“แล้วสักวันฉันจะกลับมารักเธอ...”
ชินนั่งนิ่งอยู่ในร้านกาแฟหรูใจกลางเมืองสายตาเหม่อมองออกไปยังทัศนียภาพนอกร้าน ผู้คนที่เดินสวนไปมาบนทางเท้า การจราจรที่ติดขัดบนท้องถนนและร้านรวงสารพัดสินค้าที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ไม่มีสิ่งใดจะดึงดูดใจเขาได้มากเท่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า
เด็กหนุ่มละความพยายามในการหักห้ามใจไม่ให้มองเด็กสาวซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผล
“เค้กไม่อร่อยเหรอ?”
“เปล่า”เด็กสาวตอบ “เธอพาฉันมาที่นี่ทำไม?”
เมมิเอ่ยถามเด็กหนุ่มหลังจากที่นั่งจ้องเบเกอรี่สีสวยที่จัดเรียงในจานอย่างสวยงามอยู่นานจนแล้วจนรอดเธอก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเด็กหนุ่มตรงหน้าถึงพาเธอมาอยู่ในสถานที่แบบนี้
ไม่เข้ากับเขาเลยสักนิด
“ฉันคิดว่าเธอน่าจะชอบ”ชินตอบ
“แต่เธอไม่ชอบร้านแบบนี้นี่”เด็กสาวแย้ง เรียกสีเรื่อบนใบหน้าคมเข้มของเด็กหนุ่มได้มากโขชินเบนหน้าหนีออกนอกหน้าต่าง พยายามที่จะไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น
ย้อนกลับไปเมื่อเกือบชั่วโมงก่อนเด็กสาวก็ต้องแสดงความประหลาดใจออกมาเป็นล้นพ้นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยืนรอเธออยู่หน้าแมนชั่นซึ่งนอกจากเธอจะแปลกใจว่าทำไมเขาถึงหาที่พักของเธอกับพี่เจอ ทั้งที่เธอไม่เคยบอกที่อยู่ของตัวเองให้ใครรู้แล้วเธอยังไม่สามารถหาเหตุผลอธิบายได้เลยว่าทำไมเด็กหนุ่มถึงมาหาเธอได้หลังจากที่เขารู้ความจริงในอดีตไปแล้วและแสดงท่าทีเกลียดชังเธอมากถึงขนาดนั้นแต่ชินบอกเธอแค่ว่าอยากให้ไปด้วยกัน ท่าทีจริงจังของเขาทำให้เด็กสาวเลือกที่จะไม่ปฏิเสธโชคดีที่พี่อาโออิกลับไปบ้านใหญ่ของตระกูลคิวาตะเพื่อสะสางเรื่องส่วนตัวของเขาไม่อย่างนั้นแล้วถ้าพี่เห็นเธออยู่กับชินเข้าคงอาละวาดแน่
“เรื่องพวกนั้นน่ะช่างมันเถอะ!”เด็กหนุ่มบอกอย่างรำคาญใจ
เมมิพยายามตั้งสติ เขาคงไม่ได้ใจดีขนาดที่จะพาเธอมานั่งเลี้ยงเค้กได้แบบนี้หรอก
“มีเรื่องอะไรอยากจะพูดกับฉันหรือเปล่า?”
