ระบบความเกลียดชัง

    ตอนที่ 48 ศิษย์พี่ใหญ่สำนักยุทธ์อู่เว่ย

    พอเห็นชายสวมชุดฝึกสีขาวนับสิบคนล้อมวงเข้ามา หางตาของเซี่ยปิงกระตุกเบาๆ แต่เขาก็ยังสงบนิ่งไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะนี่คือประตูทางเข้าออกของโรงเรียน เขาไม่คิดว่าชายในชุดฝึกสีขาวจะกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม


    หรือต่อให้พวกเขากล้า เขาก็ไม่กลัว


    “นายคือเซี่ยปิงใช่ไหม”


    เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มร่างสูงผมสั้น อายุราวๆ สิบเจ็บถึงสิบแปดปี ดวงตาคมเข้มน่าเกรงขาม และมีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาแผ่ซ่านออกมาจากร่าง


    การเคลื่อนไหวของเขาดูเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเขาได้ผสานทักษะการต่อสู้กับการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน เซี่ยปิงรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือ ดูแล้วน่าจะแข็งแกร่งกว่าโจวไท่อันหลายส่วน


    “ใช่ฉันคือเซี่ยปิง นายมีอะไรกับฉันหรือเปล่า” เซี่ยปิงมองชายผมสั้นอย่างไม่สนใจ


    ดวงตาของชายผมสั้นเปี่ยนเป็นสีเข้ม น้ำเสียงที่พูดออกมาดูก้าวร้าวกว่าเดิม “ฉันชื่อเหยาจงเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักยุทธ์อู่เว่ย ถ้าให้พูดอย่างตรงไปตรงมา โจวไท่อันคือศิษย์น้องของฉัน ทีนี้นายพอจะเดาได้ใช่ไหมว่า ฉันกำลังหมายถึงอะไร”


    แรงกดดันมหาศาลที่เขาปล่อยออกมาจากร่าง หมายมาดให้เซี่ยปิงยอมจำนนแต่โดยดี


    “เป็นแบบนี้นี่เอง ไอ้หน้าขาวโจวไท่อันเอาชนะฉันไม่ได้ ดังนั้นจึงส่งไอ้ร่างใหญ่อย่างนายมาจัดการแทน” เซี่ยปิงพยักหน้าช้าๆ สายตาเต็มไปด้วยความดูแคลน “หลังจากเอาชนะคนหนุ่มได้ คนแก่ก็กางปีกวิ่งเข้าใส่ ดูเหมือนว่าโจวไท่อันจะเป็นพวกที่แพ้ใครไม่เป็นสินะ”


    “เงียบปากไปซะ แกต่างหากที่ไม่รู้อะไรเลย”


    “ใครที่แพ้ไม่เป็น หยุดพูดอะไรบ้าๆ และหยุดแพร่ข่าวนี้ออกไปผิดๆ”


    “ศิษย์น้องโจวไม่ได้ขอให้มา แต่พวกเราตัดสินใจมาที่นี่เอง”


    ชายชุดในชุดฝึกสีขาวตะคอกเสียงออกมาด้วยความฉุนเฉียว จ้องเซี่ยปิงตาเขม็ง ราวกับจะกินเขาทั้งเป็น หากคนอื่นรู้ว่าสำนักยุทธ์อู่เว่ยของพวกเขาเป็นพวกที่ไม่รู้จักแพ้ชนะ อาจกระทบกับชื่อเสียงของสำนักโดยตรง


    “ที่ฉันได้ยินมาไม่ผิดจริงๆ นอกจากแกจะเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ปากกับลิ้นยังอาบไปด้วยพิษร้าย”


    เหยาจงจ้องเซี่ยปิง “บนเส้นทางของผู้ฝึกตน ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะได้รับความเคารพจากคนอื่น แต่สำหรับคนที่อาศัยแค่ลมปากอย่างเดียว ไม่นับว่าเป็นตัวอะไรเลยบนเส้นทางนี้”


    น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา


    เซี่ยปิงยิ้มตอบ “ขนาดนั้นเลยเหรอ แต่….ดูเหมือนศิษย์น้องของนายจะแพ้ให้กับคนปากดี ซ้ำยังแพ้ด้วยหมัดเดียว เขาก็ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นแล้ว กระทั่งแรงจะคลานก็ยังไม่มี”


    “หุบปาก! ฉันอนุญาตให้พูดเมื่อไหร่ แกนี่มันไม่รู้เรื่องมารยาทเลย!”


