เมื่อปราการด่านแรกพลังทลาย ทิวทัศน์รอบตัวของกองทัพเมดิสก็ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่กี่วินาทีก่อนสถานที่ที่พวกเขายืนอยู่ก็คือผืนป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ แต่ในปัจจุบันตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่กลับเป็นที่ราบกว้างใหญ่ที่มีหญ้าสูงระดับหัวเข่า
ทหารคนหนึ่งยื่นมือไปแตะใบหญ้า สัมผัสที่ส่งผ่านมาทางผิวหนังบ่งบอกว่ามันคือของจริง
ในขณะที่หลายคนกำลังตกตะลึงกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็มีเสียงทหารนายหนึ่งดังขึ้นมาว่า
“ดะ...ดูนั่น!”
สิ้นเสียงทหารกองทัพเมดิสทุกคนก็หันไปมองอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็พากันอ้าปากค้าง
สิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ที่สุดสายตาคือสิ่งที่เหมือนเสาขนาดมหึมาที่เชื่อมฟ้าและดินเข้าด้วยกัน!
“มันคืออะไรกัน...”ด้วยระยะทางที่ไกลเกินไปทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ชัด แต่ไม่นานนักปริศนานี้ก็ถูกคลี่คลาย
“มะ...มันคือต้นไม้?”แม้กระทั่งผู้พูดนั้นก็ไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเองพูดนัก
“เจ้ารู้ได้ยังไง?”นายทหารคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย
ปลายนิ้วถูกชี้ขึ้นฟ้าแทนคำตอบ เมื่อหันมองขึ้นตามสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขานั้นตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
“บะ..บ้าน่า”
สิ่งที่อยู่เหนือศีรษะพวกเขาก็คือกิ่งไม้มหึมาที่แทงทะลุก้อนเมฆมาโผล่ที่เหนือศีรษะของพวกเขา
ขนาดของกิ่งไม้นั้นมีขนาดกว้างเพียงพอให้กองทัพทหารขนาด 300 นายเดินเรียงแถวหน้ากระดานไปได้สบายๆ
“งั้นเจ้าเสาต้นนั้นก็คือลำต้นของมันสินะ...”จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นที่สุดขอบฟ้านั้นคือต้นไม้เพียงต้นเดียว
และเมื่อสังเกตดีๆจะพบว่าบนท้องฟ้าในระยะ 10,000 กิโลเมตรจากลำต้นนั้นจะมีกิ่งไม้มหึมาโผล่ออกมาจากก้อนเมฆให้เห็นเป็นระยะๆราวกับเป็นมังกรตัวยาวที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า
หากนำเรื่องนี้ไปบอกเล่าที่โลกภายนอกจะมีสักกี่คนที่จะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง
อย่างไรก็ตาม วาสไม่ได้มีความตกอกตกใจเหมือนคนอื่น แต่สิ่งที่เขากำลังเผชิญคือสกิลสุดยอมสัญชาตญาณที่กำลังร้องเตือน
ดูเหมือนว่ากิ่งไม้นี้นอกจากขนาดใหญ่แล้วยังมีอย่างอื่นซ่อนเร้นอยู่
“ท่านวูล์ฟ...”เสียงเรีกทำให้วาสหลุดออกจากห้วงความคิด หลังจากหันไปมองวาสก็พบว่าผู้ที่เรียกนามแฝงทหารรับจ้างของเขาก็คือราชินีมนุษย์แมงมุมและเบกก์
วาสกวาดตามองทั้งคู่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างช้าๆ
สถานะปัจจุบันของทั้งคู่พูดได้เต็มปากว่าพิการไปแล้ว
ราชินีมนุษย์แมงมุมที่เคยมีใบหน้างดงาม ยามนี้ความงดงามนั้นถูกทำลายทิ้งไม่เหลือร่องรอย ใบหน้าครึ่งซีกของเธอมีแผลที่เกิดจากการเผาไหม้ เส้นผมบนศีรษะเหลือแค่1ใน 3 เท่านั้น นอกจากนี้บนกลางศีรษะยังมีร่องรอยของบาดแผลที่เกิดจากของมีคมที่ลึกลงไปจนถึงกะโหลก
ส่วนเบกก์นั้นก็ไม่ดีไปกว่ากัน เบ้าตาข้างหนึ่งลึกโบ๋วดำมืดเนื่องจากลูกตาทั้งลูกได้ถูกควักออกไป ร่างกายครึ่งล่างของเขาที่เหมือนตะขาบสั้นลงไปเกือบครึ่งจากการถูกตัด อีกทั้งยังมีตุ่มหนองจำนวนมากเกิดขึ้นทั่วร่างกายของเขา
นี่คือผลจากบทลงโทษจากเมดิส ถึงพวกเขาจะรอดชีวิตมาได้ แต่พวกเขาก็ไม่เหลือเค้าเดิมของนักรบกลายพันธุ์ที่น่าเกรงขามอีก
ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์เท่านั้น แต่พลังของทั้งคู่ก็ลดลงไปมากเช่นกันเนื่องจากอาการบาดเจ็บ
