ทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน

    บทที่ 49 ทะลวงผนึกตันเถียนขั้นห้า

    บทที่ 49

    ทะลวงผนึกตันเถียนขั้นห้า

    นอกจากการหลอมร่างของคุณชายตระกูลหวัง ให้กลายเป็นซากเทวะแล้วก็ทรัพย์สมบัติที่ได้รับจากการสังหารมัน 


    เรื่องดีที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ เรื่องดีอีกอย่างหนึ่งก็คือในตอนนี้ซากเทวะที่เป็นร่างของหัวหน้าองครักษ์หวัง ในตอนนี้มันสามารถทะลวงเข้าไปสู่ขอบเขตครึ่งก้าวระดับเงินได้แล้ว 


    แน่นอนว่านี่เองก็ถือว่าเป็นจุดสูงสุดแล้ว มันเองก็ไม่สามารถพัฒนาต่อจากนี้ได้แล้ว เพียงแต่ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถพัฒนาต่อจากนี้ได้ 


    แต่การที่ซากเทวะมีระดับเพิ่มขึ้นจนถึงครึ่งก้าวระดับเงินอีกตัว จางหยุนก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าในตอนนี้พลังที่ตนเองเก็บซ่อนเอาไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 


    ในตอนนี้เขามีซากเทวะทั้งหมดเจ็ดตน มีสองตนไปถึงจุดสูงสุดก็คือครึ่งก้าวระดับเงินแล้ว ส่วนพวกที่เหลือ4ตนก็เป็นระดับทองแดงขั้นปลาย อีกหนึ่งตนก็เป็นทองแดงขั้นกลางจุดสูงสุดใกล้จะเข้าสู่ขั้นปลาย


    ขอเพียงแค่ใช้เวลาในการฝึกฝนอีกไม่นาน ซากเทวะทั้งหมดเจ็ดตัวก็จะสามารถไปจนถึงจุดสูงสุดก็คือครึ่งก้าวระดับเงินได้สำเร็จ 


    การที่มีพลังรบที่เป็นครึ่งก้าวระดับเงิน ที่เที่ยวเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูกครึ่งตัวถึงเจ็ดคน พลังการต่อสู้นี้ถือว่าไม่น้อยเลย 


    บางทีถ้าเกิดเขาใช้พวกมันออกมาทั้งหมด ก็อาจจะสามารถสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูก แล้วก็นำมาหลอมกลายเป็นซากเทวะระดับเงินได้ 


    สำหรับโลงศพโบราณ วิชาคือมรณะแล้วกลืนวิชาซากเทวะ จางหยุนรู้ดีว่ามันทรงพลังมากขนาดไหน 


    โดยเฉพาะวิชาซากเทวะที่สามารถนำเอาศพ ผู้บำเพ็ญหรือว่าสัตว์อสูรมาหลอมให้กลายเป็นซากเทวะได้ ไม่เพียงแค่นั้นยังสามารถพัฒนาระดับของซากเทวะขึ้นได้อีก 


    ความทรงพลังของวิชานี้ก็คือถ้าเกิดว่ายิ่งมีศพของผู้บำเพ็ญมากเท่าไหร่ มันยิ่งหลอมสร้างซากเทวะมากขึ้น แล้วพลังของเขาเองก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 


    หนทางการพัฒนาที่รวดเร็วที่สุดก็คือ การออกไปไล่เก็บศพของผู้บำเพ็ญ จากนั้นก็นำมาหลอมเป็นซากเทวะ 


    เพียงแต่ว่าจางหยุนไม่ได้เลือกทำแบบนั้น เขายังคงฝึกฝนพลังของตนเองต่อไป ส่วนการหลอมซากเทวะก็หลอมเพียงแค่ศพของผู้บำเพ็ญที่เป็นศัตรูกับเขาเท่านั้น 


    จางหยุนหาใช่คนดีอะไร แต่การที่เขาไม่ได้เลือกที่จะ สังหารผู้บำเพ็ญแล้วก็เก็บศพผู้บำเพ็ญมากมายมาหลอมกลายเป็นซากเทวะ มันเป็นเพราะว่าวิธีการนั้นมันโดดเด่นเกินไป 


    ถ้าเกิดว่าเขาทำเช่นนั้นต้องมีผู้บำเพ็ญมากมายมองเห็นการกระทำของเขาแน่ แล้วอย่างที่รู้กันดีว่าในตอนนี้จุดที่เขาอยู่เป็นดินแดนของสำนักเมฆาแดง ที่เป็นสำนักฝ่ายธรรมะถ้าเกิดว่าเขาโดนตามล่าไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน


    เพราะแบบนั้นจางหยุนเลยเก็บตัวฝึกฝน ส่วนเกี่ยวกับเรื่องการหลอมซากเทวะเขาก็จะหลอมเฉพาะพวกที่มีปัญหากับเขาเท่านั้น


    การทำแบบนี้เขาจะไม่โดดเด่นเกินไป อย่างน้อยก็ไม่มีพวกผู้บำเพ็ญที่มองเห็นว่าเขาเป็นพวกลัทธิมารชั่วร้ายเข้ามาโจมตีแล้วก็สังหาร


    จางหยุนคิดว่าการพัฒนาของตัวเองแบบนี้ถือว่าดีมาก รอให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆก่อน ในตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะดึงดูดความแค้นมากเกินไป


    ทั้งการพัฒนาของซากเทวะ แล้วก็ทรัพย์สินที่ได้มาจากการสังหาร ชายหนุ่มตระกูลหวังนี่ยังไม่ใช่ข่าวดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนี้ 


    แต่ข่าวดีอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้จางหยุนยินดีมากที่สุดก็คือ เขาสัมผัสได้ถึงการทะลวงขั้นที่กำลังจะมาถึงแล้ว 


    หลังจากที่ฝึกฝนมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน วันนี้จางหยุนก็เริ่มปิดด่านเพื่อทะลวงขั้นอีกครั้ง


    ยามราตรีภายในเมืองวายุแดงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ภายในที่พักของจางหยุนกลับเต็มไปด้วยความเงียบ


    ในยามนี้ภายในห้องฝึกตน จางหยุนกำลังนั่งอยู่ในท่านั่งสมาธิ ปราณวิญญาณภายในห้องแห่งนี้กำลังถูกรวบรวมอย่างรวดเร็วเข้ามาภายในร่างกายของเขา 


    กระแสพลังที่บ้าคลั่งถูกดูดกลืนเข้ามา ราวกับว่าพุ่งหายเข้าไปภายในหลุมดำที่ไร้ที่สิ้นสุด 


    จนกระทั่งผ่านไปสักพักในที่สุด การทะลวงขั้นก็สำเร็จ ตันเถียนภายในร่างกายทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้น และปราณวิญญาณที่อยู่ภายในนั้นก็ยิ่งเข้มข้นแล้วก็หนาแน่นมากขึ้นไปอีก 


    จางหยุนลืมตาของตนเองขึ้นมาก่อนที่จะพรั่งพรูลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย ในตอนนี้รอบร่างกายของเขามีปราณวิญญาณล้อมรอบร่างกายหนาแน่นเหมือนกับหมอกจางๆ


    ยามนี้จางหยุนทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นห้าได้สำเร็จ เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว 


    จางหยุนทำให้ปราณวิญญาณภายในร่างกายเสถียรก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เริ่มทดสอบความแข็งแกร่งของตนเองที่เพิ่มขึ้น 


    การพัฒนาเพียงแค่ขั้นเดียวแต่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย ปราณวิญญาณภายในร่างกายมีความเข้มข้นแล้วก็มีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 


    เมื่อลองทดสอบความแข็งแกร่งของตนเอง จางหยุนค่อนข้างที่จะพึงพอใจกับการพัฒนาของตนเองมาก 


    หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปอีกสองวัน 


    ถึงวันที่จางหยุนต้องออกเดินทางไปล่าสัตว์อสูรอีกแล้ว จางหยุนเตรียมตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเตรียมของที่ตนเองจำเป็นจะต้องใช้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขาก็ออกเดินทางจากเมืองวายุแดงออกไปตั้งแต่ในช่วงยามเช้า 


    ถึงแม้ว่าเมื่อหลายวันก่อนจะมีเรื่องที่เขาต้องสังหารคนของตระกูลหวัง จนเกือบจะเกิดเรื่องยุ่งยากตามมา แต่จางหยุนก็ไม่คิดที่จะหยุดออกไปล่าสัตว์อสูร


    เป็นเพราะว่าถ้าเกิดว่าเขาหยุดการออกไปล่าสัตว์อสูรมันจะน่าสงสัยเกินไป ยิ่งเขาทำตัวปกติมากเท่าไหร่คนจะยิ่งไม่สงสัยตัวของเขา จางหยุนเข้าใจกฎในข้อนี้ดี


    เพราะแบบนั้นถึงแม้ว่าครั้งที่แล้วจะเกิดเรื่องขึ้น แต่ว่าจางหยุนในก็ยังคงออกไปล่าสัตว์อสูรเช่นเดิมทำแบบเดิม 


    เพียงแต่ว่าในครั้งนี้เขาเลือกที่จะเดินทางไปล่าในเขตที่ห่างออกไปจากจุดเดิม แน่นอนว่าเขตในการล่าเองก็ยังคงเป็นเขตที่จะเอาไว้ใช้ล่าพวกสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ 


    ในขณะที่จางหยุนเดินทางออกไปจากเมือง เขาไม่รู้เลยว่าในตอนนี้ภายในเขตของเมืองวายุแดงที่เป็นเขตปกครองของตระกูลอู๋ กำลังมีคนผู้หนึ่งกำลังเดินตามหาร่องรอยที่ถูกทำลายทิ้งของเขาอยู่

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน ที่คุณอ่าน