การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 55 หนึ่งในอัจฉริยะ 

    บทที่ 55

    หนึ่งในอัจฉริยะ 

    สัตว์ประหลาดบรรพกาลมันไม่ใช่สัตว์ประหลาดอย่างที่ผู้คนนั้นกล่าวถึง 

    แต่ว่ามันเป็นคำเรียกขานที่ผู้คนส่วนใหญ่ จะใช้ในการเรียกตัวตนที่ทรงพลังและมีความพิเศษภายในอดีต 

    เจียงเฟิงเคยได้ยินจากท่านอาจารย์ว่า การที่มีผู้คนเรียกคนที่ถือครองจิตดินอย่างว่าเป็นหนึ่งในปีศาจบรรพกาลเพราะว่าในตอนนั้นเมื่ออดีตกาลที่นานมาแล้ว 

    มีคนที่มีจิตหยินหยางที่อยู่ในขอบเขตสิบสองคนนึง เขาสามารถสังหารคนที่อยู่ในขอบเขตสิบสี่ได้ แม้ว่าจะเป็นขอบเขตสิบสี่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในขอบเขตได้ไม่นาน 

    แต่ว่าการที่ขอบเขตสิบสองสามารถสังหารคนที่อยู่ต่างระดับกับตนเองถึง สองขอบเขตในช่วงขอบเขตบนได้ นั่นเองก็แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่ทรงพลังแล้ว 

    เจ้าคนนั้นเป็นอัจฉริยะ แถมหลังจากที่สังหารขอบเขตสิบสี่ได้อีกฝ่ายเองก็บาดเจ็บจนไม่สามารถก้าวหน้าไปขอบเขตสิบสามได้

    สุดท้ายแล้วคนผู้นั้นก็ค่อยๆจากไปตามกาลเวลา

    ถึงแม้ว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นจะทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถเลื่อนขอบเขตเป็นขอบเขตสิบสามได้

    แต่ว่ามันเองก็บ่งบอกให้เห็นถึงตัวตนที่ทรงพลังอย่างคนที่มีจิตหยินหยางตั้งแต่กำเนิด 

    จิตหยินหยางตั้งแต่กำเนิด มันคือตัวตนที่ฟ้าดินสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นแบบนี้ 

    เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ในเส้นทางแห่งการฝึกตน มีคนหลายคนที่มีวิชานำเอาดวงจิตของตนเองแยกออกมาจากร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นการแบ่งแยกดวงจิตเป็นสองตัวตน

    แน่นอนว่าการกระทำของคนพวกนั้นและวิชาพวกนั้นที่ถูกคิดค้นขึ้นมา 

    มันถูกคิดค้นขึ้นมาโดยเลียนแบบความสามารถของคนที่มีจิตหยินหยาง 

    แต่ถึงแบบนั้นคนพวกนั้นเองก็ไม่มีทางทรงพลังเทียบเท่ากับคนที่มีจิตหยินหยางตั้งแต่กำเนิด

    จิตหยินหยางตั้งแต่กำเนิดเป็นการสนับสนุนจากฟ้าดิน เมื่อพวกเขาสามารถบรรลุได้ถึงขอบเขตสิบเอ็ดเมื่อสามารถสร้างตัวตนได้ถึงสิบสองตัวตน

    ในการแบ่งแยกจากหนึ่งเป็นสอง มันไม่ได้เพียงแค่พลังของเขาจะไม่ลดลง แต่พลังของร่างจริงทั้งสองที่สร้างขึ้นมามันจะกับจะทรงพลังมากขึ้น

    ในสายตาของเจียงเฟิงคนที่มีจิตหยินหยางถือได้ว่าเป็นคนอัจฉริยะ 

    เป็นหนึ่งในคนที่สวรรค์นั้นเลือก 

    แล้วเด็กหนุ่มงานเกาเฉินที่อยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้ก็เป็นแบบนั้น

    ในตอนนี้เองเจียงเฟิงก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้อีก

    เรื่องที่ตัวของเขาเคยคิดก่อนหน้านี้ตั้งแต่ได้ยินชื่อของอีกฝ่าย

    ในตอนนั้นเขาไม่ค่อยมั่นใจ แถมยังปฏิเสธว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วย

    แต่หลังจากที่เมื่อเขาเห็นอีกฝ่ายนั้นเป็นคนที่มีจิตหยินหยางเขาก็เริ่มเข้าใจได้

    อีกฝ่ายคือคนคนนั้นจริงๆด้วย

    ในตอนที่อยู่ภายในศาลางานเลี้ยงกับพวกคุณชายมากมาย 

    ในตอนนั้นเองเจียงเฟิงก็ได้ยินพวกคุณชายเหล่านั้นพูดถึงอัจฉริยะมากมาย 

    และหนึ่งในชื่อที่ปรากฏขึ้นก็คือ เกาเฉิน

    ผู้คนบอกว่าเกาเฉินนั้นเป็นอัจฉริยะในด้านการต่อสู้

    ได้ยินว่าคู่ต่อสู้ที่เคยปะทะกับเขาไม่ว่าใครก็ต้องโดนสังหารตายด้วยหมัดเดียว

    และก็ยังมีอีกนั่นก็คือ เกาเฉินเมื่อหนึ่งปีก่อนสังหารคนที่มีขอบเขตอยู่ขอบเขตหกได้  

    เจียงเฟิงเมื่อได้ยินคำพูดของคุณชายพวกนั้น ตัวของเขาในตอนแรกเองก็ค่อนข้างจะชื่นชมคนผู้นี้ 

    แต่ถึงกระนั้นเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าการที่อีกฝ่ายสามารถสังหารขอบเขตหกได้ จะเป็นเรื่องแต่งขึ้นหรือไม่เพราะว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นมันไม่ได้มียืนยันอย่างชัดเจน

    พวกเขาส่วนใหญ่ก็พูดกันว่าเกาเฉินสังหารคนที่มีขอบเขตหกได้แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร

    คนทั่วไปคงจะไม่รู้ว่าเกาเฉินเป็นพวกที่มีจิตแบ่งแยกหยินหยางตั้งแต่กำเนิด

    แต่ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ที่มีจิตหยินหยางตั้งแต่กำเนิด

    ในตอนนี้เขาก็มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายสามารถสังหารคนที่อยู่ในขอบเขตหกได้จริงๆ

    หลังจากที่สังหารนักฆ่าไปเรียบร้อยแล้วเกาเฉินก็หันมามองที่เจียงเฟิง

    แววตาของอีกฝ่ายเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศรอบกายเองก็ไม่น่าเข้าหา

    ไม่เหมือนกับเกาเฉินในตอนแรกที่ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

    เกาเฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าไม่ใช่คนธรรมดา”

    แน่นอนว่าเกาเฉินพูดขึ้นมาในตอนนี้ ย่อมเป็นเกาเฉินอีกคนหนึ่งที่หลับไหลอยู่ภายในตัวของเกาเฉินที่บริสุทธิ์

    ถ้าให้เปรียบเทียบกับเกาเฉินที่บริสุทธิ์แล้ว เกาเฉินที่อยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยจิตสังหาร

    เกาเฉินผู้นี้ต่างหากที่เป็นอัจฉริยะ แถมยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าที่ทรงพลังมากด้วย

    อีกฝ่ายมองมาที่เจียงเฟิง เจียงเฟิงเองก็กำลังใช้ดวงตามองเกาเฉินอย่างไม่เกรงกลัว

    ด้วยสัญชาตญาณของเกาเฉินผู้นี้ก็รู้ได้ในทันทีว่าเจียงเฟิงนั้นไม่ธรรมดา

    อีกฝ่ายแม้ว่าจะขอบเขตต่ำกว่าตนเอง แต่เหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากจิตสังหารที่เข้มข้นของตนเองและแม้แต่น้อย

    เพียงแค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าสภาพจิตใจของอีกฝ่ายมั่นคงเป็นอย่างมาก

    เจียงเฟิงที่ยืนอยู่ยกยิ้มที่มุมปาก “จะลงมืออย่างนั้นหรือ?”

    “แต่ขอบอกก่อนว่าการลงมือที่สถานที่แห่งนี้ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก”

    เกาเฉินหรี่ตาของตนเองเล็กลง

    ในตอนนี้ตัวของเกาเฉินยิ่งสงสัยในตัวของบุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้ามากขึ้นไปอีก

    เจียงเฟิงมองไปรอบๆ “มีอีกหลายคนที่อยากจะสังหารเจ้า”

    “สถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก”

    “ถ้าเกิดว่ามายุ่งกับข้าแล้วก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอาจจะไม่เป็นผลดีต่อตัวของเจ้า”

    เกาเฉินรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี

    ตัวของเขาก็มองว่าบุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้ มีนิสัยแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

    แถมยังดูไม่มีท่าทางที่เกรงกลัวเขาเลยด้วยซ้ำทั้งที่ตัวของเขามีขอบเขตที่สูงกว่า

    ด้วยตัวตนของคนประเภทนี้ยากที่จะไปมีเรื่องมากที่สุด

    เกาเฉินคนนี้แม้ว่าจะมีจิตสังหารอยู่รอบตัวแต่เขาเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีสมอง

    และในตอนนี้เขาเองก็ไม่ว่างที่จะเล่นกับเจียงเฟิง 

    เพราะว่าบริเวณรอบๆเมืองแห่งนี้สัมผัสได้ถึงจิตสังหารหลายจุด

    แม้ว่าจะสามารถสังหารมือสังหารไปได้แล้วแต่นี่เองก็เป็นเพียงแค่คนนึงในหมู่ของทั้งหมดเท่านั้น 

    ยังมีมือสังหารที่รอช่องว่างในการลงมืออยู่อีกมากมายภายในเมืองแห่งนี้ 

    แน่นอนว่าเป้าหมายของมือสังหารทั้งหมดย่อมเป็นตัวของเกาเฉิน 

    เจียงเฟิงเองก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารพวกนั้น ตัวของเขาเลยรู้ว่าอีกฝ่ายสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก 

    ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายลงมือทำอะไรไป มันถึงมีพวกมือสังหารมากมายมาล้อมฆ่าแบบนี้ 

    แถมดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่สถานการณ์ครั้งแรกด้วย แสดงว่าน่าจะมีพวกมือสังหารพวกนี้มาลอบสังหารอยู่เป็นประจำ 

    เกาเฉินที่ยืนอยู่ตรงจุดนั้นสักพักหนึ่งก็หันไปมองทางอื่น 

    หลังจากนั้นร่างของเกาเฉินก็หายไป เป็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอีกฝ่ายเพียงพริบตาเดียวก็ไปปรากฏบนหลังคาของอาคารสูงอีกแห่ง 

    และหลังจากนั้นก็เคลื่อนไหวอีกครั้งกลายเป็นว่าหายไปจากสายตาของเจียงเฟิงแล้ว

    เจียงเฟิงส่ายหัวไปมา

    ด้วยนิสัยของอีกฝ่ายแล้วก็ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ของผู้ฝึกยุทธของอีกฝ่ายไม่ธรรมดา

    ถ้าเกิดว่าคนผู้นั้นไม่ตายไปซะก่อนในวันข้างหน้าจะต้องกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน 

    ในตอนนี้ภายในเมืองเองก็เริ่มเกิดการปะทะขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว

    เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวมีการต่อสู้เกิดขึ้นหลายๆแห่งภายในเมือง

    แต่ว่าคนส่วนใหญ่นั้นไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ การเคลื่อนไหวของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้า มนุษย์ธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางแห่งการฝึกตนไม่มีทางที่รับรู้ได้อย่างแน่นอน

    และในค่ำคืนนั้น เจียงเฟิงเองก็ไม่รู้ว่าเกาเฉินสังหารพวกมือสังหารไปกี่สิบคน

    เจียงเฟิงไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

    บางทีในชีวิตของคนเราคนนึงอาจจะมีผู้คนที่พบเจอกันหนึ่งครั้งแล้วก็จากไป

    แน่นอนว่ามันเป็นเหมือนกับสายน้ำของกาลเวลาที่ค่อยๆได้หลายหายไปอย่างช้าๆ

    ในอนาคตตัวของเขาก็ไม่รู้ว่าจะพบเจอกับคนผู้นี้หรือไม่

    แต่ว่าถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายนั้นสามารถก้าวไปยังจุดที่สูงกว่านี้ ได้การพบเจอของพวกเขานั้นก็อาจจะเป็นไปได้

    เจียงเฟิงเริ่มออกเดินทางต่อเป้าหมายของเขายังคงเป็นเมืองหลวงของต้าเฉินต่อ