กระบี่ของนางฟาดฟันรัวเร็วและแรง อาวุธในมือของเงือกไม่อาจต้านคมกระบี่สุญญตา จึงแตกสลายไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ปะทะ แม้เงือกปีศาจจะเรียกกระบี่ปราณขึ้นมาก็ไม่อาจต้านทานปราณทำลายล้างกระบี่เทพเล่มนี้ได้
จะให้มันใช้ปราณในร่างเข้าสู้ เพื่อนของมันตัวเมื่อครู่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าหมื่นธาตุพิษของมู่เชียนร้ายกาจเพียงใด สำหรับเงือกอสูรตนนี้… ศึกนี้ไร้ซึ่งหนทางเอาชนะได้
ทว่าซากศพย่อมไม่กลัวความตาย ดังนั้นแม้หางและแขนจะถูกนางฟันจนขาดสะบั้น มันก็ยังคงพุ่งร่างเข้าหามู่เชียนอีกครั้งอย่างไม่ลดละ
“อึ้ก…!! ฟิ้วว..” เสียงกระแทกจากคู่ต่อสู้ที่ด้านหลังดังแว่วมา ตามด้วยสายลมสีขาวเส้นหนึ่งวิ่งผ่านหน้า ไม่รู้ว่าเป็นหู่อีหรือฟู่หลิงที่เพิ่งถูกทำร้ายจนจื่อฮั่วต้องมาพาหนีไปเช่นนั้น
เวทย์อักษรที่นางทิ้งไว้ไม่อาจต้านทานการโจมตีของมหาราชันย์ได้นานนัก.. เวลานั้นเองมู่เชียนก็สามารถตัดศีรษะของเงือกอสูรตนนั้นลงได้ ก่อนจะระเบิดปราณเข้าใส่ร่างที่เหลือจนแหลกเป็นชิ้นๆ
หันไปพบฟู่หลิงกำลังสู้ศึกกับเงือกอสูรตนหนึ่งอยู่เพียงลำพัง เงือกอีกตัวคงถูกหู่อีใช้วิธีบ้าระห่ำสังหารไปแล้ว แม้เขาจะบาดเจ็บไปด้วยแต่ก็สามารถสังหารศัตรูที่อยู่ในรับผิดชอบของตนเองลงได้ ทำให้หญิงสาวนึกชื่นชมหัวหน้าองครักษ์ผู้นี้อยู่ในใจ ขณะหญิงสาวพุ่งร่างเข้าไปหาฟู่หลิงที่ดูอ่อนแรงเต็มที
ไม่กี่อึดใจต่อมาเงือกอสูรตนนั้นก็ถูกนางสังหารและระเบิดร่างทิ้งไปเช่นกัน หญิงสาวแนะนำให้ฟู่หลิงเข้าไปพักในมิติ ด้วยจื่อฮั่วนั้นไม่อาจปลีกตัวมาได้ ผีซิวตัวน้อยกำลังวุ่นวายกับการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากกองกำลังเจ็ดธาตุ
สนามรบด้านล่างโกลาหลอย่างมาก ทหารหลายคนเริ่มได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของสัตว์อสูรจำนวนมาก พวกมันยังคงกรูกันขึ้นมาจากทะเลลึกราวไม่มีวันหมดสิ้น
“แม่นางมู่ พวกเราควรหลบไปสักพักหรือไม่…?” ฟู่หลิงเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ ยามนี้พวกองครักษ์หู่ทั้งห้ายังอยู่บนเรือ ทั้งไม่อยู่ในสภาพที่สามารถต่อสู้ได้ เขาไม่กล้าทิ้งสตรีอันเปรียบดังดวงใจขององค์ราชาไว้เพียงลำพัง ทว่ามู่เชียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว
“หลบไปในมิติแล้วอย่างไรเล่า อยู่ในมิติใช่ว่าจะสามารถเคลื่อนที่หนีไปได้ ยามออกมาอีกครั้งไม่แน่อาจจะพบว่าพวกเราอาจจะถูกล้อมอยู่ใต้ทะเลโลหิตมารแทน.. และหากกลับไปที่เรือก็คงยิ่งเป็นการล่อพวกมันไปโจมตีเรือลำนั้นเสียอีก” หญิงสาวอธิบายพลางเหลือบตาไปที่เรือสีทองลำนั้นอีกครั้ง ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้นางตะลึงด้วยความหวาดหวั่น
โลหิตมารเข้าใกล้เรือลำนั้นเกินไปแล้ว งูโลหิตสีดำตัวหนึ่งชูคอขึ้นเหนือน้ำ ด้วยขนาดของมันขาดอีกเพียงไม่กี่จ้างก็จะเข้าสู่ระยะโจมตี !!
