โปรแกรมสร้างนักรบ

    นักเวทย์ผู้เก่งกาจ 29 – ฝึกให้หนัก!

            “มันจะหนาวบ้าหนาวบอไปถึงไหนกัน? ไม่เห็นใจคนโสดบ้างเลยหรือยังไง?”


            เสียงบ่นอุบอิบออกมาจากปากของเด็กหนุ่มที่กำลังยืนตัวสั่นน้อย ๆ อยู่กลางโถงถ้ำ แม้ว่าเศษซากน้ำแข็งก้อนเล็กก้อนน้อยที่แตกกระจายอยู่ทั่วบริเวณจะค่อย ๆ หายไป แต่อุณหภูมิก็ยังไม่เพิ่มขึ้นมามากนัก มันยังคงหนาวจับใจเหมือนตอนที่ออสการ์เพิ่งจะย่างเท้าก้าวเข้ามาในถ้ำที่ 2 นี้ไม่มีผิด


            ถ้ำแห่งธาตุน้ำแข็ง ถ้ำของ ‘เยติ’ มนุษย์น้ำแข็งหน้าหมี


            มันเป็นถ้ำแรกที่เขาใช้ปีกแห่งสายลมและม่านวารีไม่ได้ หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือไม่ควรใช้ ถ้าไม่อยากจะแข็งตายไปจริง ๆ


            นอกจากนั้น มันไม่มีความยากหรือความท้าทายอะไรอีกเลย


            เพลิงสีชาด เพลิงฟ้าคราม และเพลิงไร้ลักษณ์ใช้ไม่ได้ เพราะหลังจากที่ละลายกลายเป็นน้ำเพียงครู่เดียว พวกมันก็จะกลับมารวมตัวกันขึ้นมาใหม่เป็น ต้องเผาผลาญให้ละเหยกลายเป็นไอเท่านั้นถึงจะพอกำจัดสังหารหมีน้ำแข็งพวกนี้ได้อย่างถาวร


            แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะต่อให้ไฟใช้ไม่ได้ ออสการ์ก็ยังมีสายฟ้าอยู่ และมันใช้ได้ผลอย่างเกินคาด


            ดาบยักษ์ที่อัดแน่นไปด้วยสายฟ้ากลายเป็นอาวุธทำลายล้างชั้นยอดในถ้ำแห่งนี้


            ไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักเลยด้วยซ้ำ อย่างน้อย ๆ ก็จนมาถึงโถงถ้ำที่ 15 แห่งนี้


            แค่อัดหอกสายฟ้าลงไปแล้วร่ายรำด้วยกระบวนท่าดาบลมกรดเท่านั้นก็พอแล้ว

            …


            “อืม… ต่อให้เราจะใช้เวทย์น้ำกับเวทย์ลมได้ แต่ถ้ายังไม่เคยเรียนรู้เวทย์น้ำแข็ง ก็จะไม่สามารถผสานพวกมันได้อย่างนั้นสินะ!”


            ออสการ์ยกเลิกม่านวารีที่เริ่มกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งจนควบคุมไม่ได้ให้สลายไป ก่อนที่จะขมวดคิ้วพึมพำข้อสรุปตามความเข้าใจของตัวเองออกมา


            “ความกลมกลืน… ความต้านทานเวทย์… พลังเวทย์… เวทย์มนตร์จำเป็นสำหรับการฝ่าด่าน แต่… ด้วยการใช้เพิ่มพลังโจมตีจริง ๆ อย่างนั้นหรือ? เป้าหมายของการฝ่าถ้ำทมิฬมัน… มีแค่นั้นจริง ๆ เหรอ?”


            เด็กหนุ่มยังคิดไม่ตก และเลิกคิดไม่ได้ ‘ฝ่าไพรทมิฬ’ เป็นเหมือนด่านที่มีเอาไว้ใช้ฝึกสอนมือใหม่ในการเล่นเกมส์ แค่อัพเลเวลเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย และใช้อาวุธที่ดีที่เหมาะขึ้น ก็จะสามารถผ่านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก


            คงจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกอัพเจตจำนงเพราะน้ำยาอร่อยกว่าแบบเขา ไม่น่าจะมีเลยด้วยซ้ำไป!


