ตอนที่ 68
ณ เรือนตระกูลเกา...
เกาถิง นั่งบนเก้าอี้ศอกชันเข่ามือกุมขมับทั้งสองข้าง ใบหน้าไร้โลหิตหมุนเวียนประหนึ่งผู้ที่ตายไปแล้วก็มิปานเพราะยามนี้ได้ครบกำหนดการหนึ่งเดือนที่ ลู่เหรินฮ่าว เคยให้ไว้กับตนเป็นที่เรียบร้อย(ตอนที่ 24) แต่ เกาถิง ก็ยังไม่อาจหาเจอแม้แต่เงาของเด็กหนุ่มผู้เป็นศิษย์ของ เหยาหมิง
“บัดซบ!! หรือเจ้าเด็กนั่นมันหลอกลวงข้า ว่าจะเดินทางมาที่เมืองหลวงนี่(ตอนที่ 27) แต่แท้จริงแล้วมันหลบหนีไปยังทิศทางอื่น!! หากเป็นเช่นนั้นตาแก่ ลู่เหรินฮ่าว มันต้องลงจากหุบเขาสายลมสวรรค์เพื่อมาฆ่าข้าเป็นแน่...” เกาถิง จิตใจสั่นทึม จากที่เคยติดตามมานานย่อมรู้ว่าโทสะของเทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว นั่นน่ากลัวเพียงใด
หากแต่ในห้องที่ เกาถิง กลัดกลุ้มนั้น ชายหนุ่มมิได้อยู่เพียงลำพัง...
“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้... ลู่เหรินฮ่าว มันเพียงแค่ข่มขู่เจ้าไปงั้นเองไหนเลยที่เจ้าแก่สำอางผู้นั้น มันจะกล้าลงมือกับเจ้าผู้ที่เป็นหลานแท้ ๆ ของข้าเกาเทียนฉี... อย่างไรเสียข้าเองก็นับเป็น 1 ใน 10 แกนนำกลุ่มมังกรทองเฉกเช่นเดียวกับลู่เหรินฮ่าว แต่เพราะตัวเจ้าดันไปอยู่ในสังกัดหน่วยของของมัน ลู่เหรินฮ่าว จึงข่มขู่เจ้าไปเยี่ยงนั้นเองเพื่อมิให้เสียระเบียบภายในสังกัด...
ในการประชุมทั้ง 10 แกนนำเมื่อคราวก่อน(ตอนที่ 23) ท่านผู้นำ มีภารกิจด่วนที่สำคัญมากกว่าการตามหาศิษย์ของเหยาหมิง นับร้อยเท่า ไหนเลยจะมาใส่ใจกับเรื่องยิบย่อยพรรค์นี้ หากเป็นกังวลนัก ก็แอบซ่อนตัวอยู่ในเขตตระกูลนี่แหละไว้ข้ามีโอกาสได้เจอ ลู่เหรินฮ่าว อีกครา จะช่วยอธิบายแทนเจ้าให้เอง...” ชายชรา จากอีกมุมห้องกล่าวปลอบประโลมหลานชายที่วิตกกังวล
เถาถิง รีบประสานคำนับ...
“ขอบคุณท่านปู่ที่เมตตา...หากจะโทษก็คงต้องโทษความดื้อรั้นของข้าเอง ที่อยากเข้าสังกัดของ ลู่เหรินฮ่าวคาดหวังว่ามันจะยอมรับข้าเป็นผู้สืบทอด... แต่ที่ไหนได้!! เจ้าแก่นั่นมันโขกสักข้าอย่างกับอะไรดี ทั้งยังไม่คิดจะถ่ายทอดเคล็ดวิชามีดบินไร้เทียมทานให้ผู้ใด...”เกาถิง กำหมัดแนบแน่น แค้นเคืองตนเองที่คิดทะเยอทะยานจนเสียการ หากเข้าสังกัดของปู่ตนตั้งแต่แรกคงไม่ลำบากเพียงนี้
“หึหึ... เอาเถอะ ลู่เหรินฮ่าว มันเป็นบุรุษจิตใจสตรี ความคิดอ่านของมันแปรปรวนมิต่างอารมณ์ไม่แน่ว่ามันอาจจะกำลังทดสอบเจ้าอยู่ก็เป็นได้... ว่าแต่ ทงหลินเอ๋อได้ยินว่ากลับมาจาก เมืองบุปผาแดงตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้วใยมิเข้ามาให้เจอหน้าคร่าตาบ้าง...” ชายชรา กล่าวพลางยกน้ำชาจิบเบา ๆ
ชายชราผู้นี้นามว่า เกาเทียนฉี หลังจากสละตำแหน่งผู้นำตระกูลเกาให้กับบุตรชายก็ได้เปลี่ยนบทบาทมาเคลื่อนไหวในเงามืดอย่างเต็มตัว เข้าเป็น 1 ใน 10แกนนำขับเคลื่อนองค์กรลับใต้ดินอย่างกลุ่มมังกรทอง และได้ดึงตัว เกาถิง หลานชายคนโตเข้าร่วมด้วยแน่นอนว่าเรื่องนี้รู้กันเพียงเฉพาะสมาชิกตระกูลหลักเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ชายชราผู้นี้จัดเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งที่แข็งแกร่งมากบรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 ถูกนับเป็นระดับชนชั้นราชันย์ในยุทธภพทั้งยังเป็นคนที่จัดการตัดแขนของ ซ่งไห่เฟิง ในตอนที่เคยมาอาละวาดในตระกูลเกาเมื่อ5 ปีก่อน จนเป็นเหตุให้ตระกูลซ่งตกต่ำลงอีกมากหลัง ซ่งไห่เฟิง กลายเป็นคนพิการที่บาดเจ็บเรื้อรัง...
“เห็นว่าเมื่อมาถึงเมืองหลวง เกาทงหลิน ก็มุ่งหน้าไปเก็บตัวที่ พรรคราชสีห์สวรรค์ในทันที... เจ้านั่นคาดหวังกับการประลองในอีก 4 เดือนข้างหน้าอย่างมากเห็นว่าทุ่มเทให้กับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ตั้งใจจะให้บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่7 ให้ได้ก่อนจะเข้าร่วมการประลอง...” เกาถิง กล่าวถึงน้องชาย
ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะไม่หยุด...
“ดี!! สมกับที่เป็นความคาดหวังของตระกูลเกาในตอนที่ข้าอายุเท่ากับ ทงหลินเอ๋อ ข้าเพิ่งจะแตะย่างชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นต้นเท่านั้นเองเจ้านั่นมีความเป็นอัจฉริยะเหนือผู้ใดในตระกูลจริง ๆ เกาถิงเจ้าเองก็อย่าได้อิจฉาน้องชายเจ้าเลย พยายามช่วยกันผลักดันให้ ทงหลินเอ๋อกลายเป็นยอดฝีมือเพื่อตระกูลของเราในภายภาคหน้า...”
เกาถิง ประสานมือขึ้นตอบรับทันที...
“ขอรับท่านปู่... เพื่อน้องชายแล้ว ข้านั้นยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อสนับสนุนมัน...”
.................................................
7 วันต่อมา...
100 ลี้ ก่อนเข้า เมืองหลวง...
กิ้งก่ายักษ์สามหาง มีขนาดตัวที่ใหญ่เกินกว่าจะเข้าไปในเขตชุมชนดังนั้น มู่เจี้ยน ซุน ฉีลู่ชิง และ เหม่ยลี่ จำต้องหยุดการเดินทางตั้งแต่จุดที่ห่างไกลนี้เพื่อเปลี่ยนพาหนะเป็นอาชาสามัญ วิ่งเข้าไปในเขตชานเมืองหลวง จวบจนไปถึงป้อมปราการทางเข้าเมืองไม่ต่างเช่นตอนออกจากเมืองบุปผาแดง...
ตลอดการเดินทาง 7 วันที่ผ่านมา ไม่มีความลำบากหรือเกิดเหตุร้ายใด ๆความน่าเกรงขามของสัตว์อสูรพาหนะขนาดใหญ่ ที่มีเกี้ยวรับรองติดอยู่ด้านหลังทำให้สะดวกสบายอย่างยิ่ง ไม่มีสัตว์ร้ายใดกล้าเข้าใกล้ แม้แต่เหล่าชาวบ้านก็ยังหลีกทางให้เพราะรู้ว่าเป็นพาหนะของคนใหญ่คนโต จนซุนนึกอิจฉาในใจอยากได้ไว้ครอบครอง แต่พอรับรู้ว่าราคาหลายล้านเหรียญทองก็ก้มหน้าต่ำลงถอนหายใจเหยียดยาวทันที…
ตลอดช่วงการเดินทาง แม้ทุกสิ่งอย่างจะราบรื่นดี... แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ซุน ไม่สบอารมณ์อย่างมาก!! ถึงขั้นใบหน้าเคร่งขรึม กัดขบฟันเสียงลั่นดังจนปวดกราม...มู่เจี้ยน และ สองหญิงสาว ที่เห็นสภาพของ ซุน เช่นนั้น ยังไม่อยากจะเอ่ยถามสิ่งใด...
สาเหตุก็เพราะ...
“บัดซบ!! เสียท่ามันอีกจนได้!!” ซุน สบถขึ้นกับตนเอง
ด้านหลังของ ซุน มีเสียงหัวเราะของ เฒ่าชีเปลือย ก้องดังมิขาดสาย ปรบมือระรัวชอบอกชอบใจจากเหล่าวิญญาณอาฆาตที่บัดนี้พวกมันถูกเรียกออกมาเต้นแร้งเต้นกาให้ เฒ่าชีเปลือย เชยชม...ทั้งยังมีอีกสองดวงวิญญาณ คอยบีบนวดให้ เฒ่าชีเปลือย ที่ด้านหลัง โดยที่ จูเยี่ย ผู้รับหน้าที่ควบคุมวิญญาณเหล่าได้แต่มองตาปริบๆ ไม่อาจเข้าไปยุ่มย่ามได้มากมายนัก หาไม่แล้วตนที่เป็น วิญญาณอารักษ์ ก็อาจจะถูกใช้ไปบีบนวดมิต่างเหล่าวิญญาณอาฆาตในตอนนี้...
มันทำให้ ซุน ได้รับรู้ว่า เหตุผลที่ เฒ่าชีเปลือย พยายามยุแยงด้วยท่าทีขึงขังทั้งยังสนับสนุนเต็มที่ให้ ซุน สร้างกองทัพวิญญาณขึ้นมานั้น... ทั้งหมดก็เพราะ เฒ่าชีเปลือยรู้สึกเหงาหงอย ไม่มีข้ารับใช้รองมือรองเท้า เฉกเช่นในตอนที่มันเป็นเจ้าป่าใหญ่!!
ช่วงเวลาที่ผ่าน ซุน มักจะข่มขู่ เฒ่าชีเปลือย ด้วยการนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาทำให้ เฒ่าชีเปลือย ที่พื้นฐานเป็นคนช่างจ้อปากไม่มีหูรูด รู้สึกเหมือนอัดอั้นไม่ได้ระบาย...จึงประจวบเหมาะ ได้โอกาสยุแยงให้ ซุน สร้างกองทัพวิญญาณขึ้นมา ด้วยเจตนาที่ตนแอบแฝงไว้
ผนึกสะกดวิญญาณ ก็เป็น เฒ่าชีเปลือย อีกเช่นกันที่เป็นผู้กำกับอาคมลงไปแม้ ซุน จะเป็นผู้ถือครองสามารถใช้ผนึกสะกดวิญญาณได้อย่างอิสระ แต่ตัวของเฒ่าชีเปลือย ก็ทำได้มิต่างจาก ซุน ด้วยเงื่อนไขที่มันเป็นผู้กำกับอาคมลงไปเอง!!
กว่าที่ ซุน จะรู้ตัว ก็พลาดท่าไปเสียแล้ว...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไอหนู คราวหน้าหาดวงวิญญาณหญิงสาวมาให้ข้าบ้างสิ ดูเจ้าพวกกเฬวรากพวกนี้เต้นแรงเต้นกามันก็ตลกดีแต่ไหนเลยจะเปรียบกับการร่ายรำของเหล่าหญิงงามได้...” เฒ่าชีเปลือยกล่าวขึ้นกับเด็กหนุ่ม
“หุบปากเจ้าไปเลย!! ข้าก็ชั่งใจไว้แล้วว่าเจ้าน่าจะแอบแฝงอะไรบางอย่างไว้ในทุก ๆ ครั้งที่มักยุแยงข้าให้ทำสิ่งใด...แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะถึงขั้นยุแยงให้ข้าสร้างกองทัพวิญญาณ เพื่อให้เจ้าตั้งตนเป็นราชาเช่นนี้!!” ซุน แผดเสียงก่นด่า
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! อย่าคิดมากน่า ดีเสียอีกให้ข้าคอยช่วยกำราบเจ้าพวกนี้เอาไว้ให้อยู่ในอาณัติทั้งข้าจะยังช่วยให้พวกมันรู้จักการบำเพ็ญตบะ ฝึกฝนให้เป็นดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างไรพวกมันก็อยู่ในการควบคุมของเจ้าอยู่แล้ว ยิ่งพวกมันเก่งกาจขึ้นก็ยิ่งเป็นผลดีกับเจ้ามิใช่หรือ?!”
เฒ่าชีเปลือย พยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามากล่าวอ้างอีกเช่นเคย...แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เฒ่าชีเปลือย มีความสามารถจะทำเช่นนั้นได้จริง ๆ ดังเช่นจิตวิญญาณของสมิงขาว ที่ ซุน สะกดไว้ในรอยสัก หากไม่ได้ เฒ่าชีเปลือย คอยชุบเลี้ยงมันขึ้นมาก็คงไม่มีทางที่ สมิงขาว จะแข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้
สุดท้าย ซุน ก็ต้องจำนนต่อ เฒ่าชีเปลือย...
โดยมี จูเยี่ย ตบไหล่เบา ๆ คอยปลอบใจ...
กลุ่มของ ซุน ทั้ง 4 ได้สลับเปลี่ยนพาหนะ ควบอาชามุ่งหน้าสู่เมืองหลวง...ความเจริญของ เมืองหลวงนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปพยัคฆ์ขาวอย่างไม่ต้องสงสัย กระทั่งพื้นที่ห่างไกลนับร้อยลี้ยังเต็มไปด้วยตึกอาคารและบ้านเรือน มีโรงเตี้ยมให้ได้พักตลอดเส้นทาง...
แต่ด้วยความที่ยังเป็นช่วงสายของวัน หากเดินทางยาวไปเรื่อย ๆก็สามารถถึงเมืองหลวงได้ก่อนค่ำแน่นอน จึงไม่จำเป็นต้องแวะพักแรมที่โรงเตี้ยมใด...ซุน รู้สึกเปิดหูเปิดตาไม่น้อยในการเดินทางครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นกิจการอีกหลายประเภทที่ไม่เคยได้เห็นในชุมชนหมู่บ้านอัสดงหรือแม้แต่ที่เมืองบุปผาแดง
หนึ่งในนั้นคือ โรงสุรา!!
ปกติแล้ว สุรา มักจะหาดื่มได้ตามโรงเตี้ยม ที่มีทั้งห้องอาหารและห้องพักครบวงจร... แต่ภายในเมืองหลวง ยังมีสถานที่ซึ่งเรียกว่า โรงสุราที่จะเปิดขายเฉพาะสุราและอาหาร ไม่มีห้องพักให้ค้างแรม แต่จะมีเวทีขนาดใหญ่เพื่อเปิดการแสดงที่น่าสนใจทั้งการแสดงละคร ทั้งการร่ายรำของหญิงสาว มันทำให้ ซุน นึกถึงกิจการประเภทนี้ที่โลกเดิมของตนแต่ไม่ค่อยมีจำนวนมากนักที่ดินแดนแห่งนี้
เมื่อ ซุน สอบถามถึงเหตุผลกับ มู่เจี้ยน ทำให้ได้รู้ว่า โรงสุรา มักจะมีการกระทบกระทั่งของเหล่าชาวยุทธอยู่เสมอ...ดังนั้นหากไม่ใช่ระดับชนชั้นยอดฝีมือเป็นเจ้าของ โรงสุรา หรือมือปราบระดับสูงมาเปิดกิจการด้วยตนเองสุดท้ายก็ยังจะเกิดความเสียหายเพราะการทะเลาะวิวาท จนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และยังอันตรายกับชีวิตอีกด้วย...
ซุน ได้ฟังเช่นนั้น ก็แสดงสีหน้าครุ่นคิดกับตนเอง...
“หากกล่าวถึง สุรา ด้านรสชาติข้าย่อมไม่พ่ายแพ้ โรงสุรา ที่ใดอย่างแน่นอนทั้งข้ายังมีวิธีการหมักบ่มสุราร่วมร้อยชนิด จากต่างทวีปที่ไม่อาจหาได้ในทวีปนี้ สามารถเรียกราคาสุราระดับสูงเหล่านั้นได้โดยไร้เพดานควบคุม... ช่างเป็นกิจการที่น่าสนใจ และเหมาะสมกับเส้นทางความร่ำรวยของข้าจริงๆ”
ทว่าสุดท้าย ซุน ก็ยังติดขัดเรื่องความแข็งแกร่งของตนเอง...หากยังอ่อนแออยู่เช่นนี้ จะสามารถปกป้องโรงสุราของตนได้เยี่ยงไร?! ดีมิดีอาจจะต้องมาตายก่อนร่ำรวยเสียด้วยซ้ำ จึงต้องละวางความคิดนี้ไปก่อนชั่วคราว...
จวบจนกระทั่ง ทุกคนเริ่มมองเห็นกำแพงเมืองที่เหยียดยาวสุดระยะสายตา...พร้อมกับปราการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประตูทางเข้าด้านทิศตะวันตกของเมืองหลวงแห่งนี้...คำว่าเมืองหลวงนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงคำเรียกขานที่ติดปาก หากแต่ชื่อเมืองแท้จริงที่มีแผ่นป้ายศิลาสลักขนาดใหญ่ติดไว้ด้านบนป้อมปราการ ก็คือ...
เมือง พยัคฆ์มรรคา
.............................................................