ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 42 ผู้อาวุโสหลินผู้ฟื้นจากความตาย

            เวินติ่งเทียนได้แสดงให้ชาวอวิ๋นเฉิงได้รับรู้แล้วว่ายอดคนโกรธเคือง สะเทือนฟ้าดิน เป็นอย่างไร

            แม้แต่ข้าราชการชั้นสูงอย่างหวังหมิงชงตอนนี้ยังถูกบรรยากาศของเวินติ่งเทียนกดดันจนตื่นกลัวแต่ไม่นานเขาก็สามารถกลับมานิ่งสงบได้ดังเดิม

            “เจ้าทำให้ข้าผิดหวังมากเลยนะ เวินติ่งเทียน”

            พอพูดจบก็โบกมือ ซูหมิงชุนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ผงกหัวรับจากนั้นเหล่าองครักษ์ของราชวงศ์กว่าสองพันคนก็เริ่มขยับพร้อมกันจนทั่วทั้งเวทีถึงกับสั่นสะเทือน

            หวังหมิงชงควบคุมสถานการณ์เอาไว้แล้วจากนั้นจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “แหวนพระสุเมรุของเจ้าน่ะมันยอดเยี่ยมจนน่าตกใจก็จริงแต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่อุปกรณ์สำหรับสนับสนุนเท่านั้น ต่อให้มันเป็นถึงระดับวิถีราชันก็ตามอย่างไรมันก็ไม่สามารถเอาไปเทียบกับดาบจันทรารุ่งโรจน์ได้อยู่ดีหากมันอยู่ในมือของผู้แข็งแกร่งแล้วละก็มันจะสามารถแสดงพลังอันไร้เทียมทานในสนามรบได้อย่างร้ายกาจ”

            “ไอ้มั่ว!!”

            แต่ตอนที่เขาเพิ่งจะพูดจบนั้น ตู้หมิงที่อยู่ด้านหลังเขาก็อดไม่ได้จนสบถคำด่าออกมา

            “ถ้าแหวนพระสุเมรุวงนั้นมีมิติช่องว่างถึงหนึ่งแสนตารางเมตรจริงๆละก็ แค่เก็บของอะไรก็ได้ที่หนักๆ เอาไว้จากนั้นใช้คนเพียงคนเดียวขึ้นไปปล่อยลงมาจากที่สูงแค่นี้ก็สามารถสังหารศัตรูบนสนามรบได้นับหมื่นๆ คนภายในครั้งเดียวไม่รู้เรื่องแล้วยังจะพูดมั่วอีก!!”

            ฮือฮา

            เกิดเสียงกระซิบพูดคุยดังอื้ออึงไปทั่ว

            ขนาดฝ่ายทหารอย่างตู้หมิงยังทนฟังคำพูดของหวังหมิงชงต่อไปไม่ไหวคำพูดของหวังหมิงชงนั่นไม่ต่างอะไรกับขยะจริงๆ

            “เงียบ!!”

            หัวหน้าองครักษ์ซูหมิงชุนตะโกนสั่งอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับเหล่าองครักษ์ทั้งสองพันคนน้ำเสียงอันดุดันนั้นทำให้เหล่าฝูงชนเงียบเสียงลงทันที

            หวังหมิงชงตอนนี้หน้าดำอย่างกับกระทะเหล็กอย่างไรอย่างนั้น

            เขายิ้มอย่างเย็นชาพลางมองไปที่เวินติ่งเทียน เขารู้ตัวแล้วว่าเขาเริ่มควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่แล้วในที่สุดเขาก็คิดจะใช้กำลังบังคับแทนแล้ว

            “เวินติ่งเทียนเรื่องที่เขาเมฆมรกตนั่นได้ข้อสรุปไปนานแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่เรื่องทั้งหมดก็ถูกกำหนดไปแล้ว แต่วันนี้เจ้ายังคิดจะเอาเรื่องนี้มาก่อความวุ่นวายในงานมงคลแบบนี้อีกซูหมิงชุน จับคนผู้นี้เอาไว้ส่วนคนของตระกูลเวินทั้งหมดให้กลับไปสำนึกผิดที่คฤหาสน์ของตัวเองเสีย”

            ขอรับ!!

            ซูหมิงชงตอบรับเสียงดังแต่เวินติ่งเทียนกลับยังมีท่าทีไม่หวาดหวั่นแถมยังหันกลับไปชี้นิ้วใส่กลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังเขาด้วย

            “หวังหมิงชง วันนั้นที่แกตัดสินคดีของเราด้วยคำๆเดียวว่า ไม่มีหลักฐาน วันนี้ข้าพาคนๆ หนึ่งมาด้วยเขาคนนั้นคือหลักฐานชั้นดีที่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเขาเมฆมรกต มันไม่ใช่การกระทำโดยพลการของคนๆ เดียวแน่นอนแถมมือสังหารในวันนั้นก็ยังไม่ได้ถูกประหารด้วย พวกมันอยู่ในที่แห่งนี้นี่แหละ!!”

            เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในหมู่ฝูงชนอีกครั้ง

            หวังหมิงชงและเฉินเย่เซิงและคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตอนนี้หน้าถอดสีไปแล้ว

            เงาร่างของคนๆ หนึ่งที่คลุมผ้าคลุมสีขาวเอาไว้ ค่อยๆ ก้าวออกมาจากกลุ่มคนของตระกูลเวินดูคล้ายกับวิญญาณอาฆาตตนหนึ่ง ทำเอาทั่วทั้งสนามถึงกับหนาวสั่น

            “เจ้าเป็นใคร? ทำตัวประหลาดพิสดาร!!”หวังหมิงชงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            ชายในผ้าคลุมนั่นค่อยๆ ถอดส่วนที่เป็นหมวกของผ้าคลุมออก ภายในนั้นเป็นใบหน้าที่สวมหน้ากากแบบที่สามารถทำให้ผู้คนถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นมัน

            หลินหยางเลือกใช้วิธีที่ดึงดูดสายตาที่สุดในการปรากฏตัวในภพมนุษย์แห่งนี้อีกครั้ง

            เขาค่อยอ้าปากพูดช้าๆ ว่า “เป็นคนที่... น่าจะต้องตายไปนานแล้ว”

            มีชาวอวิ๋นเฉิงจำนวนไม่น้อยที่จำหน้ากากของหลินหยางได้

            “นั่นมันคนที่ตายในเทือกขาวเมฆมรกตผู้อาวุโสหลินแห่งตระกูลเวิน ท่านหลินอี้ นี่นา!! เขายังไม่ตาย!!!!”

            “เฮ้ย!! คราวนี้ความจริงถูกเปิดเผยทั้งหมดแน่!!!! ผู้อาวุโสหลินกลับมาทวงหนี้ชีวิตด้วยตัวเองแล้ว!!”

            “พวกเจ้าดูสิ พวกเจ้าดู ไอ้เฉินเย่เซิงนั่นหน้าซีดอย่างกับผีไปแล้วเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับมันด้วยแน่ๆ!!”

            การปรากฏตัวของหลินหยาง ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งสนาม

            เหล่าผู้ชมต่างก็พยายามแย่งกันเบียดตัวเองไปข้างหน้า ถ้าไม่ได้เหล่าทหารจากกองกำลังพิทักษ์เมืองของตู้หมิงเข้ามาควบคุมความสงบเรียบร้อยได้ทันก่อนละก็คงจะสูญเสียการควบคุมจนเกิดเป็นความอลหม่านไปทั่วทั้งงานแน่

            แต่สิ่งที่เสียการควบคุมไปแล้วตอนนี้คือ สติของเฉินเย่เซิง

            ‘ไม่ เป็นไปไม่ได้... ทำไม...ทำไมมันยังไม่ตายล่ะ!!!! หรือว่าเฉินผิงไม่ได้ฆ่ามันแต่กลายเป็นฝ่ายที่โดนมันฆ่าเองอย่างนั้นหรือ...’

            หัวใจของเฉินเย่เซิงกำลังเต้นรัวอย่างรุนแรง นับจากตอนนี้ไปเขาก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์อะไรได้อีกเลย

            วันนี้มันไม่ใช่วันที่เขาจะมีชัยเหนือตระกูลเวินเลยสักนิดแต่เป็นวันที่ตระกูลเวินจะมาคิดบัญชีหนี้แค้นที่พวกตนติดค้างเอาไว้ต่างหาก!!

            ส่วนโอวหยางกงตอนนี้กลับไปยืนอยู่ในกลุ่มของตัวเองแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ส่วนซ่างกวันเฟยนั่นก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าหม่นหมองเงาร่างที่สวมชุดคลุมสีดำเอาไว้ทั้งสี่คนที่อยู่ข้างหลังเขาตอนนี้ก็เริ่มปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างช้าๆ แล้ว

            หลินหยางเดินหน้าเข้าไปหาเวินติ่งเทียนจากนั้นก็รับช่วงต่อจากชายชรามา

            เขาหันไปมองหวังหมิงชงที่ยังทำหน้าอึ้งอยู่ “หวังหมิงชง วันนั้นพวกเจ้าพาคนของตระกูลเราเข้าไปเชือดทิ้งในเทือกเขาเมฆมรกตแต่ตอนนี้เจ้ากลับยังเห็นข้ามีชีวิตอยู่แบบนี้ เจ้าคงจะผิดหวังมากเลยสินะ!!”

            “หลินอี้!! เจ้า เจ้าพูดอะไรพล่อยๆ!!”หวังหมิงชงพยายามสะกดอาการตื่นตระหนกของตัวเองไว้ไม่นานก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้

            ต่อให้หลินอี้ยังไม่ตาย แล้วจะทำไมเล่า

            เขากลับมาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูองอาจอีกครั้ง “ผู้อาวุโสหลินสามารถหนีรอดจากความตายได้น่ายินดีน่ายินดีแต่ว่าคนในเหตุการณ์ที่ยังเหลือดรอดอยู่มีเพียงแค่ท่านคนเดียวแบบนี้เกรงว่าคำพูดของท่านจะยังมีน้ำหนักไม่พอนะ”

            หลินหยางแสยะยิ้มย่างเย็นชา “ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย เจ้าจะรีบปฏิเสธข้าทำไม?”

            เอ่อ...

            หวังหมิงชงถูกสวนกลับจนไปต่อไม่เป็น

            หลินหยางค่อยๆ ปลดเอาผ้าคุลมของตัวเองออกมาเผยให้เห็นชุดสีขาวที่สวมอยู่ข้างในจากนั้นเขาก็เริ่มปล่อยจิตสังหารอันเข้มข้นออกมาช้าๆ

            รอยยิ้มของเขา เยือกเย็นดุจน้ำแข็งหมื่นปี

            แววตาของเขา ราวกับแววตาของยมทูตที่ไร้ความรู้สึก

            “หวังหมิงชง ข้ารู้ว่าต่อให้ข้าจะพูดอะไรออกไปเจ้าก็คงจะไม่ฟังข้าเองก็ไม่คิดจะทำอะไรยุ่งยากด้วยเหมือนกัน ความจริงในวันนั้นข้าจะให้เจ้าตัวมันพูดออกมาจากปากตัวเองเลยนี่แหละ”

            คำพูดของหลินหยางทำเอาทั่วทั้งเวทีเย็นเยือกราวกับถูกแช่แข็งอยู่บนภูเขาหิมะ

            ไม่เว้นแม้แต่เหล่าผู้ชมที่ดูอยู่ตรงลานกว้างข้างล่างเวทีพวกเขาต่างก็รู้สึกหวาดผวาเมื่อมองไปที่แผ่นหลังของหลินหยาง

            บรรยากาศของผู้อาวุโสวัยรุ่นผู้นี้ น่ากลัวเกินไปแล้ว

            หลินหยางตะโกนเรียกชื่อของคนๆ หนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน “โอวหยางกง!!”

            เอ๋?

            โอวหยางกงถึงกับขนลุกซู่ กล้ามเนื้อสั่นกระตุกไปหมด

            “มีอะไร?”

            “ข้าให้โอกาสแกอีกครั้งเดียว ถ้าเจ้ายอมบอกความจริงที่เจ้ารู้ออกมาดีๆละก็ วันนี้ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดไปจากที่นี่ก็ได้”

            “ฮ่าฮ่า....” โอวหยางกงพยายามข่มความกลัวในใจเอาไว้แล้วจึงปั้นสีหน้าเย็นชาตอบกลับไปว่า “เจ้าพูดเรื่องอะไรข้าฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด!!”

            “ได้ เจ้าเลือกที่จะทิ้งโอกาสรอดไปเองนะ!!”

            พอกล่าวจบ เขาก็เดินไปทางโอวหยาวกงทันที

            การก้าวเท้าของหลินหยางทั้งที่น่าจะดูเชื่องช้าแต่กลับสามารถก้าวข้ามไปอีกฟากของเวทีได้ในชั่วพริบตาเผลอครู่เดียวเขาก็มาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ โอวหยางกงแล้ว

            ท่าร่างนั่นร้ายกาจเกินบรรยาย

            ทันใดนั้นเอง ก็มีเงาร่างจำนวนหนึ่งโผล่แวบออกมายืนขวางอยู่ที่ด้านหน้าของโอวหยางกง

            เป็นผู้อาวุโสระดับเซียนเทียนสี่คนของตระกูลโอวหยางที่มาพร้อมกับลูกชายที่เขาภูมิใจมากที่สุดคนนั้นโอวหยางเฟิง ทั้งหมดล้วนจ้องมาทางหลินหยางด้วยสีหน้าอำมหิต

            โอวหยางเฟิงนั้นระเบิดจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง “หลินอี้ ถ้าเจ้าขยับเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียวละก็อย่าหาว่า....”