            “ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า ทำไมถึงเป็นเวทย์ธาตุ 5 สายนี้ล่ะ? ทำไมไม่มีแค่ดิน น้ำ ลม ไฟ 4 ธาตุ หรือทำไมไม่เป็นไม้ ไฟ ดิน ทอง แล้วก็น้ำ…”


            ธาตุทั้ง 4 คือแนวคิดที่มาจากทางฮินดู และประเทศทางตะวันตกนำไปปรับใช้ ส่วนแนวคิด 5 ธาตุแพร่หลายอยู่ในเอเชียตะวันออกอย่างจีนและญี่ปุ่น นี่คือสิ่งที่ออสการ์รู้มาจากอินเทอร์เน็ต ในตอนนี้เขาพยายามอย่างเต็มที่ในการใช้ความรู้งู ๆ ปลา ๆ ที่มีทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่


            “เฮ้อ… ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ไปออกแรงอีกสักโถง 2 โถงดีกว่า”


            เด็กหนุ่มหันไปหยิบดาบยักษ์ที่ปักเอาไว้บนพื้นขึ้นมาแบกพาดเอาไว้บ่นบ่า ก่อนจะเดินมุ่งหน้าเข้าไปในถ้ำให้ลึกขึ้นกว่าเดิม

            …………


            “ดูเหมือนว่าอาวุธของคนอื่นจะไม่ได้พิเศษเหมือนดาบเล่มนี้! อะไรทำให้เป็นแบบนั้น? หือ… สุดหล่อ! แกรู้มั้ย?”


            ออสการ์ที่กำลังนั่งพิงต้นไม้ใหญ่และขยับดาบยักษ์ในมือไปมาเพื่อพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเอ่ยถามขึ้นในตอนสุดท้าย เขามีข้อสันนิษฐานอยู่ 2-3 อย่าง แต่มันยังไม่สมเหตุสมผลเท่าที่ควร


            “ไม่รู้! แน่นอน… แกจะไปรู้ได้ยังไง? ขนาดฉันยังไม่รู้เลยนี่ หือ… หิวอีกแล้ว ให้ตายสิ แกนี่ตะกละจริง ๆ คราวนี้เอาสีอะไร? … สีแดง? ก็ได้ ค่อย ๆ กินล่ะ? ฉันยังไม่อยากตาย!”


            เด็กหนุ่มบ่นออกมา และเอ่ยเตือนในตอนสุดท้าย ก่อนที่จะกระตุ้นใช้ม่านวารีบำบัดให้ปกคลุมเฉพาะแขนข้างขวา และกล่าวอนุญาตออกมา


            “กินได้เลย!”


            วูบ…


            มันไม่ใช่การคุยกับตัวเองอีกต่อไป ดาบยักษ์สุดหล่อเล่มนี้สื่อสารกลับมาได้แล้วจริง ๆ และสิ่งแรกที่มันเอ่ยออกมาให้ออสการ์รับรู้ได้คือ ‘หิว’ และนั่นเป็นเมื่อ 4 วันก่อน ตอนที่เขายังอยู่ในถ้ำน้ำแข็งบนหน้าผาชั้นที่ 3


            และมันทำให้เด็กหนุ่มในตอนนั้นงงเป็นไก่ตาแตกอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว


            หลังจากที่รวมรวมสติสตังค์กลับมาจากความงงงวยได้ ออสการ์ก็ใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงในการพยายามซักไซ้ไล่เรียงพูดคุยกับดาบยักษ์ของตัวเอง ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมาชัดเจนมากนัก รู้แค่ว่าเสียงที่ได้ยินไม่ได้มาจากดาบยักษ์ แต่เป็นเสียงของ ‘วิญญาณ’ ที่อาศัยอยู่ในนั้น


            ‘ไข่’ ฟองที่ออสการ์เก็บมาจาก ‘ถ้ำแห่งวิญญาณ’ ไม่ได้หายไป มันแค่ไม่ได้อาศัยอยู่ในร่างกายของเขา แต่ไปหลบฟักตัวอยู่ในดาบยักษ์ และน่าจะตื่นขึ้นมาตอนที่เข้าไปในถ้ำวิญญาณบนหน้าผาชั้นที่ 2 ถ้ำที่เด็กหนุ่มแทบจะเก็บคะแนนออกมาไม่ได้เลยถ้ำนั้น


            วิญญาณอัญเชิญน่าจะถูก ‘ไข่’ ดูดซับพลังไปจนหมด ทำให้มันไม่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนเป็นคะแนนให้ออสการ์ นี่คือสมมติฐานเดียวที่เป็นไปได้ และถ้ามาย้อนทบทวนดูแล้ว มันก็ถือว่าเขาได้กำไรมากกว่าเสียประโยชน์


            เด็กหนุ่มผ่านชั้นที่ 2 มาได้ก็เพราะเจ้าดาบยักษ์เล่มนี้แท้ ๆ เลย


            ‘ผู้เล่น’ คนอื่นไม่ได้เก็บไข่มาจากถ้ำวิญญาณ? ออสการ์ไม่แน่ใจในเรื่องนั้น แต่เท่าที่เขาสังเกตุ แทบจะไม่มีใครใช้อาวุธที่ติดตัวมาจาก ‘ไพรทมิฬ’ อีกเมื่อผ่านขึ้นไปบนชั้นที่ 2 ได้ เกือบทุกคนเปลี่ยนอาวุธให้ใหญ่หรือดีขึ้นกว่าเดิม แม้แต่คนที่มีรูปร่างผอมบางอย่างมารุก็เปลี่ยนมาใช้ธนูคันใหม่ และไม่เคยหยิบธนูคันเก่าออกมาให้เห็น


            น่าเสียดายที่เด็กหนุ่มขายทวนเหล็กกับธนูที่ติดตัวมาด้วยทิ้งไปแล้ว เลยทำให้ไม่แน่ใจว่า ‘วิญญาณ’ จากไข่สามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่ในอาวุธจากไพรทมิฬได้ทุกอย่าง หรือว่าแค่ ‘ดาบยักษ์’ ที่ขายไม่ได้เล่มนี้เล่มเดียว และในตอนนี้เขาไม่มีทางพิสูจน์เรื่องนี้ได้อีก


            อาหารหลักของมันคือพลังชีวิตของออสการ์!


            ฟังดูน่ากลัว เขาอาจจะโดนดูดพลังชีวิตไปจนแห้งตายโดยไม่รู้ตัวได้ แวบแรกเด็กหนุ่มก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่สามารถดูดกลืนพลังชีวิตไปใช้ได้อย่างอิสระ ต้องรอให้ออสการ์อนุญาตก่อนเท่านั้น!


            เมื่อคิดสะระตะแล้ว เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจที่จะเลี้ยงมันเอาไว้ เพราะมันแสดงให้เห็นแล้วว่ามีประโยชน์ขนาดไหน


            เอ่อ… อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ออสการ์ไม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้มันหิวจัด ๆ มันจะตาย หรือจะฝืนดูดพลังชีวิตของเขาไปเองจนได้กันแน่


            “หือ… อิ่มแล้ว! กินของหวานมั้ย? เอาหน่อยก็ดี… อื่อ? คราวนี้ลองปีกแห่งสายลมดูก็แล้วกันนะ”


            เด็กหนุ่มหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดเมื่อรู้สึกเหมือนได้ยินคำว่า ‘อิ่ม’ ขึ้นมาในหัว เขาตัดการอนุญาตให้ดูดกลืนพลังชีวิต และเอ่ยถามกลับไปว่าอยากจะดูดซับพลังเวทย์ด้วยหรือไม่ ก่อนจะกระตุ้นใช้เวทย์แห่งสายลมและพยายามควบคุมให้มันเข้าไปในดาบยักษ์ เมื่อได้รับคำตอบกลับมาว่า ‘กิน’


            มันไม่ใช่แค่การกิน ‘ของหวาน’ อย่างที่ออสการ์เรียก แต่มันเป็นการฝึกฝนให้ ‘วิญญาณสัตว์เลี้ยง’ ของเขาใช้เวทมนตร์ได้ อย่างน้อย ๆ เด็กหนุ่มก็คิดแบบนั้น


            เพราะมันใช้ ‘วารีบำบัด’ ในการซ่อมแซมดาบยักษ์ได้ ดังนั้นมันก็ต้องใช้เวทย์อื่นของเขาได้ด้วยเช่นกัน


            ในเมื่อต้องเลี้ยงแล้ว ออสการ์ก็คิดจะปั้นมันให้เป็น ‘นักเวทย์ผู้เก่งกาจ’ ด้วยอีกตัว

            ...


            “มีเวลาให้ใช้อีก 4-5 วัน หรือถ้าจำเป็นจะใช้มากกว่านั้นก็คงได้ ‘ถ้ำทมิฬ’ นั่นไม่น่าจะใช่อะไรที่อันตรายมากนัก คงจะไม่ต้องใช้เวลาถึง 30 วันอย่างที่เดา ๆ กันเอาไว้”


            หลังจากที่ ‘ให้อาหาร’ เสร็จ เด็กหนุ่มก็เอ่ยพึมพำสรุปแผนการของตัวเองออกมา เขาใช้เวลาไปทั้งหมดเพียงแค่ 11 วันในการเคลียร์ถ้ำบนชั้นที่ 3 ไป 2 ถ้ำ ทำให้เวลาที่เหลืออยู่มากกว่าค่าเฉลี่ยที่ ‘ผู้เล่น’ คนอื่น ๆ ก่อนหน้าใช้เป็นเป้าหมาย


            ออสการ์ตั้งใจจะอยู่ที่ข้างนอกให้นานที่สุด จะยังไม่รีบกลับไปเคลียร์อีก 2 ถ้ำที่เหลือบนชั้น 3 เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบทำแบบนั้น เขาควรใช้เวลาที่มีฝึกฝนทักษะเวทย์ให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า


            เพราะสมมติฐานที่ 2 ของเด็กหนุ่มก็คือ ‘ความต้านทานเวทย์คือสิ่งจำเป็นสำหรับการฝ่าถ้ำทมิฬ’



    คล้ายกับเรื่องโปรแกรมสร้างนักรบ ที่คุณอ่าน