองเขาอย่างไม่พอใจ  พวกเขาจะต้องสั่งสอนเจ้าบ้าที่บังอาจทำให้พวกเขาถูกสังคมรังเกียจให้ได้


            ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน

            มี่หมิงเดินออกจากโรงเรียน  เขาขึ้นรถประจำทางไปยังห้างสรรพสินค้า  โดยไม่รู้เลยว่ากลุ่มเพื่อนที่เขาเพิ่งมีเรื่องไปเมื่อเช้ากำลังสะกดรอยตามเขาอยู่


            ที่ห้างสรรพสินค้า

            มี่หมิงเดินทางไปรับหนังสือสำหรับเตรียมสอบเข้ามัธยมปลายที่เขาสั่งไว้  ระหว่างที่กำลังเดินออกจากร้าน  มี่หมิงที่กำลังมองหนังสือในมือของตนเองไม่ทันได้ระวัง  เขาชนเข้ากับหญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน


            แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือตัวเขากลับเป็นคนที่ล้มหงายท้องเสียเอง  ส่วนหญิงสาวคนนั้นก็เสียหลักล้มใส่ตัวเขา  ริมฝีปากของเธอสัมผัสโดนแก้มของเขา  ทำให้เขาหน้าแดงขึ้นมาทันที   ด้วยระยะประชิดขนาดนี้ทำให้เขาได้กลิ่นหอมของเธอลอยเข้ามาตอนที่เขาหายใจเข้าไป


            'หอมจัง  ไม่ใช่สิ  ต้องขอโทษเขาก่อน' มี่หมิงคิด  ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากขอโทษ  อีกฝ่ายก็พูดขึ้นซะก่อน


            “ขอโทษนะ  พี่ไม่ทันได้มอง  เจ็บตรงไหนรึเปล่า” หญิงสาวลุกขึ้น  พร้อมกับยื่นมือสีขาวเนียนอมชมพูมาหาเขา


            “มะ...ไม่เลยครับ ผมต่างหากครับที่ต้องขอโทษ  พี่สาวไม่เจ็บตรงไหนนะครับ  พอดีผมดีใจที่ได้หนังสือที่สั่งไว้เลยไม่ได้มองทาง  ถึงได้ชนพี่  ขอโทษนะครับ” มี่หมิงพูดด้วยท่าทีเขินอาย  เขาจับมือที่หญิงสาวตรงหน้ายื่นมา  ก่อนเธอจะดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น


            'ตัวเล็ก  แต่ทำไมแรงเยอะขนาดนี้เนี่ย' มี่หมิงคิด


            “ได้น้องเป็นเบาะให้  พี่เลยไม่เจ็บเท่าไหร่  หืม  นี่จะเข้าที่มิดการ์ดเหรอ” หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเห็นหนังสือที่มี่หมิงทำหล่นไว้ตอนที่ชนกับเธอ


            'ชนฉันที่มีร่างกายของผู้ฝึกพลังปราณจนถึงชั้นจักรพรรดิแล้วไม่เป็นอะไร  ร่างกายแข็งแรงอย่างกับผู้ฝึกยุทธ์แบบนี้  แต่กลับสัมผัสถึงพลังปราณไม่ได้เลย  เขาทำให้ฉันนึกถึงไป่ฉีขึ้นมาเลย' หญิงสาวคิด  แต่อยู่ ๆ แววตาของเธอก็แสดงอารมณ์เศร้าขึ้นมา


            “ครับ  ที่นั่นมีระบบการเรียนการสอนที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัย  เป็นโรงเรียนมัธยมปลายอันดับ 1 ที่ใคร ๆ ก็อยากสอบเข้านี่ครับ” มี่หมิงกล่าว


            “งั้นก็พยายามเข้านะ  พี่เองก็เป็นศิษย์เก่าของที่นั่น” หญิงสาวพูดให้กำลังใจ


            “ครับ พี่สาวมาที่นี่บ่อยเหรอครับ” มี่หมิงถาม


            “ที่ถามนี่จะจีบพี่รึไงหนุ่มน้อย” หญิงสาวแซว  ทำให้มี่หมิงหน้าแดง  เขาเอามือเกาหลังศรีษะด้วยความเขินอาย


            “คือ….หากมีปัญหาตรงไหนผมจะได้ถามได้น่ะครับ  ผมอยู่ตัวคนเดียวเลยไม่มีใครให้ปรึกษาน่ะ  อีกอย่างตอนนี้เพิ่งทะเลาะกับเพื่อนมา  ถึงขั้นเลิกคบ  เลยไม่มีใครช่วยน่ะครับ” มี่หมิงกล่าว


            “ได้สิ  เดี๋ยวพี่จะช่วยดูให้  แต่คงไม่ได้มาทุกวันหรอกนะ  นี่เบอร์โทรของพี่  มันเป็นเบอร์บ้าน  ต้องกดต่อเลขภายในอีก  ถ้ายังไงโทรมาถามก่อนก็ได้ว่าวันนั้นพี่ออกมาจากบ้านรึเปล่า” หญิงสาวจดเบอร์โทรศัพท์ภายในตระกูลของเธอให้กับมี่หมิง


            เมื่อมี่หมิงรับมาเขาก็พบว่าบนกระดาษเขียนชื่อกับเบอร์บ้านเอาไว้  ถึงแม้จะไม่ใช่เบอร์มือถือ  มี่หมิงก็ดีใจที่เขาจะได้คุยกับหญิงสาวคนนี้อีก


            “ไป๋กุ้ยอิง  นี่ชื่อพี่เหรอครับ” มี่หมิงถาม


            “ใช่  ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ขอตัวก่อนนะ” ไป๋กุ้ยอิงตอบ  ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านหนังสือ  ส่วนมี่หมิงได้แต่มองตามเท่านั้น  เขารู้สึกว่าแม้เธอจะสวย  แต่แววตาดูเศร้าอย่างเห็นได้ชัด  เธออาจจะกำลังมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ก็ได้  แต่เขาที่เพิ่งรู้จักเธอจะถามออกไปเลยก็คงจะเสียมารยาท


            มี่หมิงเดินออกมาจากห้าง  แต่พอผ่านตรงช่วงที่เป็นตรอกมืด  เขากลับถูกล็อกคอเข้าไปในตรอก และถูกของแข็งตีเข้าที่ศีรษะจนสลบไป


            ในโกดังร้างแห่งหนึ่ง

            มี่หมิงที่เริ่มรู้สึกตัว  ก็ค่อยลืมตาขึ้น  สิ่งที่เขาเห็นคือพวกเพื่อนกลุ่มที่ไปเที่ยวกับเขาทุกคนกำลังยืนมองเขาอยู่   แต่มี่หมิงรู้สึกว่าเขาถูกมัดที่ข้อมือและเชือกที่มัดนั่นก็ถูกผูกไว้กับคานเหล็ก  ดูเหมือนที่นี่จะเป็นโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง


            “ตายยากเหมือนกันนี่  โดนตีที่หัวเต็ม ๆ ยังรอดมาได้อีก  ที่จริงแล้วคืนนั้นพวกฉันกะจะให้แกจ่ายค่าอาหารในฐานะเจ้าภาพ  ไม่คิดว่าแกจะรอดตายจากพวกผีดูดเลือดมาได้  แถมยังไม่ต้องจ่ายค่าอาหารอีก  แกมันโชคดีสุด ๆ ไปเลย” ชายหนุ่มในกลุ่มพูดขึ้น


            “แต่ว่าแกทำให้พวกฉันถูกเพื่อนในห้องรังเกียจ  ตอนแรกว่าจะสั่งสอนเบาะ ๆ ในห้อง  แต่คิดไปคิดมาทำให้แกหายไปเลยน่าจะดีกว่า  จริงไหม” ชายหนุ่มอีกคนพูด  พร้อมกับเดินเข้ามาพร้อมกับจะง้างหมัดเตรียมจะชกไปที่หน้าของมี่หมิง


            “เดี๋ยวก่อน  นายจำที่ฉันกระดูกมือแตกเมื่อเช้าไม่ได้รึไง  หน้าแม่งแข็งชิบหาย” ชายที่มือข้างหนึ่งเข้าเฝือกพูดเตือนขึ้น  ทำให้ชายที่กำลังจะชกมี่หมิงลดหมัดลง  ก่อนจะคว้าเอาท่อนเหล็กมาเตรียมจะฟาดใส่แทน


            “พวกนายเดี๋ยวก่อนสิ  ไหน ๆ จะฆ่าทั้งที  ช่วยรอหน่อยได้รึเปล่า” หญิงสาวในกลุ่มพูดขึ้น


            “มีอะไร  เราทำมาถึงขนาดนี้จะให้ไว้ชีวิตมันงั้นเหรอ” ชายที่ถือท่อนเหล็กหันมาถาม


            “ฉันแค่เสียดายน่ะ  มี่หมิงออกจะหล่อ  ไม่เหมือนพวกนาย  แถม.....” หญิงสาวเดินมาแล้วกระชากเสื้อเชิ้ตสีดำของมี่หมิงออก  เผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องที่แม้แต่มี่หมิงเองก็ไม่รู้ที่มาของมัน  ก่อนหน้านี้เขาเป็นพวกที่ค่อนข้างตัวบางซะมากกว่า  แต่เพราะคิดไปก็ปวดหัวเขาจึงไม่คิดหาสาเหตุ


            “พวกนายไม่คิดว่าเจ้านี่น่าเสียดายงั้นเหรอ” หญิงสาวพูดพร้อมกับชี้ไปที่กล้ามหน้าท้อง  ก่อนจะหันหน้ากลับไปหามี่หมิง  


            แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอเห็นนั้นทำให้เธอแปลกใจมาก  สีผมของมี่หมิงกำลังกลายเป็นสีแพลตินั่ม


            “อ๊า” มี่หมิงร้องเสียงดังขึ้นมา  ทำให้ทุกคนสะดุ้งตัวโยน  พวกเขาจ้องดูมี่หมิงร้องอย่างเจ็บปวดทรมานก่อนที่จะแน่นิ่งไป  เส้นผมของมี่หมิงกลายเป็นสีแพลตินั่มโดยสมบูรณ์แล้วในตอนนี้


            “สุดยอด  เจ้าหมอนี่เปลี่ยนสีผมได้  น่าจะเอาไปขายให้คณะละครสัตว์ได้เลยว่ะ” ชายคนที่ถือท่อนเหล็กกล่าว


            “มี่หมิงมันสลบไปแล้ว  เธออยากทำอะไรก็รีบทำ  ฉันจะได้ฆ่ามันสักที” ชายอีกคนหนึ่งกล่าว


            หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้กับร่างของมี่หมิงที่นิ่งสนิท  เมื่อเธอเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงครึ่งเมตร  เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงตาของมี่หมิงที่อยู่ใต้ปอยผมด้านหน้า  ฉับพลันเธอก็เห็นดวงตาของมี่หมิงที่ตอนนี้เป็นสีแดงฉาน  ร่างกายของเธอไม่สามารถขยับได้  เพียงพริบตาร่างที่ถูกแขวนไว้ของมี่หมิงก็หายไปจากสายตาของเธอ  ตามด้วยเสียงล้มลงของคนที่อยู่ในโกดังร้างทั้งหมด


            “อะไรกัน  ขยับไม่ได้เลย” เสียงของหญิงสาวขาดหายไป  เมื่อพบว่ามี่หมิงกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ  ใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่กำลังโน้มลงสัมผัสต้นคอเธอ  ทำให้เธอยิ้มขึ้น  เธอสัมผัสได้ถึงจมูกของมี่หมิงที่กำลังสูดดมต้นคอเธอ  แต่ความเสียวซ่านอยู่กับเธอไม่นาน  เธอก็รู้สึกเจ็บที่บริเวณต้นคอ


            “อึก ๆ ๆ ๆ” เสียงเหมือนคนกำลังดื่มบางอย่างดังใกล้กับหูของเธอ  เมื่อเธอเหลือบไปมองใบหน้าของมี่หมิงที่อยู่ตรงต้นคอเธอ  ทำให้เธอตาเบิกกว้าง  เพราะเธอเห็นเขี้ยวของมี่หมิงฝังเข้าไปยังต้นคอของเธอ  ดวงตาสีแดงกำลังจ้องมองเธอกลับ


            “น...นะ....นาย  อ๊า” นั่นเป็นเสียงสุดท้ายของหญิงสาว  ก่อนที่ตาของเธอจะเหลือกจนเหลือแต่ตาขาว  ร่างของเธอซีดเพราะไม่เหลือเลือดแม้แต่หยดเดียว


            ตุบ


            มี่หมิงปล่อยร่างไร้ลมหายใจของเธอให้หล่นลงกับพื้น  ก่อนจะเลียริมฝีปากแล้วยกยิ้มขึ้น  เขาเริ่มเดินไปหาคนอื่น ๆ ที่โดนเขาใช้เล็บที่มีพิษอัมพาตข่วนไว้


            “เอาล่ะ  พวกแกจะต้องมาเป็นกำลังให้กับข้า  เหล่าเด็กน้อยทั้งหลาย” หลังจากนั้นที่โกดังร้างชานเมืองก็มีเสียงของชายหนุ่มและหญิงสาวกรีดร้องขึ้นอย่างสยดสยอง


            ไม่ต้องสงสัย  เบี้ยนฝู๋ตื่นขึ้น  นั่นเป็นเพราะดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปหลังจากมี่หมิงฟื้นได้ไม่นาน


            เบี้ยนฝู๋จัดการกับเพื่อนกลุ่มนี้ของมี่หมิงทั้งหมด  ตอนนี้ร่างของพวกมันได้ลุกขึ้นและได้กลายเป็นผีดูดเลือดไปแล้ว


            “วันนี้เราจะออกล่ากัน  พวกเจ้าจะได้รับอนุญาตให้ดื่มเลือดได้แค่คนเดียวเท่านั้น  ที่เหลือ  เป็นของข้า” เบี้ยนฝู๋กลายร่างเป็นหมอกเข้าห่อหุ้มเหล่าผีดูดเลือดกลุ่มนี้และหายไป  เป้าหมายคือผับสักแห่ง

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน