ค่ำคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองมาเยือนเมืองชากังราวพร้อมกับสายลมที่พัดพาความหนาวเย็นระลอกแรกแห่งเหมันตฤดูมาด้วย แต่สำหรับชาวเมืองแล้ว ค่ำคืนนี้กลับอบอุ่นและสว่างไสวเป็นพิเศษ
มันคือค่ำคืนแห่งประเพณีลอยกระทง คือค่ำคืนที่พวกเขาจะได้ชำระล้างความทุกข์โศกจากสงครามให้ไหลไปกับสายน้ำ และเริ่มต้นขอบคุณพระแม่คงคาที่ยังคงมอบชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พวกเขา
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เมืองชากังราวได้จัดงานประเพณีนี้ขึ้นอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง
เจ้าพระยาเพชรพิไชยเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของชาวเมืองให้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ท่านจึงสั่งให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นที่ริมแม่น้ำปิงซึ่งไหลผ่านใจกลางเมือง
ภายในจวนเจ้าเมืองในเย็นวันนั้น บรรยากาศก็ดูคึกคักเป็นพิเศษ เหล่าบ่าวรับใช้ต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมกระทงที่ทำจากใบตองและประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสันอย่างงดงาม
เจ้าพระยาเพชรพิไชยนั่งจิบน้ำชาอยู่บนศาลาริมน้ำในสวน มองดูความมีชีวิตชีวานั้นด้วยรอยยิ้ม แล้วท่านก็หันไปมองคนสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆ ที่ม้านั่งหินอ่อนตัวเดิม
คำอินทร์และดาว
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเป็นที่รับรู้กันในหมู่คนในจวน ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงเด็กหนุ่มผู้เป็นวีรบุรุษกับหญิงสาวชาวบ้านผู้บอบบางคนนี้ไว้ด้วยกัน
พวกเขาไม่ได้มีท่าทีรักใคร่ฉันชู้สาวอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับเป็นความเข้าอกเข้าใจและความห่วงใยที่สื่อถึงกันผ่านสายตาและการกระทำที่เรียบง่าย
ท่านเจ้าเมืองมองภาพนั้นแล้วก็รู้สึกเอ็นดูและพึงพอใจอย่างยิ่ง ท่านรู้สึกว่าการมีอยู่ของดาวได้ช่วยขัดเกลาความเย็นชาและจิตสังหารที่เคยคุกรุ่นอยู่ในตัวของคำอินทร์ให้อ่อนโยนลงได้มาก
"คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญ" ท่านเจ้าเมืองเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "พวกเจ้าสองคนไม่ออกไปลอยกระทงกับชาวบ้านเขาบ้างรึ"
คำอินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ข้าไม่คุ้นเคยกับงานรื่นเริงที่มีผู้คนมากมายนักขอรับ"
เขาพูดความจริง ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขา มีเพียงป่า การฝึกฝน และการต่อสู้ การอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่านทำให้เขารู้สึกอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเอง
ดาวซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าสลดลงเล็กน้อย นางเองก็ไม่เคยได้สัมผัสกับเทศกาลของชาวบ้านเช่นนี้มาก่อน ชีวิตของนางมีแต่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและแบบแผนอันน่าเบื่อหน่าย นางอยากจะเห็น อยากจะสัมผัสกับความรื่นเริงที่แท้จริงของผู้คนสักครั้ง
เจ้าพระยาเพชรพิไชยหัวเราะเบาๆ "เจ้าคือวีรบุรุษของเมืองนี้นะ อสุราน้อย การออกไปปรากฏตัวให้ชาวบ้านได้เห็นในบรรยากาศแห่งความสุขเช่นนี้ จะยิ่งทำให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจมากขึ้นไปอีก"
"อีกอย่าง" ท่านเหลือบมองไปทางดาวอย่างมีความหมาย "พาหญิงสาวไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง นางอุดอู้อยู่แต่ในจวนมานานแล้ว ขาของนางก็เกือบจะหายดีแล้วมิใช่รึ ให้หมอหลวงตรวจดูอีกครั้ง หากไม่เป็นอะไรมาก การได้เดินเหินเสียบ้างก็เป็นการกายภาพบำบัดที่ดี"
คำพูดของท่านเจ้าเมืองเหมือนจะเป็นคำแนะนำ แต่ก็แฝงไว้ด้วยคำสั่งกลายๆ ที่ยากจะปฏิเสธ
คำอินทร์หันไปมองหน้าดาว เขาเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความปรารถนาที่จะได้ออกไปสู่โลกภายนอกของนางอย่างชัดเจน และเพียงเท่านั้น หัวใจที่เคยแข็งกระด้างของเขาก็อ่อนยวบลง
"ก็ได้ขอรับ" เขาตอบรับในที่สุด
รอยยิ้มที่งดงามที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวทันที
ค่ำคืนนั้น หลังจากที่หมอหลวงได้ตรวจดูและอนุญาตแล้วว่านางสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน ขอเพียงแค่เดินอย่างระมัดระวัง หญิงสาวก็ได้สวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่งดงามที่สุดเท่าที่หญิงชาวบ้านคนหนึ่งจะหาได้
มันเป็นเพียงผ้าซิ่นฝ้ายสีดอกจำปาและเสื้อคอกระเช้าสีขาวเรียบๆ แต่เมื่ออยู่บนเรือนร่างที่งดงามของนางแล้ว มันกลับดูสูงค่ากว่าแพรพรรณใดๆ
คำอินทร์เองก็อยู่ในชุดผ้าไหมสีน้ำหมึกที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้ ทำให้เขาดูสง่างามและโดดเด่นขึ้นกว่ายามปกติหลายเท่า
เมื่อทั้งสองเดินเคียงคู่กันออกมาจากจวน มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำ ท่ามกลางแสงจันทร์วันเพ็ญที่สาดส่องลงมา พวกเขาก็ดูเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
ราวกับเทพบุตรและเทพธิดาที่จำแลงกายลงมาเดินบนผืนดิน
บรรยากาศริมแม่น้ำปิงในคืนนั้นคึกคักและงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ แสงไฟจากคบเพลิงและตะเกียงนับร้อยนับพันดวงส่องสว่างไสวไปทั่วทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ เสียงดนตรีพื้นเมืองบรรเลงอย่างไพเราะเคล้าไปกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของผู้คน กลิ่นหอมของดอกไม้และธูปเทียนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ และที่งดงามที่สุด คือภาพของกระทงนับพันที่ลอยล่องอยู่บนผืนน้ำ สะท้อนแสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าที่เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บนพื้นน้ำ
ดาวมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่เป็นประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งเคยได้ออกมาเห็นโลกกว้างเป็นครั้งแรก
คำอินทร์แม้จะยังคงรู้สึกอึดอัดกับฝูงชน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขของหญิงสาวข้างกาย ความรู้สึกอึดอัดนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป เขากลายเป็นผู้พิทักษ์ของนางโดยไม่รู้ตัว คอยกันผู้คนไม่ให้มาเดินชนนาง และคอยมองดูให้นางเดินได้อย่างปลอดภัย
พวกเขาเดินไปหยุดอยู่ที่แผงขายกระทงเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ทำโดยสองยายหลาน กระทงของที่นี่ไม่ได้หรูหรา แต่ทำขึ้นอย่างเรียบง่ายและน่ารักด้วยวัสดุจากธรรมชาติ
"เรามาทำกระทงของเราเองกันดีหรือไม่" หญิงสาวสวยเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
คำอินทร์พยักหน้ารับ ทั้งสองจึงนั่งลงบนเสื่อที่ยายเจ้าของร้านปูไว้ให้ แล้วเริ่มลงมือทำกระทงด้วยกัน มันเป็นกระทงที่ทำจากหยวกกล้วยและประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีม่วง ดอกดาวเรืองสีเหลืองสด และใบตองที่พับเป็นกลีบอย่างงดงาม
ในช่วงเวลานั้นเองที่ความใกล้ชิดได้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
มือของพวกเขาบังเอิญสัมผัสกันในขณะที่กำลังจัดเรียงกลีบดอกไม้ คำอินทร์รู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มของปลายนิ้วของนาง ส่วนนางก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและแข็งแรงของฝ่ามือของเขา ทั้งสองต่างชะงักไปชั่วครู่แล้วรีบชักมือกลับด้วยความเขินอาย ใบหน้าของดาวแดงระเรื่อขึ้นภายใต้แสงไฟ
พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันมากนักแต่กลับสื่อสารกันผ่านการทำงานร่วมกัน คำอินทร์ใช้มีดเล็กๆ ตัดแต่งใบตองอย่างคล่องแคล่ว ส่วนดาวก็ใช้ความละเอียดอ่อนของนางในการจัดวางดอกไม้แต่ละดอกลงบนกระทงอย่างบรรจง จนในที่สุดกระทงแห่งความร่วมมือของพวกเขาก็เสร็จสมบูรณ์
มันเป็นกระทงที่เรียบง่ายแต่กลับดูงดงามอย่างน่าประหลาด เพราะมันเต็มไปด้วยความใส่ใจของคนทั้งสอง
พวกเขาถือกระทงนั้นเดินไปยังท่าน้ำที่ผู้คนไม่พลุกพล่านนัก แล้วค่อยๆ คุกเข่าลงข้างกัน
คำอินทร์จุดเทียนและธูปที่ปักอยู่กลางกระทง แสงเทียนสว่างวาบขึ้น สะท้อนเงาของคนทั้งสองให้ไหวระริกอยู่บนผืนน้ำ
"อธิษฐานสิ" เขากระซิบเบาๆ
ทั้งสองต่างหลับตาลง ยกมือขึ้นพนมไว้ที่กลางอก
ในห้วงคำนึงของคำอินทร์ เขาไม่ได้ขอพรเพื่อตนเอง เขาไม่ได้อธิษฐานขอให้การล้างแค้นของเขาสำเร็จ แต่เขากลับอธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณของทุกคนที่จากไป ทั้งหลวงปู่ ชาวบ้านลับแล และมะลิ ได้ไปสู่สุคติ และขอให้ความสงบสุขจงบังเกิดแก่แผ่นดินนี้และแก่หญิงสาวที่อยู่ข้างกายเขาในขณะนี้ตลอดไป
ส่วนดาวนั้น คำอธิษฐานของนางเต็มไปด้วยความสับสน นางขอบคุณที่รอดชีวิตมาได้ ขอบคุณที่ได้มาพบเจอกับเขา นางอธิษฐานขอให้ขาของนางหายดีในเร็ววัน เพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องเป็นภาระของใคร แต่ลึกลงไปในใจ นางกลับอธิษฐานในสิ่งที่นางรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ นางอธิษฐานขอให้โชคชะตาอนุญาตให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้ต่อไป ได้อยู่เคียงข้างบุรุษผู้นี้ ในฐานะ "ดาว"
เมื่ออธิษฐานเสร็จทั้งสองก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วประคองกระทงนั้น ปล่อยให้มันลอยลงสู่สายน้ำเบื้องหน้า
กระทงของพวกเขาลอยเคียงคู่กันไปอย่างช้าๆ แสงเทียนส่องนำทาง ค่อยๆ ลอยห่างออกไป จนกลายเป็นเพียงจุดแสงเล็กๆ ที่กลมกลืนไปกับกระทงอีกนับพัน
พวกเขาคุกเข่ามองดูกระทงนั้นจนลับสายตาไป
"ท่าน...อธิษฐานว่าอะไรหรือ" หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบ
คำอินทร์หันมามองนาง ดวงตาของเขาสะท้อนแสงจันทร์และแสงเทียนจนเป็นประกายระยิบระยับ
"ข้าอธิษฐาน ขอให้สายน้ำช่วยพัดพาเอาความทุกข์โศกและความเจ็บปวดในอดีต ให้ไหลไปจนหมดสิ้น" เขาตอบเสียงเรียบแต่กลับมีความหมายที่ลึกซึ้ง
"แล้วเจ้าเล่า..อธิษฐานว่าอะไร"
ดาวยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูงดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย
"ข้าอธิษฐาน...ขอให้ข้าได้พบกับแสงสว่างในเส้นทางที่มืดมนข้างหน้า"
คำอินทร์พยักหน้ารับช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงความทุกข์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของนาง แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เขาก็อยากที่จะเป็นแสงสว่างดวงนั้นให้แก่นาง
ในค่ำคืนนั้นภายใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ ริมฝั่งแม่น้ำแห่งเมืองชากังราว ไม่ได้มีเพียงแค่กระทงที่ถูกปล่อยให้ลอยไปแต่ยังมีหัวใจสองดวง ที่ได้ลอยเข้าไปใกล้ชิดกันมากกว่าที่เคยเป็นมา...