มู่เชียนไม่มีเวลาให้คิดซ้ำ หญิงสาวกวาดมือลงไปด้านล่าง เก็บกองทัพเจ็ดธาตุทั้งหมดเข้ามิติไปรวมถึงฟู่หลิงด้วยเช่นกัน … การหายวับไปของมนุษย์นับหมื่นเหล่าสัตว์อสูรก็ชะงักงัน ก่อนจะมองหาเป้าหมายไปรอบๆ ก่อนจะพบเข้ากับร่างบางเพียงหนึ่งเดียวที่ลอยอยู่บนฟ้า ใกล้กับชายทะเลสีดำอย่างยิ่ง
ราชันย์อสูรหลายสิบร่างพุ่งร่างเข้าหานาง ขณะที่เหล่าสัตว์อสูรชั้นต่ำด้านล่างแหงนคอคำรามใส่ด้วยความดุร้าย ทว่ามู่เชียนไม่สนใจ หญิงสาวสร้างอักษรเวทย์ป้องกันล้อมร่างของตนเอาไว้ ก่อนจะหลับตาลง ก่อนจะสำรวจลึกลงไปในร่างของตน
ด้วยพันธะสัญญาของปราณธาตุที่สามที่ครอบครองไว้ ทำให้นางมีปราณของเหล่าเทพอสูรเก็บไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ปราณธาตุไม้เก็บไว้ในสมอง ปราณธาตุไฟเก็บไว้ในหัวใจ และปราณธาตุน้ำเก็บไว้กระแสเลือด และยามนี้นางก็คิดจะนำมันมาออกมาใช้ในคราวเดียว
เส้นสายสีเขียว ฟ้า และแดงปริมาณมหาศาลไหลพุ่งออกมาจากร่างของนาง ก่อนจะหมุนคว้างขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงทั้งสามเจิดจ้าโดดเด่นอย่างมากโดยเฉพาะยามที่อยู่รวมกันในจุดๆเดียว
ปราณของเทพอสูรคือยอดปรารถนาของโลหิตมาร มู่เชียนทราบถึงความจริงข้อนี้ และเพื่อเรียกให้งูโลหิตเหล่านั้นละความสนใจจากเรือและหันมา… หญิงสาวจึงตัดสินระเบิดเส้นสายปราณเหล่านั้นออกอย่างรุนแรง
ไอปราณของเทพอสูรฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณเกาะแห่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางเจตนาให้มันลุกลามไปถึงพื้นทะเลโลหิตสีดำใกล้ๆชายฝั่งอีกด้วย งูโลหิตที่กำลังเคลื่อนกายไปด้านหน้า จู่ๆรู้สึกถึงปราณสามสายอันเลิศรสก็หยุดการเคลื่อนไหวและหันมาหานางทันที
อาจเพราะปราณของพวกเสี่ยวจิ้งหายไปจากบริเวณนี้นานแล้ว จึงทำให้ทะเลโลหิตค่อนข้างหงุดหงิดงุ่นง่านมาพักใหญ่ เมื่อเห็นปราณเทพอสูรปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังอยู่ใกล้เขตแดนของมันจะไม่ให้พวกมันลิงโลดจนลืมสิ้นทุกอย่างได้อย่างไร
ราวกับกลัวว่าเหยื่อล่อจะไม่โดดเด่นน่าพอใจ หญิงสาวจึงจงใจขยับร่างเข้าไปลอยเหนือบริเวณทะเลสีดำแห่งนั้นราวกับท้าทาย…