            หาแม่เจ้าสิ!!

            ผลคือโอวหยางเฟงยังไม่ทันพูดจบดีก็ถูกหลินหยางซัดปลิวในฝ่ามือเดียว โอวหยางเฟิงปลิวหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ในชั่วพริบตา

            ตูม!!

            ร่างของโอวหยางเฟิงปลิวไปชนแท่นหินที่อยู่ใต้เท้าของหวังหมิงชงอย่างรุนแรงเลือดสดๆสาดกระจาย เศษหินแตกกระจาย ทำเอาผู้คนทั่วทั้งสนามถึงกับตาโตอ้าปากค้าง

            นั่นมันโอวหยางเฟิงนะ!!

            นั่นมันหนึ่งในสี่มังกรน้อยแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงเลยนะ!!

            ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนที่เป็นเหมือนดวงดาราของวัยรุ่นชายหญิงจำนวนนับไม่ถ้วนนั่นกลับโดนหลินหยางซัดจนปลิวไปง่ายๆ อย่างกับตบแมลงวันเช่นนี้น่ะหรือ?

            โอ้ สวรรค์!!

            ผู้อาวุโสหลินกำลังจะทำให้เมืองอวิ๋นเฉิงสั่นสะเทือนแล้ว!!

            “ฆ่า!!”

            สี่ผู้อาวุโสแห่งตระกูลโอวหยางพอเห็นนายน้อยของตัวเองถูกตบกระเด็นแบบนั้นก็ระเบิดลงทันที พวกเขาทั้งสี่ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นต้นในเมืองอวิ๋นเฉิงเองก็นับว่ามีชื่อเสียงพอตัวแต่พอมาอยู่ต่อหน้าหลินหยางในตอนนี้แล้วกลับไม่ต่างอะไรกับหมูกับหมา

            เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง

            เสียงอัดกระแทกดังขึ้นต่อเนื่องสี่ครั้งรวดจากนั้นเหล่าผู้อาวุโสทั้งสี่ก็ปลิวว่อนกันไปคนละทิศละทางและหมดสติลงไปทันที

            ฤทธิ์เดชของหลินหยางสร้างความหวาดหวั่นไปทั่วทั้งสนามเขาสามารถจัดการยอดฝีมือของตระกูลโอวหยางลงได้ในเสี้ยวพริบตา เหล่าคนของตระกูลโอวหยางตอนนี้ล้วนตกอยู่ในความหวาดกลัวจนตัวแข็งค้างดุจรูปสลักไม่มีใครกล้าออกมาท้าทายอีก

            โอวหยางกงนั้นหวาดกลัวจนหลั่งเหงื่อเย็นๆ ออกมาจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมดเขาถูกหลินหยางคว้าตัวเอาไว้แล้วพากลับมายังกลางเวที

            ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ใช้เวลาไปไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ

            ซูหมิงชุน เฉินเย่เซิง และซ่างกวันเฟยยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไรด้วยซ้ำ หลินหยางก็จัดการจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว

            โอวหยางกงตอนนี้ก้มหัวอยู่ใต้เท้าของหลินหยางราวกับก้อนเนื้อเน่าๆก้อนหนึ่ง

            “โอกาสสุดท้าย พูดเรื่องที่เจ้ารู้ออกมาให้หมด”น้ำเสียงของหลินหยางไร้ซึ่งความอ่อนโยนแม้แต่เสี้ยวเดียว

            ครั้งนี้โอวหยางกงไม่สามารถสะกดข่มความกลัวที่บีบรัดหัวใจนั่นได้แล้วเขาเริ่มพูดโพล่งเรื่องทุกอย่างที่รู้ออกมาทันที

            “ข้าพูด ข้าพูด... วันนั้นหลังจากก่อกวนที่เลี่ยนเทียนเฮ่าแล้ว ข้าที่อยู่ในคฤหาสน์เฉินก็ได้ยินเฉินเย่เซิงมันพูดว่าจะฆ่าผู้อาวุโสหลินทิ้งเสียมันยังบอกว่าจะให้ซ่างกวันเฟยช่วยด้วย!! ที่ข้ารู้ทั้งหมดมีแค่นี้แหละเรื่องหลังจากนั้นทั้งหมดข้าไม่ได้ไปข้องเกี่ยวด้วยเลยนะ!!!!”

            โอวหยางกงคุกเข่าอยู่หน้าหลินหยาง ตัวสั่นราวกับลูกกวางเพิ่งเกิดไม่เหลือเค้าของผู้นำตระกูลใหญ่เลยสักนิดแรงกดดันของหลินหยางทำให้มันเสียขวัญไปแล้วโดยสิ้นเชิง

            “เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม ?”

            หลินหยางหันกลับไปมองหวังหมิงชงที่โมโหจนเส้นเลือดปูดโปนออกมาน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด สั่นสะเทือนทั่วทุกทิศ

            “หลินอี้ นี่เจ้ากำลังลูบคมข้าอยู่ใช่ไหม?”หวังหมิงชงรู้สึกอับอายจนเปลี่ยนไปเป็นความโกรธ

            “เหอะ ข้ากะไว้แล้วว่าต้องไม่ได้ผล...” ในสถานการณ์ที่ยิ่งมายิ่งเคร่งเครียดยิ่งกดดันขึ้นเรื่อยๆแบบนี้หลินหยางก็ยังคงมีท่าทีเหมือนจอมราชันที่กุมทุกอย่างเอาไว้ในมือแล้ว

            เขาเตะโอวหยางกงทิ้งในทีเดียว ”ไสหัวไปซะ...”

            จากนั้นเขาก็หันไปหาเฉินเย่เซิงที่กำลังทำหน้าเคร่งเครียดและซ่างกวันเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆโดยไม่ได้สนใจเหล่าองครักษ์ของราชวงศ์ที่กำลังล้อมกรอบเข้ามาเลย

            ไอ้สองคนนี้ต่างหาก ที่อยู่เบื้องหลังการสังหารคนของตระกูลเวินอย่างโหดเหี้ยมในวันนั้น

            “โอวหยางกงสารภาพออกมาแล้ว ซ่างกวันเฟยแกก็มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย ใช่หรือไม่?”

            คำพูดประโยคเดียว ราวกับมีคมมีดนับพันคมดาบนับหมื่นจิตสังหารอันมหาศาลไร้ที่สิ้นสุดพลันพุ่งไปทิ่มแทงซ่างกวันเฟย

            หลินหยางจะไล่จัดการบัญชีมันเรียงตัวเลย ซ่างกวันเฟยคือคนแรก

            “หึ!!”

            ซ่างกวันเฟยถอนหายใจออกมาอย่างเย็นชาดัง หึตัวเขาเองก็ปล่อยจิตสังหารอันเกรี้ยวกราดออกมาเหมือนกัน

            ด้านหน้าเขา มีเงาร่างสี่สายมายืนขวางเอาไว้แล้ว

            เป็นเงาร่างที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนทั่วๆ ไปอย่างเทียบไม่ได้

            เป็นนักฆ่าฝีมือฉกาจสี่คนที่ลงมือสังหารคนของตระกูลเวินทั้งหกสิบกว่าชีวิตทิ้งอย่างง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วย

            “ทหาร จับไอ้โจรชั่วนี่ซะ!!”

            หวังหมิงชงที่ยืนอยู่บนเวทีนั้น สุดท้ายก็ต้องออกคำสั่งให้จับกุมตัวไว้เขาจะปล่อยให้หลินหยางแสดงท่าทีก้าวร้าวแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

            เฉินเย่เซิงที่อยู่ข้างๆ นั้นพอเห็นโอกาสที่จะสามารถฆ่าหลินหยางได้แล้ว ก็รีบออกตัวกับหวังหมิงชงทันทีว่า “โปรดท่านหวังอย่าโมโห ไอ้ขี้ข้าพันธ์นี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือของเหล่าองครักษ์ราชวงศ์ของท่านหรอกปล่อยให้ข้าน้อยจัดการเถอะ!!”

            นี่เป็นโอกาสดีที่จะใช้หวังหมิงชงเป็นข้ออ้างในการฆ่าหลินอี้ปล่อยให้ยอดฝีมือทั้งสี่ที่เป็นลูกสมุนของซ่างกวันเฟยจัดการซะ

            เขาจะฆ่าหลินอี้เดี๋ยวนี้เลย

            หวังหมิงชงพอสบตากับเฉินเย่เซิงแล้ว ก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันทีจึงพยักหน้าตอบรับ

            เหล่าสมุนทั้งสี่ของซ่างกวันเฟยค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากกลุ่มคนของตน

            “ฆ่ามันซะ!!”

            เฉินเย่เซิงและซ่างกวันเฟยออกคำสั่งฆ่าออกมาพร้อมกัน!!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน