ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 43 - ม่านจันทร์ที่ใกล้ดับ

    หมอกดำกดเข้ามารอบวงแสงเหมือนคลื่นน้ำที่ไร้เสียง


    เส้นอักขระสีเงินใต้เท้าสตรีลึกลับสั่นไหวทีละเส้น บางเส้นขาดหายกลางทาง บางเส้นลุกวาบขึ้นเพียงครู่เดียวก่อนดับลงเหมือนดาวที่ถูกลมหายใจมืดเป่าให้แตก เย่เทียนยืนอยู่ที่ขอบลาน หินแหลมในมือยังไม่ถูกปล่อย แต่ความคิดของเขาไม่ได้อยู่กับมันแล้ว เขามองเห็นชัดเจนว่าแสงสีเงินรอบตัวนางไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันเป็นเขตแดนบางอย่าง เป็นม่านบาง ๆ ที่กำลังต้านหมอกดำทั้งหุบเขาเอาไว้ และม่านนั้นกำลังแพ้


    หมอกที่วนอยู่รอบเท้าของเขายังไม่แตะตัว แต่เมื่อมันถูกวงอักขระของสตรีผู้นั้นผลักออก มันกลับมีท่าทีคล้ายสัตว์ที่หงุดหงิด เส้นหมอกยืดยาวขึ้นทีละน้อย บางเส้นไต่ผ่านพื้นหินจนเกิดเสียงซ่าเบา ๆ ราวกับเล็บขูดผิวศิลา เย่เทียนไม่รู้ว่าถ้าหมอกนั้นแตะตัวเขาจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้น แต่เพียงเห็นรอยดำที่มันทิ้งไว้บนหิน เขาก็รู้ว่าตนไม่ควรลอง


    สตรีผู้นั้นไออีกครั้ง เลือดสีเข้มแตะริมฝีปากซีด นางพยายามยกมือขวาขึ้น แต่แขนสั่นเพียงเล็กน้อยก่อนตกลงบนพื้นหิน เส้นอักขระที่อยู่ใกล้ปลายนิ้วนางจึงดับไปอีกเส้นหนึ่ง เย่เทียนเห็นแสงสีเงินถอยร่นเข้าหาตัวนางราวครึ่งฉื่อ หมอกดำด้านนอกรีบไหลเข้ามาแทนที่ทันที ความหนาวเย็นแผ่ผ่านลานหินจนบาดผิวหน้าเหมือนน้ำแข็งละเอียด


    “ถอย…” นางกล่าวเสียงเบามาก แต่ยังชัดเจนในความเงียบของหุบเขา “อย่ายืนตรงนั้น”


    เย่เทียนก้มมองใต้เท้า จึงเห็นว่าอักขระสีเงินบางเส้นลากผ่านขอบลานมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่ เส้นหนึ่งแตกเป็นรอยเล็ก ๆ และหมอกดำกำลังซึมออกจากรอยแตกนั้นเหมือนหมึกในน้ำ เขาขยับถอยไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ แต่หมอกด้านหลังกลับกระเพื่อมขึ้นทันที ด้านหน้าเป็นเขตแดนที่กำลังแตก ด้านหลังเป็นหมอกที่ยังไม่แตะเขาแต่พร้อมจะปิดทางถอยทุกเมื่อ


    สตรีผู้นั้นมองเขา ดวงตาดำลึกที่มีประกายเงินพร่าเล็กน้อย


    “ไม่ใช่ทางนั้น…เข้ามาในแสง”


    เย่เทียนชะงัก ก่อนมองวงแสงสีเงินที่กำลังหดแคบลงรอบตัวนาง ด้านนอกคือหมอกดำที่ค่อย ๆ ปิดทาง ด้านในคือม่านอักขระที่ใกล้ดับแต่ยังพอเหลือช่องให้หายใจ


    เขาเข้าใจทันทีว่านางไม่ได้เรียกให้เขาเข้าใกล้เพราะไว้ใจ แต่เพราะหากยังยืนอยู่นอกอักขระวงแสง เขาอาจจะถูกหมอกกลืนก่อนที่นางจะมีแรงอธิบายอะไรทั้งสิ้น


    เย่เทียนก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว


    ทันทีที่ปลายเท้าแตะขอบวงแสงสีเงิน อักขระใต้พื้นก็สั่นขึ้นอย่างรุนแรง หมอกดำรอบตัวเขาพุ่งตามเข้ามาราวกับเห็นช่องว่าง แต่ก่อนจะถึงข้อเท้า เย่เทียนรู้สึกถึงความเย็นวูบที่ท้องน้อยเหมือนเมื่อคืน ทว่าครั้งนี้มันชัดกว่าเดิม ราวกับมีประตูเล็ก ๆ ที่ปิดสนิทอยู่ในร่างถูกลมหายใจจากใต้หุบเขาเคาะเบา ๆ


    เขาเกือบเผลอฝืนต้าน แต่เสียงของนางดังขึ้นเสียก่อน


    “อย่าฝืนมัน”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น


    สตรีลึกลับกดฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนอักขระแตก เลือดจากปลายนิ้วไหลตามเส้นสีเงิน ทำให้วงแสงที่ใกล้ดับลุกขึ้นอีกครั้งเพียงบางส่วน แสงนั้นไม่สว่างขึ้นมาก แต่มีจังหวะแปลกประหลาด เหมือนผิวน้ำที่กระเพื่อมใต้แสงจันทร์ นางไม่มองมือของตนเอง แต่มองเย่เทียน ราวกับความผิดปกติในตัวเขาสำคัญกว่าบาดแผลที่กำลังเปิดเพิ่ม


    “ไม่จำเป็นต้องฝืน” นางกล่าว “ฟังมันพอ ไม่ต้องรีบเปิดรับ”


    เย่เทียนไม่เข้าใจทั้งหมด และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมนางพูดเหมือนมองทะลุปรุโปร่งผ่านร่างกายเขา แต่เขาก็ยังทำตาม เขาปล่อยลมหายใจช้าลง ไม่ไล่ความเย็นออก ไม่ดึงมันเข้า เพียงรับรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้นและปล่อยให้มันผ่านไป ความเย็นที่ท้องน้อยจางลงทีละน้อย หมอกดำที่พยายามแตะข้อเท้าก็หดกลับไปครึ่งชุ่น ราวกับบางสิ่งในตัวเขาไม่ได้ทำร้ายมัน แต่ทำให้มันลังเล


    นางเห็นเช่นนั้น ดวงตาพลันวูบไหวอีกครั้ง


    “ประหลาดนัก…” เสียงของนางเบาจนแทบเป็นลมหายใจ “ข้ามองเจ้าไม่ชัด เจ้ามีช่องว่างในลิขิต แต่ไม่ใช่รอยขาดธรรมดา”


    “ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดถึงอะไร” เย่เทียนตอบตามจริง


    “ดี” นางหลับตาลงครึ่งหนึ่ง “เช่นนั้นก็ทำตามที่ข้าบอกก่อน คำตอบไว้รอดพ้นคืนนี้แล้วค่อยถาม”


    เย่เทียนพยักหน้า เขาไม่ได้ถามต่อ เพราะหมอกดำรอบวงแสงไม่ให้เวลาเขาได้เรียบเรียงคำถามอีก รอยแตกในอักขระด้านขวาพลันลุกวาบ แล้วเส้นหมอกดำเส้นหนึ่งทะลุผ่านม่านเข้ามาเหมือนงูไร้กระดูก มันไม่ได้พุ่งเข้าหาสตรีลึกลับทันที แต่เลื้อยต่ำไปตามพื้น มุ่งไปยังรอยเลือดที่ลากจากแท่นหินออกมา


    นางยกมือขึ้นช้า ๆ นิ้วเรียวยาวของนางสั่นจนเห็นได้ชัด แต่เมื่อปลายนิ้วลากผ่านอากาศ เสี้ยวจันทร์สีเงินเสี้ยวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางลาน มันบางและซีด แต่คมอย่างประหลาด เสี้ยวจันทร์นั้นตัดผ่านหมอกดำโดยไม่มีเสียง หมอกขาดออกเป็นสองส่วน แล้วสลายไปเป็นละอองสีเทาดำที่ตกลงบนหิน