มู่เชียนพบว่าแผนนี้ของนางเห็นผลเกินคาด… !! ทันใดนั้นงูโลหิตรวมถึงทะเลสีดำละความสนใจจากทุกสิ่งที่นอกชายฝั่ง พวกมันหดตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วรวมกันเป็นคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้า คลื่นสีดำขนาดมหึมาเพียงพอจะถล่มแคว้นๆหนึ่งให้ราบ…ถาโถมเข้าหาร่างของนางอย่างบ้าคลั่ง
มู่เชียนสามารถหลบเข้าไปอยู่ในมิติได้ ทว่านางก็ต้องทำใจยอมรับเรื่องที่ทั้งนางและมิติอาจจะถูกผนึกไว้คู่กับร่างของเทพอสูรธาตุดินในเกาะแห่งนี้ ไหนจะคลื่นยักษ์ลูกนี้ …หากนางหายไปแล้วมันเปลี่ยนใจพุ่งไปทางเรือลำนั้นแทนเล่า ?!
ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายสีทองสว่าง นางตัดสินตั้งรับอย่างเต็มที่ร่างธิดาเทพปล่อยปราณสีทองออกมาห่อหุ้มร่างกายเอาไว้จนแน่นสนิท เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับคลื่นโลหิตมารขนาดยักษ์
กลัวอันใดกัน บึงโลหิตนางก็เคยว่ายมาแล้วก่อนหน้า ..คราวนี้ก็แค่เปลี่ยนเป็นว่ายในทะเลโลหิตเท่านั้น !!
เจ้าของดวงตาสีเทาส่งเสียงถอนหายใจเบาบาง เชียนเชียนของเขาช่างห่วงใยผู้อื่นจนละเลยตัวเองอยู่เสมอ ความกล้าหาญที่จะเสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่นนั่นจึงทำให้เขาไม่อาจวางใจปล่อยนางไว้ตามลำพังได้
แต่เพราะนางเป็นเช่นนี้ จึงทำให้เขาประทับใจ… รู้สึกหวั่นไหวกับนางอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับผู้ใด..
หญิงสาวลอยตัวเผชิญหน้ากับคลื่นยักษ์อย่างกล้าหาญ จู่ๆในคลื่นยักษ์นั้นพลันปรากฏเงาร่างของแมงกระพรุนขนาดยักษ์ เจ้าตัวนั้นคงเป็นราชาฝูงแมงกระพรุนเป็นแน่
ไม่ทันตั้งตัวหนวดขนาดยักษ์หลายร้อยเส้นพุ่งออกมาหมายจะพันร่างของหญิงสาวเอาไว้ น่าเสียดายปราณสีทองของนางขับไล่ได้เพียงโลหิตมาร แต่ไม่อาจต้านทานการโจมตีทางกายภาพได้ หญิงสาวกัดฟันคิดจะใช้ปราณอีกสี่ธาตุที่เหลือบังคับกระบี่สุญญตาอีกครั้ง
ส่วนเรื่องที่ว่าปราณเพียงสี่ธาตุจะขับเคลื่อนกระบี่เอาแต่ใจเล่มนี้ได้หรือไม่ นางคงจะได้รู้วันนี้แล้ว …
