ตอนที่ 105 แทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้มิอยู่ ช่างเป็นผู้ที่มีน้ำใจไมตรียิ่งนัก
ภายในตำหนักทิวาสวรรค์ ในที่สุดไป๋เลี่ยก็มิได้ปะทะกับกู้ฉางเกอ
เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าศิษย์อัจฉริยะรุ่นเยาว์หลายคนรู้สึกผิดหวังอยู่มิน้อย พวกเขาเองก็อยากจะเห็นกับตาว่า กู้ฉางเกอในยามนี้จะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด
การที่ไป๋เลี่ยหลีกเลี่ยงการต่อสู้ ในสายตาของพวกเขาก็นับว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดี หากมิใช่เพราะอิ่นเหมยผู้เป็นคู่หมั้นเข้ามาห้ามปราม เกรงว่าเขาคงเลือกลงมือไปแล้ว ทว่าสุดท้ายก็มิมีทางเลือกอื่นอยู่ดี
สำหรับผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์แล้วนั้น เพียงความแตกต่างของระดับพลังเพียงเล็กน้อย ก็อาจสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ในผลลัพธ์ของการต่อสู้ได้
ตราบใดที่ไป๋เลี่ยยังมิอาจทะลวงถึงระดับจอมราชันขั้นกลาง เกรงว่าคงมิมีทางเลือกการปะทะกับกู้ฉางเกอ
ในหมู่อัจฉริยะรุ่นเยาว์นั้น ผู้ใดบ้างเล่าที่จะมิรู้สึกครั่นคร้ามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ
แน่นอนว่าพลังอันแข็งแกร่งของไป๋เลี่ยนั้นมิอาจปฏิเสธได้ ความน่ากลัวของพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ที่เขาครอบครองทำให้หลายคนยังต้องเกรงใจ
ท้ายที่สุด เมื่อใกล้ถึงเวลางานเลี้ยงสิ้นสุดลง ไป๋เลี่ยก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าขึงขังเย็นชา เขาจ้องมองกู้ฉางเกอด้วยสายตาแฝงความอาฆาต ก่อนจะเดินออกจากตำหนักไปโดยมิเอ่ยวาจาใด
ท่าทีของเขาราวกับจะบอกว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้ค่อยสะสางกันในภายหน้า ทั้งหนี้ใหม่และแค้นเก่า เขาจะชำระคืนให้หมดสิ้น
ส่วนกู้ฉางเกอนั้น ยังคงจิบสุราด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ มิแม้แต่จะชายตามองไป๋เลี่ยแม้เพียงสักนิด ราวกับอีกฝ่ายมิมีตัวตนอยู่ในสายตาเขาเลยแม้แต่น้อย
“ศิษย์มรรคากู้ ข้าขออนุญาตลากลับก่อน”
ในขณะนั้นเอง อิ่นเหมยก็ลุกขึ้นยืนพลางกล่าวกับกู้ฉางเกอด้วยน้ำเสียงแฝงความรู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกไปยังด้านนอกตำหนักโดยมิรอคำตอบใดจากเขา
ร่างในอาภรณ์แดงสะบัดพลิ้วไหวดุจเปลวไฟที่พริ้วผ่านสายลมลับหายไปยังประตูทางออกในพริบตา
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้บรรดาผู้คนภายในตำหนักต่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะ หลายคนแอบลอบมองกู้ฉางเกอด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าเขาจะมีโทสะขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม อิ่นเหมยผู้มีฐานะเป็นคู่หมั้นของไป๋เลี่ย การตามออกไปเพื่ออธิบายให้เขาเข้าใจก็นับเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
“ศิษย์มรรคากู้” เสียงเอ่ยของเย่หลางเทียนดังขึ้น เขากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังราวกับต้องการเตือนสติว่า “ภูมิหลังของไป๋เลี่ยนั้นเป็นราชวงศ์แห่งยุคบรรพกาล กล่าวกันว่าเสด็จพ่อของเขาเป็นอดีตราชันพยัคฆ์ ทั้งระดับพลังยังเคยเข้าใกล้ถึงขอบเขตแห่งตำนานมาแล้ว...”
