**ปฐมบทแห่งความมืดมิด**
บานประตูศิลาที่สลักลวดลายอสูรกลืนกิน์ค่อยๆปิดตัวลงเื้ัหลินเทียน เสียงหินบดอัดกันดังกึกก้องสะท้อนไปมาก่อนจะเงียบงันลงอย่างเฉียบพลัน ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ลึกดิ่งประหนึ่งก้นบึ้งของมหาสมุทรที่แสงอาทิตย์ไม่อาจส่องถึงหลินเทียนยืนนิ่งอยู่กับที่ประสาทััทั้งห้าของเขาซึ่งถูกขัดเกลาจนแหลมคมดุจใบมีดในขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดกลับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีกลิ่นของความตายไม่มีเสียงของสายลม และไม่มีแม้กระทั่งอุณหภูมิร้อนหรือหนาว... มันคือ"ความว่างเปล่า" ในอุดมคติที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
เมื่อเขาลองก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวความรู้สึกที่ส่งกลับมาคือความกลวงเปล่าเขาไม่ได้เหยียบอยู่บนพื้นหินหรือพื้นดินใดๆ แต่ร่างกายของเขากำลังลอยเคว้งอยู่ในสภาวะที่ไร้แรงดึงดูดทันใดนั้น หมอกสีดำที่หนาทึบก็เริ่มจางลง เผยให้เห็นทัศนียภาพของ"ชั้นที่หก" แห่งหอคอยไร้เนตร ที่ซึ่งถูกขนานนามว่า**"วังวนนิรันดร์กาล"**
มันไม่ใช่วิหารหรือห้องโถงแต่เป็มิติเอกเทศที่ถูกบิดเบือนจนกลายเป็จักรวาลขนาดย่อมรอบกายของเขามีเศษซากของสถาปัตยกรรมโบราณ ซากเกราะหักๆและเศษชิ้นส่วนของดวงดาวสีม่วงหม่นลอยวนอยู่อย่างไร้จุดหมายประหนึ่งเศษขยะในห้วงอวกาศกาแล็กซีสีขี้เถ้าหมุนวนอย่างเชื่องช้าเป็ฉากหลัง แสงสลัวๆจากเศษดาวเ่าั้แทบไม่เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นมือของตัวเอง
*“มิติที่ถูกตัดขาดจากกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน...์และนรกไม่มีอำนาจเหนือสถานที่แห่งนี้”*หลินเทียนคิดในใจขณะโคจรลมปราณัครามเข้าสู่ดวงตา รูม่านตาของเขาเปลี่ยนเป็สี sapphire ที่เปล่งประกายเจิดจ้าลำแสงสีน้ำเงินพุ่งทะลวงความมืดออกไปเป็ระยะทางนับร้อยวาทว่าสิ่งที่แสงนั้นสะท้อนกลับมากลับมีเพียงความว่างเปล่าที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
กระแสลมปราณในร่างกายของเขาเริ่มทำงานผิดปกติจุดตันเถียนที่เคยหมุนวนดุจพายุเฮอริเคนกลับเคลื่อนไหวช้าลงอย่างเห็นได้ชัดราวกับว่ากฎแห่งเวลาในมิติแห่งนี้กำลังพยายามแช่แข็งทุกสิ่งที่มีชีวิตให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของภาพวาดที่ตายด้านหลินเทียนต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการบีบอัดปราณัให้เข้มข้นที่สุดเพื่อสร้าง **'เขตแดนแห่งตัวตน'** รัศมีสีม่วงทองจางๆห่อหุ้มร่างกายของเขาไว้ ป้องกันไม่ให้ความว่างเปล่ากลืนกินความนึกคิด
**การปรากฏตัวของเงามรณะ**
ท่ามกลางความเงียบงันที่ดังกึกก้องจนน่าหนวกหูนั้นเองกระแสอากาศเบื้องหน้าห่างออกไปห้าสิบวาก็เริ่มบิดตัวเป็เกลียวเศษซากของดาวเคราะห์สีม่วงและฝุ่นผงมิติถูกดึงดูดเข้ามารวมกันที่จุดเดียวด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาลที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันพวกมันควบแน่น หลอมรวม และก่อตัวขึ้นเป็รูปร่างของบุรุษผู้หนึ่งอย่างเงียบเชียบ
ร่างนั้นสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปเกือบครึ่ง่ตัวเขาสวมชุดเกราะโลหะสีเทาหม่นที่ดูเก่าแก่โบราณเต็มไปด้วยรอยฟันและรอยแตกร้าวที่บ่งบอกถึงผ่านศึกานับพันครั้งทว่ารอยแตกเ่าั้กลับไม่มีเืไหลซึม มีเพียงหมอกสีเทาจางๆ ที่ลอยอวลออกมาใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากเหล็กเรียบเนียนที่ไม่มีช่องสำหรับปากหรือจมูกมีเพียงรอยสลักเป็รูป **'ดวงตาที่ปิดสนิท'** สองข้างอยู่บนหน้ากากเท่านั้น
ในมือขวาของเขากำด้าม**'ดาบั์ไร้คม'**ที่กว้างเท่ากับแผ่นประตูศิลา ตัวดาบไม่ได้ทำจากเหล็กหรือแร่ธาตุใดๆในโลกมนุษย์ แต่มันสร้างขึ้นจาก **'มวลแห่งความตาย'**ที่ถูกบีบอัดจนกลายเป็ของแข็งสีของมันดำสนิทจนดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างเข้าไปจนหมดสิ้น
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากบุรุษเกราะเทาผู้นี้...ไม่ใช่ความโกรธแค้น ไม่ใช่ความกระหายเืและไม่ใช่รังสีอำมหิตอย่างที่ศัตรูระดับสูงพึงมี แต่มันคือ **'ความไร้รู้สึกโดยสมบูรณ์'**ราวกับก้อนหิน ห้วงอวกาศ หรือจุดจบของสรรพสิ่งเขาคือความว่างเปล่าที่เดินได้
หลินเทียนกระชับด้ามกระบี่ัพลิกฟ้าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดใบดาบสีดำขลับที่ประดับลวดลายัส่งเสียงครางแ่เบาด้วยความโศกเศร้าราวกับมันจดจำกลิ่นอายนี้ได้
"ความรู้สึกของกระบี่...ความคุ้นเคยนี้..." หลินเทียนพึมพำ ดวงตาของเขาหรี่ลง"ท่านคืออดีตผู้พิทักษ์แห่งตระกูลัคราม... **'มรณะเทพไร้ใจ'**ใช่หรือไม่?"
ตามบันทึกที่เขาได้รับจากหอสมุดหมื่นกรรมมรณะเทพไร้ใจคือยอดขุนพลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูลผู้บรรลุวิถีแห่งการตัดขาดอารมณ์เพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งที่แท้จริงทว่าเมื่อหุบเขาไร้เนตรทรยศและบุกทำลายตระกูลเขาคือคนสุดท้ายที่ยืนหยัดสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องสายเืั ทว่าร่างและิญญาของเขากลับถูกจอมเทพไร้เนตรนำมาดัดแปลงล้างความทรงจำ และหลอมรวมเข้ากับค่ายกลนิรันดร์กาลกลายเป็หุ่นเชิดพิทักษ์หอคอยชั้นที่หกผู้ไร้เทียมทาน
ร่างเกราะเทาไม่ตอบสนองต่อคำพูดใดๆหน้ากากที่ดวงตาปิดสนิทหันขวับมาทางหลินเทียน พริบตาเดียว...โดยที่ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีกล้ามเนื้อที่หดตัว และไม่มีลมปราณที่ะเิออกร่างของมรณะเทพไร้ใจก็หายไปจากจุดเดิม!
**ปะทะเจตจำนงดาบผ่ากาลเวลา**
สัญชาตญาณเอาตัวรอดของหลินเทียนกรีดร้องถึงขีดสุดเขายกกระบี่ัพลิกฟ้าขึ้นพาดขวางลำตัวในท่าป้องกันโดยอัตโนมัติ
*เปรี้ยงงงงง!*
เสียงปะทะดังกัมปนาทประหนึ่งฟ้าผ่าลงกลางกะโหลกดาบั์ไร้คมของมรณะเทพฟาดลงบนใบกระบี่ของหลินเทียนด้วยแรงมหาศาลที่ไม่อาจคำนวณได้ร่างของหลินเทียนปลิวละลิ่วถอยหลังไปในสภาวะไร้แรงดึงดูดอย่างรวดเร็วดุจดาวตกทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด...
ในเสี้ยววินาทีที่ดาบและกระบี่ปะทะกันหลินเทียนรู้สึกว่า **'เวลา'** รอบตัวเขากำลังถูกแช่แข็ง!คลื่นพลังงานสีเทาที่แผ่ออกมาจากดาบั์ไม่ได้ทำลายล้างร่างกายแต่มันพุ่งเข้าแทรกแซงกฎของมิติ มันทำให้กระแสเืในหลอดเืของเขาหยุดไหลทำให้ปราณัครามที่กำลังโคจรกลายเป็ก้อนน้ำแข็งและทำให้ความคิดของเขาช้าลงเป็พันเท่า!
ภาพที่หลินเทียนเห็นคือร่างของมรณะเทพไร้ใจกำลังทะยานตามเขามาอย่างช้าๆ ทว่าในความเป็จริงศัตรูเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือเสียง ดาบั์ถูกง้างขึ้นอีกครั้งหมายจะผ่าร่างของเขาที่ถูกหยุดเวลาให้ขาดเป็สองท่อน
>*"วิถีแห่งมรณะเทพไร้ใจคือการละทิ้งความรู้สึกเพื่อหลอมรวมกับความนิ่งงันของจักรวาล เมื่อไม่มีอารมณ์ก็ไม่มีการสั่นไหว เมื่อไม่มีการสั่นไหว เวลาจึงไร้ความหมาย...ดาบของเขาคือดาบที่ฟันผ่านช่องโหว่ของกาลเวลา!"*
"จะมา...จบลง... ตรงนี้... ไม่ได้!"
จิติญญาของหลินเทียนแผดเสียงะโท่ามกลางเซลล์ทุกเซลล์ที่ถูกแช่แข็ง **'หัวใจัคราม'** ซึ่งเป็มรดกแห่งสัจธรรมาคือสิ่งเดียวที่ไม่ยอมสยบต่อกฎเกณฑ์ของความตาย มันเต้นรัวด้วยจังหวะที่บ้าคลั่ง
*ตึกตัก!ตึกตัก! ตึกตัก!*
ความร้อนแรงดุจลาวาพุ่งทะลักออกจากจุดตันเถียนหลอมละลายคลื่นพลังสีเทาที่จับตัวอยู่ในเส้นชีพจรเืของหลินเทียนเดือดพล่านจนกลายเป็สีม่วงทองเขาใช้สติปัญญาที่เหนือล้ำประยุกต์ใช้วิชากระบี่ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย
**"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่เจ็ด: ัสูญสภาวะ!"**
ในเมื่อศัตรูใช้ความนิ่งงันเพื่อหยุดเวลาหลินเทียนจึงเลือกที่จะ **'สลายตัวตน'** ให้กลายเป็ความว่างเปล่าที่ลึกล้ำยิ่งกว่าร่างกายเนื้อของเขาพลันแตกกระจายออกเป็ละอองแสงสีน้ำเงินและทองนับล้านอนุภาคดาบั์สีเทาฟันลงมาอย่างดุดันทว่ามันกลับฟันผ่านเพียงความว่างเปล่าและละอองแสงเ่าั้ไปคลื่นดาบผ่าทำลายเศษดาวเคราะห์ที่อยู่เื้ัหลินเทียนจนแหลกเป็ธุลีในดาบเดียว
อนุภาคแสงสีม่วงทองลอยวนไปรวมตัวกันที่ด้านหลังของมรณะเทพก่อตัวกลับมาเป็ร่างของหลินเทียนอีกครั้ง เขายกกระบี่ขึ้นสูงปราณกระบี่อัสนีสีน้ำเงินเข้มควบแน่นจนกลายเป็ใบมีดแสงที่ยาวกว่าสิบวา
**"ัพลิกฟ้า:อัสนีิญญาสยบมาร!"**
คมกระบี่ฟาดฟันลงบนกลางหลังของมรณะเทพไร้ใจอย่างจัง!
*เคร้ง!*ประกายไฟสีเงินและสีเทาะเิออกเป็วงกว้าง เกราะโลหะสีเทาของศัตรูเกิดรอยร้าวลึกทว่าร่างั์นั้นกลับไม่แม้แต่จะเซทรุดมันหมุนตัวกลับมาด้วยความเร็วที่ฝืนกฎฟิสิกส์ พร้อมกับวาดดาบั์สวนกลับในแนวขวาง
หลินเทียนต้องใช้กระบวนท่าต่อเนื่องเขายกกระบี่ขึ้นปัดป้อง พร้อมกับใช้แรงสะท้อนดีดตัวถอยฉากออกไปทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าปะทะกันกลางห้วงอวกาศจำลองอย่างดุเดือดแสงสีม่วงทองของหลินเทียนและแสงสีเทามรณะของศัตรูพุ่งตัดกันไปมาประหนึ่งดาวหางสองดวงที่กำลังทำากันทุกครั้งที่อาวุธปะทะกัน มิติรอบข้างจะเกิดรอยร้าวสีดำดุจกระจกที่ถูกทุบเผยให้เห็นกระแสความวุ่นวายของห้วงมิติที่อยู่เื้ั
**สัจธรรมแห่งความว่างเปล่า**
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยาวนานหลินเทียนเริ่มหอบหายใจอย่างหนักร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยาแที่เกิดจากแรงอัดอากาศ แม้จะไม่ได้ถูกดาบฟันโดยตรงแต่พลังที่แฝงมากับการโจมตีของมรณะเทพนั้นกัดกร่อนลึกถึงิญญา
เขาวิเคราะห์ศัตรูอย่างเยือกเย็น*"มรณะเทพไร้ใจไม่มีจุดอ่อนทางกายภาพ เขาไม่รู้จักเหนื่อย ไม่รู้จักเ็ปและการที่เขาละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมด ทำให้เขาเข้าถึง 'ความว่างเปล่า'ในแบบของการทำลายล้าง... หากข้ายังคงสู้ด้วยพลังปราณหรือกระบวนท่าข้าจะถูกพลังกาลเวลาของเขากัดกินจนหมดสิ้น"*
หลินเทียนลอยตัวนิ่งอยู่กลางความว่างเปล่าเขามองดูกระบี่ัพลิกฟ้าในมือ ใบดาบที่สมบูรณ์แบบนี้เคยบอกเขาว่าความว่างเปล่าที่แท้จริง ไม่ใช่การดับสูญ และไม่ใช่การตัดขาดจากทุกสิ่ง...แต่ความว่างเปล่าที่แท้จริง คือภาชนะที่กว้างใหญ่พอจะโอบอุ้มสรรพสิ่งไว้ต่างหาก!
>**"ท่านอาจารย์กู่เคยกล่าวไว้... กระบี่ที่คมที่สุดไม่ใช่กระบี่ที่ไร้ความรู้สึก แต่เป็กระบี่ที่รู้ว่ากำลังฟันเพื่อสิ่งใด!การไร้ใจของท่าน คือความขลาดกลัวที่จะเ็ป แต่การมีใจของข้าคือความกล้าหาญที่จะแบกรับความเ็ปนั้น!"**
หลินเทียนหลับตาลงเขาปลดปล่อยปราณป้องกันทั้งหมดทิ้ง! รัศมีสีม่วงทองที่เคยปกคลุมตัวสลายไปสิ้นเขายืนเปิดเผยจุดอ่อนทุกส่วนต่อหน้ามรณะเทพไร้ใจที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับดาบั์ที่ควบแน่นด้วยพลังกาลเวลาสูงสุดมุ่งหมายจะสับร่างของเด็กหนุ่มให้กลายเป็ฝุ่น
*“ัที่แท้จริงไม่ได้สยบฟ้าด้วยการทำลาย แต่สยบฟ้าด้วยการสร้างสัจธรรมขึ้นมาใหม่”*
เมื่อดวงตาของหลินเทียนเบิกโพลงขึ้นอีกครั้งรูม่านตาสี sapphireของเขาได้กลายเป็สี **'ทองคำบริสุทธิ์'**อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่พลังของขอบเขตก่อตั้งรากฐานอีกต่อไปแต่มันคือเศษเสี้ยวของ **'ขอบเขตผสานจิติญญา'**(Soul Merge) ที่เขาได้ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดไปครึ่งก้าว!
**"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่เก้า: สัจธรรมัพลิกฟ้า!"**
หลินเทียนแทงกระบี่ออกไปข้างหน้าอย่างเรียบง่ายท่ามกลางห้วงเวลาที่กำลังถูกแช่แข็งโดยศัตรูคมกระบี่ของเขาไม่ได้ฟันไปที่ร่างกายของมรณะเทพ และไม่ได้ฟันไปที่ดาบั์...แต่เขาแทงทะลุเข้าไปใน **'ความว่างเปล่า'** แทงเข้าไปในรอยต่อของมิติและกาลเวลาที่มรณะเทพใช้เป็แกนกลางในการดำรงอยู่!
พริบตาที่ปลายกระบี่ัักับแกนกลางมิติแสงสีทองเจิดจ้าก็ะเิออกจากใบดาบ มันไม่ใช่แสงแห่งการทำลายล้างแต่มันคือแสงแห่ง **'การดำรงอยู่'** (Existence) แสงนี้พุ่งทะลวงเข้าใส่พลังสีเทาของมรณะเทพลบล้างความนิ่งงันด้วยความมีชีวิตชีวา ลบล้างความไร้ใจด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่!