ฉับพลันรอบกายของมู่เชียนก็หยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งไม่อาจเคลื่อนไหว รอบข้างไร้สำเนียงใดๆ มีเพียงความอบอุ่นของวงแขนที่รัดร่างของนางไว้เท่านั้นที่ทำให้มู่เชียนรู้ว่าตนเองมิได้อยู่ลำพัง
ร่างสองร่างลอยนิ่งอยู่ในเกราะสีดำสนิทอันแข็งแกร่งอย่างมาก ด้านในนี้เป็นดั่งอีกมิติหนึ่งไม่ปาน สรรพสำเนียงล้วนถูกกั้นไว้ภายนอกจนสิ้น
“สนุกพอแล้วใช่หรือไม่ ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามจากด้านหลังทำเอานางนิ่งอึ้งไป คนด้านหลังนางเห็นการต่อสู้ดุเดือดเช่นนี้เป็นการละเล่นงั้นหรือ
เยว่เทียนหงไม่รอฟังคำตอบของนางมือแกร่งงดงามข้างหนึ่ง ยื่นค้างอยู่เบื้องหน้า ปราณกดดันขนาดยักษ์ถูกส่งออกไปขวางคลื่นโลหิตยักษ์ลูกนั้นนั้น
วูมมมมม…. คลื่นยักษ์ถูกปราณของเยว่เทียนหงตรึงไว้จนไม่อาจขยับเคลื่อนมาด้านหน้า ตรงกลางนั้นบุ๋มเข้าไปเป็นวงกลมแปลกประหลาด
โลหิตมารราวกับกำลังพยายามฝืนดันตัวมาด้านหน้า ทว่าการต้านทานปราณของผู้สำเร็จถึ่งเทพยุทธ์นั้น … โลกนี้จะมีสิ่งใดหรือผู้ใดทำได้… เว้นเพียงจะสำเร็จระดับเทพยุทธ์เท่านั้น !
ผู้โชคร้ายในยามนี้คงเป็นเจ้าแมงกระพรุนยักษ์ใต้คลื่นตัวนั้น ร่างของมันมันถูกบีบอยู่ระหว่างปราณมหาศาล ทว่ามู่เชียนกลับมองมันโดยไร้ซึ่งความเห็นใจแม้เพียงนิด ราชาแมงกระพรุนขนาดยักษ์ตัวนั้นบางส่วนบวม บางส่วนถูดรีดจนบิดเบี้ยวผิดรูปร่างอย่างน่าประหลาด
น่าเสียดายความทรมานของมันจบลงในชั่วพริบตา เมื่อเยว่เทียนหงกระแทกปราณออกไปเบาๆอีกครั้ง ทั้งคลื่นยักษ์และแมงกระพรุนก็ระเบิดออกจนราบคาบ ทิ้งไว้เพียงฝนโลหิตที่แตกกระจายไปทั่วท้องฟ้า กินบริเวณหลายร้อยลี้
สิ่งแรกที่มู่เชียนคิดยามเห็นภาพเช่นนี้ ย่อมเป็นความปลอดภัยของเรือผลักอสูร… มันต้านโลหิตมารไม่ได้
ทว่าเมื่อมองไปไปท้องทะเลรอบกายกลับว่างเปล่า เรือลำนั้นหายไป !
“อยู่ในมิติ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยสั้นๆ ตั้งแต่เยว่เทียนพุ่งร่างเข้ามาช่วยนางเขาก็เก็บเรือลำนั้นเข้ามิติไปแล้ว ทว่าคำตอบของเขากลับไม่ทำให้นางวางใจได้ เมื่อรับรู้ถึงปราณอันปั่นป่วนในร่างกายบุรุษด้านหลัง ..
“ท่านไม่ควรอยู่ที่นี่ !!” คลื่นดำสนิทที่แตกกระจายไปนั้นกลับมารวมตัวอันรอบเกาะอีกครั้งอย่างช้าๆ ทว่าไอปราณดำสนิทรอบๆตัวนั้นกำลังส่งผลต่อปราณอันดำมืดในร่างของเขาเช่นกัน
“เทียนหงกลับเข้ามิติไปซะ” หญิงสาวออกคำสั่ง ทันใดนั้นอสรพิษนับร้อยก็ดาหน้าเข้ามาหาพวกเขา
มู่เชียนรู้ดีว่างูโลหิตมารเหล่านี้เป็นเพียงการโจมตีระลอกแรกเท่านั้น ยิ่งนานจะยิ่งเยอะขึ้นไปอีก หญิงสาวกุมมือของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ส่งปราณอี้เจ๋อของตนเข้าไปเพื่อกดข่มมันไว้ ทว่าเยว่เทียนหงกลับสะบัดมือนางออกไป เพียงยึดร่างของนางเอาไว้เฉยๆเท่านั้น
เขาไม่อาจให้นางสยบปราณของเขาลงในยามนี้ได้ เพราะเขาจำเป็นต้องใช้มัน มู่เชียนตกใจกับความคิดบ้าระห่ำของเขาอย่างมาก หญิงสาวจ้องมองดวงสีเทาเข้มที่ค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทด้วยความกังวล
‘สะกดเขาไว้ในมิติก็แล้วกัน’ หญิงสาวคิดพลางหลับตาลง คิดจะบังคับส่งร่างสูงเข้าไปในกำไลมิตินั้น ทว่าเยว่เทียนหงไม่ใช่เทพอสูรอ่อนแอของนาง ปราณของเขาแข็งแกร่งกว่ามู่เชียนๆนับร้อยเท่า และเขาก็รู้ดีว่าหญิงสาวกำลังคิดจะทำอะไร
หึ.. ร่างสูงหัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาสีดำเปล่งประกายชั่วร้าย เขาเจตนาปล่อยปราณเสี้ยวหนึ่งเข้าใส่มู่เชียน เท่านั้นร่างบางก็แน่นิ่งไป นางถูกเขาควบคุมตัวไว้ไม่อาจขยับร่างได้
“อย่านะ..” หญิงสาวฝืนเอ่ยห้ามออกมาอย่างยากลำบาก นางไม่อาจยอมให้เขาใช้ปราณในสถานที่เช่นนี้ได้ หาไม่นางจะต้องฝืนล่อโลหิตมารพวกนั้นเข้ามาทำไม ทว่าเยว่เทียนหงกลับมองแววตาร้อนรนของนางด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มชั่วร้าย
“หากไม่อาจปกป้องเจ้าได้…ยังจะมีข้าไปเพื่ออะไร ?” เยว่เทียนหงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เห็นปากเล็กเผยอออกก็ไม่คิดจะรอฟังคำพูดใด ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงจุมพิตหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว
‘นี่มันใช่เวลาหรือไม่ ?!‘ ยามอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานมู่เชียนย่อมไม่ยินดีกับการกระทำเช่นนี้ ทว่าอาจเพราะความแปรปรวนของธาตุมืดในร่าง จุมพิตของเยว่เทียนหงจึงทั้งรุนแรงและเร่งเร้า ราวต้องการทำจะโทษนางที่เมื่อครู่บังอาจคิดจะกักขังเขาไว้…
มู่เชียนไม่อาจต้านทานทั้งสัมผัสและปราณจากเขาได้ ที่สุดร่างเล็กสั่นสะท้านด้วยความหวั่นไหว สมองที่เคยฉับไวราวกับละลายเป็นน้ำ โชคดีที่จูบนี้เริ่มต้นและจบลงด้วยความรวดเร็วอย่างมาก และเมื่อนางลืมตาขึ้นก็พบดวงตาสีดำที่เปล่งประกายสีแดงวูบวาบอย่างน่ากลัว
