เวทยุทธ์สะท้านปฐพี

    บทที่ 2 เพลงมวยเก้าทัพ (100%)

            รุ่งเช้าที่ดวงตะวันยังขึ้นไม่พ้นขอบฟ้าทั่วทั้งดวง ในป่าไผ่หลังบ้านที่มีหมอกขาวจาง ๆ ลอยวนอยู่ ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบปี กำลังปล่อยหมัดต่อยเตะใบไผ่ที่ปลิวมากับสายลม ท่อนแขนและขามีปลอกถ่วงน้ำหนักสีดำขนาดใหญ่ ที่อัดทรายไว้จนแน่นพันอยู่ เสื้อผ้าทั้งชุดชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสียงลมหายใจหอบถี่ดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่ร่างผอมโปร่งยังไม่หยุดเคลื่อนไหว แม้จะรู้สึกปวดร้าวกล้ามเนื้อไปทุกส่วนของร่างกาย เขาก็กัดฟันอดทนฝึกซ้อมต่อโดยไม่ยอมหยุดพัก

    ฝืนทนความเจ็บปวดทั่วร่าง ฝึกหนักมาเกือบครึ่งวัน ในที่สุดกระแสความร้อนสายหนึ่งก็ไหลวนไปทั่วร่างกาย ซู่หลันรู้สึกได้ว่า ตอนนี้กำลังภายในของตนเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมกำลังภายในอยู่ขั้นที่สอง ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นขั้นสามแล้ว ผลจากการกินโสมป่าแดงและการฝึกอย่างหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำ ในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จ “กำลังภายในเพิ่มเป็นขั้นสาม” ซู่หลันหันไปมองที่มาของเสียง ก็เห็นว่าเป็นท่านตาที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเขา ใบหน้าที่ดุดันอยู่เสมอดูอ่อนโยนลงมาก ดวงตาคมดุมองสำรวจไปทั่วร่างเขา“อืม กำลังภายในเพิ่มขึ้นมาหนึ่งระดับ ในระยะเวลาแค่เจ็ดวัน ไม่เลว ๆ เก่งมาก เจ้าหลานชาย”ซู่เซียวเอ่ยชมหลานชายอย่างจริงใจ คนปกติทั่วไปคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือนในการเลื่อนขั้น ยิ่งขั้นสูงขึ้นยิ่งต้องใช้เวลามาก ถ้ากินยาวิเศษช่วยคงลดเวลาลงได้ครึ่งหนึ่ง ในระหว่างที่เขาเข้าเมืองเอาสมุนไพรไปขาย เจ้าหนูนี่ต้องฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งเป็นแน่ ถึงได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมเช่นนี้“ไปเถอะกลับบ้านกัน เจ้าฝึกหนักมาหลายวันแล้ว ให้ร่างกายได้ผ่อนคลายลงบ้าง ยายกับน้องสาวเจ้ากำลังรอกินข้าวอยู่”ซู่หลันผงกศีรษะ แล้วเดินตามผู้เป็นตากลับบ้าน เจ็ดวันมานี้เขาเข้าป่าไผ่ฝึกตนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กลับเข้าบ้านอีกทีก็หลังฟ้ามืด ไม่มีเวลาเล่นกับน้องน้อย จนโดนนางงอแงใส่ทุกคืน วันนี้กำลังภายในเลื่อนขั้นแล้ว พักเล่นกับน้องสักวัน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มฝึกต่อเมื่อเดินมาถึงลานบ้าน ร่างเล็กในชุดสีชมพูอ่อน ที่ปกเสื้อและชายกระโปรงขลิบริมด้วยขนปุยสีขาว วิ่งสลับกระโดดเข้ามาหาราวกับลูกกระต่าย สองแขนของซู่หลันอ้าออก แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา“ท่านตาซื้อชุดสวยให้ข้า ข้างามหรือไม่?” “มินมินน้อยของพี่งามที่สุดในโลก”ซู่หลิ่วยืนมองหลาน ๆ อยู่ข้างประตูครัว แอบเห็นสามียิ้มตามเสียงหัวเราะคิกคักของหลานทั้งสองก็น้ำตาซึม ตั้งแต่บุตรสาวตายจากไป รอยยิ้มของสามีก็ไม่ค่อยปรากฏบนใบหน้าดุดันสักเท่าไหร่ ถ้าไม่ติดเป็นห่วงว่าหลานทั้งสองต้องการคนดูแล ตาแก่เลือดร้อนผู้นี้ คงชักกระบี่ไปล้างแค้นแบบแลกชีวิตกับตระกูลบุตรเขยแล้วเป็นแน่หลังกินมื้อเย็นเสร็จ ซู่เซียวก็บอกข่าวดีให้ทุกคนได้ฟัง ต้นตะวันเพลิงกับโสมม่วงทำเงินได้มากเกิดคาด เพราะตอนที่เอาเข้าไปขายในเมือง หอบัวสวรรค์กำลังจัดงานประมูลสินค้าประจำเดือนอยู่พอดี สมุนไพรทั้งสองต้นจึงได้เข้าร่วมเป็นสินค้าประมูลด้วย หักค่าเข้าร่วมประมูลและค่าของที่ซื้อกลับมาแล้ว ก็ยังเหลือเงินมากถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองกับเก้าร้อยเหรียญเงิน“หูววว ได้เงินเยอะจังเลยเจ้าค่ะท่านตา”  “อืม เงินจำนวนนี้มากพอให้พวกเรามีกินมีใช้กันนานนับปีเลยทีเดียว ต้องยกความดีทั้งหมดให้กับหลานทั้งสอง ตาให้ชุดสวยเป็นรางวัลกับมินเอ๋อร์ไปแล้ว และนี่คือรางวัลของเจ้า”ซู่เซียวส่งถุงผ้าสีฟ้าขนาดเท่าฝ่ามือให้กับหลานชาย ถุงผ้าลวดลายประหลาดคล้ายจะมีพลังบางเบาแผ่ออกมาจากตัวถุง“นี่คือถุงวิเวท เป็นถุงเก็บของที่ลงอักขระเวทไว้ สามารถใส่ของที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากได้ เพียงแค่เปิดปากถุงออก แล้วสั่งด้วยการคิด”เมื่อได้ฟังคุณสมบัติพิเศษของถุงที่ท่านตามอบให้ สองพี่น้องก็ตื่นเต้นจนอ้าปากค้าง ของวิเศษเช่นนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชาวบ้านธรรมดาที่มีฐานะยากจน และถ้าพกถุงใบนี้ติดตัวไว้ ก็สามารถซ่อนสมุนไพรและซากสัตว์ตัวโตไว้ในถุงได้ โดยไม่มีใครรู้“ขอบคุณมากขอรับท่านตา ถุงวิเศษใบนี้มีประโยชน์มากจริง ๆ” เช้าวันรุ่งขึ้น ซู่หลันเดินเข้าไปฝึกตนในป่าไผ่เช่นเคย แต่วันนี้ซู่เซียวเดินตามเขาเข้าไปในป่าไผ่ด้วย ลมในป่าไผ่ค่อนข้างเย็น เป็นการบ่งบอกว่าใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว“ในวิถีการฝึกยุทธ์ กำลังภายในเป็นการฝึกตนขั้นพื้นฐาน เมื่อฝึกกำลังภายในบรรลุถึงขั้นที่เจ็ด รากปราณจะก่อกำเนิดขึ้นในกาย ถ้าบรรลุถึงขั้นที่เก้า สามารถดูดซับพลังฟ้าดินรอบตัว แล้วควบอัดพลังไปสะสมที่จุดตันเถียน (ตำแหน่งชีพจรบริเวณใต้สะดือ) ก่อกำเนิดเป็นลูกแก้วรวมปราณ”“ตอนนี้กำลังภายในของเจ้าอยู่ในขั้นที่สาม ร่างกายมีความแข็งแกร่งพอที่จะเริ่มฝึกวิทยายุทธพื้นฐานขั้นที่หนึ่งได้แล้ว วันนี้ตาจะสอนเพลงมวยเก้าทัพให้เจ้า มวยเก้าทัพเป็นกระบวนท่าที่ใช้หมัดเป็นอาวุธ หมัดที่ปล่อยออกมาจะทรงพลังและรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด”ซู่เซียวออกกระบวนท่าด้วยกำปั้นให้หลานชายดูแบบช้า ๆ แม้ทวงท่าจะช้า แต่อานุภาพของหมัดที่ถูกปล่อยออกมามีความรุนแรงเป็นอย่างมาก เสียงหมัดที่ทะลวงผ่าอากาศดังก้องป่าไผ่  ซู่หลันตั้งใจมองอย่างจดจ่อทุกกระบวนท่าและจดจำรูปแบบการออกหมัดทั้งเก้าชุดไว้ในหัวเมื่อซู่เซียวเริ่มร่ายรำเพลงมวยวนมาเป็นรอบที่สอง ซู่หลันก็จัดท่าการยืนของตนจนมั่นคง แล้วเริ่มออกกระบวนท่าหมัดตามผู้เป็นตา ซู่เซียวสังเกตเห็นว่าหลานชายออกท่าทางลอกเลียนตนได้ แม้จะมีจุดผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง “ถึงเจ้าจะจดจำท่าทั้งเก้าชุดได้แล้ว แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดในการออกกระบวนท่าอยู่มาก จำไว้ให้ดี ความแข็งแกร่งของร่างกายและพละกำลังของผู้ฝึก มีผลต่อความสมบูรณ์แบบของกระบวนท่า ในการจู่โจมคู่ต่อสู้เป็นอย่างยิ่ง”ชายชรายืนมองหลานชายออกกระบวนท่าเพลงมวยอยู่ข้าง ๆ คอยชี้จุดบกพร่องและช่วยแก้ไขท่าทางให้ถูกต้อง เมื่อเห็นว่าหลานเริ่มทำได้แล้ว ก็เดินออกไปจากป่าไผ่ ปล่อยให้เด็กหนุ่มฝึกซ้อมตามลำพัง นอกจากเวลาพักกินซาลาเปามื้อเที่ยง ซู่หลันฝึกซ้อมเพลงมวยเก้าทัพอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก แม้หมัดที่ปล่อยออกมาจะยังไม่เกิดพลังรุนแรงเท่าหมัดของท่านตา แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ท้อใจ ยังคงมุ่งมั่นฝึกซ้อมต่อไปจนกระทั่งฟ้าใกล้มืด จึงเดินกลับบ้านเขาเดินเข้ามาถึงลานบ้านแล้ว แต่ไม่เห็นน้องน้อยวิ่งมาอ้อนให้อุ้มแบบทุกวันก็แปลกใจ ขาทั้งสองข้างเร่งความเร็วเข้าไปในบ้านทันที เห็นห้องโถงกลางบ้านไม่มีใครอยู่ จึงเดินตรงไปที่ห้องนอนของน้องสาว แล้วสิ่งที่เขากลัวก็เป็นจริง ซู่มินล้มป่วย“น้องอาการเป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านตา” “ไข้ขึ้นสูงตัวร้อนราวกับไฟ ยายเจ้าเช็ดตัวให้นางหลายรอบแล้ว ตัวก็ยังไม่เย็นลง ยาที่ป้อนให้ก็อาเจียนออกมาหมด ยายเจ้ากำลังไปต้มยาถ้วยใหม่”ซู่หลันรีบวิ่งออกจากห้อง ตรงไปที่บ่อน้ำข้างบ้าน ตักน้ำเย็นจัดในบ่อขึ้นมาอาบอย่างลวก ๆ แล้วรีบเข้าไปเปลี่ยนชุดใหม่ในห้องของตนเอง จากนั้นวิ่งกลับไปที่ห้องของน้องสาว ถอดรองเท้ากระโดดขึ้นเตียง เขาซุกกายเข้าไปในผ้าห่มแล้วดึงร่างเล็กที่ร้อนราวกับไฟเข้ามากอดไว้แนบอก เมื่อเห็นท่านยายยกยาถ้วยใหม่เข้ามา ก็ขยับตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้วอุ้มร่างน้องสาวขึ้นมานั่งพิงกับอก  “มินมิน ตื่นมากินยาแก้ไข้ก่อน แล้วพี่จะกอดเจ้านอน” ซู่หลันกระซิบบอกน้องเสียงเบาซู่มินน้อยไข้ขึ้นสูงจนสติพร่าเลือน เปลือกตาหนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้น เนื้อตัวปวดร้าวไปถึงกระดูก แต่น้ำเสียงที่อ่อนโยนและอ้อมกอดที่อบอุ่นของพี่ชาย ทำให้สติคืนกลับมาเล็กน้อย“เด็กดีอ้าปากกินยาหน่อย กินแล้วกลืนลงไป ถ้าเจ้าหายป่วย พี่จะไปจับกระต่ายป่าตัวอ้วนให้เจ้า”แม้ดวงตายังคงปิดสนิท แต่ปากเล็กก็ขยับอ้าออกเล็กน้อย ซู่หลิ่วตักยาป้อนใส่ปากหลานสาวทีละคำด้วยน้ำตานองหน้า ซู่หลันใช้มือช่วยลูบหลังเล็ก ๆ ของน้องอย่างอ่อนโยน ป้อนยาเข้าปากได้สี่ห้าคำ ปากเล็กก็หุบสนิท ใบหน้าซีดขาวซบหลับกับอกพี่ชายซู่หลันขยับตัวเอนลงนอน แล้วจับร่างน้องให้นอนในท่าที่สบายขึ้น สองแขนยังคงโอบกอดน้องไว้แน่นอย่างหวงแหน ลมหายใจที่แผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินของน้องน้อย ทำให้ใจเขาเจ็บจนแทบระเบิดซู่หลิ่วเห็นภาพน่าสงสารของหลานทั้งสองก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น จนซู่เซียวต้องยื่นแขนมาโอบกอด แล้วเอ่ยปลอบใจ“อาหลิ่วหยุดร้องไห้เถอะ มินเอ๋อร์เป็นเด็กที่จิตใจเข้มแข็ง นางไม่ยอมแพ้กับโรคภัยง่าย ๆ หรอก เจ้าไปตักข้าวมาให้หลันเอ๋อร์กินสักหน่อย ท่าทางคงจะไม่ยอมลงจากเตียง จนกว่าน้องจะหาย”