    แสงเย็นวาบผ่านดวงตาเหยาจง เขาเคลื่อนตัวออกไปตบหน้าเซี่ยปิง ทำให้เกิดเสียงหวีดร้องด้วยพลังอันน่ากลัว


    ฝ่ามือนี้มีนัยประหลาดบางอย่าง ชั่วพริบตาเดียว เงาฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นในอากาศราวกับภาพติดตา ทั้งยังเหมือนกับผีเสื้อที่บินร่ายรำผ่านดอกไม้ ยากจะมองให้ทะลุว่าฝ่ามือนี้จริงหรือเท็จ


    วูบ!


    เซี่ยปิงไม่สนใจมองดูมัน เขาแค่ก้าวถอยหลังเล็กน้อยก็หลบฝ่ามือนี้ได้อย่างง่ายดาย


    ปัง!


    ฝ่ามือของเหยาจงกระแทกเข้ากับความว่างเปล่า อากาศโดยรอบเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรง คลื่นพลังปราณกระจายไปรอบทิศทาง บนกำแพงคอนกรีตยุบตัวเป็นรอยฝ่ามือเด่นชัด เศษปูนและหินกรวดแตกร่วงเสียงดังกราว


    “บ้าน่า ไอ้เด็กนี่หลบฝ่ามือพันมายาของศิษย์พี่เหยาได้อย่างนั้นเหรอ มันเป็นไปได้อย่างไร” กลุ่มชายในชุดฝึกของสำนักยุทธ์อู่เว่ยตกใจจนหน้าถอดสี พวกเขาตั้งตารอชมฉากน่าสลดใจของเด็กคนนี้ ตอนถูกศิษย์พี่เหยาตบหน้าจนฟันร่วงเลือดกบปาก และนอนงอกับพื้นเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง


    แต่ทุกอย่างผิดคาดไปหมด นอกจากไอ้เด็กเวรคนนี้จะหลบฝ่ามือได้อย่างง่ายดาย แต่มันยังดูไม่ตื่นกลัวเลยสักนิด


    “นับว่าแกพอมีฝีมืออยู่บ้าง ไม่แปลกที่เอาชนะศิษย์น้องโจวได้” ดวงตาเหยาจงเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม “สามารถหลบฝ่ามือพันมายาของฉันได้ แสดงว่าแกไม่ได้มีดีแค่ลมปากเพียงอย่างเดียว”


    ขอบเขตการฝึกฝนของเขาอยู่ในนักสู้ขั้นเจ็ด แต่เด็กคนนี้กลับหลบการโจมตีอย่างฉับพลันของเขาได้ สถานการณ์เช่นนี้มันดูผิดปกติจนเกิดเป็นคำถาม


    “แกกำลังหาเรื่องตายอยู่ใช่ไหม” ไฟโทสะลุกโชนอยู่ในดวงตาเซี่ยปิง เห็นได้ชัดว่ามันฉวยโอกาสโจมตีเขาทีเผลอ ถ้าเมื่อครู่นี้เขาหลบไม่ทัน เขาคงโดนฝ่ามือนั้นอัดเข้าหน้าเต็มๆ ใบหน้าอันหล่อเหลอของเขาคงบวมเปล่งเป็นหมูไปอีกนาน


    “หาเรื่องตายอย่างนั้นรึ”


    เหยาจงหัวเราะเยาะ “ด้วยความแข็งแกร่งของแกตอนนี้ ฉันแนะนำให้อดทนไว้ก่อนจะดีกว่า แกอาจจะโชคดีที่เอาตัวรอดจากฝ่ามือของฉันได้ แต่แกยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉัน”


    “อีกอย่าง ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อสู้กับแก ฉันแค่มาเตือนว่าอย่าหยิ่งผยองเกินไปนัก ไม่เช่นนั้นแกจะต้องประสบกับชะตากรรมอันน่าอดสูในไม่ช้า”


    “ครั้งนี้ ศิษย์น้องโจวจะพ่ายแพ้ให้กับแก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะแพ้ในอนาคต”


    “ฉันจะปล่อยให้เขามาสะสางความแค้นด้วยตนเองในภายหลัง แกนับวันเวลารอได้เลย”


    หลังจากกล่าวทุกอย่างจบ เหยาจงก็ตัดสินใจพาทุกคนกลับ


    “แกคิดว่าฉันจะปล่อยคนที่ลงมือกับฉันกลับไปง่ายๆ แบบนี้หรือไง” เซี่ยปิงมองเหยาจงด้วยสายตาเย็นเยียบ “ด้วยหมัดนี้ มาดูกันว่าแกมีคุณสมบัติที่จะพูดจาอวดดีแบบเดิมอยู่อีกไหม”


    ปัง!


    เซี่ยปิงเคลื่อนไหวภายในพริบตา พลังปราณมหาศาลหลั่งไหลควบรวมเป็นร่างเงาของมังกร ทันใดนั้นเขาก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเหยาจง และปล่อยหมัดออกไป


    หมัดห้าอสูร—มังกรครามทลายนภา


    “อะไรกัน”


    อารมณ์บนใบหน้าของเหยาจงเปลี่ยนไป เขาไม่คิดว่าเจ้าเด็กนี่จะกล้าหันหมัดใส่คนที่เป็นนักสู้ขั้นเจ็ดอย่างเขา


    แต่ไม่ว่าอย่างไร หมัดนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวและครอบงำผู้คนเป็นอย่างยิ่ง มันแผ่คลื่นพลังปราณออกมาบดขยี้อากาศรอบตัวให้แตกสะบั้น เสียงของมันคล้ายกับมังกรบรรพกาลร้องคำรามอยู่ในความว่างเปล่า


    เขาทำได้แค่เพียงยืดแขนวาดฝ่ามือออกตั้งรับ ชั่วอึดใจเดียว พลังหมัดและสองฝ่ามือเข้าปะทะกัน แต่สุดท้ายเหยาจงไม่สามารถทนต่อพลังอันล้นหลามนี้ได้ ร่างของเขาถูกหมัดกระแทกปลิวออกไปทันที


    ปัง!


    ร่างเหยาจงอัดเข้ากับกำแพงโรงเรียนเกิดเป็นหลุมร่างมนุษย์ กรวดหินดินฝุ่นซัดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ แม้จะพยายามอดกลั้นอย่างเต็มกำลัง แต่ก็ไม่สามารถเก็บอาการได้ เขากระอักเลือดออกมาเป็นสาย สื่อให้เห็นถึงอาการบาดเจ็บภายในร่างกายอย่างรุนแรง


    “ด้วยความสามารถแค่นี้ของแก ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะพูดจาอวดดีกับฉันได้” เซี่ยปิงยื่นไพล่หลัง กวาดสายตาดูสารรูปของเหยาจง


    “ถ้าขืนแกทำให้ฉันโกรธ ฉันจะอัดแกจนพิการด้วยหมัดเดียวแล้วส่งไปอยู่กับไอ้ศิษย์น้องโง่ๆ ของแกที่โรงพยาบาล”


    เซี่ยปิงพูดจบ กลุ่มคนจากสำนักยุทธ์อู่เว่ยระเบิดอารมณ์ออกมา


    “โจมตีทีเผลอแบบนี้ ยังกล้าพูดจาเย่อหยิ่ง”


    “แกกล้าทำร้ายพี่ใหญ่เหยา อยากตายนักหรือไง”


    “พวกเราจัดการฆ่าไอ้เวรนี่ตอนนี้เลยดีกว่า”


    อารมณ์ของพวกเขาทั้งหมดกำลังเดือดระอุ


    “คิดจะทำอะไรก็ช่วยแหกตากว้างๆ แล้วช่วยใช้สมองด้วยจะดีมาก” เซี่ยปิงเยาะเย้ย “ที่นี้คือโรงเรียนมัธยมเขต 95 เมืองเทียนสุ่ย และใช่….มันเป็นถิ่นของฉัน ตราบใดที่ฉันเรียกพรรคพวกมา อย่างต่ำก็ร้อยคน”


    “ถ้าพวกแกอยากตายขนาดนั้นก็เชิญลงมือได้ตามสบาย”


    พอได้ยินแบบนี้ กลุ่มชายชุดฝึกสีขาวจากสำนักยุทธ์อู่เว่ยก็นึกขึ้นได้ว่า พวกเขาอยู่ในถิ่นของคนอื่น ซ้ำยังยืนอยู่หน้าประตูของโรงเรียน


    ถ้าไอ้เด็กเวรนี่ตะโกนเรียกพรรคพวก อาจมีคนมากกว่าหนึ่งร้อยคนกรูกันออกมารุมอัดพวกเขาอย่างป่าเถื่อน หากเป็นกรณีนี้ สภาพคงดูไม่ได้ และยังต้องพักรักษาตัวอีกหลายเดือน


    กลุ่มคนจากสำนักยุทธ์อู่เว่ยสลับมองหน้ากันไปมาโดยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