‘ครืนนนนนน….’ บนท้องฟ้านั้น สายฟ้าสีดำแล่นวูบวาบ ปราณกึ่งเทพยุทธ์ของเยว่เทียนหงกำลังเข้าควบคุมปราณธาตุมืดทั้งหมดในบริเวณนี้ บังคับให้พวกมันมารวมตัวกัน มู่เชียนมองสายฟ้าสีดำขนาดยักษ์ แล่นวูบวาบผ่านไปมาอยู่เบื้องหน้า
เดิมทีปราณธาตุมืดไร้นายเหล่านั้น ถูกปราณรัตติกาลล่อลวงให้มากระจุกตัวอยู่บริเวณนี้อย่างไรจุดหมาย ทว่าปราณจากต่างมิติอย่างไรก็ไม่ใช่ปราณชนิดเดียวกัน โลหิตมารจึงไม่อาจบงการปราณธาตุมืดในโลกใบนี้ได้
ทว่ายามนี้เมื่อพวกมันได้พบกับเยว่เทียนหง ก็ราวกับได้พบราชันย์แห่งธาตุมืดตัวจริง ปราณทมิฬอันไร้เจ้าของทั้งหลายพร้อมทำตามคำสั่งของเขาแต่โดยดี
คล้ายวันสิ้นโลกมาเยือน เมื่อธาตุมืดท้องฟ้าแปลงเป็นสายฟ้าสีดำเส้นยักษ์ ฟาดลงมาบนผืนน้ำนับหมื่นสาย ธาตุมืดใต้ทะเลก็ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ม้วนสูงไล่กันหลายต่อหลายลูก ธาตุมืดในอากาศก็หมุนวนสร้างเป็นพายุลูกใหญ่นับพันเส้น หมุนเอาทั้งน้ำและลมวนขึ้นไปได้ถึงท้องฟ้า ปราณมืดจากทั้งพิภพเชื่อมโยงกันในทันใด ภายใต้การบงการของเขา….บุรุษที่ทรงพลังที่สุดในใต้หล้า…
ไม่เพียงแต่ปราณในอากาศ แม้แต่ปราณในร่างสัตว์อสูรทั้งหลายก็ตอบสนองต่อคำสั่งของเขาเช่นกัน กึ่งเทพยุทธ์นั้นสามารถควบคุมปราณในสิ่งแวดล้อมได้… แน่นอนว่าสำหรับเยว่เทียนหงแล้วหมายถึงธาตุมืดเท่านั้น
ทุกชีวิตก่อกำเนิดจากเจ็ดธาตุ ขอเพียงยังมีร่างก็ไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่อาจควบคุมได้
‘เปรี้ยงงงง…!!’ สายฟ้ายังคงผ่าลงมาทำลายเหล่างูยักษ์ในทะเลโลหิตต่อไปโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องสั่ง เพราะสิ่งที่เขาสนใจอย่างแท้จริงนั้น คือเหล่าอสูรรัตติกาลที่เป็นต้นเหตุของโลหิตเหล่านี้ต่างหาก
ดวงตากึ่งเทพผู้ทรงอำนาจมองตรงไปยังท้องทะเลกว้างเบื้องหน้า … ร่างสูงยกมือขึ้นอย่างช้าๆ ทันใดนั้นสัตว์อสูรรัตติกาลในรัศมีพันลี้ทั้งหมดถูกเขาบังคับให้ลอยขึ้นสู่ท้องทะเลเช่นกัน
อึดใจเดียวเท่านั้น ร่างอสุรกายน้อยใหญ่นับล้านร่างลอยเกลื่อนอยู่บนท้องฟ้าอย่างไม่อาจขัดขืนด้วยปราณจากร่างกึ่งเทพกึ่งปีศาจ… แม้แต่ขยับพวกมันก็ยังไม่สามารถทำได้
หญิงสาวมองจำนวนของพวกมันด้วยความตกตะลึงอย่างมาก นางหลงคิดว่าลงมือสังหารพวกมันมาทั้งวัน ถึงมีเหลืออยู่บ้างก็คงอีกไม่เท่าไหร่ เดิมทียังคิดจะฝืนยืดหยัดสู้ต่อได้… ไม่น่าเชื่อเลยว่าในท้องทะเลที่ไกลออกไปถึงกับยังมีอีกอสูรรัตติกาลซ่อนอยู่อีกกว่าครึ่งค่อนเช่นนี้
หากไม่ได้เขาแสดงให้นางเห็น.. ต่อให้นางสู้ไปอีกสามวันก็ยังกำจัดพวกมันไม่หมดสิ้น !!