    เย่เทียนเห็นภาพนั้นแล้วลืมหายใจไปครึ่งจังหวะ


    เขาเคยได้ยินเรื่องเวทจากปากคนในเมือง เคยได้ยินว่าผู้ถูกเลือกบางคนสามารถใช้พลังที่คนฝึกปราณทั่วไปไม่มีสิทธิ์แตะต้อง แต่คำว่า “เวทมนตร์” สำหรับเขายังเป็นเพียงเงาที่อยู่ไกลหลังม่านสูงของอาณาจักรเบื้องบน คล้ายประตูเมืองที่เคยมองเห็นจากระยะไกล แต่ไม่เคยมีสิทธิ์ก้าวผ่าน


    สิ่งที่นางทำเมื่อครู่ไม่เหมือนวิชาปราณ ไม่เหมือนกระบวนท่าดาบ ไม่เหมือนแรงกดของผู้ฝึกยุทธ์ มันเงียบเกินไป งดงามเกินไป และอันตรายเกินไป เสี้ยวจันทร์เพียงเสี้ยวเดียวทำให้หมอกดำที่กัดกินอักขระทั้งลานขาดออกจากกันโดยไม่เกิดแม้แต่เสียงตัดอากาศ


    เย่เทียนไม่รู้ชื่อของมัน


    และยิ่งไม่รู้ว่าต้องมีพลังระดับใดจึงจะทำให้คนที่อ่อนแรงแทบหมดสติยังคงน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้


    สตรีผู้นั้นหรี่ตาลงเล็กน้อย “อย่ามัวมอง มันกลับมาได้”


    คำพูดนั้นดึงเย่เทียนกลับสู่สถานการณ์ตรงหน้า เขากระชับหินแหลมในมือ แม้รู้ดีว่ามันแทบไม่มีความหมายต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว


    ม่านอักขระสั่นรุนแรงขึ้นอีกครั้ง


    คราวนี้ไม่ใช่หมอกเส้นเดียว แต่ทั้งลานหินเหมือนถูกแรงจากใต้ดินกระแทกขึ้น แสงสีเงินบนพื้นแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ กระจายออกไปทุกทิศ หมอกดำด้านนอกก่อตัวเป็นรูปเงาสูงหลายเงา พวกมันไม่มีใบหน้า มีเพียงช่องว่างดำสนิทตรงที่ควรเป็นดวงตา และในช่องว่างนั้นมีประกายสีแดงหม่นแวบขึ้นเพียงชั่วขณะ


    เย่เทียนรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่สัตว์เงาเล็ก ๆ ที่เขาเจอก่อนหน้า


    สิ่งเหล่านี้เก่ากว่า น่ากลัวกว่ามากนัก


    สตรีลึกลับกัดฟัน มือขวากดลงบนพื้นอีกครั้ง วงอักขระสีเงินรวมตัวเป็นวงชั้นในรอบตัวนางและเย่เทียน ลวดลายจันทร์เสี้ยวปรากฏขึ้นเก้าจุด แต่ดับไปแล้วสาม เหลือหกจุดที่ยังฝืนส่องแสงอยู่ นางกระซิบคำหนึ่งที่เย่เทียนไม่เข้าใจ เสียงนั้นไม่ใช่ภาษาของเมืองชิงหลาน หากเป็นเสียงที่เหมือนหิมะตกลงบนระฆังเงิน


    “ม่านจันทราไร้เสียง”


    ทันทีที่คำนั้นหลุดจากริมฝีปากนาง เสียงทั้งหมดในลานหินถูกตัดออก


    เย่เทียนไม่ได้ยินเสียงหมอก ไม่ได้ยินเสียงหินแตก ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตนเอง โลกทั้งใบเหลือเพียงภาพ เงาดำด้านนอกพุ่งเข้าชนม่านจันทรา แสงสีเงินสั่นสะเทือนเหมือนผิวน้ำถูกหินโยนลงมา นางไอออกมาอีกครั้ง เลือดกระเซ็นลงบนหลังมือ แต่แม้เสียงเลือดหยดพื้นก็ไม่ดัง


