“อย่าห่วงเลย ข้าเก็บเงินทั้งหมดไว้กับตัว มันปลอดภัยดี ไม่สูญหาย”
ถังฉีเอ่ยเสียงเย็น โดยปกติแล้วนางมักจะพกตั๋วเงินเพื่อความสะดวก แต่ความจริงนางมีห้วงมิติเก็บของ และสามารถใส่สิ่งของมากมายลงไปได้ ดังนั้นจึงมีเงินเพียงไม่กี่อีแปะอยู่ที่บ้านเพื่อใช้จับจ่ายประจำวัน
ถังฉีจึงเดินไปยังที่เก็บเงินอีแปะ และพบว่าเงินหายไปหมดแล้ว
“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีคนกล้าขโมยของในหมู่บ้านตระกูลถัง!” เด็กหญิงเอ่ยด้วยท่าทีเย็นชา
“ฉีเอ๋อร์ ข้าได้ยินว่าเจ้ากลับมาแล้ว” ผู้นำตระกูลรีบเข้ามา เมื่อเห็นสภาพบ้าน เขาก็ตกตะลึงทันที
“ขโมยขึ้นบ้านหรือ?” ผู้นำตระกูลเข้าใจสถานการณ์ในทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ใบหน้าของเขาพลันเกรี้ยวกราด
“ใครบางคนคงคิดว่าพวกเรามีเงินมากเพราะสร้างบ้านใหม่และมีเนื้อกิน” ถังฉีเอ่ยเสียงเรียบ ท่าทีของนางไม่ได้แสดงความยินดียินร้าย
“ฉีเอ๋อร์ เงินของเจ้าถูกขโมยไปหรือไม่? หากเจ้าไม่มีเงินละก็ ข้าพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง…” ผู้นำตระกูลนำตั๋วเงินออกมาจากกระเป๋า
ในตอนแรกถังฉียังรู้สึกเดือดดาลมาก แต่เมื่อได้เห็นการกระทำของผู้นำตระกูล นางก็อยากจะหัวเราะออกมา
“ท่านปู่ผู้นำตระกูล อายุปูนนี้แล้ว ไม่คิดเลยว่าท่านจะแอบซ่อนเงินเก็บเอาไว้”
“ฮี่ฮี่ฮี่…ก็เผื่อฉุกเฉินอย่างไรเล่า” ผู้นำตระกูลเอ่ย สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอาย
“ฉีเอ๋อร์ เอาตั๋วเงินไปเถอะ ข้าเก็บออมมาเป็นสิบปีโดยไม่บอกใคร” ผู้นำตระกูลรบเร้า
บ้านกำลังจะสร้าง ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าแรงตอนนี้คงเดือดร้อนแน่
“อย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ ข้าเก็บเงินของครอบครัวไว้กับตัว เงินที่ถูกขโมยไปมีเพียงไม่กี่อีแปะเท่านั้น” ถังฉีชี้แจง
“อ้อ ได้ยินเช่นนี้ข้าก็สบายใจ อย่างไรข้าก็ต้องเรียกชาวบ้านมาประชุม”
ถังฉีไม่ได้คัดค้าน
หลังจากนั้นไม่นาน ชาวบ้านจำนวนมากก็มารวมตัวกันในโถงบรรพชน
“ผู้นำตระกูล ท่านเรียกพวกเรามาอีกแล้ว หรือว่ามีข่าวดีจะประกาศ?” ชาวบ้านหลายคนมองผู้นำตระกูลด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้แต่หลี่เจิ้งก็มีท่าทีงุนงง
“บ้านของฉีเอ๋อร์ถูกปล้น วันนี้ข้าจึงเรียกพวกเจ้ามาเพื่อถามว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านหรือไม่”
ทันทีที่สิ้นเสียง ชาวบ้านก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“ไม่มีนะ ผู้นำตระกูล วันนี้ข้าเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ไม่เห็นคนแปลกหน้าเลย”
“ใช่ ข้าเองก็ไม่เห็นใครไปที่บ้านฉีเอ๋อร์เหมือนกัน” ชาวบ้านพูดคุยกันถึงเรื่องนี้
“เจ้าโจรชั่วไร้ยางอายพวกนี้ แม้แต่เด็กกำพร้าที่น่าสงสารก็ยังไม่เว้น!” นางอู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดขณะหยิบเงินจำนวนหนึ่งมามอบให้ถังฉี
“ฉีเอ๋อร์ ก่อนออกจากบ้าน ข้าเอาเงินติดตัวมาเพียงเท่านี้ หากไม่พอก็บอกข้านะ”
นางอู๋เปิดร้านอาหารในเมือง และกิจการก็ไปได้ดี เป็นเพราะผัดถั่วงอกและหมูตุ๋นที่ถังฉีเป็นคนสอน เป็นธรรมดาที่นางจะพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็เริ่มหยิบเงินที่พอมีติดตัวออกมา
“ท่านลุง ท่านป้า ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ ต่อให้ข้าถูกขโมยตั๋วเงินนับร้อยตำลึงไป ข้าก็ยังพอมีเงินเหลือติดตัวอยู่บ้าง” ถังฉีปฏิเสธเงินของพวกชาวบ้านและผลักมือของพวกเขาอย่างอ่อนน้อม
ท่ามกลางฝูงชน ใครบางคนจ้องมองถังฉี จากนั้นก็มองไปยังคนที่อยู่ข้างกาย แววตาสว่างวาบไปด้วยความสงสัย
“หึ…เงินตั้งร้อยตำลึง ใครจะรู้ว่าฉีเอ๋อร์จะเก็บเงินได้มากมายเพียงนี้”
“พูดไปจะมีประโยชน์อะไร เวลานี้ถูกโจรชั่วขโมยไปแล้ว พวกเราต้องไปแจ้งทางการ!”
