จู้เจียงเจียงน้อมรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดที่ให้นางหลังทุกคนดื่มชา ไม่ว่าดีหรือแย่อยู่เงียบ ๆ
ชาหนึ่งกาเมื่อครู่ให้พวกเขาดื่มหมดแล้ว นางทำความสะอาดเศษตะกอนในกาน้ำชา นั่งลงข้างเตา ต้มอีกกาต่อหน้าสายตาทุกคน
จู่ ๆ เห็นนางทำท่าตั้งใจและสง่างาม บนตัวมีลักษณะของบุตรสาวจากตระกูลใหญ่ ไม่สอดคล้องกับเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เลย ทุกคนต่างเงียบงัน ดูนางอย่างอยากรู้อยากเห็น
เห็นแค่จู้เจียงเจียงนั่งตัวตรง ตักชา ล้างชา และชงชา ชั่วอึดใจก็เสร็จสิ้น
“แม่นาง เ้าทำอะไรอยู่?”
คนรอบข้างไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จึงอุทานขึ้น “หอมจังเลย!”
จู้เจียงเจียงไม่ได้ตอบคำถามคนผู้นั้น จนกระทั่งชงชาเสร็จแล้ว นางจึงลุกขึ้นถือกาน้ำชา ริมเติมถ้วยเปล่าให้คนเ่าั้อีกครั้ง
ชาครั้งนี้ชงสดใหม่ ในถ้วยชายังมีไอร้อนพวยพุ่งออกมา และกลิ่นหอมของชาในตอนนี้ก็เข้มข้นที่สุด
“ในสมัยโบราณ มีการต้มสุราและพูดคุยเื่ผู้กล้าในสนามรบ ตอนนี้บ้านเมืองสงบ จึงมีการต้มชาคุยและพูดคุยเื่บรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ทัศนียภาพในฤดูใบไม้ผลิกำลังดี ทุกท่านเชิญ” จู้เจียงเจียงยิ้มชวนพวกเขาลองชิมชาอีกครั้ง
บางทีอาจเป็เพราะใกับกิริยาเข้มงวดและเกรงใจของนาง ลูกค้าหลายคนที่รอดื่มชาก็พลันยืดหลังนั่งตัวตรงอย่างไม่รู้ตัว เก็บความสนุกบนใบหน้า แล้วปฏิบัติกับถ้วยชาตรงหน้านี้อย่างจริงจัง
“ต้มชา...”
เสียงพึมพำของชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากบนสะพานด้านหลังจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงหันกลับไปมอง เห็นคนแปลกหน้าแต่ก็คุ้นตาคนหนึ่ง ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “เ้าคือคนขี่ม้าคนนั้น!”
ใช่ นี่ก็คือชายขี่ม้าคนนั้นที่ทำถังหูหลูในมือนางตก แล้วชดเชยถังหูหลูทั้งขาตั้งให้นาง
“ดื่มชาหรือไม่?” นางยิ้มถาม
นางไม่ได้ไม่ชอบเขา เื่ถังหูหลูนั้นก็จบไปนานแล้ว ตอนนี้ นางคิดแค่อยากทำการค้ากับเขาเท่านั้น
เผยจี้ถูกรอยยิ้มของนางที่ส่งมาอย่างกะทันหันทำให้หน้าแดง ดวงตาของเขาสั่นไหวและดูตื่นตระหนกเล็กน้อย
แต่เพียงไม่นานเขาก็บังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง พยักหน้าให้นาง “รบกวนแล้ว”
เผยจี้นั่งลง รอนางรินน้ำชาให้เขา พลางกล่าวโทษตัวเองในใจที่เมื่อครู่แสดงกิริยาไม่ค่อยสุขภาพนัก
ผ่านศึกามาหลายปี เขานึกว่าตนเองไม่ว่าเื่อะไรก็รับมือได้อย่างสุขุม คิดไม่ถึงวันนี้กลับถูกใบหน้าของหญิงสาวที่มีชะตาต้องกันแค่ครั้งเดียวทำให้อารมณ์ปั่นป่วน
จู้เจียงเจียงรินชาถ้วยหนึ่งให้เขา พลางเอ่ยถาม “้าของกินหรือไม่? ซื้อไส้กรอกเืหนึ่งชิ้นแถมน้ำชาหนึ่งถ้วย”
“ได้” เผยจี้เดิมอยากบอกว่าไม่จำเป็ แต่ไม่รู้เหตุใด อ้าปากเอ่ยก็กลายเป็เช่นนี้
เขากินข้าวเที่ยงแล้ว
“คุณชายท่านนี้ใช่แม่ทัพเผยที่พำนักชั่วคราวอยู่ในที่ว่าการอำเภอหรือไม่?” ลักษณะเหมือนคนมีความรู้อยู่บ้างผู้นั้นจ้องมองเผยจี้อยู่นาน ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหวเอ่ยถามออกไป
เผยจี้คิดไม่ถึงว่าจะถูกคนจำได้ นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
“แม่ทัพเผย?” คนดื่มชาข้าง ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ใจนต้องเลี้ยวหลังไปมอง “ก็คือแม่ทัพเผย เผยจี้คนที่ขับไล่หมานอี๋ด้วยตัวคนเดียว ช่วยองค์ชายสามไว้ได้?!”
พูดจบ คนเ่าั้ก็รีบวางถ้วยชาลงทันที โขกศีรษะคำนับให้เผยจี้อย่างพร้อมเพรียง ภายในปากยังพ่นคำพูดเลื่อมใสออกมาไม่หยุด
ท่าทางแบบนั้นราวกับได้พบเจอไอดอล มีแค่จู้เจียงเจียงที่ทำหน้างงงวย
แม่ทัพเผย? ใครกัน? มีชื่อเสียงมากหรือ?
เผยจี้เห็นมีคนจำได้ ก็รีบแสดงความเป็แม่ทัพออกมา ใบหน้าเ็าเสียงเข้ม “คนบ้านเดียวกันทุกท่านเชิญลุกขึ้น ข้ามาลิ้มรสชาเหมือนกับทุกท่าน ไม่ต้องมากพิธี”
จุ๊จุ๊!
ท่าทางนี้!
เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้ จู้เจียงเจียงก็แอบชื่นชม เป็แม่ทัพใหญ่นี่เอง ดูลักษณะท่าทางไม่เลว นางอดไม่ได้ที่จะมองต่ออีกสักหน่อย
ช้าก่อน! เขาเป็แม่ทัพ?
จู่ ๆ เหมือนจู้เจียงเจียงจะคิดอะไรได้ อ้าปากอยากสอบถามเกี่ยวกับค่ายทหาร...หลัก ๆ ก็คือเื่ของเผยจ้าว
ถึงแม้นางจะรู้สึกว่าเป็ไปไม่ได้ที่ผู้มีอำนาจอย่างเขาจะรู้เื่ทหารไร้ค่าคนหนึ่ง แต่นางก็ยังอยากถามถึงข่าวคราวของเผยจ้าว
เพียงแต่ยังไม่ทันได้พูดออกมา ก็ถูกคนที่ดูมีความรู้ผู้นั้นแย่งไปเสียก่อน
“แม่ทัพเผย ข้าน้อยเหลียงเหวินโจว แม่ทัพเผยหน้าคุ้นมาก เราสองคนเคยพบกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่?” เหลียงเหวินโจวผู้มีความรู้ขมวดคิ้วคิดหนัก
แต่ในสายตาคนนอก การกระทำนี้ของเขาก็เหมือนพยายามสร้างความสัมพันธ์กับแม่ทัพใหญ่เท่านั้น
จู้เจียงเจียงก็คิดแบบนั้นเช่นกัน
เขาช่างกล้าจริง ๆ ที่ใช้ลูกไม้เก่า ๆ แบบนี้มาสร้างความสัมพันธ์ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจุดจบเป็อย่างไร
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้มีความรู้ที่พยายามเป็มิตร เผยจี้ทำเมิน ตั้งใจดื่มชาตรงหน้า
จู้เจียงเจียงเห็นท่าทางของเขา ความคิดในใจที่จะถามเื่เผยจ้าวกับเขาหายวับไปทันที
นางไม่คุยกับเขา เผยจี้กลับเป็ฝ่ายชวนนางคุยเอง “แม่นาง เรียนถามน้ำชานี่คืออะไร?”
ใบชาไม่กี่ใบลอยอยู่ในถ้วย เขาแยกไม่ออกว่านั่นคือใบอะไร อีกทั้งเขาก็ไม่เคยดื่มน้ำที่ชงด้วยใบไม้มาก่อน ทว่ากลับรู้สึกไม่เลว
คำถามของเขาถามเข้าเื่แล้ว จู้เจียงเจียงกำลังรู้สึกทุกข์ที่ไม่มีโอกาสได้แนะนำใบชาของตัวเองกับพวกเขาอยู่พอดี คำถามนี้ของเผยจี้นับว่ามอบโอกาสให้นาง
“แม่ทัพเผยถามได้ดี! ของในถ้วยนี้เรียกว่าชา เป็การชงจากใบชาที่เก็บมาจากต้นชาที่เจริญเติบโตในูเา เด็ดเก็บแล้วนำมาอบแห้งจนเป็...”
พูดถึงตรงนี้ จู้เจียงเจียงก็แนะนำอย่างน้ำไหลไฟดับให้พวกเขาที่นั่งอยู่ฟัง
ั้แ่เก็บใบชาไปจนถึงกระบวนการผลิต แนะนำทุกขั้นตอนอย่างคร่าว ๆ “ถ้วยที่ห้าชำระกาย ถ้วยที่หกหมายเป็เซียน ห้ามพลาดเด็ดขาด”
ท่าทางการแนะนำใบชาอย่างมั่นใจของนาง ทำให้หลายคนตกอยู่ในภวังค์ ทั้งยังดึงดูดชาวบ้านที่ผ่านทางไปมาให้หยุดลงเพิ่มมากขึ้น
หลังฟังนางแนะนำเสร็จ ก็มีคนไม่น้อยนั่งลงและพูดว่าอยากลองจริง ๆ
“เงินหนึ่งเหวินสามถ้วย เอามาให้ข้าสองเหวิน ข้าอยากดูว่าจะเป็เซียนได้ไหม”
คนที่พูดดูเหมือนคนในเมือง สวมชุดคลุมยาวถือพัดพับ ดูสุภาพมีมารยาท อีกทั้งบนเสื้อผ้าก็ไม่มีการซ่อมปะ
เป็ลูกค้าเป้าหมายของนาง!
จู้เจียงเจียงรีบชงชากาใหม่ให้เขา และเพื่อให้คนที่มาทีหลังได้ดื่มชาแบบสดใหม่ด้วยเช่นกัน
แม้แสงแดดยามเที่ยงวันจะเจิดจ้า แต่ลมในฤดูใบไม้ผลิกลับเย็นสบาย ดังนั้นคนที่มาดื่มชาจึงไม่สนใจบรรยากาศของร้านนี้เท่าไรนัก ไม่นานร้านแผงลอยเล็ก ๆ นี้ก็เต็มไปด้วยผู้คน
ในความรีบร้อนทว่าจู้เจียงเจียงก็ยังคงมีลำดับขั้นตอน ขณะที่ชงชาก็ไม่ลืมขายไส้กรอกเืของนางไปด้วย ไม่นานไส้กรอกเืหม้อหนึ่งก็ขายจนหมดเกลี้ยง
ลูกค้ายังไม่รู้ถึงวัตถุดิบในการทำไส้กรอกเื ถือว่ากินกันอย่างพอใจ ชมไม่หยุดกับรสชาติของไส้กรอกเื
นี่นับว่าเป็การเริ่มต้นที่ดีกระมัง อย่างน้อยไส้กรอกเืก็ขายหมดแล้ว จู้เจียงเจียงก็ไม่คิดอธิบายว่าของสิ่งนั้นคืออะไร รอมีคนถามค่อยบอก
กลับเป็ชา เหมือนไม่ง่ายที่จะทำให้คนยอมรับ
“น้ำนี่ก็ไม่ได้วิเศษอย่างที่แม่นางพูด แม้จะทิ้งรสัั แต่ก็มีรสฝาด ไม่รู้ว่านี่คือใบไม้อะไร...”
มีหลายคนที่ดื่มรวดเดียวหมดไปหลายถ้วย พวกเขาไม่ค่อยพอใจนัก และรู้สึกว่าชานี้ธรรมดา ไม่ได้วิเศษดั่งที่จินตนาการไว้
สำหรับเื่นี้ จู้เจียงเจียงไม่อยากอธิบายมากนัก
วิธีการดื่มของพวกเขานี้ ไม่อาจดึงรสของชาออกมาเพื่อลิ้มรสได้เลย แต่ปฏิกิริยาของเหล่าลูกค้าวันนี้กลับเป็การเตือนนาง
ใช้รสชาติของชาเพียงอย่างเดียวไม่อาจเปิดตลาดนี้ได้ นางยังต้องเพิ่มเื่ราวให้ชา ทำให้มันมีบทสักนิดหนึ่งถึงจะได้
การผสมผสานเื่ราวเท่านั้น จึงจะทำให้ผู้คนรับรู้ได้ถึงรสชาติและการเปลี่ยนแปลงที่ชานำมาสู่ชีวิตประจำวันของพวกเขาจากก้นบึ้งจิตใจ
แต่ได้ยินว่าชาวบ้านเมืองเจียงหนานรู้หนังสือเฉลี่ยไม่ถึงหนึ่งในสิบ หากนางเขียนบทความ แล้วพวกเขาจะอ่านได้หรือ?
ถ้าเช่นนั้น...ใช้เสียงร้องน่าจะดีกว่า?