    ความเงียบเช่นนี้น่ากลัวกว่าการมีเสียงมาก


    เย่เทียนมองเห็นเส้นรอยแตกบนม่านจันทราชัดขึ้นทุกขณะ เงาดำด้านนอกชนครั้งหนึ่ง เส้นหนึ่งก็ร้าว เงาดำอีกตัวเลื้อยผ่านพื้นด้านล่าง ม่านด้านซ้ายก็พร่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ วงแสงคงแตกก่อนหนึ่งก้านธูปแน่


    “ข้าต้องทำอะไร” เขาถาม แต่เสียงของเขาไม่ออกจากปาก


    สตรีผู้นั้นเหมือนอ่านริมฝีปากได้ นางหันมามองเขา แววตาที่พร่าเพราะบาดเจ็บกลับนิ่งอย่างน่าประหลาด นางชี้ไปยังอักขระดับอยู่สามจุดตรงขอบวงชั้นใน หนึ่งในนั้นอยู่ใกล้เย่เทียนที่สุด รอยอักขระจุดนั้นถูกหมอกดำกัดจนเหลือเพียงครึ่งเส้น แต่บนพื้นยังมีคราบเลือดแห้งของนางจับอยู่จาง ๆ


    นางขยับริมฝีปาก


    เลือด


    เย่เทียนเข้าใจทันที แต่ความเข้าใจนั้นทำให้เขาขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะกลัวจะต้องเสียเลือดแต่เขากลัวทำอะไรผิดพลาดขึ้นมาแล้วอาจทำให้ม่านจันทราแตกเร็วกว่าเดิม


    สตรีลึกลับเห็นความลังเลนั้น นางไม่ได้เร่ง ไม่สั่งซ้ำ เพียงยกมือข้างที่ยังขยับได้ขึ้นเล็กน้อย แล้วกรีดปลายนิ้วตนเองลงบนอักขระอีกจุด เลือดของนางไหลเข้าเส้นสีเงิน ทำให้อักขระสว่างขึ้นชั่วครู่ ก่อนดับลงอีกครั้งเพราะเลือดไม่พอ


    นางกำลังบอกเขาว่าเลือดเป็นเชื้อของม่านนี้ แต่เลือดของนางเหลือน้อยเกินไป


    เย่เทียนมองรอยแผลบนตัวนาง มองหมอกดำที่กำลังทุบม่านไร้เสียงจากด้านนอก แล้วมองฝ่ามือตนเองซึ่งมีรอยถลอกอยู่แล้ว เขาไม่รู้ว่านางเป็นใคร ไม่รู้ว่านางดีหรือร้าย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตนกำลังทำจะช่วยชีวิตหรือพาตัวเองเข้าใกล้ความตายมากขึ้น


    แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ม่านจันทราจะดับ


    และเมื่อมันดับ เขากับนางคงไม่มีโอกาสถามคำถามใดอีก


    เย่เทียนกดก้อนหินแหลมลงบนฝ่ามือ บาดแผลเปิดออก ความเจ็บแสบทำให้เขาสะดุ้ง แต่เสียงยังถูกม่านจันทรากลืนไว้ เขาคุกเข่าลงข้างอักขระที่ดับอยู่ แล้วหยดเลือดของตนลงไปหนึ่งหยด


    หยดเลือดร่วงหล่น


    อักขระสีเงินไม่ได้ลุกวาบทันที


    ตรงกันข้าม มันมืดลง


    เย่เทียนใจหายวูบ แต่ก่อนจะดึงมือกลับ เส้นอักขระที่ดับไปแล้วกลับค่อย ๆ ปรากฏขึ้นใหม่ ไม่ใช่สีเงินบริสุทธิ์แบบของนาง แต่เป็นสีเงินหม่นปนเงาดำจาง ๆ เหมือนแสงจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำลึกเกินหยั่ง เส้นนั้นวิ่งต่อรอยขาดอย่างเชื่องช้า แล้วเชื่อมเข้ากับอักขระชั้นในทีละน้อย