เด็กสาวถาม
ท่าทางของชินดูอึดอัดครั้งหรือสองครั้งที่เด็กหนุ่มทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เมมิจ้องมองเขาชินเสียแล้วกับการนิ่งเฉยและไม่ยอมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนของเด็กหนุ่มเขาเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยอยู่ที่เอิร์ธวินดี้ ไม่แยแสและไม่สนใจต่อให้เรื่องพวกนั้นจะเกี่ยวข้องกับตัวเองก็ตาม
เอาเถอะการที่เขาอุตส่าห์ตามหาที่อยู่ของเธอจนพบและชวนเธอมานั่งอยู่ในร้านที่ดูไม่เข้ากับบุคลิกของเขาได้คงต้องใช้ความพยายามเฮือกใหญ่หมดไปแล้วแน่ๆ
เมมินั่งตัวตรง เอามือกุมประสานกันวางอยู่บนโต๊ะก่อนจะเอ่ย
“ฉันจะบินอาทิตย์หน้า” เด็กสาวว่า “ฉันกับพี่จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศพี่วางแผนเอาไว้แล้วว่าพอจบเรื่องของทางนี้เมื่อไหร่ เขาจะย้ายไปอยู่ที่นั่นและจะพาฉันไปด้วยฉันคิดว่ามันคงเป็นโอกาสดีเหมือนกันที่จะได้ลองทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่ฉันเคยทำอยู่บางทีประสบการณ์ที่ได้จากทางนั้นคงจะช่วยเรื่องงานของฉันได้มากขึ้นด้วย เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางบ้านใหญ่ของตระกูลคิวาตะจะช่วยดูแลให้ เพราะพี่เขาตั้งใจไปเรียนต่อด้านกฏหมายเพื่อกลับมาช่วยงานของทางนั้นบางทีพี่อาจจะพาพี่มินามิมาอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นจริงฉันคิดว่าพี่อาโออิคงจะดีใจน่าดูเลยล่ะเพราะว่าลึกๆแล้วพี่เขาน่ะคงอยากจะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์จริงๆ”
หัวคิ้วของชินเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์มากนักแม้จะเป็นผู้พิทักษ์เหมือนกันแต่ก็ได้พบกันเพียงแค่ผิวเผินเขาเพิ่งมารู้เอาทีหลังนี้เองว่าพี่ชายของเมมิถูกบ้านใหญ่ของมาโมรุให้การอุปการะอยู่ห่างๆเดาจากคำพูดของเด็กสาวคาดว่าเขาคงจะมีปัญหาบางอย่างกับครอบครัว ชินไม่รู้เรื่องของทางตระกูลมัตสึโมโต้รู้แต่เพียงว่าเป็นตระกูลนักธุรกิจใหญ่ที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่งเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ทำงานรับใช้บ้านใหญ่ของมาโมรุมาโดยตลอดและคอยเป็นคนประสานงานระหว่างบ้านใหญ่ของมาโมรุกับบ้านเขา
“พี่ทะเลาะกับคุณพ่อน่ะ” เมมิอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของเขาเธอยิ้มให้ ก่อนจะเสริมต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“เขาเป็นลูกชายคนโตเพียงคนเดียวที่เกิดจากภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของคุณพ่อในขณะที่พี่น้องคนอื่นๆน่ะไม่ใช่ แต่คุณแม่ของพี่อาโออิจากโลกนี้ไวเกินไปก็เลยมีปัญหาวุ่นวายอะไรหลายๆอย่างตามมา สำหรับพวกฉันน่ะ บ้านไม่ใช่ที่ที่จะอยู่ได้อย่างสบายใจนักหรอกพี่เองก็เกลียดคุณพ่อ คนในบ้านทุกคนก็ไม่ได้ชอบใจเขาเท่าไหร่ เธอคงจะเข้าใจนะเรื่องผู้สืบทอดกับมรดกอะไรทั้งหลายแหล่พวกนั้น ตอนนั้นน่ะฉันยังเล็กๆอยู่เลยยังจำอะไรไม่ค่อยได้เลยด้วยซ้ำฉันน่ะโชคดีที่มีแม่คอยปกป้องแล้วก็เป็นน้องคนสุดท้องพวกเขาเลยคิดว่าฉันคงไม่มีปากมีเสียง แต่กับพี่น่ะไม่ใช่ พวกเขาน่ะทะเลาะกันทุกวันหาเรื่องกลั่นแกล้งกันสารพัด จนในที่สุดท่านปู่มาซามุเนะก็ดึงตัวพี่ออกมาจากที่บ้านนั่น”
“ส่วนหนึ่งฉันคิดว่ามันเป็นเพราะงานของผู้พิทักษ์ด้วย”เมมิเล่าต่อ “ยังไงก็ตาม หลังจากนั้นพี่ก็ออกจากบ้านไป ตัดขาดจากทุกอย่างที่เป็นของตระกูลมัตสึโมโต้ยกเว้นก็แต่นามสกุลที่คุณแม่เขาขอร้องให้ใช้ก่อนที่จะตายพี่อยู่ภายใต้การอุปการะของตระกูลคิวาตะและไม่เคยกลับไปที่บ้านอีกเลยสถานการณ์ข้างในนั้นก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ พอกำจัดพี่ออกไปได้พวกเขาก็เริ่มหันมาแก่งแย่งชิงดีกัน ในที่สุดคุณแม่ฉันก็ทนไม่ไหวท่านฆ่าตัวตายหลังจากที่พี่ออกจากบ้านไปไม่นาน คุณพ่อน่ะไม่เคยเหลียวแลเลยด้วยซ้ำฉันก็เลยหนีออกจากบ้านหลังนั้นมา”
ชินเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกอย่างไรครั้งแรกที่ได้พบกัน เธอคอยให้กำลังใจเขาทั้งๆที่ตัวเธอเองก็มีบาดแผลที่เก็บซ่อนไว้ แล้วในวันที่รู้ความจริงทั้งหมดเขาเกลียดเธอแทบเป็นแทบตาย แต่เธอก็ไม่เคยเกลียดเขานั่นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้แสดงออกมาให้เขาเห็น
ชินรู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมา
“ตอนที่หนีออกจากบ้านมาน่ะฉันน่ะเคว้งคว้างมากเลย ไม่รู้จะไปที่ไหนดี ญาติก็ไม่มี เพื่อนสนิทที่พอไว้ใจได้ก็ไม่มีฉันนั่งร้องไห้อยู่เป็นชั่วโมงในสวนสาธารณะ แล้วพี่ก็เดินผ่านมา”
คำพูดที่เอ่ยถึงพี่ชายของเด็กสาวแต่ละถ้อยคำนั้นแฝงไปด้วยความรักและความนับถือทั้งสีหน้าและแววตาของเธอนั้นแสดงความรู้สึกที่มีต่อเด็กหนุ่มออกมาทั้งหมด
“ฉันคิดว่าพี่จะเดินผ่านฉันไปแล้วซะอีกก็ตลอดเวลาที่อยู่ในบ้านหลังนั้นพี่ไม่เคยพูดกับฉันหรือสนใจฉันเลยด้วยซ้ำ ไหนจะเรื่องในอดีตที่ฉันเคยทำกับพี่กับพี่มินามิไว้แต่ในตอนนั้นเองที่พี่นั่งลงตรงหน้าฉัน ถามฉันว่ามาทำอะไรอยู่ที่นี่แล้วก็พาฉันออกไปจากที่ตรงนั้น ในตอนนั้นแหละที่ฉันสาบานกับตัวเองเอาไว้ว่าฉันจะไม่มีวันทรยศผู้ชายคนนี้เด็ดขาด”
นัยน์ตาของชินอ่อนแสงลง เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอดีแล้วก็เข้าใจมากด้วยว่าเธอคิดอย่างไรกับพี่ชาย ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เป็นคนดีอาจจะดีมากกว่าเขา อย่างน้อยหมอนั่นก็สามารถปกป้องเธอได้ ในขณะที่เขาได้แต่ทำร้ายเธอ
ชินถอนหายใจ เขาไม่ได้พาเธอมาที่นี่เพื่อที่จะมานั่งฟังเรื่องในอดีตของเธอ
“ฉันไม่คิดจะห้ามเธอหรอก” ชินบอก“แล้วก็ไม่คิดจะตามไปด้วย”
เด็กหนุ่มเสมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านฝูงชนที่เดินอยู่บนถนนและการจราจรที่คับคั่งแต่ปลายสุดสายตาของเขานั้นจะจับจ้องอยู่ที่สิ่งใดนั้นก็ยากแก่การคาดเดา
“ที่ฉันมาเจอเธอเพราะอยากจะบอกว่า...ฉันคิดว่าพอแล้วล่ะสำหรับที่ผ่านมา เมื่อก่อนมันก็ดีอยู่หรอกแต่ฉันไม่ได้อยากจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก ทั้งเรื่องของเธอหรือแม้แต่เรื่องของฉันด้วย ให้มันจบลงไปพร้อมกับการต่อสู้ครั้งนี้เถอะ”
เมมิรับฟังทุกถ้อยคำที่เขาพูดอย่างตั้งใจ
“หมายความว่าจากนี้ไปเราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วสินะ”
“ก็คงงั้น”เด็กหนุ่มตอบโดยที่ไม่ยอมมองหน้าเด็กสาว
“งั้นนี่ก็... คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้พบเธอเธอพอใจให้มันเป็นแบบนั้นมากกว่าใช่ไหม?”
