"ห้าหมื่นบาท แบ่งสามคน"
ตัวเลขนั้นไม่ได้สวยเท่าเงินห้าหมื่นเต็ม ๆ แต่สำหรับคนที่เหลือเงินในบัญชีไม่ถึงพัน มันยังมากพอจะทำให้ผมนั่งฟังต่อ ทั้งที่งานถูกส่งมาตอนเที่ยงคืนกว่า ทั้งที่สถานที่เป็นบ้านหลังเกิดเหตุฆาตกรรม และทั้งที่ผู้ว่าจ้างบอกชัดเจนว่าเราต้องเข้าไปล้างคราบหลังตำรวจเพิ่งปิดคดีได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง
ผมชื่อกานต์ ทำงานทำความสะอาดเฉพาะทางมาสามปี งานของผมไม่ใช่ถูพื้นออฟฟิศหรือเช็ดกระจกคอนโด แต่เป็นงานหลังจากคนอื่นทำใจมองต่อไม่ได้ ห้องผู้ป่วยเสียชีวิต ห้องเช่าที่มีศพขึ้นอืด บ้านคนแก่ที่ไม่มีญาติ และบางครั้งก็เป็นที่เกิดเหตุที่ตำรวจเก็บหลักฐานเสร็จแล้ว คราบเลือด คราบเนื้อ น้ำเหลือง กลิ่นเหล็กกับกลิ่นเน่าติดผนัง สิ่งพวกนี้ไม่ใช่เรื่องเล่าในข่าวสำหรับผม มันเป็นงานที่ต้องใส่ถุงมือสองชั้น ผสมน้ำยาให้ถูกสัดส่วน และรู้ว่าคราบไหนห้ามถูแรงเกินไปเพราะจะยิ่งกระจาย
คนส่วนใหญ่คิดว่างานของเราคือเอาน้ำยาราดพื้นแล้วขัดให้สะอาด ความจริงมันมีรายละเอียดมากกว่านั้น เราต้องรู้ว่าคราบเลือดเก่ากับเลือดใหม่ต่างกันอย่างไร คราบที่ซึมเข้าร่องยาแนวต้องใช้เวลาทิ้งน้ำยานานแค่ไหน ผนังที่ทาสีน้ำมันเช็ดแรงได้แค่ไหนก่อนสีจะหลุด และของชิ้นไหนไม่ควรยกด้วยมือเปล่าแม้จะใส่ถุงมือแล้ว เพราะบางอย่างในบ้านหลังเกิดเหตุไม่ได้เป็นแค่ขยะ แต่เป็นของชิ้นสุดท้ายที่คนตายแตะก่อนหมดลมหายใจ
ผมเคยล้างห้องน้ำอพาร์ตเมนต์ที่มีชายคนหนึ่งผูกคอตายอยู่สามวัน เคยเก็บคราบเลือดใต้เตียงเด็กในบ้านที่พ่อเลี้ยงบอกตำรวจว่าเป็นอุบัติเหตุ เคยเข้าไปในคอนโดหรูที่เจ้าของห้องตายเงียบ ๆ จนแมวในห้องเริ่มร้องเพราะหิว ทุกงานมีความน่ากลัวของมัน แต่มันเป็นความน่ากลัวแบบมีขอบเขต ตำรวจปิดงาน ญาติเซ็นรับทราบ เจ้าของสถานที่จ่ายเงิน เราทำหน้าที่ของเราแล้วออกมา ไม่มีใครเรียกชื่อเราจากมุมห้อง ไม่มีคราบไหนย้ายที่เอง และไม่เคยมีกฎประหลาดแนบมากับใบงานเหมือนกำลังเตือนว่าในบ้านยังมีคนไม่ยอมให้คดีจบ
สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่ภาพที่เห็น แต่เป็นการห้ามตัวเองไม่ให้คิดต่อ งานพวกนี้ทำให้เราเห็นชีวิตคนอื่นในสภาพที่ไม่มีใครอยากให้คนแปลกหน้าเห็น เห็นถ้วยกาแฟที่ยังมีคราบปาก เห็นรูปครอบครัวที่คว่ำอยู่บนพื้น เห็นสมุดการบ้านเด็กเปื้อนเลือดตรงขอบมุม และเห็นว่าความตายมักไม่มาเป็นพิธีการ มันเข้ามากลางบ้าน กลางครัว กลางประโยคที่ยังพูดไม่จบ แล้วทิ้งหน้าที่ให้คนอย่างผมไปเช็ดสิ่งที่เหลืออยู่
แต่ผมไม่เคยรับงานที่ผู้ว่าจ้างไม่บอกชื่อ และไม่เคยรับงานที่ส่งกฎมาพร้อมพิกัด
"กานต์ มึงคิดอะไรเยอะ" เอก หัวหน้าทีมของเรา พูดผ่านโทรศัพท์ น้ำเสียงเขาเหมือนคนที่ตัดสินใจแทนทุกคนแล้ว "บ้านเดี่ยวชานเมือง ตำรวจปิดคดีแล้ว เจ้าของอยากเคลียร์ก่อนเช้า จ่ายเงินสดหน้างาน ห้าหมื่น หักค่าน้ำยาแล้วก็ยังคุ้ม"
"ทำไมต้องก่อนเช้า"
"บ้านจะถูกส่งคืนธนาคารตอนแปดโมง เขาว่างั้น"
ผมนั่งอยู่บนพื้นห้องเช่า มองกล่องอุปกรณ์ล้างคราบที่วางเรียงไว้ข้างผนัง กลิ่นคลอรีนจาง ๆ ติดอยู่ที่ยางรองพื้นรถเข็นแม้มันจะถูกล้างแล้ว หนี้ค่ารักษาแม่ยังรออยู่เหมือนคราบที่ล้างเท่าไรก็ไม่หมด โรงพยาบาลโทรมาตอนหัวค่ำ ย้ำเรื่องเงินมัดจำผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น ผมบอกเขาว่าจะพยายามหาให้ทัน ทั้งที่ตอนพูดออกไปยังไม่รู้ว่าจะหาได้จากไหน
"มีใครไปบ้าง" ผมถาม
"กู มึง แล้วก็ปอนด์"
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ปอนด์เป็นเด็กใหม่ที่เอกดึงเข้าทีมมาได้สองเดือน มือไว ปากไว และชอบมองของในบ้านลูกค้านานเกินจำเป็น
"งานแบบนี้ไม่ควรเอาปอนด์ไป"
"งานแบบนี้ต้องมีคนยกของ มึงจะให้กูยกตู้แช่คนเดียวหรือไง" เอกถอนหายใจ "ฟังนะ กฎง่าย ๆ ตำรวจเก็บหลักฐานแล้ว เราเข้าไปล้างพื้น ผนัง ห้องนอน ห้องครัว จบงานถ่ายรูปส่ง รับเงิน กลับ ไม่มีอะไรซับซ้อน"
เอกพูดเหมือนเดิมทุกครั้งก่อนงานที่ไม่ควรรับ ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เข้าไปทำตามขั้นตอน แค่ไม่ไปยุ่งกับเรื่องคนตาย แค่เอาเงินแล้วกลับบ้าน ประโยคพวกนี้ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลเสมอถ้าคนฟังมีหนี้อยู่ในมือ ผมรู้จักเอกมานานพอจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนเลว เขาเป็นคนที่อยู่กับงานสกปรกมานานจนเริ่มเชื่อว่าทุกอย่างในโลกมีราคา ถ้าราคาพอเหมาะ ความกลัวก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง เหมือนถุงมือ เหมือนน้ำยา เหมือนค่าน้ำมันรถ
ส่วนปอนด์ ผมไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจงานนี้แค่ไหน เขาเคยเป็นเด็กส่งของมาก่อน เพิ่งมาทำกับเราเพราะอยากได้เงินเร็ว งานแรกของเขาเป็นห้องเช่าที่ชายชราตายบนที่นอน ปอนด์อาเจียนตั้งแต่เปิดประตู แต่พอผ่านไปสองชั่วโมง เขากลับเป็นคนแรกที่ก้มเก็บเหรียญใต้ตู้แล้วถามว่าเอาได้ไหม เอกด่าเขาจนเงียบ แต่ผมเห็นแววตาแบบนั้นหลายครั้งหลังจากนั้น แววตาของคนที่มองบ้านคนตายแล้วไม่ได้เห็นความตาย เห็นแต่ของที่ไม่มีเจ้าของยืนเฝ้าแล้ว
"ผู้ว่าจ้างชื่ออะไร" ผมถาม
ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง
"ในใบงานเขียนว่า Midnight Group"
"บริษัทอะไร"
"ไม่รู้"
"ใครติดต่อมึง"
"แอปงานนอก" เอกตอบ "อันเดียวกับที่เคยส่งงานโกดังแช่ปลาให้เราไง"
ผมจำงานนั้นได้ โกดังนอกเมืองที่เจ้าของอ้างว่าตู้แช่เสียและมีเนื้อสัตว์เน่าอยู่ข้างใน แต่พอเราไปถึง กลับพบว่ากลิ่นไม่ได้มาจากปลาอย่างเดียว เอกปิดงานนั้นโดยไม่ถามมาก ผมเองก็ไม่ได้ถาม เพราะบางครั้งคำถามทำให้เราเสียเงิน และบางครั้งมันทำให้เรารู้เรื่องที่ไม่มีประโยชน์กับการนอนหลับหลังเลิกงาน
"เงินโอนหรือเงินสด" ผมถาม
"เงินสด วางไว้ในบ้านหลังตรวจงานเสร็จ"
"ฟังแล้วเหมือนเขาไม่อยากเจอเรา"
"ลูกค้าบางคนก็ไม่อยากเจอหน้าคนที่มาล้างเลือดญาติตัวเองหรอก"
ผมไม่มีคำตอบให้ประโยคนั้น เพราะมันจริงเกินไป
เขาส่งพิกัดกับรูปถ่ายหลักฐานสามใบมาในแชต รูปแรกเป็นห้องรับแขก พื้นกระเบื้องสีขาวมีคราบเลือดแห้งเป็นวงใหญ่ใกล้โซฟา รูปที่สองเป็นทางเดินไปห้องครัว มีรอยลากยาวสีน้ำตาลคล้ำเหมือนมีใครถูกดึงไปตามพื้น รูปที่สามเป็นประตูห้องเก็บของใต้บันได เทปกั้นสถานที่เกิดเหตุขาดห้อยอยู่ครึ่งหนึ่ง และตรงบานประตูมีคราบมือเลือดประทับไว้หลายรอย
ใต้รูปมีข้อความจากผู้ว่าจ้าง
"ห้ามเช็ดคราบเลือดที่ปรากฏในรูปถ่ายหลักฐาน แต่ไม่ปรากฏบนพื้นจริง"
ผมอ่านข้อความนั้นซ้ำ
"เอก มึงเห็นกฎข้อนี้ไหม"
"เห็น"
"มันหมายความว่ายังไง"
"ก็แปลว่าถ้าในบ้านไม่มีคราบตรงนั้นแล้ว ไม่ต้องเช็ดไง ประหยัดเวลา"
ผมไม่ชอบคำตอบของเขา แต่ไม่รู้จะเถียงยังไง งานล้างคราบหลังคดีมีรายละเอียดแปลก ๆ เสมอ บางจุดตำรวจใช้น้ำยาเรืองแสง บางจุดครอบครัวขอไม่ให้แตะก่อนพระมาทำพิธี บางครั้งเจ้าของบ้านขอให้ทิ้งของบางอย่างไว้เพราะยังทำใจไม่ได้
แต่ไม่มีใครเขียนกฎด้วยประโยคแบบนั้น
ผมขยายรูปหลักฐานทีละใบ ใช้นิ้วเลื่อนดูรายละเอียดเหมือนกำลังตรวจงานก่อนลงหน้างานจริง ในรูปห้องรับแขก มีกรอบรูปเล็ก ๆ ล้มอยู่ข้างโซฟา เห็นเพียงมุมกระจกแตกและเงาคนสามคนจาง ๆ ในภาพถ่ายครอบครัว รูปทางเดินไปห้องครัวมีรองเท้าแตะเด็กหนึ่งข้างคว่ำอยู่ตรงขอบเฟรม ส่วนรูปประตูห้องเก็บของใต้บันไดมีรอยฝ่ามือซ้อนกันหลายขนาด บางรอยเหมือนผู้ใหญ่ บางรอยเล็กเกินกว่าจะเป็นมือคนโต
สิ่งที่แปลกคือรูปทั้งหมดไม่มีข้อมูลเวลา ไม่มีชื่อเจ้าหน้าที่ ไม่มีสเกลวัดระยะ ไม่มีแม้แต่ขอบเทปหลักฐานที่ควรอยู่ในภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ผมเคยเห็นรูปจากตำรวจมาหลายครั้ง ต่อให้เขาส่งมาให้บริษัททำความสะอาดแบบไม่เป็นทางการ มันก็ยังมีระเบียบของมัน แต่รูปพวกนี้ดูเหมือนคนในบ้านถ่ายเองมากกว่า เหมือนใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้นหลังทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ค่อย ๆ ถ่ายจุดที่อยากให้เรามอง และเว้นจุดที่ไม่อยากให้เราสงสัย
ผมลองค้นชื่อหมู่บ้านจากพิกัด ข่าวที่ขึ้นมาอยู่ลำดับสามเป็นข่าวสั้นจากเว็บท้องถิ่นเมื่อสองวันก่อน พาดหัวว่า "เจ้าของกิจการรับเหมายิงภรรยาและลูกชายก่อนพยายามฆ่าตัวตาย" เนื้อข่าวถูกเขียนสั้น ๆ แบบข่าวที่สำนักข่าวไม่อยากแตะมาก บอกว่าบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านจัดสรรร้างมีเหตุรุนแรงในครอบครัว ผู้เสียชีวิตสองรายคือภรรยาและบุตรชายวัยเจ็ดขวบ ผู้ก่อเหตุบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเกิดจากปัญหาหนี้สิน
ผมอ่านข่าวนั้นสองรอบ ตรงคำว่า "สันนิษฐานเบื้องต้น" ทำให้รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็ง ๆ ติดอยู่ในคอ ข่าวไม่ได้บอกว่าผู้ก่อเหตุรอดหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าญาติฝ่ายไหนมารับศพ ไม่ได้บอกว่าบ้านจะถูกส่งคืนธนาคารจริงหรือเปล่า และไม่บอกเลยว่าใครมีสิทธิ์จ้างเราเข้าไปล้างบ้านกลางดึก
"มึงอ่านข่าวหรือยัง" ผมถามเอก
"อ่านแล้ว"
"แล้วไม่คิดว่ามันเร็วไปเหรอ ตำรวจปิดคดีในสองวัน บ้านส่งคืนธนาคารตอนเช้า แล้วมีบริษัทที่ไม่รู้จักจ้างเราเข้ากลางดึก"
"ถ้ามึงไม่ไป กูหาคนอื่น"
ประโยคนั้นทำให้ผมเงียบ เพราะเอกไม่ได้ขู่ เขาแค่บอกความจริง และความจริงอีกอย่างคือผมต้องการเงินมากพอ ๆ กับที่ไม่ไว้ใจงานนี้
เรามาถึงบ้านตอน 01.13 น. บ้านเดี่ยวสองชั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านจัดสรรที่สร้างไม่เสร็จ ถนนหน้าบ้านมีไฟเสาส้มเสียไปครึ่งหนึ่ง รั้วเหล็กเปิดอ้า เทปตำรวจสีเหลืองขาดและปลิวเบา ๆ ในลมกลางคืน เอกจอดรถตู้ข้างฟุตปาธ ปิดไฟหน้า แต่ไม่ดับเครื่องทันที เหมือนเขาเองก็อยากมีเสียงอะไรสักอย่างค้างไว้
"รีบทำ รีบกลับ" เอกพูดพลางเปิดท้ายรถ "กานต์ มึงดูคราบหลัก ปอนด์เก็บของแห้งกับขยะมีคม อย่าเปิดลิ้นชักมั่ว"
"รู้แล้วพี่" ปอนด์ตอบ แต่ตาเขามองเข้าไปในบ้านมากกว่ามองถุงมือในมือ
ผมหยิบชุด PPE แบบครึ่งตัว หน้ากากกรองกลิ่น ถุงมือยางสองชั้น และกล้องมือถือสำหรับถ่ายก่อนหลังตามขั้นตอน งานแบบนี้ต้องถ่ายทุกมุมก่อนเริ่ม เพราะคราบหลังคดีเป็นทั้งสิ่งปนเปื้อนและหลักฐานว่าเราไม่ได้ทำของหาย ไม่ได้ทำพื้นเสีย และไม่ได้แตะสิ่งที่ไม่ควรแตะ
ท้ายรถของเราเรียงของเหมือนห้องผ่าตัดขนาดย่อม มีถังน้ำยาฆ่าเชื้อ ถุงแดงสำหรับขยะปนเปื้อน กล่องเข็มกับของมีคม เทปแดง ม้วนพลาสติกคลุมพื้น ไฟฉายสำรอง เครื่องโอโซน และกล่องเอกสารสำหรับเซ็นปิดงาน ผมตรวจของตามรายการโดยไม่ต้องคิด นิ้วไล่ไปตามขวดเหมือนไล่ลูกประคำของคนที่ยังเชื่อว่าพิธีกรรมช่วยกันความผิดพลาดได้
ปอนด์หยิบชะแลงออกมาก่อนสิ่งอื่น ผมมองเขาจนเขาชะงัก
"เอามาทำไม"
"เผื่อประตูห้องไหนล็อกไงพี่"
"ห้องไหนล็อกก็ถ่ายรูปแล้วแจ้งหัวหน้า ไม่งัดเอง"
ปอนด์ยักไหล่ แต่ยอมวางชะแลงกลับที่เดิม เอกเห็นแล้วไม่พูดอะไร เขามองบ้านนิ่ง ๆ นานเกินกว่าคนที่เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกควรมอง ผมจำสีหน้านั้นได้จากงานบางงาน สีหน้าของคนที่รู้จักสถานที่มากกว่าที่บอก
"มึงเคยมาที่นี่ไหม" ผมถามเบา ๆ
เอกสวมหน้ากาก ก้มล็อกสายรัดหลังคอ "บ้านในหมู่บ้านร้างก็หน้าตาเหมือนกันหมด"
เขาตอบไม่ตรงคำถาม และผมเก็บคำถามนั้นไว้ก่อน เพราะหน้าประตูบ้านมีอะไรบางอย่างรออยู่
บนโต๊ะหินอ่อนหน้าประตูมีซองสีน้ำตาลวางอยู่
เอกหยิบขึ้นมาก่อนผม "คงเป็นใบงาน"
ข้างในมีกระดาษสีเหลืองหม่นหนึ่งแผ่น ลายมือสีดำเข้ม เขียนเป็นข้อ ๆ
กฎการล้างบ้านหลังปิดคดี
1. ถ่ายรูปทุกห้องก่อนเริ่มงาน และเทียบกับรูปหลักฐานที่แนบมา
2. ห้ามเช็ดคราบเลือดที่ปรากฏในรูปหลักฐาน แต่ไม่ปรากฏบนพื้นจริง
3. หากคราบเลือดย้ายตำแหน่ง ให้ทำเครื่องหมายวงรอบตำแหน่งใหม่ด้วยเทปแดงก่อนเช็ด
4. หากได้ยินเสียงผู้ตายสั่งให้ทำความสะอาดต่อ ห้ามตอบรับด้วยชื่อของตัวเอง ให้ตอบเพียงว่า "รับทราบ งานยังไม่เสร็จ"
5. งานจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อรูปถ่ายหลังทำความสะอาดไม่มีคราบเลือดเหลืออยู่ในกล้อง แม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็นคราบนั้นแล้วก็ตาม
ปอนด์หัวเราะแห้ง ๆ "ลูกค้าประสาทแดกว่ะ"
เอกพับกระดาษเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ "ลูกค้ามีเงินก็ให้เขาประสาทไป เราทำงาน"
ผมมองรูปหลักฐานในมือถืออีกครั้ง แล้วมองประตูบ้านตรงหน้า ข้างในมืดสนิท แต่จากช่องใต้ประตู ผมได้กลิ่นคาวเหล็กเก่า ๆ ลอยออกมา
กลิ่นเลือดที่แห้งไปแล้ว
และเหมือนมีใครบางคนอยู่ข้างใน รอให้เราเปิดไฟ