เวลานี้พวกเขาลืมตาอ้าปากได้แล้ว และไม่หวาดกลัวต่อการร้องเรียนหรือแจ้งทางการ
ถังฉีได้แต่แอบยกนิ้วให้นางอู๋ หญิงชาวบ้านผู้นี้เป็นผู้ช่วยที่สวรรค์ส่งมาโดยแท้
ผู้นำตระกูลไม่มีทีท่าอะไรเมื่อได้ยินคำว่าเงินหนึ่งร้อยตำลึง พวกเขาได้เตรียมการไว้แล้วก่อนจะมาถึง
“เอ่อ…เรื่องนี้”
หลี่เจิ้งมีท่าทีลังเลเล็กน้อย หมู่บ้านตระกูลถังเพิ่งมีคดีฆาตกรรมไปหยก ๆ และเวลานี้ยังมีเรื่องลักขโมยอีก ไม่นานชื่อเสียงของหมู่บ้านจะต้องถูกทำลายจนย่อยยับแน่
ในฐานะเจ้าหน้าที่ทางการ เขาย่อมไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม เวลานี้ สถานะของถังฉีเปลี่ยนไป นางมีหน้ามีตามากขึ้น ชาวบ้านต่างเอ็นดูและชื่นชม หากเขาไม่จัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสมก็เท่ากับทำให้คนทั้งหมู่บ้านไม่พอใจ
ชาวบ้านต่างหยิบยื่นเงินอันน้อยนิดของตนด้วยความเต็มใจ
“เรื่องแจ้งความเอาไว้ก่อนเถอะ ข้าคิดว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นฝีมือของคนในหมู่บ้านแน่ มิเช่นนั้นคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่พวกเขาจะแงะประตูเข้าไปในขณะที่พวกเราไม่อยู่” คำพูดของถังฉีทำให้เกิดความโกลาหล
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชาวบ้านต่างครุ่นคิดและพยักหน้าเห็นด้วย
“หึ…โจรชั่วช้าพวกนี้ไร้มโนธรรมจริง ๆ ลงมือได้แม้กระทั่งเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่ วันหน้า ขอให้พวกมันไม่มีลูกหลาน!” ชาวบ้านต่างรู้สึกเห็นใจถังฉี
ช่วงนี้ ชาวบ้านบางคนก็ขายผัก บางคนก็ขายถั่วงอก ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ
ท่ามกลางฝูงชน แววตาของถังเหวินวูบไหว ความโกรธพลันถูกเก็บซ่อนในทันที
“ถังเหวิน ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะซ่อนเงินไว้มากมายโดยไม่บอกข้า” ถังต้าสี่กล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ แม้ว่าน้ำเสียงจะแผ่วเบา ทว่าเขาไม่อาจเก็บซ่อนความโกรธบนใบหน้าได้
ก่อนหน้านี้ ถังเหวินมอบเงินให้เขาเพียงไม่กี่อีแปะ และไม่ได้พูดถึงตั๋วเงินที่มีมูลค่านับร้อยตำลึง
“ท่านพ่อ นี่ท่านไม่ไว้ใจข้าหรือ? ค่อยไปคุยกันที่บ้านเถอะ!” ถังเหวินอยากจะเอื้อมมือไปปิดปากถังต้าสี่โดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็หักห้ามใจไว้ได้
ท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อม สิ่งที่เล็ดลอดออกไปอาจถูกชาวบ้านที่คอยสังเกตการณ์พบเข้าก็เป็นได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่พบตั๋วแลกเงินในบ้านแม้แต่ใบเดียว แม้แต่เงินตำลึงก็ไม่มีให้เห็น
เวลานี้ สายตาที่จับจ้องถังฉีเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“หึหึ อย่าพูดเหลวไหล หนึ่งร้อยตำลึงอย่างนั้นหรือ? เจ้าเคยเห็นเงินมากถึงเพียงนั้นด้วยหรือ?” อาจเป็นเพราะแววตาเคลือบแคลงของถังต้าสี่ หรืออาจเป็นเพราะวาจาเสียดสีที่พรั่งพรูออกมา ในที่สุด ถังเหวินทนไม่ไหวอีกต่อไป
ถังฉีเฝ้าสังเกตการณ์มาโดยตลอด ในบรรดาชาวบ้านทุกคน มีเพียงถังต้าสี่และถังเหวินที่มีท่าทีแปลกไป
ดังนั้น เด็กหญิงจึงคาดเดาว่าการลักขโมยที่เกิดขึ้นในบ้านของพวกเขาจะต้องเกี่ยวข้องกับสองคนนี้
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด ถังเหวินก็ทนไม่ไหวจนเผยตัวออกมา
***********************************