    ม่านจันทราไร้เสียงสั่นสะเทือน


    เงาดำด้านนอกถอยไปหนึ่งช่วงแขนในทันที


    สตรีลึกลับลืมตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจในแววตานางชัดเจนกว่าเดิม คราวนี้ไม่ใช่แค่หมอกไม่กลืนเย่เทียน แต่เลือดของเขากำลังทำสิ่งที่ไม่ควรทำได้ มันไม่ได้แค่เสริมม่านจันทราแบบเลือดของนาง แต่มันทำให้เงาดำข้างนอกนั่นถอยออกไปด้วย


    เหมือนหยดเลือดเล็กๆ นั้นไม่ได้ทำหน้าที่แค่ซ่อมประตู


    เลือดหยดที่สองตกลงบนอักขระ


    เส้นที่สองสว่างขึ้น


    เงาดำด้านนอกถอยชั่วครู่ก่อนส่งแรงชนอีกครั้ง ม่านจันทรายังร้าว แต่ไม่แตกทันทีเหมือนก่อนหน้า สตรีลึกลับยกมือขึ้นช้า ๆ ดวงตานางหรี่ลงอย่างคนที่กำลังรวมสติสุดท้าย นางใช้นิ้วลากเส้นผ่านอากาศ วงอักขระสีเงินแตกกระจายเป็นเส้นนับสิบ แล้วหมุนกลับมารวมเหนือศีรษะนางเป็นรูปจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่


    ความเงียบในลานหินยิ่งลึกขึ้น


    ริมฝีปากนางขยับอย่างยากลำบาก


    “จันทร์เสี้ยว…ปิดลมหายใจ”


    เสี้ยวจันทร์เหนือศีรษะพลันตกลงมาอย่างไร้เสียง ไม่ได้ฟาดใส่เงาดำตรง ๆ แต่ตัดผ่านหมอกทั่วลานเหมือนมีผู้ใช้มีดเงินปาดผืนผ้าดำออกจากกัน หมอกดำด้านนอกถูกผลักถอยไปหลายจั้ง เงาร่างทั้งหลายสลายเป็นละอองชั่วคราว อักขระบนพื้นสว่างขึ้นพร้อมกันหกจุด ก่อนที่แสงทั้งหมดจะหดกลับอย่างรวดเร็วเข้าสู่วงเล็ก ๆ รอบตัวนางและเย่เทียน


    เสียงกลับมาในเสี้ยวต่อมา


    ครืน—


    หินรอบลานสั่นสะเทือน หมอกดำที่ถูกผลักออกไม่ได้หายไป มันถอยไปรวมตัวอยู่รอบขอบโพรง ราวกับสัตว์ฝูงใหญ่ที่ถูกไล่ออกชั่วคราวแต่ยังไม่ยอมจากไป ม่านจันทราไร้เสียงเหลือเพียงวงแสงบาง ๆ รัศมีไม่ถึงสามก้าว แต่ในวงนั้น เย่เทียนยังหายใจได้ และสตรีลึกลับยังไม่ถูกหมอกกลืน


    นางเอนตัวลงกับแท่นหินอีกครั้ง แรงทั้งหมดเหมือนถูกดึงออกไปจนเหลือเพียงลมหายใจแผ่ว ๆ


    เย่เทียนรีบขยับเข้าไปช่วยตามสัญชาตญาณ แต่ระยะในวงแสงเล็กกว่าที่คิด เขาเข้าใกล้นางเพียงก้าวเดียว กลิ่นเลือดจาง ๆ ก็ปะปนกับกลิ่นหอมเย็นละเอียดที่ลอยมาจากอาภรณ์ขาดวิ่นของนาง กลิ่นนั้นไม่เหมือนเครื่องหอมในเมือง ไม่หวาน ไม่ฉุน หากคล้ายดอกไม้ที่บานใต้หิมะผสมกับไอจันทร์บนผิวน้ำ ทำให้เขาชะงักไปครึ่งลมหายใจโดยไม่รู้ตัว