“ฉันชินแล้ว” ชินบอก“อยู่แบบนี้ก็สบายดี”
สายตาของเมมิจับจ้องอยู่ที่เค้กในจานตรงหน้าแต่ทว่าหัวสมองกำลังประเมินเหตุการณ์และเรื่องราวทั้งหมด ทุกถ้อยคำที่เด็กหนุ่มพูดทุกเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น มันมีความหมายและความสำคัญสำหรับเธอมากเมมิไม่ปฏิเสธว่าครั้งหนึ่งเธอเคยวาดฝันถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขา แบบที่เรียบง่ายอย่างที่เขาต้องการแต่บางที... เธอคงต้องเก็บความฝันนั้นทิ้งไปพร้อมกับความทรงจำแล้วมุ่งหน้าก้าวต่อไปในเมื่อเขาได้เอ่ยสิ่งที่เขาต้องการออกมาทั้งหมดแล้ว
“ฉันเข้าใจแล้ว”เด็กสาวพูดขึ้นในที่สุด วางช้อนลงข้างจานเค้กที่ไม่ได้รับการแตะต้องก่อนจะยกกระเป๋าขึ้นพาดไหล่
“ฉันเข้าใจสิ่งที่ชินต้องการแล้วขอบคุณนะที่บอกฉัน”
เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงสดใสเธอลุกขึ้นยืน วางเงินค่าเค้กลงบนโต๊ะก่อนจะก้าวออกมา
“อุตส่าห์ได้มาเกิดใหม่ทั้งทีเธอน่าจะเลือกผู้ชายดีๆที่ทำให้ตัวเองมีความสุขได้ดีกว่านะ”
ชินพึมพำใส่กระจก
เมมิชะงักไป
“ขอบคุณที่แนะนำนะ”เด็กสาวบอกกับเขา “แต่ถ้าฉันจะเลือกใคร ฉันจะเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวฉันเอง”
เมมิยิ้ม แต่ไม่ได้หันกลับไปมองว่าเด็กหนุ่มทำสีหน้าเช่นไรตอนที่เธอพูดออกไปอย่างนั้นบางทีต่อให้หันหลังกลับไปมอง เธอก็อาจจะมองไม่เห็น เพราะเขาคงหันหน้าเข้าหน้าต่างเหม่อมองวิวภายนอกร้านเหมือนอย่างทุกครั้งที่เขาเคยทำเด็กสาวไม่ติดใจในการกระทำของเขา ได้แต่เอ่ยออกไปเบาๆก่อนจะก้าวพ้นออกไปจากร้าน
“สักวันนะ ฉันจะทำให้เธอเห็นฉัน ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกนี้”
เสียงกระดิ่งดังขึ้นพร้อมกับที่บานประตูกระจกปิดลงชินถอนหายใจ เงยหน้าขึ้นมองฝ้าเพดานโล่งๆก่อนจะหลับตา เด็กหนุ่มนับหนึ่งถึงสามในใจลืมตาขึ้น แล้วก้าวออกไปจากร้านโดยไม่เหลียวหลังมองสถานที่แห่งนั้นอีก
-บ้านใหญ่,ตระกูลคิวาตะ-
“ฉันบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอไง?”เสียงของอาโออิดังขึ้นมาจากด้านหลัง “ต่อให้เธอดูแลเอาใจใส่มันมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ใช่ฤดูกาล ดอกไม้ก็ไม่บานหรอก”
“แต่ฉันชอบจะที่เฝ้าดูพวกมันแบบนั้นนี่นา”
เด็กสาวตอบกลับเขาไปด้วยท่าทีเอาแต่ใจอย่างชัดเจน
“ดื้อจริงๆ ให้ตายเถอะ!”
เด็กหนุ่มบ่น
ร่างสูงของแขกประจำบ้านทิ้งตัวลงนั่งตรงที่ว่างข้างๆแปลงดอกไม้ที่เด็กสาวบรรจงใช้ความรักความเอาใจใส่ในการดูแลร่างบางในชุดกระโปรงยาวสีขาวนั่งจดๆจ้องๆอยู่หน้าพุ่มไม้สีเขียวสดนัยน์ตาหวานส่องกราดหาวัชพืชไปทั่วแปลงก่อนจะค่อยๆบรรจงถอนออกทีละต้นอย่างเบามือ
อาโออิยิ้ม ชอบที่จะนั่งจ้องใบหน้าด้านข้างของเด็กสาวเวลาที่เธอกำลังให้ความสนใจกับอะไรบางอย่างความมุ่งมั่นที่ฉายอยู่ในประกายตาคู่นั้นทำให้เด็กหนุ่มหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแต่มันกลับสร้างความรำคาญให้กับเด็กสาวมากโขจนต้องหันมาถลึงตาใส่
“ว่างมากนักหรือไง ไม่ไปช่วยงานท่านมาซามุเนะต่อล่ะ?”
“งานเสร็จแล้ว” เด็กหนุ่มตอบ“เหลือแต่งานสุดท้ายนี่ล่ะที่ยังไม่เสร็จสักที”
มินามิปักส้อมพรวนใส่สนามหญ้าด้านข้างดังฉึก!
“อย่าเอาไอ้นั่นมาแทงฉันเชียวนะ!” อาโออิโวยวาย
“อย่างนายคงไม่จบแค่ส้อมพรวนหรอก”มินามิบอก
“อ่า... ถ้าฉันตายไปล่ะก็เธอจะต้องอยู่คนเดียวนะ”
“ฉันอยู่คนเดียวเสียเมื่อไหร่มาซารุก็ยังอยู่ มีแต่นายนั่นแหละที่จะรีบตายไปซะก่อน!”
“อยู่กับฉันอย่าพูดถึงผู้ชายคนอื่นสิ!”เด็กหนุ่มแย้งด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
“คนที่ฉันพูดถึงน่ะเป็นคนอื่นที่ไหนกันล่ะ”เด็กสาวต่อคำอย่างไม่ยอมแพ้
“มินามิ”อาโออิพูดเสียงเข้มเป็นการเป็นงานขึ้นมาในทันใด “เข้าเรื่องกันดีกว่ามั้ย?”
“คนที่พาออกนอกเรื่องก่อนคือนายเองนะ”เด็กสาวบอก
“ตกลง ฉันผิดเอง” เด็กหนุ่มยอมรับชูมือสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้ “ไปฝรั่งเศสด้วยกันกับฉันเถอะ”
มือที่สารวนกับการกำจัดวัชพืชหยุดชะงักค้างนัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างอย่างประหลาดใจก่อนจะค่อยๆกลับคืนมาเป็นปกติอีกครั้งท่ามกลางการเฝ้ามองของเด็กหนุ่ม
“ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก”
“ไม่ชอบฝรั่งเศสเหรอ?” อาโออิถาม
มินามิมีท่าทีอึดอัดใจ
“อย่าพูดวกวนเลย อาโออินายไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบเรื่องของฉันหรอก”
“เธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไร?”เด็กหนุ่มถามกลับด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ “เรื่องในอดีตเหรอ ตลกล่ะ! เธอคิดว่าฉันใส่ใจเรื่องนั้นหรือไง?”
ใบหน้าของเด็กสาวไร้สีเลือดฝาดที่เขาพูดมานั่นหมายถึงว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องในวันนั้นเลยใช่ไหม? เขาไม่ได้คิดกับเธอแบบที่เขาเคยบอกเธอหรอกเหรอ?แล้วถ้าอย่างนั้น... เขาจะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเธอทำไม?
เมื่อหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้มินามิจึงลุกขึ้นยืนก่อนจะหันมาบอกเขาด้วยน้ำเสียงอันดังลั่น
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นเข้าใจที่พูดนะ!”
แล้วเด็กสาวก็เดินหนีออกมา น้ำตาคลอรื่นรอบนัยน์ตาพาลจะไหลอยู่รอมร่อเธอทั้งโกรธทั้งเสียใจ ไม่ได้ต้องการจะให้เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้เลยสักนิดแต่อาโออิไม่เข้าใจเธอเลย ไม่เคยเข้าใจเลยสักครั้ง
เด็กสาวก้าวเท้าจากไปอย่างโมโหแต่แรงฉุดจากข้อมือที่มาจากด้านหลังทำให้ร่างบางของเธอเซพลิกกลับไป นัยน์ตาคู่สวยสบกับนัยน์ตาคมกล้าของเด็กหนุ่มอาโออิขืนร่างเธอเข้าประชิดกำแพงไม้ กักขังเธอไว้ภายใต้ร่างกายของเขา
“โกรธอะไรอีก?”
“ฉันไม่ได้โกรธ!ฉันแค่ไม่อยากอยู่ที่นี่กับนายตอนนี้ แล้วก็เลิกใช้กำลังกับฉันเสียที!”
เด็กสาวตะโกนร้องทั้งน้ำตาอย่างหมดความอดกลั้นสีหน้าของเด็กหนุ่มเจือนลง แรงกดที่ข้อมือเบาลงเกินครึ่ง แต่กระนั้นแล้วเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไป
“ฉันขอโทษ” อาโออิกระซิบท่าทางรู้สึกผิดขึ้นมาจริงๆ “ฉันแค่ไม่ชอบให้เธอหันหลังใส่ฉัน”
“ก็อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉัน!อย่ามาบังคับฉัน อย่าให้ฉันต้องทำตามความต้องการของนายอีก!”มินามิพูดอย่างหมดความอดทน “ฉันไม่ชอบ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว”
แล้วเด็กหนุ่มก็กอดเธอไว้แน่นมินามิยิ่งอาละวาดหนักเข้าไปใหญ่ เธอทั้งเตะ ทั้งทุบตีทำร้ายเขาแต่อ้อมกอดแข็งแรงคู่นั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไป
“ไหนบอกว่าเข้าใจแล้วไง?”
“แล้วบอกตอนไหนว่าจะทำตาม”อีกฝ่ายย้อนใส่เสียจนเธออึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
“อาโออิ!”มินามิแทบจะกรีดเสียงร้องใส่หน้าเขาอยู่แล้ว
“เลิกดื้อได้แล้ว ยัยงี่เง่า!คิดว่าทำประชดประชันใส่แล้วฉันจะปล่อยเธอไปหรือไง!”คราวนี้เด็กหนุ่มมีท่าทีไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ นัยน์ตาคมดุของเขาวาวโรจน์นั่นทำให้สีหน้าของมินามิซีดไปสนิทเด็กสาวหวาดกลัวสายตานั่นมากพอๆกับที่มันทำให้เธอแทบจะหลอมละลาย
“บอกให้ฉันเลิกพูดจาโยกโย้ฉันก็เลิกแล้วไง แล้วทำไมเธอถึงไม่ยอมพูดอะไรที่มันตรงกับใจบ้าง”
“ฉันไม่--”
“อย่าเถียงคิดว่าฉันรู้จักเธอมานานแค่ไหนกัน” อาโออิขู่ “ฉันไม่ใจดีเหมือนอย่างมาซารุหรอกนะ”
น้ำเสียงนั่นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดในขณะที่เด็กสาวได้แต่ร้องไห้ในอ้อมแขนเขาจนตัวสั่น
“อย่างอาโออิน่ะไม่มีทางเป็นเหมือนมาซารุได้หรอก”มินามิบอกอย่างยอมแพ้ ทิ้งร่างทั้งร่างใส่อ้อมกอดของเด็กหนุ่มอย่างไร้เรี่ยวแรง“ทั้งบ้าอำนาจ ทั้งชอบใช้กำลัง อาโออิน่ะไม่เคยอ่อนโยนกับฉันเลยสักนิดฉันไม่อยากจะอยู่กับอาโออิหรอก”
“ฉันเป็นแบบนั้นกับเธอคนเดียวหรอก”เด็กหนุ่มกระซิบลงข้างหูด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก
“ถ้าฉันงี่เง่า อาโออิก็จะดุฉันถ้าฉันทำตัวไม่ดี อาโออิก็จะทิ้งฉันไป แล้วจะให้ฉันอยู่กับอาโออิได้ยังไง?”
“ฉันยอมรับเรื่องดุนะแต่ฉันไม่เคยทิ้งเธอสักหน่อย” เด็กหนุ่มแย้ง ลูบศีรษะเด็กสาวเบาๆอย่างปลอบโยน
“ทิ้งสิ! เมื่อก่อนก็เคยทำนี่อาโออิทิ้งฉันไว้ให้อยู่กับมาซารุ ทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวตามลำพัง ทิ้งให้ฉัน--”
เด็กสาวไม่สามารถพูดต่อไปได้เพราะอาการสะอึกที่เข้ามาแทรกความทรงจำตีรวนอยู่ในหัวไปหมดนับตั้งแต่ตอนที่อาโออิทิ้งเธอไว้เพียงลำพังในตอนเด็กแม้จะถูกเขาดึงเอาความทรงจำออกไป แต่ความเหงาที่ถูกทิ้งไว้คนเดียวในห้องนอนที่มืดมิดก็ยังคงตามมาเล่นงานเธออยู่ถึงเธอจะมารู้ความจริงเอาภายหลังก็เถอะว่าเขาต้องจากเธอไปเพราะอะไรแต่มันก็ไม่สามารถลบเอาความรู้สึกในตอนนั้นออกไปได้อยู่ดี
“เธอไม่ต้องเชื่อก็ได้” เด็กหนุ่มกระซิบอยู่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำร่างกายกำยำแข็งแรงของเขาที่เธอใช้เป็นที่พึ่งสุดท้ายนั้นตอบรับเธอด้วยท่าทีที่อ่อนโยนกว่าที่เคยอาโออิลูบศีรษะเธอ ซุกใบหน้าลงกับซอกคอทำให้น้ำเสียงของเขาฟังไม่ชัดมินามิรู้สึกว่าตัวเธอร้อนผ่าวตอนที่เขากระซิบใส่คอของเธอ
“ฉันไม่ได้จะขอให้เธอเชื่อแต่ถ้าเราไม่ตายในวันนั้น ฉันจะพาเธอออกจากเอิร์ธมูนเพราะเธอไม่ใช่ผู้พิทักษ์อีกต่อไป สิ่งที่ฉันทำมันไม่ได้ผิดอะไรทั้งนั้นหรือต่อให้พวกเราเป็นผู้พิทักษ์ ฉันก็ยังคิดจะพาเธอออกมาจากที่นั่นอยู่ดีเธอชอบดอกไม้นี่ จริงไหม? ฉันจะให้เธออยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ถ้าเรามีลูกล่ะก็...ลูกจะต้องสวยเหมือนเธอแน่ๆ แล้วฉันก็คงจะเป็นพ่อที่หวงลูกน่าดูเลยล่ะฉันคิดว่าเธอคงจะชอบชีวิตเรียบๆ แล้วก็ชอบการท่องเที่ยวฉันจะได้พาเธอไปเที่ยวให้ทั่ว กลับไปเยี่ยมเอิร์ธมูนนานๆครั้ง เวลาที่เหลือก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ถ้า...ถ้าในวันนั้นเราไม่ตาย...”
อาโออิเงียบเสียงไปมินามิรู้สึกได้ถึงหยดน้ำร้อนๆที่ไหลอยู่รอบลำคอ อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเธอคงตอบได้ในทันทีเลยว่าสำหรับเธอแล้วมันคือเขาแต่เธอไม่เคยถามเขาเลยว่าเขาคิดยังไงกับเธอกันแน่ เพราะเธอรู้ว่าจุดเริ่มต้นระหว่างเธอกับเขามันไม่สวยงามทั้งยังเพ้อฝันเสียยิ่งกว่าเทพนิยายที่เธอเคยอ่านเธอทำได้เพียงแค่คิดว่าหากได้เฝ้ามองเขา ได้อยู่ในสถานที่ที่มีความทรงจำร่วมกับเขาเธอก็คงจะสามารถใช้ชีวิตอันน่าเศร้านี่ให้ผ่านพ้นได้ไปอีกสักหน่อยแล้วแท้ๆแต่ไม่...
“ฉันรักเธอ” เด็กหนุ่มเอ่ยคำพูดที่ทำให้เด็กสาวปล่อยโฮลั่นออกมามินามิสะอื้นไห้จนตัวโยน ซุกใบหน้าไปกับแผ่นอกกว้างของเขากอดเขาเท่าที่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเธอจะทำได้
“ฉันรักมากกว่าอีก!รักมากกว่าที่อาโออิจะรู้อีก!”
เด็กสาวไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันให้เธอได้พูดความในใจออกไปในที่สุดเธอไม่เคยคาดหวังถึงเพียงนั้น ลำพังแค่ได้เฝ้ามองเขาก็มีความสุขมากเกินพอแล้วเธอไม่เคยขอสิ่งใดมากไปกว่านี้ แม้แต่ในตอนที่เสี้ยววินาทีของชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายเธอก็หวังแต่เพียงได้พบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับผิดเพี้ยนไปหมด
“จริงเหรอ?” เด็กหนุ่มกระซิบถามขืนตัวออกห่างก่อนจะจ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาของเธอ
“พิสูจน์ให้เห็นหน่อยสิ”
“เอ๋?” เด็กสาวอุทานลั่น ใบหน้าแดงก่ำและปรับอารมณ์ตามเขาไม่ทัน คงเป็นภาพที่พิลึกพอดูถ้าจะมีใครสักคนเดินมาเห็นเข้าตอนนี้เธอทำสีหน้าไม่ถูกระหว่างดีใจ ตกใจ เขินอาย และร้องไห้
“ไม่อย่างนั้นฉันไม่เชื่อหรอกนะเพราะว่าฉันน่ะรักเธอมากกว่าอีก”
“ไม่เชื่อก็ช่าง!”เด็กสาวสะบัดเสียงใส่ ผลักร่างเขาออกห่าง แต่อ้อมแขนนั้นกลับรัดตัวเธอแน่นยิ่งกว่าเก่า
“พิสูจน์ให้เห็นหน่อยสิ”
“บอกว่าไม่ต้องเชื่อก็ได้ไง”
“แบบนั้นฉันเสียใจนะ”เด็กหนุ่มบอกด้วยนัยน์ตาพราวระริก “เธอแค่โกหกฉันใช่ไหมล่ะ?หลอกให้ฉันดีใจเล่นสินะ คราวนี้ถ้าฉันทิ้งเธอหนีไปฝรั่งเศสคนเดียวล่ะก็มันไม่ใช่ความผิดของฉันแล้วนะ”
“อาโออิ!”
“เธอหลอกฉันเหรอ มินามิ ทั้งที่ฉันไม่เคยหลอกเธอเลยนะ”
“เลิกล้อเล่นได้แล้วนะ อาโออิ!”
“นี่ฉันจริงจังนะถ้าเธอไม่พิสูจน์ให้ฉันเห็นล่ะก็ ฉันไปจริงๆนะ”
“เชิญไปคนเดียวเลยแล้วไม่ต้องกลับมาอีกเลยนะ!”
“พูดจริงเหรอ... ฉันจริงจังนะ”
“...”
“พิสูจน์ให้เห็นหน่อยสิ มินามิ”
“นายมันเจ้าเล่ห์!”
“หืม...ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วนี่นา”
“ขี้โกงที่สุด!”
“จริงเหรอ...แต่ฉันว่าเธอน่ะขี้โกงกว่าฉันอีกน้า ก็เธอไม่เคยพิสูจน์ให้ฉันเห็นเลยนี่นา”
“ฉัน-เกลียด-อาโออิ!”
พร้อมกับที่ริมฝีปากของเด็กสาวสัมผัสผ่านริมฝีปากของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบาแต่แล้วอาโออิก็ยังคงเป็นอาโออิ จอมฉวยโอกาสที่ไม่ยอมปล่อยให้ความหอมหวานนั้นผ่านพ้นไปเพียงเสี้ยววินาทีกว่าจะรู้ตัวว่าหลงกลเด็กหนุ่มตรงหน้า เธอก็ถูกเขายึดครองไปทั้งร่างกายและหัวใจแล้ว