ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    14 ที่ปรึกษาพยากรณ์

                    เอ่ยมาถึงตอนนี้ อาหลงก็หยุดพูด พร้อมทั้งกวาดสายตาไปยังลูกจ้างแต่ละคน ก่อนจะกล่าวต่อไปอีกว่า               “ แต่ข้าเชื่อว่าพวกเราทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจกัน และจะได้แบ่งปันความสุขความสำเร็จด้วยกันอย่างแน่นอน”              “ ข้าเปาจิ้งจง ขอสาบานว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถ จะไม่ทำให้เถ้าแก่ต้องผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ”              อาเปา หัวหน้าพ่อครัว เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมากล่าวให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นต่อหน้าทุกคน ก่อนจะนั่งลงที่เดิมพร้อมกับหันไปทางอาห่าวที่นั่งติดกัน              “ ข้าเองก็จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อโรงเตี๊ยมของพวกเราขอรับ”            อาห่าวลุกขึ้นมากล่าวให้คำสัตย์ปฏิญาณอีกคน ก่อนที่ลูกจ้างคนอื่น ๆ จะทยอยลุกขึ้นกล่าวให้คำมั่นสัญญาที่จะทำงานในส่วนของตนให้ดีที่สุดเช่นกัน           “ ขอบใจมากทุก ๆ คน  ข้ากับพี่หู่และอาซ้อ ขอขอบใจพวกเราทุก ๆ คนอีกครั้ง อย่าลืมว่าพวกเราทุกคนล้วนมีหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแสงดาวแห่งนี้กันทุกคน”            เสียมหลอหลง หยุดพักจิบน้ำสักครู่ก่อนจะเอ่ยต่อไป ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองมาที่เขาอย่างเคารพ ชื่นชม และตั้งอกตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังพูด           “ หลังจากนี้เป็นต้นไป ทุก ๆ วันแรกของเดือน พวกเราจะร่วมทานอาหารเช้าด้วยกัน พร้อมกับสรุปผลประกอบการของเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งแบ่งผลกำไรให้กับเถ้าแก่ทุก ๆ คน เอาล่ะ เถ้าแก่เปา เถ้าแก่ห่าว เถ้าแก่จั่ว เถ้าแก่ฉู่ เถ้าแก่เสิ่น เถ้าแก่หวัง เถ้าแก่ตง รวมทั้งเถ้าแก่เนี้ยหง พวกเราแยกย้ายกันไปดูแลกิจการของพวกเรากันเถอะ”           หลังจากฟังชายหนุ่มกล่าวเสร็จ แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน จากนั้นอาหลงจึงหันมาสอบถามเรื่องราวกับจางหู่และอาซ้อ          “ เป็นอย่างไงบ้างพี่หู่ เรื่องราวเรียบร้อยดีมั้ย?”             จางหู่หันไปสบตากับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ก่อนจะตอบคำถามของชายหนุ่มอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ              “ ตอนแรกพวกมันเล่นแง่ จะไม่ยอมให้เราใช้หนี้ให้จบเรื่องราว  จนกระทั่งท่านหวังฮั่นนำจดหมายสั่งการจากใต้เท้าหลิวออกมาแสดง พวกมันถึงจำใจยอมรับการชำระหนี้ และฉีกหนังสือสัญญาทิ้งอย่างไม่ค่อยเต็มใจ  นึกถึงสีหน้าพวกมันตอนนั้น พี่รู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก เจ้ารู้มั้ยน้องชาย”               “ ต้องขอบคุณน้องหลงที่ช่วยให้พวกเราผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดี”              กล่าวเสร็จฮูหยินจางพร้อมสามีเตรียมจะคุกเข่าคำนับเพื่อแสดงความขอบคุณ  แต่เป็นอาหลงที่รีบห้ามทั้งคู่ไว้ก่อน               “ อย่าได้ทำเช่นนี้อาซ้อ พี่หู่  พวกเราล้วนเป็นคนกันเอง  ท่านอย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้อีก  เอาล่ะ พวกท่านมานั่งลงตรงนี้ ข้าจะอธิบายแผนการในการพลิกฟื้นโรงเตี๊ยมแสงดาวของพวกเราให้พวกท่านฟัง”                 หลังจากที่คนทั้งคู่นั่งลงประจำที่ เสียมหลอหลงจึงเล่าแผนการทั้งหมดให้กับคู่สามีภรรยาฟังอีกครั้ง  โดยในระหว่างที่รับฟังคำบอกเล่าของชายหนุ่ม ทั้งเถ้าแก่จางและฮูหยินต่างมีสีหน้าที่ประหลาดใจปนเลื่อมใสในความคิดอันแยบคายและแปลกใหม่ของเขายิ่งนัก จึงคอยพยักหน้ารับเป็นระยะ                " เป็นความคิดที่วิเศษมาก ให้ลูกจ้างได้มีหุ้นส่วน ซึ่งถือว่าเป็นเถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมคนหนึ่งเช่นกัน  เช่นนี้แล้วพวกเขาจะต้องทำงานอย่างถวายหัวแน่นอน”                จางหู่กล่าวชมความคิดอันเยี่ยมยอดของชายหนุ่มไม่ขาดปาก ก่อนจะหันไปสบตายิ้ม ๆ กับฮูหยินจาง                 “ น้องหลง เจ้าคิดว่าโรงเตี๊ยมของเรามีโอกาสจะทำกำไรเดือนละ 1,000 ตำลึงได้จริง ๆ หรือ?”              ฮูหยินจางเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ค่อยแน่ใจ  เพราะถึงแม้ว่านางจะชื่นชมในความสามารถของอาหลง  แต่ว่าปรกติแล้วโรงเตี๊ยมแห่งนี้เคยทำกำไรสูงสุดต่อเดือนก็ไม่เกิน 100 ตำลึงเลยสักครั้ง             “ อาซ้อไม่ต้องห่วง  แน่นอนว่าลำพังแค่กิจการโรงเตี๊ยมอย่างเดียวคงยากที่จะทำกำไรถึงขั้นนั้น  แต่ข้าได้เตรียมที่จะขยายกิจการอื่น ๆ เพิ่มเติม  ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ, ร้านยา,ร้านเสื้อผ้า, ร้านน้ำหอม และร้านของใช้ในบ้าน  ถ้ากิจการต่าง ๆ เหล่านี้เข้าที่เข้าทางและลงตัวแล้ว  บางทีพวกเราอาจจะมีกำไรมากกว่าเดือนละ 10,000 ตำลึงก็เป็นได้”                  “ 10,000 ตำลึง  เจ้าคงไม่ได้ล้อพี่เล่นใช่มั้ยน้องชาย?”              เถ้าแก่จางเอ่ยถามอาหลงอย่างประหลาดใจ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวน้องชายของเขาคนนี้               “ ใช่แล้วพี่หู่ อาซ้อ   อ้อ ! ว่าแต่อาเต๊าไปไหนแล้วล่ะ  ทำไมวันนี้ข้ายังไม่เห็นหลานชายคนเก่งของข้าเลย”              ชายหนุ่มเอ่ยถามถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของจางหู่กับฮูหยิน ซึ่งมีอายุได้ 10 ขวบ และเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดมากคนหนึ่ง             “ อ้อ  เมื่อเช้าก่อนจะไปจัดการธุระเรื่องหนี้ พี่กับอาซ้อของเจ้าได้พาอาเต๊าไปฝากไว้กับเจ้าหลงให้ช่วยดูแลหลานให้ชั่วคราว  แต่ดูแล้ว ท่าทางอาเต๊าจะชอบท่านอาหลงมาก ๆ เลยนะน้องชาย ฮ่าฮ่าฮ่า”             “ อาเต๊าเป็นเด็กฉลาด เอาไว้ข้าจะจะถ่ายทอดวิชาความรู้ที่จำเป็นให้กับเขาดีมั้ยพี่หู่ อาซ้อ?”             อาหลงเอ่ยชมหลานชายที่เขาเพิ่งเจอหน้าเมื่อวานช่วงเย็น ก่อนที่จะออกไปท่องราตรี ก่อนจะเสนอตัวเป็นอาจารย์ให้กับเด็กชายผู้แสนโชคดีผู้นี้            “ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นวาสนาของอาเต๊าแล้วล่ะ  พวกเราขอฝากให้เจ้าช่วยอบรมสั่งสอนหลานชายด้วยนะน้องหลง”      ฮูหยินจางกล่าวขอบคุณชายหนุ่มจากใจจริง  ในขณะที่อาหลงยิ้มรับ ก่อนที่เขาจะขอตัวออกไปข้างนอก เพื่อไปสำรวจพื้นที่ที่จะใช้ทำเป็นโรงงาน รวมทั้งหาวัตถุดิบและวัสดุที่จำเป็นในการปรับปรุงโรงเตี๊ยมและกิจการอื่น ๆ  โดยเขาขอตัวอาห่าวซึ่งเป็นคนพื้นที่ ให้เป็นคนนำทางเขาไปสำรวจยังที่ต่าง ๆ เพื่อหาและรวบรวมข้อมูล            “ อาจารย์ คืนนี้ท่านจะไปเยี่ยมชมสาวงามที่หอหงส์ดรุณอีก หรือว่าท่านจะลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชมหอจำเพาะปราชญ์ดีขอรับ?”            อาห่าวเอ่ยถามเถ้าแก่หนุ่มซึ่งพ่วงตำแหน่งอาจารย์ของตน หลังจากที่เขาพาชายหนุ่มตะเวนสำรวจที่ต่าง ๆ เป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วยาม  รวมทั้งซื้อวัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ก่อนจะว่าจ้างให้คนนำกลับไปส่งที่โรงเตี๊ยม ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมทั้งผ้าที่จะใช้เขียนป้าย ผ้ากำมะหยี่ โต๊ะและเก้าอี้ที่จะใช้ตั้งซุ้มที่ปรึกษาพยากรณ์ในช่วงบ่าย ๆ ของวันนี้            “ จริง ๆ แล้วข้าก็อยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศไปที่หอจำเพาะปราชญ์บ้าง แต่เป็นเพราะเมื่อคืนข้าได้รับปากกับเยี่ยนเอ๋อและแม่นางฉินไว้แล้ว  ดังนั้นคืนนี้ข้าจะไปที่หอหงส์ดรุณอีกสักคืน”             อาหลงตอบคำถามของลูกศิษย์หนุ่ม ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้ เพื่อเดินทางกลับที่พัก ซึ่งอาห่าวรับหน้าที่เป็นสารถีด้วยตัวเอง             ในระหว่างทางกลับที่พัก อาหลงกับอาห่าวต้องมีอันต้องเสียเวลาไปอีกครึ่งชั่วยาม  สาเหตุเพราะพวกเขาไปพบกับหญิงสาวที่น่าสงสารนางหนึ่งที่ประกาศขายตัวเป็นทาส เพื่อนำเงินไปซื้อโลงและจัดงานศพให้กับท่านตาของนาง  หญิงสาวนางนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา น่ารักสดใส ดูไปอายุอานามไม่น่าจะเกิน 15-16 ปี ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้สนใจที่จะซื้อตัวนางเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ ต่างเข้ามาแย่ง แข่งขันที่จะรับตัวนางกลับไปเป็นอนุที่บ้าน             แต่ว่าท้ายที่สุดแล้ว กลับไม่มีใครได้สมหวังในตัวนางเลยสักคน  สาเหตุเพราะอาหลงยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เพราะไม่อยากเห็นนางต้องตกเป็นของเล่นของบรรดาชายหนุ่มและแก่ที่ล้วนแต่กลัดมันและหมายที่จะย่ำยีบีฑาสาวน้อยผู้นี้ให้สมใจอยาก           “ พี่ชาย ช่วยไปส่งข้าที่โรงเตี๊ยมแสงดาวที”            อาหลงบอกจุดหมายปลายทางต่อคนขับรถม้าที่เขาเช่ามาใหม่ เพราะเมื่อสักครู่เขาเพิ่งจะสั่งให้อาห่าวพาแม่นางเหลียนเอ๋อที่เขาให้การช่วยเหลือขึ้นรถม้า เพื่อไปซื้อโลงศพและของใช้ที่จำเป็นในพิธี รวมทั้งให้อาห่าวอยู่ช่วยงานจนเสร็จพิธีค่อยกลับมาที่โรงเตี๊ยม                         “ พี่ชาย คุณชายที่ให้การช่วยเหลือข้าเมื่อสักครู่ ท่านมีนามว่ากระไร?”             แม่นางเหลียนเอ๋อที่นั่งด้านหน้ารถม้าคู่กับอาห่าว โดยไม่ยอมเข้าไปนั่งด้านใน เอ่ยถามเสี่ยวเอ้อหนุ่มด้วยความสงสัย             “ เจ้านายของข้าท่านมีนามว่าเสียมหลอหลง  ส่วนข้าชื่อว่าอาห่าว  ว่าแต่เจ้าล่ะแม่นาง มีชื่อว่าอะไร”             อาห่าวเอ่ยถามสาวงามที่อยู่ตรงหน้าด้วยอาการเขินอาย เพราะตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยใกล้ชิดกับหญิงคนไหนขนาดนี้มาก่อน ยิ่งหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าจัดว่าเป็นนางงามน้อยคนหนึ่งยิ่งทำให้เขาเกิดอาการประหม่าอย่างช่วยไม่ได้             “ ข้าชื่อว่าเหลียนเอ๋อ เป็นคนต่างถิ่นที่เข้ามาร้องเพลงและเล่นดนตรีแลกกับเงินพร้อมกับท่านตา จนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วท่านตาล้มป่วยอย่างหนักและสิ้นใจไปเมื่อวานนี้”             หญิงสาวเอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งน้ำตา พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนที่จะใช้แขนเสื้อปาดและซับน้ำตา ทำให้อาห่าวเกิดความรู้สึกเห็นใจและเวทนาในโชคชะตาของนางเป็นยิ่งนัก            “ โชคดีที่ได้มาเจอกับนายท่านผู้ใจดี ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นไม่ทราบว่าหลังจากนี้เหลียนเอ๋อจะต้องตกไปเป็นของเล่นของเถ้าแก่บ้านใด”              “ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกแม่นางเหลียนเอ๋อ นายท่านของข้าได้ให้เงินข้ามา 50 ตำลึง น่าจะเพียงพอที่จะซื้อโลงและของใช้ที่จำเป็นในงานศพท่านตาของเจ้า  รวมทั้งน่าจะมีเงินเหลือให้เจ้าได้ติดตัวอีกไม่น้อยกว่า 30 ตำลึง เพื่อให้เจ้าได้ใช้ตั้งตัว”                อาห่าวกล่าวให้นางวางใจ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งนางได้แต่ยิ้มตอบและกล่าวขอบคุณเขาที่ช่วยเป็นธุระจัดการทุกอย่างให้                                ณ หน้าโรงเตี๊ยมแสงดาว ยามเซิน(15.00-16.59 น.)                 “ ดูตรงนั้นสิท่านพี่ ป้ายเขียนว่าที่ปรึกษาพยากรณ์ คืออะไรกันนะ ทำไมก่อนหน้านี้พวกเราถึงไม่เคยเห็นมาก่อน?”                หญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยถามสามีของนางระหว่างที่ทั้งคู่เดินผ่านโรงเตี๊ยมแสงดาว ในขณะที่ฝ่ายสามีหยุดดูสักครู่ก่อนจะส่ายหัวแล้วเอ่ยตอบคำถามภรรยา                “ จะอะไรอีกล่ะฮูหยิน คงจะเป็นพวกต้มตุ๋น หมอดูคู่กับหมอเดา อย่าได้สนใจเลย”               “ แต่ว่ากิจการร้านเครื่องประดับของเรากำลังแย่ ข้าว่าเราลองไปขอคำชี้แนะดู ก็ไม่เสียหายนี่เจ้าคะ”                ฮูหยินกล่าวพร้อมกับฉุดมือสามีของนางเข้าไปที่ซุ้มที่ปรึกษาพยากรณ์เพื่อขอคำชี้แนะในการพลิกฟื้นกิจการที่บ้านของนาง                 “ ท่านอาจารย์น้อย คือว่าพวกเราสองสามีภรรยาอยากจะขอคำชี้แนะ และทางออกของปัญหาที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ ไม่ทราบว่าท่าน.....”                   “ อย่าเลยน่าฮูหยิน เสียเวลาเปล่า พวกนี้มีแต่ต้มตุ๋นหลอกลวงทั้งนั้น เราไปกันเถอะ”                  ฝ่ายสามีที่หน้าตาถือว่าหล่อเหลาเอาการ ชิงเอ่ยตัดหน้าภรรยาสาวแสนสวย พร้อมกับแสดงท่าทีดูถูกดูแคลนหมอดูหนุ่มตรงหน้าอย่างเต็มที่                  “ เชิญท่านทั้งสองนั่งก่อน ค่อยเอ่ยวาจาก็ไม่สาย “                 อาหลงเอ่ยให้คนทั้งสองนั่งลงอย่างใจเย็น และไม่มีท่าทีถือสาหาความต่อคำพูดของผู้เป็นสามีของนางแต่อย่างใด   ในขณะที่สามีของนางกระแทกก้นลงเก้าอี้อย่างไม่ค่อยยินยอมนัก พร้อมกับมองสำรวจซุ้มที่ปรึกษาพยากรณ์ที่ชายหนุ่มเพิ่งจัดเสร็จใหม่ ๆ อย่างไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่นัก หนึ่งนั้นเป็นเพราะตัวอาหลงเองอายุยังเยาว์ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ                 “ ถ้าท่านแน่จริง ก็ลองบอกพวกเราหน่อยสิ ว่าปัญหาที่พวกเรากำลังกลุ้มใจในตอนนี้คืออะไร?”                  ชายหนุ่มเอ่ยท้าทายเสียมหลอหลง ในขณะที่ฝ่ายภรรยาทำหน้าดุปรามสามีของนางพร้อมกับกล่าวขอโทษแทนสามีของนาง                “ ไม่เป็นหรอกฮูหยิน เป็นธรรมดาที่คุณชายท่านนี้จะไม่เชื่อมั่นในตัวข้า สาเหตุเป็นเพราะว่าข้าอายุยังเยาว์เกินไป เอาอย่างนี้ดีมั้ยคุณชาย ท่านลองหลับตาและลองนึกถึงปัญหาที่ท่านและฮูหยินกำลังประสบพบเจอ แล้วข้าจะลองทำนายดูว่าท่านกำลังมีปัญหาอันใด”                 อาหลงกล่าวกับผู้เป็นสามีด้วยท่าทางสบาย ๆ ไม่มีท่าทีที่กังวลแต่อย่างใด               “ ถ้าข้าตอบไม่ตรงกับความจริง ท่านทั้งสองก็จากไปได้เลย แล้วข้าก็จะทำลายป้ายร้าน รวมทั้งข้าจะไม่มาตั้งร้านในเมืองนี้อีก เช่นนี้ท่านว่าดีมั้ยคุณชาย?”                 เสียมหลอหลงกล่าวท้าทายผู้เป็นสามีอย่างไม่กลัวเกรง ก่อนที่ผู้เป็นสามีจะตอบตกลงและหลับตาลงพื่อนึกถึงปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่                 “ ข้าก็อยากจะรู้ว่าเจ้าจะรู้มั้ย ว่าข้ากับภรรยากำลังกลุ้มใจเรื่องกิจการร้านเครื่องประดับของข้าที่กำลังประสบปัญหาขาดทุนจนใกล้จะปิดกิจการแล้ว”                 “อะ อะไรกัน เป็นไปไม่ได้ เจ้า เจ้าทำไมถึงรู้ว่าข้าคิดอะไรอยู่ แถมยังสามารถบอกสิ่งที่ข้าคิดได้อย่างไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว”        แน่นอนว่าที่ชายหนุ่มผู้เป็นสามีมีท่าทีตกใจยิ่งกว่าโดนผีหลอก เพราะเมื่อครู่ผู้ที่กล่าวประโยคแรกนั้นไม่ใช่ตัวเขา หากแต่เป็นหมอดูหนุ่มผู้นี้ที่สามารถพูดในสิ่งที่เขากำลังคิดออกมาได้อย่างถูกต้องทุกถ้อยทุกคำ          “ ท่านอาจารย์ ข้ายอมรับท่านอย่างไม่มีข้อสงสัยแล้ว ท่านช่วยชี้ทางออกให้เราสองผัวเมียด้วย”