เขากล่าวด้วยความกังวลอย่างชัดเจน พยายามเอ่ยเตือนกู้ฉางเกอมิให้ล่วงเกินไป๋เลี่ยไปมากกว่านี้ ด้วยเพราะตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นทั้งทรงอำนาจและมีรากฐานที่ยากจะสั่นคลอน
การที่จะลุกขึ้นมาประกาศเป็นศัตรูกันเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่จำเป็นนัก
“ศิษย์มรรคาเย่คิดมากเกินไปแล้ว เรื่องนี้นับเป็นเรื่องส่วนตัวของศิษย์มรรคาอิ่นเหมย ข้าจะไปยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มอันแสนผ่อนคลาย ท่าทีมิยี่หระต่อสิ่งใด ราวกับการปลีกตัวจากไปของอิ่นเหมยมิได้ทำให้เขามิพอใจแม้แต่น้อย
ท่าทีอันสงบเยือกเย็นเช่นนี้ ทำให้ผู้คนภายในตำหนักต่างรู้สึกยากจะคาดเดาความคิดของเขา หลายคนได้แต่ทอดถอนหายใจว่า
"คนผู้นี้ช่างน่ากลัวเสียจริง หน้าตาไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใด ทำให้คาดเดามิได้เลยว่าเขาคิดสิ่งใดอยู่"
อย่างไรก็ตาม เหล่าศิษย์ภายในตำหนักต่างรู้สึกได้ว่า หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ความเป็นอยู่ของอิ่นเหมยภายในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็คงจะมิได้ราบรื่นอีกต่อไป
บรรยากาศภายในตำหนักเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อประเด็นการสนทนาเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของสมบัติล้ำค่าแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ที่กำลังจะปรากฏขึ้นภายในเร็ววันนี้
เหล่าศิษย์อัจฉริยะหลายคนต่างหันมาขอคำชี้แนะจากกู้ฉางเกอ มุ่งหวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น กู้ฉางเกอจะช่วยเหลือพวกเขาบ้าง
เมื่อไป๋เลี่ยจากไปแล้ว บรรยากาศโดยรอบก็ดูจะผ่อนคลายขึ้นมิน้อย
หลายคนเริ่มมิปิดบังความคิดของตนเอง ปากก็เอ่ยกล่าวเยาะเย้ยไป๋เลี่ยอย่างมิไว้หน้า ตั้งแต่เอ่ยคำกล่าวเหยียดหยามว่าเขาโง่เขลาเบาปัญญา มิเจียมตัว ไปจนถึงคำด่าทออื่นๆ ตามแต่ใจนึก
กู้ฉางเกอได้แต่ฟังพวกเขากล่าวคำด้วยสีหน้าประดับรอยยิ้มบาง ท่าทีเช่นนี้ทำให้ผู้ที่คอยจับจ้องมองเขาอย่างเช่นเย่หลิวหลีเผลอสะท้านเยือกขึ้นมาวูบหนึ่งโดยมิรู้ตัว
…
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากไป๋เลี่ยเดินออกจากตำหนักทิวาสวรรค์ไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาก็ยังคงรู้สึกอัดอั้นและเดือดดาลอยู่ในใจ
ในยามนี้ เขาแทบอยากจะไปตามหาเย่หลิงผู้เป็นสหายคนสนิทมานั่งร่ำสุราและระบายความคับแค้นใจ เพื่อปลดเปลื้องโทสะและความอัปยศที่แบกรับไว้
การกระทำของกู้ฉางเกอในวันนี้ทำให้เขาอับอายขายหน้า ถูกเหยียดหยามอย่างมิอาจทานทนได้
ในใจของเขาเดือดดาลจนแทบอยากเร่งทะลวงขอบเขตบำเพ็ญเพียร เพื่อพุ่งทะยานขึ้นมาเหยียบย่ำกู้ฉางเกอให้ราบคาบ!
ทว่าไป๋เลี่ยก็ตระหนักดี
ว่าความคิดนี้คงทำได้เพียงแต่คิดในใจเท่านั้น
ด้วยพลังของเขาในยามนี้ อย่าว่าแต่จะสังหารกู้ฉางเกอเลย ต่อให้จะประมือกัน เขาก็ยังมิแน่ใจว่าจะเอาชนะกู้ฉางเกอได้หรือไม่
"ในเขตแดนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้น กู้ฉางเกอถือเป็นพยัคฆ์แห่งถิ่น ผู้ใดล้วนก็แล้วแต่ต้องเกรงใจเขา ช่างน่าชิงชังยิ่งนัก!"
"แม้แต่อิ่นเหมยเองก็เช่นกัน ทว่านางเป็นศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มีเหตุจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ข้อนี้ข้าก็นับว่าพอจะเข้าใจได้"
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ ไป๋เลี่ยก็สงบใจลงได้บ้าง
อย่างไรเสียอิ่นเหมยก็ทำไปเพราะความจำใจ ด้วยเพราะถูกบีบคั้นจากกู้ฉางเกอ
ส่วนตัวเขานั้นได้ตัดสินใจแล้วว่าจะพักอยู่ที่นครโบราณมรรคาสวรรค์ไปก่อน เพราะโอกาสแห่งวาสนาที่ซ่อนอยู่ภายใน ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นยังรอให้พวกเขาไปแย่งชิงอยู่
ในเวลานี้ จะให้ถอนตัวกลับไปก็ย่อมมิใช่เรื่องที่ควรกระทำ
ทว่าในขณะนั้นเอง ไป๋เลี่ยพลันได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลัง เขาหันกลับไปมองก่อนจะตกตะลึงไปชั่วขณะ
ท่ามกลางถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ ร่างในอาภรณ์แดงชาดที่ก้าวเดินมาหาเขา
พวงหางสีขาวบริสุทธิ์ทั้งเก้าทอประกายดูนุ่มฟูถูกโอบกอดอยู่ในอ้อมแขน
กิริยาท่าทางนั้นทั้งสง่างามและเย้ายวนใจ ทว่าในยามนี้ ใบหน้าของนางนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิดอยู่บ้าง
นางผู้นั้นก็คืออิ่นเหมย เทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง
เมื่อเห็นคู่หมั้นของตนติดตามออกมาจากตำหนักทิวาสวรรค์ ไป๋เลี่ยก็ให้รู้สึกยินดีนัก จิตใจถึงกับพลันอบอุ่นขึ้นมา
การที่นางทำเช่นนี้ ย่อมหมายความว่านางมิกลัวจะขัดใจกู้ฉางเกอ นี่นับว่ามิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
เช่นนี้อนาคตในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ของนางจะเป็นเช่นไรบ้าง
"อิ่นเหมย..."
ไป๋เลี่ยเอ่ยเสียงสั่นเครือ ดวงตาฉายแววตื่นเต้น ราวกับมิอาจห้ามมือตนเองที่จะยื่นหมายไปคว้าข้อมืออันบอบบางตรงหน้าได้
นี่นับเป็นการพบกันครั้งแรกอย่างแท้จริงของพวกเขา สถานการณ์ในตำหนักทิวาสวรรค์ก่อนหน้านั้นหาได้ถือเป็นการพบหน้าไม่
กระทั่งคำกล่าวคำสักประโยค ทั้งสองก็ยังมิมีโอกาสจะแลกเปลี่ยนสนทนากันได้
ทว่าในสายตาของไป๋เลี่ยแล้ว หญิงงามตรงหน้าคือคู่หมั้นของเขา คือสตรีที่ทำให้หัวใจเขาสั่นไหวมิหยุด
โดยเฉพาะการที่นางยืนหยัดปกป้องเขาในตำหนักทิวาสวรรค์ ต่อต้านอำนาจที่บีบคั้นของกู้ฉางเกอ นั่นยิ่งทำให้เขามองเห็นถึงความกล้าหาญและมุ่งมั่นของนาง!
แต่แล้วอิ่นเหมยกลับหยุดยืนห่างออกไปเพียงหนึ่งก้าว มิให้มือของไป๋เลี่ยสัมผัสถึงร่างกายของตนได้ นางขยับกายเล็กน้อยอย่างแนบเนียน มิได้เผยพิรุธอันใดให้เห็น
"เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้าต้องขอโทษท่านด้วย ข้าคาดการณ์มิถึงว่าศิษย์มรรคากู้จะกระทำการเช่นนั้น"
อิ่นเหมยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวล ใบหน้าเรียบนิ่งแฝงความรู้สึกผิดเล็กน้อย
ไป๋เลี่ยชะงักมือนิ่งค้าง ทว่าเพียงครู่เดียวก็เข้าใจได้ถึงกิริยาของนาง แรกพบกันเช่นนี้ การกระทำเช่นนั้นออกจะมิเหมาะสมเกินไปอยู่บ้าง
เขาส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มแฝงความอบอุ่น รีบตอบกลับอย่างเอื้อเฟื้อ "มิเป็นไร ข้าเข้าใจเจตนาของเจ้าเป็นอย่างดี ในฐานะศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เจ้าคงหลีกเลี่ยงมิได้ ยิ่งเมื่อกู้ฉางเกอผู้นั้นมีอำนาจครอบครองทุกสิ่ง แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสเองก็ยังมิกล้าขัดใจเขา"
เอ่ยถึงตรงนี้ ไป๋เลี่ยก็สูดหายใจลึก เผยสีหน้าจริงจังขึ้น ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แค่เพียงเจ้ากล้าออกหน้าปกป้องข้าในสถานการณ์เช่นนั้น ข้าก็ซาบซึ้งใจยิ่งแล้ว..."
คำกล่าวของไป๋เลี่ยมาจากความรู้สึกอันแท้จริง
ยิ่งยามเห็นอิ่นเหมยยอมตามเขาออกมา ยิ่งย้ำชัดอธิบายเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
ได้ยินคำกล่าวนี้ อิ่นเหมยคล้ายจะเผยความรู้สึกบางอย่างออกมา ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบาๆ พลางกล่าวเสียงแผ่ว “ข้ายังกลัวอยู่เลยว่าท่านจะเข้าใจผิด ยามนี้ข้าก็วางใจได้แล้ว อีกอย่าง ช่วงนี้ด้วยเรื่องสมบัติศักดิ์สิทธิ์ในส่วนลึกของ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ที่กำลังจะปรากฏขึ้นนั้น ข้าก็ยิ่งมิสามารถจากที่แห่งนี้ไปได้ หลังจากเรื่องนี้จบลง ข้าจะกลับไปยังตระกูลของข้า ถึงตอนนั้นศิษย์มรรคากู้ก็จะมิสามารถบีบคั้นข้าได้อีก”
“อืม เรื่องนี้ข้ารู้ดี สมบัติศักดิ์สิทธิ์นั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องอื่นนั้นพักไว้ทีหลังก่อนเถิด รอให้ข้าบรรลุถึงระดับจอมราชันขั้นกลางเมื่อใด ข้าจะต้องชำระความอัปยศในวันนี้ให้จงได้…”
“ข้าจะทำให้กู้ฉางเกอเสียใจที่กล้ากดขี่เจ้าเช่นนี้!”
ไป๋เลี่ยพยักหน้าหนักแน่น แววตาฉายประกายมั่นคง ภาพลักษณ์อันทรงพลังและเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน ท่ามกลางใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรี
โดยเฉพาะเมื่ออยู่เบื้องหน้าสตรีที่เขารู้สึกผูกพัน คำกล่าวเช่นนี้ยิ่งช่วยเสริมสร้างบารมีให้แก่เขา เขาเชื่อมั่นเต็มที่ว่าความมั่นใจของบุรุษนั้นเป็นสิ่งที่สตรีล้วนหลงใหล
ในใจของไป๋เลี่ยนั้นได้วางแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะทำเช่นไรเพื่อทำให้กู้ฉางเกอพ่ายแพ้ยับเยิน และสำนึกเสียใจต่อสิ่งที่ได้ทำลงไปในวันนี้
“อืม ข้าเชื่อในตัวท่าน”
อิ่นเหมยเผยยิ้มบาง ดวงหน้าผุดผ่องมีแววคล้ายซาบซึ้งใจนัก
“จริงสิ เจ้าทำให้กู้ฉางเกอมิพอใจเช่นนี้ เมื่ออยู่ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จะมิลำบากหรือ ข้ากลับอดเป็นห่วงมิได้” ไป๋เลี่ยกล่าวขึ้นด้วยความกังวล ใบหน้าฉายแววจริงใจ
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องทั้งหมดก็เกิดเพราะตนเอง หากทำให้อิ่นเหมยต้องถูกกดดันหรือกลั่นแกล้งในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เขาย่อมมิสบายใจอย่างแน่นอน ความเกลียดชังที่มีต่อกู้ฉางเกอยิ่งลุกโชนขึ้นในใจ
อิ่นเหมยส่ายศีรษะเบาๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “อย่างไรเสีย ข้าก็เป็นศิษย์เอกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ศิษย์มรรคากู้คงมิถึงกับทำให้ข้าลำบากมากเกินไปนัก”
กล่าวจบ นางก็หันมองไปยังทิศทางที่ตำหนักทิวาสวรรค์ตั้งอยู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ข้าควรจะกลับไปได้แล้ว หากปลีกตัวออกมานานเกินไปย่อมจะเป็นการเสียมารยาทต่อเหล่าอัจฉริยะที่มาร่วมงานได้”
ไป๋เลี่ยที่ตั้งใจจะรั้งนางไว้อีกครู่ ได้ยินเช่นนั้นก็อ้าปากเหมือนจะกล่าวคำใด ทว่าสุดท้ายก็กลับเงียบไป ก่อนจะหยิบ ตราหยกรูปพยัคฆ์ตัวเล็กที่สลักด้วยลวดลายวิจิตรยื่นไปตรงหน้านาง
“ช่วงนี้ข้าจะอยู่ที่นครโบราณมรรคาสวรรค์ หากเจ้าต้องการพบข้าเมื่อใด ก็เพียงใช้ตราหยกนี้ติดต่อมา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อิ่นเหมยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับตราหยกนั้นไว้ในมือ พร้อมกับพยักหน้ารับคำ
จากนั้น นางก็หมุนกายกลับไปยังทิศทางของตำหนักทิวาสวรรค์
ความรู้สึกผิดและซาบซึ้งที่แสดงออกมาก่อนหน้าพลันมลายหายไปสิ้น ก่อนแทนที่ด้วยแววตาเย้ยหยันและขบขัน
นางมิเคยพอใจกับการแต่งงานที่ตระกูลจัดแจงให้อย่างกะทันหันนี้เลยสักครั้ง หากมิใช่เช่นนั้น นางคงมิเลือกที่จะพำนักฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มาโดยตลอด มิเคยแม้แต่จะกลับไปยังตระกูล
ว่าที่คู่หมั้นที่มิเคยพบหน้าค่าตาผู้หนึ่ง
แม้เขาจะเป็นมหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์ เป็นอัจฉริยะผู้เลิศล้ำแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งหมื่นปีถึงจะมีสักคนก็ตามที ทว่าสำหรับนางแล้ว กลับมิได้เห็นเป็นสิ่งล้ำค่าอันใดเลย
ยิ่งในยามนี้ ไป๋เลี่ยผู้นั้นกลับไปล่วงเกินบุคคลที่มิควรล่วงเกินที่สุดอย่างกู้ฉางเกอเข้า ทั้งที่ควรหลีกเลี่ยงแท้ๆ แล้วนางยังจะกล่าวอันใดได้อีกเล่า คิดสั้นจนหาทางรอดมิได้ก็คงเป็นเช่นนี้เอง
ส่วนความรู้สึกสงสารเห็นใจใดๆ นั้น นางหาได้มีให้เขาไม่ ทุกสิ่งกำลังดำเนินไปตามความประสงค์ของนางทั้งสิ้น
“แค่ทะลวงถึงระดับจอมราชันขั้นกลางก็หวังว่าจะเอาชนะเขาได้แล้วอย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวจากปากไป๋เลี่ยก่อนหน้านี้ อิ่นเหมยแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้มิอยู่
ช่างไร้เดียงสาเกินไปนัก
หากต้องประมือกันจริงๆ นางยังอดสงสัยมิได้ว่าไป๋เลี่ยผู้นี้จะทานทนรับกระบวนท่าของกู้ฉางเกอได้สักสามกระบวนท่าหรือไม่
ยิ่งมิต้องกล่าวถึงไพ่ตายอันน่าสะพรึงกลัวของกู้ฉางเกอ ที่มิว่าจะเป็นยอดอัจฉริยะผู้ใดได้พบเจอเข้า ต่างก็มีแต่จะสิ้นหวังจนแทบยอมจำนน
อิ่นเหมยคาดเดาได้ว่า ที่กู้ฉางเกอมิลงมือกำจัดไป๋เลี่ยในทันที คงเป็นเพราะสนใจในพลังต้นกำเนิดแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ ของเขา
นางติดตามกู้ฉางเกอมานานปี ย่อมรู้ดีว่าชายผู้นี้ปรารถนาทรัพยากรใดเพื่อใช้สำหรับการฝึกบำเพ็ญเพียร
“ได้ยินว่าเย่หลิงกำลังจะมาที่นครโบราณแห่งนี้ ข้าคงต้องไปพบเขาสักหน่อยแล้ว”
บนถนนซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ร่างของอิ่นเหมยค่อยๆ ลับสายตาไป ในที่สุดไป๋เลี่ยก็ละสายตาออกมาก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงใจ
จากนั้นเขาก็หมุนตัวออกเดิน มุ่งหน้าไปหาเย่หลิงผู้เป็นสหายคนสนิท เพื่อหารือถึงเรื่องการเตรียมตัวสำหรับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะปรากฏในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
…
หลังจากงานเลี้ยงหมื่นวิถีสิ้นสุดลง บรรดายอดอัจฉริยะทั้งหลายต่างก็ร่ำลากัน แยกย้ายกลับสู่ตำหนักและที่พักของตนเพื่อฝึกบำเพ็ญเพียรต่อไป
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนดึงดูดความสนใจจากหลากหลายฝ่าย
ทว่าถึงที่สุดแล้ว การที่ไป๋เลี่ยผู้เป็นคุณชายแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์มิได้ปะทะกับกู้ฉางเกออย่างที่คาดไว้ ก็ทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวังอยู่มิน้อย
เพราะหากกล่าวให้ถึงแก่นแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเพียงการชิงดีชิงเด่นแย่งชิงหญิงงามเท่านั้นเอง
ไป๋เลี่ยเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ ส่วนกู้ฉางเกอเองก็ไว้หน้าศิษย์มรรคาร่วมสำนักโดยที่มิได้ลงมือเช่นกัน
ทว่าในอีกแง่หนึ่ง เหตุการณ์นี้ก็ได้เผยให้เห็นถึงอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของกู้ฉางเกอในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ที่ศิษย์ทุกคนล้วนต้องยอมสยบ น้อยคนนักที่จะกล้าขัดคำสั่งเขา ดังคำกล่าวที่ว่าพลิกฝ่ามือก็ปกครองได้ทั้งสำนักนั้นย่อมมิเกินจริงแม้แต่น้อย
ภายในตำหนักอันโอ่อ่าหรูหรา งดงามประดุจมหาปราสาท
กู้ฉางเกอนั่งเอนกายอยู่บนบัลลังก์ขนาดใหญ่ มือหนึ่งกำลังลูบไล้หางจิ้งจอกเก้าหางอันขาวบริสุทธิ์และนุ่มละมุน
อีกมือหนึ่งพลิกดูตราหยกพยัคฆ์ขาวที่ถืออยู่ในมือ ใบหน้าเผยรอยยิ้มบางเบา ดวงตาฉายแววสนใจใคร่รู้ ขณะเอ่ยถามเสียงเรียบว่า
“นี่คือคำกล่าวของเขาแน่หรือ”
“ข้ามิกล้าปิดบังนายท่าน นี่เป็นคำกล่าวของไป๋เลี่ยทุกประการ เขาได้มอบตราหยกพยัคฆ์ขาวนี้ให้กับข้า และกล่าวว่าสามารถใช้มันเพื่อตามหาเขาได้”
อิ่นเหมยยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างนอบน้อม กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเคารพนบนอบ ก่อนจะทวนถ้อยคำที่ไป๋เลี่ยได้กล่าวกับนางให้กู้ฉางเกอฟังอีกครั้ง
“ดีมาก ข้ากำลังคิดหาทางตามหาเส้นทางของเย่หลิงผู้นั้นอยู่พอดี ทว่ากลับกลายเป็นว่าเขาได้ช่วยยื่นส่งมาให้ถึงมือ ช่างเป็นผู้ที่มีน้ำใจไมตรียิ่งนัก”
กู้ฉางเกอยิ้มบางพลางพยักหน้า ดวงตาทอประกายเจ้าเล่ห์เจือความสนุกสนาน
จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในยามนี้ ไป๋เลี่ยถือเป็นบุคคลเดียวที่มีความเกี่ยวข้องกับเย่หลิง และเขายังเป็นเบาะแสสำคัญที่จะช่วยให้กู้ฉางเกอตามหาตำแหน่งของเย่หลิงได้
แน่นอนว่านอกจากเรื่องนี้แล้ว ไป๋เลี่ยยังมีคุณค่าอื่นอย่างเช่นพรสวรรค์พลังต้นกำเนิดแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ของเขาอีก ซึ่งกู้ฉางเกอก็ให้ความสนใจกับมันมิน้อย
อิ่นเหมยเมื่อได้ฟังคำกล่าวที่คล้ายรำพึงของกู้ฉางเกอ แม้จะงุนงงอยู่บ้าง ทว่าก็มิกล้าเอ่ยถามหรือตีความใดๆ ทั้งสิ้น นางตระหนักดีว่าบางสิ่งยิ่งรู้น้อยเพียงใดก็ยิ่งดีเพียงนั้น อีกทั้งยังมีความลับบางประการที่มิควรเปิดเผยให้ผู้ใดได้รับรู้
ในใจของนางรู้เพียงอย่างเดียว ตราบใดที่นางมิคิดทรยศหักหลังกู้ฉางเกอ ชีวิตของนางก็จะนับว่าปลอดภัยเสมอ
เพราะสำหรับกู้ฉางเกอแล้ว นางที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมมีคุณค่าและประโยชน์มากกว่าซากศพไร้ลมหายใจ
“วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก ต่อจากนี้จงจับตาดูความเคลื่อนไหวของไป๋เลี่ยไว้ให้ดี หากเขาติดต่อกับบุรุษผู้มีนามว่าเย่หลิงเมื่อใด ก็ให้รีบรายงานข้าทันที” กู้ฉางเกอเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจ
“ขอบคุณนายท่านที่ชื่นชม ข้าจะทำงานนี้ให้ดีที่สุด” อิ่นเหมยรีบตอบรับในทันทีด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
นามของเย่หลิงผู้นี้ นางเคยได้ยินเรื่องราวของเขาจากปากของเย่หลางเทียนระหว่างงานเลี้ยง
ด้วยฐานะเทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางของนาง สายตาและหูของตระกูลนางได้แผ่ไพศาลไปทั่วทุกสารทิศ
การสืบหาความเคลื่อนไหวของคนผู้หนึ่ง สำหรับนางแล้ว นับเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