ปัจจุบันทั้งคู่นับว่าเป็นนักรบกลายพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดเลยก็ว่าได้ ดังนั้นไม่แน่ว่าในสงครามครั้งนี้พวกเขาอาจจะถูกฆ่าตายโดยผู้ที่ไม่ใช่นักรบกลายพันธุ์ก็ได้
เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะแบกหน้ามาขอความช่วยเหลือจากทหารรับจ้างที่พวกเขาคุ้นเคย
แต่เพียงเห็นสายตาของวาสที่กวาดตั้งแต่บนลงล่างก็ทำให้โทสะในใจของพวกเขาทั้งคู่พุ่งพรวด กระทั่งราชินีมนุษย์แมงมุมที่เคยสุขุมนุ่มลึกก็กลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวนไม่นิ่งสงบเหมือนเคย
ทว่าเพราะพวกเขาจำเป็นต้องขอให้วาสช่วย จึงได้แต่ข่มอารมณ์ไว้
“มีอะไร?”วาสถามเสียงเรียบ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรที่ชัดเจน
“พวกข้ามีเรื่องที่ต้องการให้ท่านช่วย”ราชินีมนุษย์แมงมุมพยายามฉีกยิ้มหวานอย่างเคย แต่หารู้ไม่ว่าในตอนนี้รอยยิ้มของเธอนั้นทำให้ทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ล้วนรู้สึกขนพองสยองเกล้า
แม้แต่เบกก์ที่อยู่ข้างๆก็อยากจะสะกิดราชินีมนุษย์แมงมุมให้หยุดยิ้มเสียที แต่ก็ไม่กล้า
“.....”วาสไม่ได้ถามสิ่งใด เขาใช้ความเงียบแทนการถาม
ราชินีมนุษย์แมงมุมยิ้มค้างเนื่องจากท่าทางของวาส ด้วยอารมณ์ที่แปรปรวนทำให้เธออยากจะกรี๊ดดังๆแล้วฉีกวาสเป็นชิ้นๆ
ราชินีมนุษย์แมงมุมข่มใจไว้ สูดลมหายใจเข้าสองสามทีก่อนจะพูดเสียงอ่อนว่า
“ข้าอยากจะให้ท่านช่วยคุ้มครองพวกข้าทั้งสองคน ในระหว่างสงคราม...”
“ไม่!”ไม่ต้องรอให้พูดจบ วาสก็เอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกทันที
ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเข้ามาในที่แห่งนี้ ใจของเขาไม่เคยสงบลงแม้แต่วินาทีเดียว ทางเดียวที่จะสงบมันลงได้ก็คือต้องใช้เลือดของศัตรูเซ่นสังเวย!
คำพูดของวาสทำให้เบกก์ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆเดือดขึ้นมาในบัดดล
“เหอะ! เจ้าคงอยากจะเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มอีกสินะ ได้! ข้าขอบอกไว้เลยว่าครั้งนี้ข้าจะจ้างเจ้าด้วยราคา 3 รูปีเขียว พอใจแล้วหรือยัง!”
เสียงตะคอกอันดังของเบกก์เรียกความสนใจเป็นวงกว้าง ทหารหลายนายหันไปมองทั้งสามคนอย่างสนอกสนใจ
หายากที่จะมีใครมาหาเรื่องกันกลางกองทัพที่มีนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 คอยควบคุมอยู่
หางตาของวาสกระตุก เส้นอารมณ์ของเขาตึงเปรี๊ยะ พร้อมขาดสะบั้นได้ทุกเวลา เจตนาฆ่าฟันเริ่มปรากฏขึ้นในความคิดของเขา และเป้าหมายของเขาก็คือเบกก์!
ในตอนที่ทหารทั้งกองทัพกำลังตื่นตระหนกและมีความวุ่นวายเล็กๆเกิดขึ้นอยู่นั้น แม่ทัพผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพกลับนิ่งเฉย
รอบกายของเมดิสรายล้อมไปด้วยนักรบกลายพันธุ์จำนวนหนึ่ง
พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 !
ความแข็งแกร่งของพวกเขาเป็นรองเพียงแค่แม่ทัพทั้ง 3 คนเท่านั้น!
เพื่อที่จะกวาดล้างเผ่าพันธุ์มูนควีนให้สิ้นซาก เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนไม่ลังเลที่จะส่งนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ที่มีค่าจำนวนมากมาร่วมสงคราม
“ใช่ที่นี่แน่งั้นหรือขอรับท่านเมดิส”นักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ที่เคยควบคุมลูกตานับร้อยสอดแนมพื้นที่รอบๆเอ่ยขึ้น โดยที่หางตาของเขาเหลือบไปมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกองทัพด้วยความหงุดหงิด
เมดิสไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขานิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“เป็นที่นี่ไม่ผิดแน่ ท่านลอร์ดเป็นผู้ยืนยันมาเอง..แล้วอีกอย่างศัตรูของเราก็มารอต้อนรับพวกเรานานแล้วด้วย!”
เมดิสโบกมือขึ้นทำท่าเหมือนปัดแมลง แต่ผลลัพธ์ของการกระทำนี้คือก้อนเมฆที่จับกลุ่มกันอยู่ด้านบนพลันแตกกระจายออกเผยให้เห็นกิ่งไม้ยักษ์เต็มตา และด้านบนกิ่งไม้นั้นก็มีร่างในชุดคลุมสีขาวร่างหนึ่งยืนอยู่
เหล่านักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 อ้าปากกว้าง พวกเขาไม่เคยรับรู้ถึงการคงอยู่ของศัตรูเลยจนนับบัดนี้!
ขณะที่กำลังจะอ้าปากตะโกนให้กองทัพเตรียมตัวรับมือกับข้าศึก ร่างในชุดคลุมสีขาวก็พร่าเลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง!
หายไปไหน!
คำถามนี้เกิดขึ้นในใจของทุกคน
แต่ไม่นานนักก็มีเสียงของเมดิสดังขึ้นมาว่า
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
เหล่านักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 หันขวับไปมองก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่าร่างในชุดคลุมสีขาวเมื่อครู่นี้ได้มาปรากฏอยู่ที่ข้างกายเมดิสแล้ว!
เมดิสยืนกอดอกไม่ได้แสดงอาการยินดียินร้ายใดๆทั้งสิ้น ในสายตาของเขามีเพียงร่างในชุดคลุมสีขาวที่มายืนด้านข้างเขาเหมือนกับเป็นสหายสนิทเท่านั้น
“ก็มาทำลายกองทัพพวกเจ้ายังไงละ”ร่างในชุดคลุมสีขาวเอ่ยขึ้นเบาๆแต่ชวนให้ทุกคนตื่นตัว
ตอนนี้ยืนยันแน่ชัดแล้วว่าร่างในชุดคลุมสีขาวผู้นี้คือศัตรู!
“โฮ่! ด้วยกำลังของเจ้าเพียงลำพังเนี่ยนะ?”เมดิสแค่นเสียงดูถูกพร้อมกับประกายบางอย่างที่เกิดขึ้นในดวงตาสีน้ำเงิน
ร่างในชุดคลุมสีขาวส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“ไม่ต้องรีบร้อนไปเมดิส...คู่ต่อสู้ของเจ้าไม่ใช่ข้า และข้าก็ไม่อาจจะต่อกรกับทั้งกองทัพของเจ้าได้เพียงลำพัง ดังนั้นการจะทำลายกองทัพของเจ้าก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ยกเว้นแต่ว่า....”
ดวงตาสีน้ำเงินทอประกายดุร้าย เมดิสไม่ปล่อยให้ร่างในชุดคลุมสีขาวได้เอ่ยต่อ เขาฟาดฝ่ามือที่หุ้มด้วยผลึกสีน้ำเงินเข้าใส่ร่างในชุดคลุมสีขาวอย่างดุดัน
ขวับ!
ฝ่ามือพุ่งทะลุผ่านร่างในชุดคลุมสีขาวไปราวกับไม่มีตัวตน รู้ตัวอีกทีร่างในชุดคลุมสีขาวก็ไปปรากฏตัวที่ใจกลางกองทัพของเมดิสแล้ว!
“ข้าบอกแล้ว....ว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า”หินรูปร่างประหลาดหลุดออกจากมือของร่างในชุดคลุมสีขาว
หินก้อนนั้นตกลงไปในหลุมเล็กๆที่อยู่บนพื้น แต่เมื่อหินรูปร่างประหลาดตกลงไปในรูก็แนบเป็นเนื้อเดียวกันดุจดังชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่หายไป
ประกายสีฟ้าแผ่กระจายออกไปรอบทิศ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ใต้เท้าของร่างในชุดคลุมสีขาว
วาสที่เตรียมตัวจะฆ่าเบกก์โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมพลันรู้สึกตัวก้มมองประกายสีฟ้าที่แล่นผ่านไป
เบกก์เองก็ก้มลงเช่นกัน แต่ก่อนที่จะได้มองพื้นดวงตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ชุดคลุมของวาส
บนชุดคลุมที่เต็มไปด้วยรอยขาดวิ่นนั้น มีจุดหนึ่งที่มีรอยขาดเป็นรูปร่างแปลกๆ
หากเป็นผู้อื่นคงจะคิดว่ามันเป็นรอยขาดทั่วๆไป
แต่สำหรับเบกก์นั้นมันมีความหมายที่แตกต่างเป็นอย่างมาก เนื่องจากรอยขาดนั้นมันตรงกับอักษรหนึ่งที่เป็นภาษาเฉพาะของเผ่าพันธุ์เขาซึ่งมันแปลความได้ว่า...คนทรยศ!
“จะ...เจ้า!...เจ้าคือคนทรยศศศศศ!!!”