“โลหิตของตัวหนึ่งจะให้กำเนิดอีกนับร้อยร่าง…คิดจะหยุดพวกมันต้องทำลายให้ราบ ไม่เหลือแม้แต่ไอวิญญาณ” เสียงทุ้มเย็นเยียบเอ่ยแนะนำ จากนั้นดวงสีดำก็เปล่งประกายเจิดจ้า
‘เปรี้ยงงงงงง !!’ สายฟ้าสีดำนับหมื่นสายฟาดลงทำลายร่างที่ลอยอยู่ของพวกมันจนแหลกสลาย
‘บรึ้มมมมมมมมมม !!’ เพลิงกาฬสีดำแล่นวูบออกจากร่างสูงก่อนจะกระจายไปเป็นวงกว้าง เผาผลาญไอปราณสีดำที่หลงเหลือจากร่างของพวกมันจนเหลือเพียงไอวิญญาณ
จากนั้น ตราประทับหกพันชิ้นจากร่างสูงก็สร้างเวทย์อักษรขนาดใหญ่บนท้องฟ้าเพื่อล้างวิญญาณ หนึ่งพันชิ้นหนึ่งตัวอักษรเท่านั้น ….. เพียงตราประทับชิ้นหนึ่งของผู้สำเร็จกึ่งเทพยุทธ์นั้นทรงพลังอย่างมาก อย่าว่าแต่เวทย์นั่นเกิดจากตราประทับนับพันเลย
อักษร ‘ชะล้าง’ หกตัวลอยคว้างก่อนจะพุ่งกระจายออกไปรอบด้าน เส้นแสงสีดำที่เกิดจากปราณของเขาบริสุทธิ์สะอาดต่างจากปราณรัตติกาลของมารเหล่านั้น อักษรเวทย์ของชายหนุ่มชะล้างไอวิญญาณที่อยู่ในรัศมีโคจรจนปลาศนาการ ท่ามกลางควันสีดำลอยกรุ่นนั้นเกิดความว่างหกสายปรากฏขึ้น รุกไล่ปราณสกปรกเหล่านั้นไปจนสุดสายตา
นี่คล้ายกับว่าเขากำลังสอนนางด้วยการกระทำ… ทว่าผลที่ได้คงยังไม่พอใจเขาผู้นั้น คิ้วคมขมวดฉับ ตราประทับสีดำพลันหมุนเร็วรี่ขึ้น สร้างเป็นเวทย์อักษรเดิมซ้ำๆ อักษร ‘ชะล้าง’ หลายร้อยชิ้นผุดขึ้นต่อเนื่องกันด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ จนผู้มีพรสวรรค์เช่นมู่เชียนอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
‘ตูมมมมมม..!!’ เสียงระเบิดครั้งสุดท้ายดังก้องสั่นสะเทือนไปทั่วท้องทะเล เกรงว่าแม้แต่คนบนฝั่งไกลออกไปก็คงได้ยินเสียงนี้ด้วยซ้ำ
และแล้ว…. สัตว์อสูรรัตติกาลนับล้าน ก็ถูกเขา ‘ราชันย์แห่งใต้หล้า’ กำจัดจนราบคาบ ไม่เหลือไว้แม้เพียงเศษซากของวิญญาณ…. !!
# ‘สนุกพอแล้วหรือไม่ ?’ พี่เทียนฝากถาม
# ง้าาากกกก….. พี่เทียนออกโรงแต่แรกไรท์กับเชียนเชียนก็ไม่ต้องเหนื่อยละ T^T น่าเสียดายที่พี่ท่านต้องรับกรรมจากการกระทำเล็กน้อย รออ่านตอนหน้ากันนะคะ
หลายตอนนี้…หวังว่าจะถูกใจสายบู๊ทั้งหลายนะคะ ตอนหน้าไรท์จะขอไปพักใจกับพี่สี่ และไปลั้นลาต่อที่แคว้นเฟยหยางกัน