*เพล้งงงงง!*
เสียงแตกร้าวดังสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้าถล่มดาบั์สีเทาหยุดชะงักอยู่ห่างจากหน้าผากของหลินเทียนเพียงหนึ่งชุ่นคลื่นพลังสีทองพุ่งชอนไชเข้าไปตามรอยแตกของชุดเกราะและหน้ากากเหล็กของมรณะเทพไร้ใจ
**รอยยิ้มสุดท้ายและบันไดสู่ยอด์**
ร่างั์ของอดีตผู้พิทักษ์สั่นสะท้านอย่างรุนแรงหน้ากากเหล็กที่สลักรูปดวงตาปิดสนิทค่อยๆ ปริแตกและร่วงหล่นลงมาเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เื้ั... มันคือใบหน้าของชายชราที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาทว่าดวงตาที่เคยเลื่อนลอยและถูกควบคุมบัดนี้กลับมามีความกระจ่างใสและเปี่ยมไปด้วยความเป็มนุษย์อีกครั้ง
พลังอาคมมืดของจอมเทพไร้เนตรที่ฝังอยู่ในิญญาของเขาถูก'สัจธรรมั' ชำระล้างจนหมดสิ้น
มรณะเทพไร้ใจมองดูหลินเทียนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแววตาของเขาไม่มีความอาฆาตแค้น มีเพียงความโล่งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ริมฝีปากที่แห้งผากและไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดมานับพันปี ค่อยๆ ขยับยิ้มบางๆ
"กระบี่...ที่เปี่ยมไปด้วยหัวใจ... ช่างงดงามเหลือเกิน..."เสียงของเขาแหบพร่าและก้องกังวานในโสตประสาทของหลินเทียน "ขอบใจเ้า...ผู้สืบทอดแห่งัคราม... ที่ปลดปล่อยข้าจากฝันร้ายอันเป็นิรันดร์...จงก้าวต่อไปเถิด... โลกใบนี้... ฝากไว้ในมือเ้าแล้ว..."
สิ้นคำกล่าวร่างกายของอดีตยอดขุนพลก็ค่อยๆ สลายกลายเป็ละอองแสงสีทองที่อบอุ่นลอยวนรอบตัวหลินเทียนประหนึ่งการอวยพรครั้งสุดท้ายก่อนจะจางหายไปในความว่างเปล่าของมิติ
พร้อมกับการดับสูญของผู้พิทักษ์มิติ "วังวนนิรันดร์กาล" ก็เริ่มพังทลายลงภาพจักรวาลและเศษดาวเคราะห์สีม่วงแตกสลายดุจภาพลวงตาทิวทัศน์รอบกายกลับคืนสู่ความเป็จริงของโถงวิหารชั้นที่หกซึ่งสร้างจากศิลาสีขาวบริสุทธิ์แสงสว่างจากคบเพลิงเวทมนตร์สว่างพรึบขึ้นไล่ตามทางเดิน
หลินเทียนลดกระบี่ลงเขาประสานมือคารวะไปยังจุดที่มรณะเทพไร้ใจสลายไปเพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อบรรพชนผู้เสียสละ
ระดับพลังในตัวของหลินเทียนยามนี้เดือดพล่านและมั่นคงอย่างถึงที่สุดการตระหนักรู้ในสัจธรรมแห่งการผสานเจตจำนงเข้ากับความว่างเปล่าทำให้เขาก้าวเข้าสู่ **'สภาวะครึ่งก้าวผสานจิติญญา'** อย่างสมบูรณ์แบบออร่าของเขาไม่ได้แหลมคมบาดตาอีกต่อไป แต่กลับดูลึกล้ำและสงบนิ่งประหนึ่งเทพเ้า
ที่ปลายสุดของโถงวิหารศิลาขาวบันไดหยกที่ทอดยาวขึ้นสู่ **ชั้นที่เจ็ด**... ชั้นสูงสุดของหอคอยไร้เนตรได้ปรากฏขึ้นแล้ว แสงสว่างที่ปลายบันไดนั้นไม่ได้มืดมิดแต่กลับสว่างจ้าจนน่าประหลาดใจ ราวกับกำลังเชิญชวนให้เขาขึ้นไปพบกับความจริงสูงสุด
"รอข้าก่อน...หลินคางไห่"
หลินเทียนเอ่ยชื่อของ'จอมเทพไร้เนตร'ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าหนักแน่นดุจขุนเขาเขากระชับกระบี่ัพลิกฟ้าในมือ ก้าวเท้าเหยียบลงบนขั้นบันไดหยกขาวอย่างองอาจศึกตัดสินชะตากรรมของตระกูลัครามและอนาคตของยุทธภพ กำลังจะอุบัติขึ้น ณยอดสูงสุดของ์จำลองแห่งนี้!
มหากาพย์การต่อสู้ในชั้นที่หกได้จบลงทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งดาบผ่ากาลเวลาและการตื่นรู้ของัที่แท้จริง!