    นางลืมตาขึ้นเล็กน้อย “ถ้าเข้ามาเพราะจะยืนเหม่อ ก็ถอยกลับไป”


    เย่เทียนได้สติทันที ใบหน้าร้อนขึ้นอย่างไม่สมควรกับความเย็นของหุบเขา “ข้าไม่ได้เหม่อ”


    “เช่นนั้นก็อย่ายื่นมือมาจับมั่ว” นางกล่าวเสียงอ่อนแรง แต่แววตายังเย็น “เลือดข้าแตะไม่ได้”


    มือที่เย่เทียนกำลังจะยื่นไปหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนค่อย ๆ ลดลง เขาถอยกลับครึ่งก้าวอย่างระวัง “ท่านยังไหวหรือไม่”


    “คำถามนั้น…” นางหลับตา “ควรถามหลังจากเรารอดพ้นคืนนี้”


    “คืนนี้?” เย่เทียนมองหมอกดำที่รออยู่นอกวงแสง “มันจะกลับมาอีก?”


    นางลืมตาขึ้นเล็กน้อย ประกายเงินในดวงตาอ่อนลงมาก แต่ยังไม่ดับ “มันไม่เคยไปไหน”


    เย่เทียนเงียบลง


    นางหายใจช้า ๆ ก่อนกล่าวต่อ “ที่นี่ไม่ใช่ถ้ำธรรมดา เด็กน้อย เจ้าไม่ควรตกลงมา ข้าเองก็ไม่ควรเลือกที่นี่เป็นที่หลบ หากมีทางอื่น”


    “ท่านรู้หรือไม่ว่าหมอกพวกนี้คืออะไร”


    ไป๋หลีอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนไปยังพื้นลึกด้านล่างลานหิน ที่หมอกดำหนาแน่นกว่าทุกจุด ราวกับใต้โพรงยังมีโพรงอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่


    “ข้ารู้เพียงว่า มันไม่ใช่หมอกพิษ ไม่ใช่หมอกอสูรธรรมดา และไม่ใช่เศษพลังที่ผู้ฝึกปราณในเมืองเล็ก ๆ จะรับมือได้”


    เย่เทียนขมวดคิ้ว “ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เหตุใดหมอกจึงกลายร่างเป็นเงาสัตว์อสูรได้ หรือว่ามันคือเวทมนตร์”


    เขาถามออกไปเพราะนึกถึงเรื่องเล่าของผู้ถูกเลือกมากกว่าความเข้าใจจริง สำหรับคนจากเมืองชิงหลาน คำว่าเวทยังเป็นสิ่งไกลตัว เป็นเงาของอำนาจจากอาณาจักรเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่เด็กคนหนึ่งควรมาพบอยู่ใต้ภูเขาหินดำด้วยตาตนเอง


    ไป๋หลีอิงมองเขาแวบหนึ่ง “ถ้าเวททุกอย่างอธิบายได้ง่ายเช่นนั้น คนของอาณาจักรเบื้องบนคงไม่ตายกันมากมาย”


    นางหยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อเสียงเบาลง


    “ข้าบอกได้แค่ว่า หมอกนี้มีกลิ่นไอโบราณและอาจมาจากสิ่งที่ถูกฝังไว้นานมาก…นานกว่าที่เมืองของเจ้าจะมีบันทึกเสียอีก”


    เย่เทียนรู้สึกเย็นวาบถึงกระดูก “แม้แต่ท่านก็ไม่รู้?”


    “ข้ารู้ไม่พอจะตั้งชื่อให้มัน” นางกล่าว “แต่รู้พอจะไม่ให้เจ้าก้าวออกจากวงแสง”


    เย่เทียนมองหมอกดำนอกวงแสงอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ดูเหมือนหมอกอีกต่อไป หากเหมือนความมืดที่กำลังรอให้แสงสีเงินรอบตัวพวกเขาดับลง


    สตรีผู้นั้นหันมามองเขาอีกครั้ง “เจ้าชื่ออะไร”


    “เย่เทียน”


    “เย่…เทียน…” นางทวนชื่อช้า ๆ เหมือนกำลังวางเสียงนั้นลงบนเส้นลิขิตที่มองไม่เห็น “ชื่อใหญ่เกินตัวไปบ้าง”


    เย่เทียนมองนาง “ท่านเองเล่า”


    นางนิ่งไปเล็กน้อย


    “ชื่อหนึ่งใช้เรียกคน ชื่อหนึ่งใช้ตามหา ชื่อหนึ่งใช้ฆ่า” นางกล่าว “ในโลกที่เจ้าจะได้เห็นภายหลัง ชื่อไม่ใช่สิ่งที่ควรโยนให้ผู้ใดง่าย ๆ”


    เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เช่นนั้นข้าควรเรียกท่านว่าอะไร”


    นางมองวงแสงที่ใกล้ดับ มองเลือดบนฝ่ามือของเขา แล้วมองหมอกดำที่ยังรออยู่ด้านนอก


    “ถ้าจำเป็นต้องเรียก…” เสียงของนางเบาลง “เรียกข้าว่า ไป๋หลีอิง”


    เย่เทียนพยักหน้า แม้จะรู้สึกว่านั่นอาจไม่ใช่ชื่อจริงด้วยซ้ำ


    “แม่นางไป๋” เขาเอ่ย


    ดวงตานางเปิดขึ้นเล็กน้อย “ข้ายังไม่ได้แก่พอให้เด็กหลงทางมาเรียกเหมือนหมอหญิงในตลาด”


    เย่เทียนชะงักไปหนึ่งจังหวะ ก่อนตอบอย่างจริงจัง “เช่นนั้น…ไป๋หลีอิง?”


    นางมองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังพิจารณาว่าเขาไร้มารยาทหรือเพียงซื่อตรงเกินไป สุดท้ายมุมปากซีดของนางขยับขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดกว่าเดิมเล็กน้อย


    “ยังพอฟังได้”


    นั่นเป็นรอยยิ้มแรกที่ไม่เหมือนภาพลวงตาเสียทีเดียว


    แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน นางไออีกครั้ง คราวนี้ร่างทั้งร่างสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เลือดสีเข้มไหลซึมผ่านนิ้วที่กดบาดแผลตรงสีข้าง เย่เทียนขยับเข้าไปอีกครั้งโดยลืมตัว แต่คราวนี้เขาหยุดเองก่อนที่นางจะเตือน เพราะสีและกลิ่นเลือดที่เข้มขึ้นทำให้เขาเข้าใจว่าเหตุใดเลือดของนางถึงแตะไม่ได้..นางถูกพิษ


    ไป๋หลีอิงเหลือบมองเขา “อย่างน้อยก็ยังจำคำเตือนได้”


    “ข้าไม่ได้อยากตายเพราะความรีบร้อนของตัวเอง” เย่เทียนตอบ


    “ดี” นางกล่าว “ข้ายังต้องติดอยู่ในนี้ ไม่อยากได้กลิ่นศพ”


    เย่เทียนมองนางแล้วอดรู้สึกแปลกไม่ได้ นางพูดถึงความตายด้วยน้ำเสียงเย็นเหมือนพูดถึงสภาพอากาศ แต่ในความเย็นนั้นไม่ได้ว่างเปล่า นางกำลังอดทน และกำลังคิดหาทางรอดทั้งที่ร่างกายแทบไม่เหลือแรง


    “ข้าทำอะไรได้อีก” เขาถาม


    ไป๋หลีอิงหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ตอนนี้…อย่าตาย อย่าแตะหมอก อย่าเดินออกจากวงแสง และถ้าเจ้าได้ยินเสียงใดเรียกชื่อเจ้า…”


    นางเปิดตาขึ้น แววตาเย็นลงทันที


    “อย่าขานรับ”


    เย่เทียนรู้สึกขนลุกโดยไม่รู้ตัว “ในนี้มีอะไรเรียกชื่อคนได้ด้วยหรือ”


    “หุบเขาบางแห่งไม่ต้องมีปากก็พูดได้” นางตอบ “และบางสิ่งที่ถูกฝังไว้นานเกินไป ย่อมเรียนรู้วิธีใช้เสียงของคนเป็น”


    หมอกดำนอกวงแสงกระเพื่อมขึ้นในจังหวะเดียวกับคำพูดนั้น ราวกับมีสิ่งใดบางอย่างด้านนอกฟังอยู่จริง ๆ เย่เทียนกำหินแหลมในมือแน่นขึ้น ทั้งที่รู้ดีว่าก้อนหินนั้นแทบไม่มีความหมายหากหมอกบุกเข้ามาอีกครั้ง


    ไป๋หลีอิงมองท่าทางของเขาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือขำเบาๆ “มือเจ้าเกร็งมาก”


    เย่เทียนก้มมองมือ “ถ้าข้าไม่เกร็ง ข้ากลัวว่ามันจะสั่น”


    “ให้มันสั่นบ้างก็ได้” นางหลับตาลง “แต่อย่าให้เสียงสั่นออกจากปากเจ้า”


    เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มจาง ๆ โดยไม่รู้ตัว “คำเตือนของท่านฟังดูไม่ค่อยเหมือนคำปลอบใจ”


    “ข้าไม่ได้ปลอบเจ้า”


    “ข้าพอเดาได้”


    นางเปิดตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง แววตาอ่อนแรงแต่ยังมีประกายเย็นคล้ายจันทร์หลังม่านเมฆ


    เย่เทียนกล่าว “ตอนนี้ข้าสับสนไปหมด มีคำถามเป็นล้านข้อที่อยากได้คำตอบ”


    “ดี” นางตอบเสียงเบา “เช่นนั้นเราต่างคนต่างมีเหตุผลที่จะยังไม่ตาย”


    คำตอบนั้นไม่ได้ปลอบใจ แต่ท่ามกลางหุบเขาใต้ดินที่หมอกดำล้อมรอบ มันกลับฟังดูเหมือนพันธสัญญาชั่วคราว


    เย่เทียนนั่งลงใกล้ขอบวงแสง ไม่ไกลจากนางเกินไปและไม่ใกล้จนแตะเลือดของนาง เขากดผ้าฉีกจากชายเสื้อตนเองพันฝ่ามือที่ถูกกรีดไว้คร่าว ๆ ดวงตายังมองหมอกด้านนอกเป็นระยะ แสงสีเงินหม่นจากอักขระที่มีเลือดของเขาไหลผ่านยังส่องอยู่จาง ๆ ใต้พื้น มันไม่บริสุทธิ์ ไม่มั่นคง และไม่เหมือนพลังของไป๋หลีอิงเลย แต่ก็พอจะทำให้วงแสงชั้นในยังไม่ดับ


    เหนือศีรษะ รอยแยกสูงลิบถูกหมอกดำปิดไปจนแทบมองไม่เห็น ทางขึ้นหายไปแล้ว ทางข้างหน้ามีเพียงหุบเขาลึก และหญิงลึกลับที่บาดเจ็บสาหัสคนหนึ่ง


    เย่เทียนสูดลมหายใจช้า ๆ


    เขาไม่รู้ว่าต้องติดอยู่ที่นี่กี่วัน ไม่รู้ว่าคณะด้านบนจะคิดว่าเขาตายแล้วหรือไม่ ไม่รู้ว่าเย่จงกับเสี่ยวอวี่จะได้รับข่าวเช่นไร และไม่รู้ว่าหมอกดำรอบตัวแท้จริงมาจากสิ่งใด


    แต่ตอนนี้ เขารู้เพียงว่าเขายังมีชีวิตอยู่


    และในหุบเขาที่ไม่ควรมีผู้ใดรอดนั้น ยังมีคนสองคนที่ยังไม่ยอมตายเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน