หวงไทเฮากล่าวว่าพระสนมท่านอื่นจะมาคารวะนาง ก็มาจริงๆ ซ้ำยังมาในวันนี้เลยด้วย ผู้มาเยือนท่านแรกคือหลินหราน
โดยธรรมเนียมของแคว้นอันเหลียนแล้ว พระสนมที่อยู่ในขั้นของตัวเองจะต้องรวมกลุ่มกันมาคารวะฮองเฮา เพื่อไม่ให้เป็การรบกวนฮองเฮามากจนเกินไป แต่จะมีพระสนมขั้นเฟยเท่านั้นที่ต้องแยกกันมา
หลินหรานผู้นี้ไม่ค่อยเป็ที่ชอบนัก ในหมู่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ก็จริง แต่ฮ่องเต้โปรดปรานนางมาก นางทราบจากอวี้ฮวาว่า เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้ทรงรับนางเป็พระสนมก็แต่งตั้งให้นางเป็ิเฟย แน่นอนตำแหน่งทางเชื้อพระวงศ์แล้วไม่มี แต่เป็ตำแหน่งที่เขาตั้งขึ้นเอง ิ ซึ่งมีความหมายว่าความสดใส ดังนั้นิเฟยของเขาผู้นี้ จึงมีความหมายตำแหน่งว่าภรรยาผู้สดใสของเขา และเหรินจวินพยายามให้นางขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮามาโดยตลอด
เมื่อนางได้พบกับหลินหรานใกล้ๆ นางก็รู้สึกว่าหญิงนางนี้เป็โฉมสะคราญเมืองโดยแท้ นางมีผิวสีน้ำผึ้งอันหาได้ยากยิ่งในสตรีอันเหลียน นางเป็องค์หญิงของแคว้นหยาง ซึ่งอยู่ทางใต้อันเหลียน
ก่อนนี้อันเหลียนและหยางมีปัญหาการสู้รบระหว่างชายแดนกันมาช้านาน ฮุ่ยิฮ่องเต้องค์ก่อนเล็งเห็นว่า จะปล่อยให้เป็เช่นนี้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นราษฎรในบริเวณนั้นจะรับเคราะห์
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจยกทัพตีแคว้นหยาง ในกาลครั้งนั้นแคว้นหยางเป็ผู้แพ้า และหลินหรานต้องมาอยู่ที่นี่ในฐานะเชลยั้แ่ยังเยาว์
เวลานี้แคว้นหยางอันเป็บ้านเกิดของนางก็ยังคงเป็แคว้นหยาง เพียงแต่มีสถานภาพเป็ผู้พ่ายแพ้า ต้องคอยส่งส่วยให้กับแคว้นอันเหลียนในทุกๆ ปี โดยที่มีพี่ชายของนางทำหน้าที่เป็ผู้ปกครองแคว้น
หลินหรานเดินมาจนถึงหน้าประตูตำหนัก ก่อนนางจะคุกเข่าและก้มหัวคารวะ “ข้ามีนามว่าหลินหราน บ้านเดิมมาจาก…”
จินฮวารีบยกมือให้ลดพิธีการลง “เ้าไม่ต้องทำเช่นนั้นก็ได้ ข้าไม่ค่อยชอบระเบียบเคร่งครัดในพิธีการมากนัก”
ความจริงโดยธรรมเนียมที่พระสนมอื่นต้องมาเยี่ยมเยียนฮองเฮา ก็คือการฝากเนื้อฝากตัวใต้อาณัติ และเพื่อให้ฮองเฮาได้เห็นหน้าค่าตาพระสนมใต้ปกครองของนาง แต่จินฮวาเห็นว่าเื่นี้นั้นไม่จำเป็
ความจริงเื่ที่นางอยู่ๆ มาเป็ฮองเฮาในโลกใบนี้ นางก็ยังคงตามไม่ค่อยทัน แต่นางไม่ได้คิดจะปกครองผู้ใด นางคิดจะอยู่ของนางเงียบๆ หาเื่สนุกทำในแต่ละวันไปก็เท่านั้น
หลินหรานยังคงไม่ลุกขึ้น ในตอนนั้นนางกำนัลของนางสี่คนช่วยกันยกถาดทั้งสี่เข้ามา
“หวงโฮ่วเหนียนเหนี่ยน ทั้งหมดนี่คือของกำนัลไร้ราคาจากบ้านหม่อมฉันเพคะ” กล่าวจบนางก็หยิบถาดใบหนึ่งจากนางกำนัลที่ยืนใกล้นางมากที่สุด ก่อนจะส่งให้กับจินฮวา “นี่เป็สร้อยปะการังแดงเพคะ”
สร้อยปะการังหรือ มันเป็ของไร้ราคาที่ไหนกัน เพราะเ้านายของนางในชาติก่อน เขาเป็คนที่ค่อนข้างจะรักสัตว์ บางครั้งก็ดูสารคดีสัตว์ต่างๆ บ้างนางเองก็ดูด้วย และนางก็จำได้ว่าปะการังแดงนี่ไม่ใช่ของไร้ราคาเลยแม้แต่น้อย ปะการังแดงเป็ปะการังน้ำลึกราคาแพงมหาศาล อีกทั้งนี่ยังเป็ปะการังที่ต้นใหญ่มากพอจะนำมาเจียระไนเป็ลูกปัด นางคิดว่าปะการังต้นที่ถูกนำมาทำคงใช้เวลาเติบโตหลายสิบปีเป็แน่
หญิงสาวส่ายหน้า “เ้านำกลับไปเถอะ ข้าไม่ได้อยากได้สร้อยปะการัง ต่อไปเ้าก็อย่าได้นำมาให้ข้าอีกเลย ข้าชอบชื่นชมความสวยงามก็จริง แต่ข้าคิดว่าความงดงามควรอยู่ในที่ที่มันควรอยู่มากกว่า หากต่อไปเ้าอยากมาเยี่ยมข้าก็เพียงแค่นำขนมมาให้ข้าก็พอแล้ว”
หลินหรานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา “เช่นนั้นเป็อาหารทะเลได้หรือไม่เพคะ นี่เป็อาหารทะเลที่เพิ่งจะส่งมาจากบ้านเดิมของหม่อมฉัน”
หลังจากนั้นหนึ่งในสี่นางกำนัลซึ่งอยู่ด้านหลังสุด เปิดสำรับออกมา จินฮวาเบิกตากว้าง ก่อนจะรีบตรงเข้าไปยกถาดนั่น
“เช่นนี้ดียิ่ง”
จินฮวาจำได้ว่าเมื่อครั้งที่นางเป็แมว นางไม่เคยได้กินของเหล่านี้สักครั้ง เนื่องจากเยี่ยหลิงเ้านายของนางกล่าวว่าของเหล่านี้ค่อนข้างเค็ม และแมวอ่อนไหวต่อความเค็ม ดังนั้นเมื่อเขากินของเหล่านี้นางจึงทำได้เพียงแค่มอง
ขณะที่จินฮวากำลังสาละวนอยู่กับสำรับตรงหน้า
หลินหรานก็กล่าวขึ้น “หวงโฮ่วเหนียนเหนี่ยน หม่อมฉันมีเื่ไม่เข้าใจ หากหม่อมฉันอยากจะขอประทานอนุญาตพูดคุยกับฝ่าาสักครู่ได้หรือไม่เพคะ”
“เชิญพวกท่านคุยกันไปเถอะ”
“ขอบพระทัยเพคะ”
จากนั้นนางก็นำตำราออกมา โดยที่จินฮวากำลังแกะกุ้ง
เหรินจวินที่ตอนนั้นกำลังอ่านตำราอยู่ จึงวางตำราลงและเดินมาหาพวกนาง
หลินหรานยิ้มน้อยๆ “ในคำพูดประโยคนี้เพคะ” นางจิ้มลงไปตรงจุดหนึ่งของตำรา “หากมีวาสนาไกลกันพันหลี่ยัง หากไร้ซึ่งวาสนาแม้อยู่แค่ตาก็ไม่อาจมองเห็น ในเมื่อวาสนาคือการพานพบ ในคำกล่าวนี้หมายความว่าต้องมองเห็นทั้งสองแบบ เช่นนั้นจะนับอย่างไรว่ามีวาสนาหรือไม่มีวาสนาเพคะ”
เหรินจวินยิ้มน้อยๆ “เ้ายังคงตั้งข้อสังเกตได้ปราดเปรื่องเช่นเคย ในเมื่อวาสนาคือการพบ เช่นนั้นจะนับอย่างไรว่ามีวาสนาหรือไร้ซึ่งวาสนา มีวาสนาหรือไร้วาสนา์เท่านั้นที่เป็ผู้ลิขิต พบหน้าหากไร้ซึ่งวาสนาวันหนึ่งก็ต้องจากลา”
“เช่นนั้น…”
หลินหรานกล่าวยังไม่ทันจบประโยค ตอนนั้นเหรินจวินหันไปเห็นจินฮวาที่กำลังกินหัวกุ้งอยู่ เขาจึงดึงมือนางออก
“หัวกินไม่ได้”
“เหตุใดจะกินไม่ได้ ข้าลองกินไปแล้ว อร่อยมากกว่าตัวอีก”
“ส่วนหัวของกุ้งมันสกปรก อีกทั้งเ้ากินเช่นนี้มันเสียกิริยาอย่าเที่ยวทำให้ผู้อื่นเห็นเชียว ข้าไม่อยากเสียหน้าเพราะเ้าอีก”
จินฮวาได้ยินดังนั้นก็หน้างอ ก่อนจะจีบปากจีบคอเตือนเขาอย่างเป็เื่เป็ราว ตามความคิดของนาง “ พวกนี้ตายเพื่อมาเป็อาหาร แต่ท่านจะให้ข้ากินทิ้งกินขว้างอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นการตายของกุ้งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร”
เหรินจวินขี้คร้านจะเถียงกับนาง เขาจึงแกะกุ้งอีกตัวหนึ่งและยัดใส่ปากนางเพื่อปิดปากแทน
“หวงโฮ่วเหนียนเหนี่ยนเป็ผู้ที่มีทัศนวิสัยกว้างไกลยิ่งเพคะ หากมีเวลาหม่อมฉันอยากมาขอคำชี้แนะตำราจากท่านบ้างได้หรือไม่เพคะ”
“ไม่ ไปหาหวงตี้ดีแล้ว ข้าอ่านหนังสือไม่ออก”
ในตอนนั้นจินฮวารู้สึกว่าจะมองเห็นรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากของหลินหราน แต่เพียงชั่วพริบตารอยยิ้มนั้นก็หายไป หรือนางคิดไปเอง
“หวงโฮ่วของข้าโง่ปานนั้นเชียว”
“เช่นนั้นให้หม่อมฉันสอนดีหรือไม่เพคะ ในวังแห่งนี้มีราชกิจที่ต้องออกหนังสือไม่น้อย หากท่านไม่รู้ตำราอาจจะนำมาสู่ปัญหาได้”
เหรินจวินแกะกุ้งอีกตัว ก่อนจะยัดใส่ปากจินฮวา “อย่าลำบากเ้าเลย เื่นางข้าจะดูแลเอง”
“แต่พระองค์มีราชกิจมากมาย”
“ข้าไม่อยากให้เ้าลำบากด้วยเื่ไม่เป็เื่ อีกทั้งนางเป็หวงโฮ่วของข้า ข้ามีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบนาง”
หลินหรานที่ได้ยินดังนั้นก็บีบตำราในมือแน่น ก่อนจะระบายยิ้มออกมา “เพคะ”