หมอดูสาวพลิกชะตา

    chapter 28 : เสียงของเฉินอี้เฟิง

     

     ข้ามองแม่นางเสี่ยวเหมยยืนอยู่กลางลานหญ้า ท่าทางประหลาดราวกับกำลังปัดป้องสิ่งที่มองไม่เห็น แขนขาแกว่งไปมาเหมือนกำลังต่อสู้กับอากาศ สายตาข้าจับจ้องนางอย่างไม่วางตา

     

     「หรือว่านางกำลังฝึกวิชาประหลาด? หรือว่าสวรรค์กลั่นแกล้งให้ข้าต้องมาเห็นภาพเช่นนี้? 」

     

     ข้าขยับตัวเงียบเชียบ หวังไม่ให้ใครสังเกตเห็น

     

     ตุ๊บ! แรงถีบลึกลับจากด้านหลังผลักข้าจนร่างพุ่งออกจากที่ซ่อน ข้ากลิ้งไปบนพื้น หยดน้ำค้างกระเซ็นเปื้อนใบหน้า กลิ่นหญ้าสดแตะจมูกจนแสบ

     

     แม่นางเสี่ยวเหมยหันขวับมา ดวงตากลมโตเบิกกว้าง

     

    "ท่านมาทำอะไรตรงนี้!"

     

     ข้าลุกขึ้นปัดเศษใบไม้บนเสื้อคลุม พยายามรักษาสีหน้าให้สงบ

     

    "ข้า... ข้าแค่เดินเล่น"

     

     "เดินเล่นในพุ่มไม้หรือ?"

     

     ข้าคลี่ยิ้มบางเบา ทว่าความอายแล่นวาบขึ้นหน้า

     

     「นี่ข้ากลายเป็นขโมยในสายตานางไปแล้วกระมัง」

     

     ทันใดนั้น ร่างนางสะดุ้งเฮือก แขนขาแกว่งไปมาอย่างร้อนรน

     

    "ออกไป! อย่าเข้ามา!"

     

     ข้ามองตามอย่างงุนงง

     

     「นางพูดกับใครกัน? หรือว่านาง...」

     

     จู่ ๆ เสี่ยวเหมยหันมามองข้า ดวงตาสั่นระริก

     

    "เฉินอี้เฟิง! มองลอดหว่างขาตัวเองเดี๋ยวนี้!"

     

     ข้าชะงัก

     

     「นางจะให้ข้าทำเรื่องน่าอายอะไรอีกเล่า? 」

     

     แต่แววตานางจริงจังจนข้าไม่กล้าขัด ข้าก้มตัวลง มองลอดหว่างขา

     

     ในห้วงขณะนั้น เงาเลือนรางดำทะมึนปรากฏขึ้นกลางอากาศ รูปร่างบิดเบี้ยวราวหมอกควัน สายลมเย็นยะเยือกพัดวูบผ่านร่าง

     

     「นี่มัน... ผี? 」

     

     หัวใจข้าสั่นสะท้าน ความเงียบงันเย็นเยียบจนลมหายใจติดขัด

     

     เสี่ยวเหมยยังคงปัดป้องปีศาจอย่างทุลักทุเล ร่างนางหมุนวน ข้ายืดตัว พวกผีที่ข้าเห็นเมื่อครู่หายไปหมด หรือว่าพวกมันยังอยู่แต่ข้ามองไม่เห็นเอง เพราะแม่นางเสี่ยวเหมยยังคงดูวุ่นวายกับการปัดป่ายอยู่

     

     ข้าก้าวเข้าไปใกล้นางโดยไม่ทันคิด มือคว้ากล่องดำที่ตกอยู่บนพื้น อย่างน้อยคงจะมีอะไรที่ข้าจะพอช่วยนางได้บ้าง ข้าจับมันขว้างไปในทิศที่ข้าเห็นสิ่งน่ากลัวนั้น

     

     โชคร้ายที่ผงสีดำจากกล่องนั้นฟุ้งกระจายมาโดนข้าอยู่คนเดียว กลิ่นเหม็นหมากฉุนเฉียวตีขึ้นจมูกจนข้าแทบอาเจียน น้ำหูน้ำตาไหลพราก

     

     「นี่มัน... เหม็นยิ่งกว่าอึสุนัขเสียอีก!」

     

     ข้าปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ทันใดนั้น ภาพสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากลับชัดเจนขึ้น ราวกับม่านหมอกถูกฉีกออก ร่างดำทะมึนแสยะยิ้ม เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังก้องในโสตประสาท

     

     「ทำไมข้ามองเห็นพวกมันชัดเยี่ยงนี้? 」

     

     ข้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือสั่นเทา หัวใจเต้นระรัวราวกลองศึก

     

     เสี่ยวเหมยหันขวับมาเห็นพอดี ดวงตาเบิกกว้าง

     

    "เจ้าเปื้อนอะไรน่ะ!"

     

     ข้าชี้ไปที่กล่องในมือ

     

    "กล่องนี่... ข้าแค่ขว้างมันออกไป!"

     

     นางโวยวายเสียงดัง

     

    "นั่นมันกล่องของวิเศษประจำตระกูลข้า! เจ้าถือวิสาสะเปิดมันโดยไม่ขออนุญาตได้อย่างไร!"

     

     ข้าตะโกนกลับไปด้วยความโมโห

     

    "เจ้าบ้าแล้วหรือ! กลิ่นมันเหม็นเหมือนอึสุนัข ข้าจะอยากเปิดมันไปเพื่ออะไรเล่า!"

     

     น้ำตายังไหลไม่หยุด ข้าสะบัดมือปัดผงวิเศษออกจากแขน พลางถอยหลังหนีปีศาจที่ยังวนเวียนอยู่เบื้องหน้า

     

     เสี่ยวเหมยหันมามองข้า สีหน้าตกใจ

     

    "ข้า... ข้าเห็นพวกมันไม่ชัดแล้ว!"

     

     นางขยี้ตาอย่างร้อนรน

     

     「เหตุใดนางจึงมองไม่เห็น ข้ากลับเห็นชัดเจน? หรือว่าผงวิเศษนี้...」

     

     ผีปีศาจพุ่งเข้าหานางอีกครั้ง แต่เสี่ยวเหมยมัวหันซ้ายหันขวา ข้าเลยคว้าตำราที่อยู่ในมือนางมาถือไว้แน่น

     

    "เจ้าหลบไป!"

     

     ข้าฟาดตำราใส่ร่างผี เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างปีศาจกระเด็นถอยหลัง

     

     「ข้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่? นี่ข้ากลายเป็นผู้ปราบผีไปแล้วหรือ? 」

     

     เสี่ยวเหมยมองข้าด้วยสีหน้าตกใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรีบพูดเสียงสั่น และแย่งตำราคืนจากมือข้า

     

    "เจ้าต้องบอกข้าว่าผีอยู่ตรงไหน!"

     

     ข้าพยักหน้า มือยังคงสั่นระริก

     

    "มันอยู่ข้างหลังเจ้า!"

     

     ทันทีที่ข้าพูดจบ เสี่ยวเหมยคว้าตำราตีผีตรงหน้า เสียงปีศาจร้องโหยหวนลั่น ก่อนจะถอยหนีหายไปในความมืด

     

     แต่ยังไม่ทันที่ความวุ่นวายจะจางหาย ปีศาจอีกสองสามตนก็ลอยเข้ามาใกล้

     

    "มันมาแล้วทางซ้ายของเจ้า!"

     

     ทันทีที่ข้าบอก นางก็ฟาดใส่มันได้ตรง

     

    "ด้านบนอีกสอง!"

     

     นางฟาดตำราขึ้นในอากาศ คว้าตำราหนาในมือแล้วฟาดใส่ปีศาจที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต

     

     เสียงหนังสือกระทบกับร่างโปร่งใสของปีศาจดัง "ปั้ก!" ปีศาจตนแรกหายวับไป ข้ายังไม่ทันได้หายใจโล่ง อีกตนก็ลอยเข้ามา ข้าฟาดซ้ำอีกครั้ง

     

    "ปั้ก!"

     

     ปีศาจตนที่สองหายไปอย่างรวดเร็ว

     

     ในที่สุด ปีศาจตนสุดท้ายก็ลอยวนเข้ามาใกล้ ข้ารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ฟาดตำราใส่มันเต็มแรง

     

     เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ก่อนที่ร่างของมันพวกมันทั้งหมดจะสลายหายไปในอากาศ

     

     เสี่ยวเหมยรีบคว้าอุปกรณ์พิธีขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้ายังซีดเซียวแต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ราวกับลืมข้าว่าอยู่ตรงนี้

     

    "ปีศาจอาฆาต...มันจะออกมาเยอะขนาดนี้ได้ยังไง ถ้าไม่มีใครเรียกให้มากินของสังเวย...สังเวย?"

     

     นางชะงักไปชั่วครู่ สีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

     

    "ข้าต้องรีบไปช่วยพวกนางเดี๋ยวนี้!"

     

     นางรีบเก็บของในมืออย่างลนลาน เตรียมจะวิ่งออกไป

     

     ข้ายืนอึ้งอยู่กลางสวน ลมหายใจยังติดขัด

     

    "เจ้าจะไปไหน?" ข้าเอ่ยถามเสียงแผ่ว แม้ใจยังสั่นระรัว

     

     เสี่ยวเหมยทำท่าจะไม่ตอบ นางเม้มปากแน่น สีหน้าดูรำคาญเล็กน้อย แต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ นางหันมามองข้าอย่างพินิจ

     

    "ตอนนี้ข้ามองไม่ค่อยเห็นผีแล้ว..." นางพูดเสียงเบา "แต่เจ้ากลับโดนผงวิเศษเข้าไปเต็ม ๆ เจ้ากลายเป็นคนเดียวที่มองเห็นผีได้ชัดกว่าข้าเสียอีก"

     

     ข้ากะพริบตาปริบ ๆ มองมือของตัวเองที่ยังสั่นอยู่

     

    "ข้าต้องรีบไปช่วยวิญญาณสาวใช้สองนางนั้นก่อนที่พวกนางจะถูกเอาไปเป็นเครื่องสังเวย" เสี่ยวเหมยพูดเร็วปรื๋อ "ตอนนี้เจ้ามองเห็นผีชัดกว่าข้า ถ้าอยากจะช่วยก็ตามมา...แต่ถ้ากลัว ก็กลับไปห้องของเจ้าแล้วปิดประตูซะ"

     

     นางพูดจบก็หันหลังจะวิ่งออกไปทันที

     

     ข้ามองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของนางที่กำลังจะหายลับไปในความมืด

     

     「หากข้าไม่ก้าวตามไป นางจะต้องเผชิญอันตรายเพียงลำพัง」

     

     ข้ากำมือแน่น ความลังเลในอกค่อย ๆ จางหาย

     

    "ข้าจะไปด้วย!"

     

     ข้าตะโกนออกไป เสียงดังก้องกลางสวนราวกับประกาศต่อสวรรค์

     

     เสี่ยวเหมยชะงัก หันมายิ้มให้ข้า ดวงตาเปล่งประกายมุ่งมั่น

     

     ข้าก้าวเท้าออกจากเงามืด สัมผัสเย็นของน้ำค้างยังเกาะอยู่บนผิวกาย แต่หัวใจกลับร้อนรุ่มด้วยความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน