ร่างของเอี้ยเสวียนดิ่งทะยานลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างหน้าผามรณะราวกับใบไม้แห้งที่ถูกพายุโหมกระหน่ำหมอกสีเทาหนาทึบดุจผืนผ้าของยมทูตค่อยๆ กลืนกินเขาจนมิดอากาศเย็นะเืแทรกซึมผ่านิัเข้าสู่กระดูกเสียงลมหวีดหวิวกู่ก้องในโสตประสาท ราวกับเป็เสียงกรีดร้องของิญญานับพันที่เฝ้ารอการมาเยือนของเขา
ความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกกระชากด้วยแรงลมที่พัดวนไปมาอย่างบ้าคลั่งพลังปราณที่เหลืออยู่น้อยนิดถูกบีบเค้นจนแทบหมดสิ้น เขาพยายามขมวดความคิดค้นหาทางเอาตัวรอด แม้ความมืดมิดจะค่อยๆ กลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาทีละน้อย
ใน่เวลาที่ดิ่งทะยานลงอย่างไร้ทิศทาง ความทรงจำต่างๆเริ่มผุดขึ้นมาในใจของเอี้ยเสวียน ภาพแห่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนยอดเขาการเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะรับมือได้การาเ็สาหัสที่ทำให้เขาต้องหลบหนีจนไปถึงที่สุดของแผ่นดิน ที่ซึ่งหน้าผาแห่งความมืดสูงตระหง่านนี้เป็ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่
ความเ็ปในจิตใจเตือนเขาถึงความจริงที่โหดร้ายเขายังมีเื่อีกมากมายที่ต้องทำ ไม่ว่าจะต้องทำภารกิจในด่านซีเหมินกลับไปที่ตระกูลเอี้ยที่พ่อ แม่ และผู้าุโต่างรอเค้าอยู่รวมถึงการแก้แค้นบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งสี่ ทำให้เอี้ยเสวียนตื่นตัวขึ้น
"นี่คือความตายของข้าหรือ...ตัวข้าจะได้พบหน้าบรรพบุรุษในไม่ช้า..."ความคิดนั้นแวบผ่านสมองของเอี้ยเสวียนก่อนที่สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดกระตุ้นให้เอี้ยเสวียนผู้เคยเผชิญกับความเป็ความตายนับร้อยครั้งจะสั่งให้สมองคิดหาทางเอาตัวรอด
ในระหว่างที่ร่างกายกำลังดิ่งลงสู่ความตายเอี้ยเสวียนค้นในร่างกายมือััได้ถึงยันต์แผ่นสุดท้ายที่อยู่ในอก
“ขอให้เป็ยันต์วายุ....ขอให้เป็ยันต์วายุ..เพี้ยง”เอี้ยเสวียนคิดใจใจ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายเอี้ยเสวียนรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในร่างมือสั่นเทาของเขาสอดเข้าไปในชายแขนเสื้อ ดึงเอายันต์ออกมา มันเป็ยันต์วายุแผ่นสุดท้ายออกมาอย่างลนลานนิ้วเรียวยาวของเขาสั่นระริก ก่อนจะกรีดปลายนิ้วลงบนแผ่นยันต์โบราณอย่างไม่ลังเล
“ฮ่าฮ่าๆ ฟ้ายังปราณีเป็ยันต์วายุจริงๆ”เอี้ยเสวียนคิดในใจก่อนที่จะถ่ายพลังปราณลงไปในแผ่นยันต์พร้อมทั้งสะบัดมือด้วยอักขระแห่งธาตุลมเมื่อเอี้ยเสวียนถ่ายเทพลังปราณทั้งหมดลงไปตัวอักษรเ่าั้เริ่มเรืองแสงขึ้นทีละตัวก่อให้เกิดแสงสีนวลสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด
พลังธาตุลมอันรุนแรงพลันแผ่ออกมา กระแสลมหมุนวนรอบตัวเขาอย่างบ้าคลั่งเสียงหวีดหวิวของสายลมผสานกับเสียงกรีดร้องของิญญา สร้างดนตรีอันน่าสะพรึงกลัวท่ามกลางดนตรีแห่งความตายนั้นเอี้ยเสวียนรู้สึกราวกับร่างกายของตนเองถูกห่อหุ้มในพายุเฮอร์ริเคนขนาดจิ๋ว โอบอุ้มเขาไว้ชะลอความเร็วในการร่วงหล่นลงอย่างน่าอัศจรรย์
พลังวายุที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาเป็เสมือนโล่ป้องกันจากแรงลมปะทะแต่ขณะเดียวกันก็ส่งสั่นะเืไปทั่วร่างราวกับมีคลื่นเสียงที่ความถี่สูงส่ายไปทั่วกระดูกและเนื้อเยื่อเขารู้สึกเหมือนอยู่ในใจกลางพายุไซโคลน ถูกแรงหมุนวนดูดแต่ก็ถูกแรงเดียวกันนั้นชะลอการตกไปพร้อมกัน
แต่แรงปะทะของลมกับร่างกายก็ไม่ใช่เื่ง่ายความเ็ปแล่นแปลบไปทั่วร่าง เหมือนถูกกระหน่ำด้วยตะบองนับร้อยกล้ามเนื้อทุกมัดส่งเสียงร้องประท้วงราวกับกำลังถูกฉีกออกจากกันกระดูกส่งเสียงลั่นดังกรอบแกรบ เขากัดฟันแน่น พยายามควบคุมสติในขณะที่พลังยันต์วายุค่อยๆ เสื่อมถอยลง
ลมหมุนวนรอบตัวเขาเริ่มอ่อนแรงลงความเร็วในการตกเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งแต่อย่างน้อยก็ช่วยชะลอจนเขามองเห็นพื้นดินข้างล่างได้แล้ว ท่ามกลางหมอกหนาทึบเขาเห็นเงาดำของต้นไม้และก้อนหิน เขาเตรียมตัวสำหรับการปะทะครั้งสุดท้าย
"ตู้ม!"
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวร่างของเอี้ยเสวียนปะทะกับพื้นดินอย่างรุนแรงแรงกระแทกยังคงรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะรับไหวความเ็ปแล่นริ้วไปทั่วร่างราวกับสายฟ้าฟาดเขากลิ้งไปตามพื้นดินที่เต็มไปด้วยหญ้าแข็งกระด้างและโขดหินแหลมคมร่างกายกระแทกเข้ากับสิ่งแข็งขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วก่อนจะหยุดนิ่งในที่สุด
การกลิ้งไปบนพื้นดินที่ขรุขระนั้นช่างทรมานยิ่งนัก โขดหินแหลมคมต่างๆเฉือนผ่านิั ใบไม้แห้งและกิ่งไผ่ป่าขูดขีดไปทั่วร่างเสื้อผ้าที่แต่เดิมทีก็ขาดรุ่งริ่งจากการต่อสู้ตอนนี้แทบจะไม่เหลือผืนใหนที่สมบูรณ์เผยให้เห็นิัที่เปื่อยยุ่ยและเต็มไปด้วยาแใหม่
เขานอนแผ่อยู่บนพื้นสภาพสะบักสะบอมราวกับทหารที่ผ่านานองเืมาอย่างโชกโชน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เป็ริ้วๆเผยให้เห็นิัที่ถูกถลอกเป็ทางยาว เืไหลซิบๆจากาแน้อยใหญ่ที่แทรกอยู่ทั่วร่าง เขาหอบหายใจอย่างหนักอากาศเย็นชื้นแทรกซึมเข้าไปในปอดทีละนิดความเ็ปแล่นปลาบที่หน้าอกทุกครั้งที่หายใจบ่งบอกว่าซี่โครงน่าจะร้าวหรือหักไปอย่างน้อยสองซี่
รสชาติคาวเค็มของเืเต็มปาก ริมฝีปากบวมและแตกจากการกระแทก ใบหน้าถูกกระแทกจนเขารู้สึกถึงการบวมได้อย่างชัดเจนขมับซ้ายบวมจนตาข้างหนึ่งแทบลืมไม่ขึ้นเขาแทบจะไม่รู้ว่าร่างกายส่วนไหนบ้างที่ไม่เ็ป “ยังดีคงไม่เสียโฉมหรอกนะ”เขาคิดขึ้น
เอี้ยเสวียนพยายามกระเสือกกระสนจะลุกขึ้นยืน มือเท้าพื้นดินที่ชื้นแฉะเขากัดฟันแน่น ดันร่างให้ลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรง ล้มครืนลงไปอีกครั้งใบหน้าจมลงกับโคลนเย็นชื้นกลิ่นดินชื้นแฉะผสมกับกลิ่นคาวเืของตัวเองลอยเข้าจมูก เขาพยายามอีกครั้งคราวนี้ค่อยๆ พลิกตัวให้หงายขึ้น ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน
ขณะที่นอนหงายมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เอี้ยเสวียนก็ได้รู้ว่าเขาไม่ได้ตกลงมาในที่ราบธรรมดาแต่อยู่ในหุบเขาที่ล้อมรอบไปด้วยหน้าผาสูงชัน้าปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดเสียงสะท้อนเป็เสียงก้องที่ดังขึ้นเป็่ๆแสดงให้เห็นถึงความลึกและความกว้างของหุบเขาแห่งนี้
เมื่อดวงตาปรับเข้ากับความมืด เอี้ยเสวียนกระพริบตาถี่ๆไล่หยดน้ำและเืที่เกาะพราวบนขนตาออกไปเขาพบว่าตนเองอยู่ในหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบแสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านหมอกมาได้เพียงน้อยนิดเกิดเป็ลำแสงเรืองรองสีเงินยวงที่ทอดยาวลงมาจากท้องฟ้า ส่องสว่างให้เห็นหุบเขาอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้โบราณสูงใหญ่ที่มีรากงอกแตกเป็ร่างแหไปทั่วและก้อนหินขนาดั์ที่กระจัดกระจายอยู่เป็หย่อมๆ
ต้นไม้เ่าั้แปลกประหลาดมากลำต้นบิดเบี้ยวไปมาราวกับงูั์ที่กำลังเลื้อยขึ้นฟ้ากิ่งก้านส่ายไสวแม้จะไม่มีสายลม ใบไม้เป็สีเทาคล้ำ มีแสงระยิบระยับเป็จุดๆเหมือนดาวฤกษ์บนใบไม้ราวกับต้นไม้เหล่านี้มีชีวิตชีวาในแบบที่ต่างไปจากพืชพรรณทั่วไป
หมอกที่นี่แปลกประหลาดยิ่งนักไม่ได้เย็นเยียบจนชาชินเหมือนบนหน้าผามรณะ แต่กลับหนักอึ้งแฝงด้วยกลิ่นอายพลังงานประหลาดที่โบราณและลึกลับกลิ่นอายนั้นทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด ราวกับถูกห้อมล้อมด้วยชีวิตที่ซ่อนเร้น...และสายตาจำนวนมากที่กำลังจ้องมองมายังเขา
หมอกในหุบเขาแห่งนี้ช่าง แปลกประหลาด ยิ่งนักมันไม่ได้เย็นเยียบจนชาชินเหมือนบนหน้าผา หากแต่ หนักอึ้ง ราวกับก้อนสำลีเปียกชื้นที่กดทับอยู่ในอากาศทุกครั้งที่สูดหายใจเข้าไป เอี้ยเสวียนรู้สึกถึงความ ข้นคลั่ก ของบางสิ่งที่ไม่ใช่อากาศธรรมดาแต่เป็พลังงานบางอย่างที่อบอวล อยู่รอบกายกลิ่นอายลึกลับที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นดินชื้น กลิ่นสมุนไพรป่าลึกและกลิ่นที่เกินจะระบุ ลอยเข้ามาในโสตประสาท มันไม่ใช่หมอกที่อยู่นิ่ง แต่กลับ เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตบางครั้งมันโอบล้อมจนมิดมองไม่เห็นสิ่งใด บางครั้งก็แ่จางเผยให้เห็นเงามืดสลัวราวกับกำลังหายใจเข้าออก หรือ เฝ้ามอง การเคลื่อนไหวของเขาอยู่เงียบๆหมอกมีความผิดปกติมันไม่เพียงแค่หนาทึบ แต่ยังเคลื่อนไหวในลักษณะที่ดูเหมือนมีจิตสำนึกบางครั้งหมอกจะหนาทึบจนมองไม่เห็นสิ่งใดเลย บางครั้งก็จางลงจนเห็นทะลุได้ชัดเจนราวกับกำลังหายใจเข้าออก หรือกำลังเฝ้าสังเกตการณ์
อากาศในหุบเขานี้มีความชื้นสูงผิดปกติ แต่ไม่ใช่ความชื้นจากน้ำธรรมดาแต่เป็ความชื้นที่แฝงไปด้วยพลังงานมหัศจรรย์เขารู้สึกได้ว่าอากาศที่หายใจเข้าไปนั้นข่นข้นไปด้วยสิ่งที่เขาไม่เคยััมาก่อน
เอี้ยเสวียนขยับศีรษะไปมาอย่างช้าๆพยายามมองหาต้นตอของความรู้สึกถูกเฝ้ามองนั้นแต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากหมอกหนาและเงามืดของวัตถุต่างๆ บางอย่างในใจเขากระซิบว่าพวกมันแอบซ่อนอยู่ แอบซ่อนและเฝ้ามอง รอคอยบางสิ่ง...
ความเงียบในหุบเขานี้ไม่ใช่ความเงียบธรรมดามันเป็ความเงียบที่หนักอึ้ง เต็มไปด้วยความตั้งใจราวกับทุกสิ่งทุกอย่างกำลังกลั้นหายใจเฝ้ารอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงหยดน้ำที่ตกจากไหนสักแห่งเป็ระยะ และเสียงลมเบาๆที่พัดผ่านใบไม้
ความรู้สึกถูกเฝ้ามองหนักอึ้งราวกับถูกูเาทับร่างกายของเอี้ยเสวียนที่าเ็สาหัสแทบขยับไม่ได้ เขาทำได้เพียงกระพริบตาถี่ๆไล่ความมัวซัวจากสายตา และจับจ้องไปยังความมืดมิดรอบตัว ทันใดนั้นเขาก็เห็น—ท่ามกลางหมอกหนาทึบ เงาร่างผิดรูปหลายสิบร่างกำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่างช้าๆเงาบางร่างคล้ายมนุษย์แต่แขนยาวผิดปกติ บางร่างมีส่วนหัวที่บิดเบี้ยวไปดุจเดรัจฉานบางร่างมีเขาและกรงเล็บยื่นออกมาจากร่างไม่มีร่างใหนที่สมบูรณ์ทุกตัวที่ปรากฎไม่พิการที่มือ ก็ที่ขาหรือสัดส่วนของร่างกายผิดปกติ แต่ที่เหมือนกันคือทุกตัวมีสภาพร่างกายคล้ายกับครึ่งคนครึ่งอสูรที่เอี้ยเสวียนเคยต่อสู้ด้วย
พวกมันเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แต่มีจุดหมายราวกับกำลังเข้าล้อมเขาอย่างระมัดระวังบางตัวเดินกะเผลกเพราะขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้างบางตัวลากร่างไปบนพื้นเพราะไม่มีขาข้างหนึ่ง บางตัวใช้แขนยาวผิดปกติเป็ขาเดินการเคลื่อนไหวของพวกมันแปลกประหลาดแต่ก็น่าสังเวช
เมื่อเงาร่างเ่าั้คืบคลานเข้ามาใกล้พอที่แสงจันทร์สลัวจะเผยให้เห็นรายละเอียดเอี้ยเสวียนต้องกลั้นลมหายใจด้วยความสะพรึงกลัวปนเวทนา พวกมันคือครึ่งคนครึ่งอสูร ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูปบางตัวมีเนื้อหนังที่ถูก เย็บปะติดปะต่อกันอย่างหยาบๆๆ เผยให้เห็นรอยไหม้และแผลเป็น่าสยดสยองบางตัวมีอวัยวะภายในที่ เปล่งแสงเรืองๆ เต้นตุบๆอยู่นอกร่างกายที่ไร้ิัปกคลุม แขนขายาวผิดสัดส่วน บางตัวเดินกะเผลก ลากขาที่สั้นกว่าอีกข้างไปกับพื้นอย่างยากลำบากทว่าสิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ ดวงตา ของพวกมัน มันไม่ใช่ดวงตาของสัตว์ร้ายแต่เป็ดวงตาที่ ว่างเปล่าไร้แวว ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเ็ปอันไร้ที่สิ้นสุดเป็ดวงตาของ ผู้ที่เคยเป็มนุษย์ ที่ถูกความทรมานกัดกินจนเหลือเพียงเศษเสี้ยวของความเป็คนและความ หิวโหย ที่ไม่อาจระงับได้สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดคือสายตาของพวกมันมันไม่ใช่สายตาของสัตว์ร้าย แต่เป็สายตาของผู้ที่เคยเป็มนุษย์ที่ยังคงมีเศษเสี้ยวของความเป็คนเหลืออยู่แต่ถูกความทรมานและความเ็ปกัดกินจนเหลือเพียงความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง
พวกเขาคือครึ่งคนครึ่งอสูรที่ถูกทอดทิ้งบ้างถูกโยนลงมาหลังการทดลองล้มเหลว เสียงครางต่ำๆดังแ่เบาลอยออกมาจากลำคอที่แห้งผากของพวกมันเสียงนั้นแฝงไปด้วยความทุกข์ทรมานและความเศร้าโศกอันไม่มีวันสิ้นสุดรวมถึงความหิวโหยอย่างเห็นได้ชัด
เสียงครางเ่าั้ไม่ใช่เสียงของความโกรธแค้นแต่เป็เสียงของความเศร้าโศกอันลึกซึ้ง เป็เสียงของผู้ที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงความเป็ตัวตนที่แท้จริงของตนเองพวกมันเดินเข้ามาใกล้ไม่ใช่เพราะความโหดร้าย แต่เพราะความหิวโหยที่ไม่อาจระงับได้
เอี้ยเสวียนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกังวล กัดกินจิตใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก'พวกมัน... คงไม่ได้คิดว่าข้าเป็ อาหารเย็นหรอกมั้ง?'เขาคิดในใจอย่างประหม่า 'หรือกำลังมองอะไรกันแน่?หรือกำลังตัดสินใจว่าจะทำข้าเป็ อาหารประเภทปิ้ง ย่าง ดี?' ร่างกายที่าเ็สาหัสและอ่อนแรงของเขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆหากพวกมันตัดสินใจจะเข้ามา... เขาคงไม่เหลือทางสู้เลยแม้แต่น้อยความหวาดกลัว แผ่ซ่านไปทั่วร่างจนขนลุกชันในขณะที่เอี้ยเสวียนกำลังดิ้นรนกับความเ็ปครึ่งคนครึ่งอสูรเ่าั้ค่อยๆ เข้ามาใกล้มากขึ้น พวกมันเดินและคลานเข้ามาหาเขาเรื่อยๆด้วยความช้าดวงตาที่ว่างเปล่าจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ผสมผสานระหว่างความหิวโหยและความกังวล
บางตัวในหมู่พวกมันเริ่มส่งเสียงครางเบาๆที่ฟังดูเหมือนเป็ภาษาโบราณบางอย่างแต่เสียงนั้นแหบห้าวจนแทบไม่อาจแยกแยะคำพูดได้มันเป็เสียงของผู้ที่ไม่ได้ใช้คำพูดมานานนับสิบปีเสียงของผู้ที่ลืมแล้วว่าการสื่อสารคืออะไร
เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเอี้ยเสวียนสังเกตเห็นว่าพวกมันไม่ได้เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้เขาอีกแต่กลับเหมือนกำลังรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่งบางตัวเงยหน้าขึ้นมองไปทางที่ใดที่หนึ่งในหมอกหนาทึบบางตัวก้มหน้าลงราวกับกำลังแสดงความเคารพ
สายตาพร่ามัวลง ความรู้สึกมึนงงคืบคลานเข้ามาร่างกายของเขาเริ่มเข้าสู่ภาวะช็อก จากการสูญเสียเืและความเ็ปอย่างรุนแรงก่อนที่สติจะเลือนรางลงไปในที่สุด เขาได้ยินเสียงคำรามดังก้องออกมาจากภายในหมอกทึบเสียงนั้นทั้งทรงพลังและลึกลับ เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจต้านทานได้
เสียงคำรามนั้นก้องกังวานไปทั่วหุบเขาครึ่งคนครึ่งอสูรทั้งหมดตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวบางตัวกดหน้าลงกับพื้นราวกับกำลังกราบไหว้เสียงครางเศร้าโศกของพวกมันเปลี่ยนเป็เสียงขอร้องที่แ่เบา
ก่อนที่เขาจะหมดสติไปอย่างสิ้นเชิงเขาเห็นเงาร่างสีทองปรากฏขึ้นบนก้อนหินใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนักนั่นคือภาพสุดท้ายที่เขาเห็น
เมื่อเงาร่างสีทองปรากฎขึ้นอย่างชัดเจน มันคือวานรตัวใหญ่ที่มีขนสีขาวบริสุทธิ์ปกคลุมไปทั่วร่างมีลวดลายสีแดงเืหมูที่วิ่งไปตามแขนขา ลำคอและใบหน้าราวกับเป็รอยสักศักดิ์สิทธิ์โบราณดวงตาคู่นั้นเป็สีทองแวววาวเหมือนดวงอาทิตย์ยามเช้า ร่างกายสูงใหญ่ถึงสิบจั้งดูทรงพลังและสง่างามในเวลาเดียวกัน
เมื่อพญาวานรปรากฏตัวขึ้นบนก้อนหินมันเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าและปล่อยเสียงคำรามที่ดังก้องไปทั่วหุบเขาเสียงนั้นทรงพลังจนเสียงสะท้อนกลับมาจากหน้าผาสูงชันรอบข้าง
"โฮก...."
เสียงคำรามที่ออกมาจากลำคอของพญาวานรไม่ใช่เสียงของความโกรธแค้นแต่เป็เสียงของผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในดินแดนนี้ เป็เสียงของผู้ปกครองเสียงนั้นแผ่ไปทั่วทุกซอกทุกมุมของหุบเขาสั่นคลอนไปถึงหัวใจของทุกสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในบริเวณนี้
ทันที่ที่เสียงคำรามดังขึ้นบรรดาครึ่งคนครึ่งอสูรทั้งหมดก็หยุดการเคลื่อนไหวและสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวไม่มีตัวใดกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว พวกมันกดหน้าลงกับพื้นแน่นร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
พญาวานรยกมือขึ้นทำท่าทางสะบัดไล่ให้บรรดาครึ่งคนครึ่งอสูรที่กำลังสั่นสะท้านให้ออกไปจากบริเวณนั้นการสะบัดมือเพียงครั้งเดียวนั้นเต็มไปด้วยอำนาจและความสง่าราศีพลางชี้ไปที่พื้นด้านหน้าและชี้กลับมาที่ตัวเองเสมือนจะบอกกับบรรดาครึ่งคนครึ่งอสูรที่ว่านี่คืออาณาเขตของมันเมื่อสังเกตที่พื้นจะเห็นว่าบริเวณที่เอี้ยเสวียนตกมานั้นเป็แถบที่เป็ก้อนหินและต้นไม้และมีหมอกสีเทาลอยอยู่รอบๆ
ในขณะที่พวกครึ่งคนครึ่งอสูรยืนอยู่ในบริเวณขอบของทรายสีดำเดินไปมาอย่างกระวนกระวายแต่ไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่ก้อนหินสีเทาแนวแบ่งระหว่างพื้นที่ก้อนหินสีเทากับพื้นที่ทรายสีดำนั้นชัดเจนมากราวกับเป็เส้นแบ่งเขตแดนที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ ทรายสีดำด้านนอกนั้นดูเหมือนจะเคลื่อนไหวไปมาเองโดยไม่มีลมและมีเสียงประหลาดๆ ดังเบาๆ ออกมาเป็ระยะ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตใต้พื้นทราย
ในที่สุดพวกมันก็ตัดใจก่อนที่จะหันกายกลับไปทางที่พวกมันมาอย่างรีบร้อน
หลังจากเหล่าครึ่งคนครึ่งอสูรไปแล้ว พญาวานรก็ก้มหน้าลงมองดูเอี้ยเสวียนที่นอนสลบอยู่บนพื้นดวงตาสีทองคู่นั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ มันะโลงจากก้อนหินอย่างคล่องแคล่วแล้วเดินเข้ามาหาเอี้ยเสวียนอย่างเงียบๆ
พญาวานรยื่นมือใหญ่ออกมาและแบกเอี้ยเสวียนขึ้นมา หลังจากนั้นก็ะโขึ้นไปบนก้อนหินสูงก้อนหนึ่งแล้วเริ่มเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้การเดินของมันมั่นคงและราบรื่นไม่ทำให้เอี้ยเสวียนที่อยู่ในอ้อมแขนรู้สึกสั่นะเืมากนัก
ในระหว่างที่ถูกอุ้มโดยพญาวานร เอี้ยเสวียนมีความรู้สึกว่าร่างกายปวดร้าวเหมือนจะแยกออกจากกันเนื่องจากพญาวานรเคลื่อนไหวด้วยการะโไปมาอย่างรวดเร็วทำให้ร่างกายของเอี้ยเสวียนสั่นคลอนตลอดเวลาเอี้ยเสวียนพยายามลืมตาขึ้น แต่ดวงตาหนักอึ้งเกินกว่าจะฝืนไหวเหมือนมีน้ำหนักมหาศาลกดทับอยู่บนเปลือกตาเขาทำได้เพียงรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมจากการเดินที่สม่ำเสมอเสียงฝีเท้าที่ย่ำไปบนพื้นที่เปียกชื้น และความเย็นชื้นของหมอกที่ปกคลุมร่าง
ระหว่างการเดินทาง เอี้ยเสวียนรู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปกลิ่นอายของความตายและความสิ้นหวังที่เขาได้กลิ่นั้แ่แรกเริ่มค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นอายของสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์
กลิ่นประหลาดผสมกันระหว่างกลิ่นป่าชื้น กลิ่นเนื้อเน่าและกลิ่นสมุนไพรโบราณลอยอวลอยู่ในอากาศเขารู้สึกถึงแรงสั่นะเืจากการเดินที่ส่งผ่านมาจากร่างของผู้ที่แบกเขาอยู่ระยะทางที่ถูกแบกหามไปนั้นช่างยาวนานเหลือเกินราวกับหุบเขานี้ทอดยาวไปไม่มีที่สิ้นสุด... หรืออาจจะไปหยุดที่นรกจนทำให้เขารู้สึกว่าตนเองถูกพาลงไปลึกกว่าที่เคยจินตนาการ
เสียงแตกต่างๆ ในหุบเขาเริ่มเปลี่ยนไปแทนที่ด้วยเสียงของธรรมชาติที่สงบสุข เสียงน้ำไหลเซาะ เสียงใบไม้ใสๆที่ขยับไปตามสายลม และเสียงของสัตว์ป่าที่ไม่ได้เป็สัตว์ประหลาด
ในระหว่างที่ถูกอุ้มไปไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากนานๆจะมีเสียงน้ำหยดดังขึ้นเป็ระยะและเสียงของฝีเท้าที่ดังก้องเป็่ๆแต่เสียงฝีเท้านั้นไม่ใช่เสียงของการเดินบนพื้นแข็งแต่เป็เสียงของการเดินบนพื้นนุ่มและเปียกชื้น บางครั้งเป็เสียงของการเดินบนหินบางครั้งเป็เสียงของการเดินบนดิน
ระหว่างทาง พญาวานรหยุดพักหลายครั้งเขารู้สึกได้ว่าตัวเองถูกวางลงบนพื้นเป็ครั้งคราวขณะที่พญาวานรไปหยิบสิ่งของบางอย่างมาเขาได้กลิ่นหอมของสมุนไพรและเสียงของใบไม้ที่ถูกบดยันหลังจากนั้นเขาก็รู้สึกถึงความชุ่มชื้นที่ถูกทาลงบนาแต่างๆ ของเขา
การดูแลของพญาวานรนั้นอ่อนโยนและมีความเชี่ยวชาญราวกับเขาเคยรักษาสิ่งมีชีวิตที่าเ็มาแล้วหลายครั้งยาสมุนไพรที่เขาใช้นั้นมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดและเร่งการหายของาแ
ในที่สุด การเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลงร่างของเอี้ยเสวียนถูกวางลงบนพื้นที่เย็นเฉียบแต่ไม่แข็งกระด้างพื้นที่นี้รู้สึกนุ่มนวลและสะอาดกว่าที่เขาเคยััมาั้แ่ตกลงมาในหุบเขานี้
พญาวานรที่วางร่างของเอี้ยเสวียนลงแล้วก็ไม่ได้หันหลังกลับไปตามทางที่เดินมาทันทีแต่กลับนั่งลงข้างๆ เขาและดูแลเขาต่อไปอีกสักครู่มันใช้มือใหญ่ของมันปาดเศษดินและเืแห้งออกจากใบหน้าของเอี้ยเสวียนการััของมันอ่อนโยนจนเกินความคาดหมาย
หลังจากดูแลเอี้ยเสวียนเสร็จแล้ว พญาวานรก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมองดูเขาอีกครั้งด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงแล้วจึงหันหลังกลับไปตามทางที่เดินมา เสียงฝีเท้าของมันค่อยๆ จางหายไปในหมอกทึบจนกระทั่งเงียบสนิท
เมื่อเอี้ยเสวียนค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาและรู้สึกตัว กลิ่นอายชื้นๆของหินเย็นลอยเข้าจมูก แต่ครั้งนี้กลิ่นนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดแต่กลับทำให้รู้สึกสบายใจ เขาค่อยๆ รวบรวมสติ ฝืนเปลือกตาที่แสนหนักให้ลืมขึ้นเขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสภาพการมองเห็นในความมืดสลัว
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานถ้ำขนาดมหึมาที่สูงจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดมันเป็ถ้ำที่ใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าที่มนุษย์จะสร้างขึ้นได้บนเพดานถ้ำมีหินงอกระย้าห้อยลงมาราวกับฟันของสัตว์ร้ายั์มีแสงสีฟ้าเหมือนหิ่งห้อยนับพันดวงส่องประกายระยิบระยับบนเพดานถ้ำ ส่องสว่างให้เห็นความกว้างใหญ่ของถ้ำได้เพียงบางส่วน
ถ้ำแห่งนี้ดูเหมือนเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อากาศภายในบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยพลังงานที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นแม้ว่าเขาจะยังคงเ็ปจากาแต่างๆแต่ความปวดร้าวนั้นได้บรรเทาลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนแรกที่ตื่นขึ้นมา
เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายยังคงอ่อนแรงความพยายามครั้งแรกล้มเหลว แต่ครั้งที่สองเขาสามารถพยุงตัวขึ้นมาได้ เขามองไปรอบๆถ้ำด้วยความประหลาดใจ ในใจคิดว่าตนเองอยู่ที่ไหนกันแน่และสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ช่วยเขาไว้นั้นคือใครกันแน่