ในห้องห้องหนึ่งที่ติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุดเท่าโลกใบนี้มีอยู่ ปรากฏร่างสตรีซึ่งเต็มไปด้วยแผ่นเรดดอตและสายไฟที่เชื่อมเข้ากับหน้าจอขนาดใหญ่ที่เรียงรายต่อกัน มากกว่ายี่สิบจอ
ข้างเตียงมีเครื่องวัดความดัน เครื่องตรวจสอบชีพจรหัวใจ และอุปกรณ์ทางการแพทย์อีกหลายชนิด รวมถึงเครื่องให้ออกซิเจน และหากสังเกตดี ๆ จะพบว่าสตรีที่นอนอยู่แม้แขนข้างหนึ่งดูปกติดี อีกข้างกลับลีบเล็กราวกับไม่ใช่แขนคนคนเดียวกัน ซึ่งไม่ว่าใครแค่ประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ ก็รู้ทันทีว่าแขนข้างนั้นไม่อาจใช้งานได้ตามปกติ
หญิงสาวบนเตียงคนไข้มองผู้คนในชุดกาวน์ที่เดินไปมาทั่วห้อง พร้อมเสียงพูดคุยที่ดังเป็ระยะ ๆ ก่อนจะถึงประโยคนี้
“Start the process.”
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ...
เสียงเครื่องวัดหัวใจดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวหายใจเข้าลึก ๆ เธอกำลังจะได้เข้าไปสู่โลกใบใหม่
“Download process.”
เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลง ชีพจรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คำสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนสติหลุดลอย คือ...
“Login”
ติ๊ดดด…
หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำมืดราวกับโทรทัศน์ถูกกระชากสายไฟ
ก่อนหน้านี้ เธอได้ทำสัญญากับบริษัทเกมแห่งหนึ่งเพื่อเป็ผู้ทดลองการเข้าสู่ระบบเกม VR MMORPG ด้วยความคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าสามารถเข้าไปใช้ชีวิตในเกมได้ เธอจะได้ใช้แขนขาได้ดั่งใจปรารถนา
เธออยากลองใช้ชีวิตที่ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้ อยากวิ่งอย่างที่คนอื่นวิ่ง อยากเดินอย่างที่คนอื่นเดิน อยากก้าวออกจากห้องแคบ ๆ โดยไม่ต้องใช้รถเข็นหรือรอให้ใครมาช่วยเข็นออกไป
เธออยากหนีจากโลกใบเดิมเข้าสู่โลกแห่งความฝัน
ทั้งที่รู้สึกตัวแต่เปลือกตากลับไม่ยอมทำตามสมองสั่ง เธอไม่สามารถลืมตาได้อย่าง้า อีกทั้งรอบข้างก็เงียบสนิท
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนที่เธอต้องอยู่ในสภาพนี้
ที่สุดเธอก็ลืมตาได้แล้ว
เมื่อยกมือขึ้นดูจึงเห็นว่ามือทั้งสองข้างขนาดเท่ากันแล้ว เพียงแต่เป็มือที่มีขนาดเล็กกว่าควรจะเป็ ก่อนจะค่อย ๆ ดันตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อมองสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างสนใจใคร่รู้
นี่เป็บ้านหลังเล็ก ๆ ที่มีเครื่องเรือนขนาดเหมาะสำหรับเด็กคนหนึ่งจะใช้งานได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร
นี่คือโลกในเกม?
เด็กหญิงก้มลงมองเท้าของเธอ
เมื่อได้เห็นเท้าเล็ก ๆ ที่มีสภาพสมบูรณ์ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก ขาสองข้างค่อย ๆ แตะลงพื้นห้องแล้วลุกยืนอย่างช้า ๆ
เดินได้แล้ว?
เด็กหญิงค่อย ๆ เดินไปทั่วห้องด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสว่างจ้าสดใส หลังจากส่องกระจกในห้องแล้วจึงรู้ว่า ตอนนี้เธอเป็เด็กหญิงวัยห้าขวบที่หน้าตาน่ารักน่าชังคนหนึ่งแล้ว
หลังจากเดินในห้องจนทั่ว กระทั่งมั่นใจว่าสามารถเดินได้เองอย่างมั่นคงแล้วจึงค่อย ๆ เปิดประตูออก มองไปเห็นบ้านเรือนหลายหลังอยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างกันนัก
เด็กหญิงขมวดคิ้วน้อย ๆ เธอจำไม่ได้ว่าในเกมมีบ้านเช่นนี้อยู่ด้วย
ถ้าจำที่ระบุไว้ในสัญญาไม่ผิด เธอจะเป็ NPC ที่ทำหน้าที่คอยให้ข้อมูลแก่ผู้เล่นเกม หรือนี่จะเป็ NPC โลลิ และอาจจะเพราะเป็โลลิก็เลยต้องมีบ้านให้อยู่
เพราะตื่นเต้นที่เคลื่อนไหวได้เองอย่างอิสระ เธอจึงสลัดความคิดทุกอย่างในหัว เลือกจะก้าวเดินเร็วขึ้นและเร็วขึ้น จนที่สุดก็วิ่งไปรอบ ๆ พร้อมเสียงหัวเราะที่ดังไปทั่วบริเวณ เรียกสายตาประหลาดใจได้จากคนรอบด้าน เมื่อผู้คนเ่าั้เห็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งเหวี่ยงแขนเหวี่ยงขาะโตัวลอยและหัวเราะเสียงดังไปทั่ว
ไม่ถูกมองว่าบ้าก็ดีเท่าไหร่แล้ว
หลังจากนั้นไม่นานเด็กหญิงถึงพบว่า ที่นี่ไม่ใช่โลกในเกมอย่างที่คิด แต่เป็โลกอีกใบที่เธอไม่รู้จัก
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งนั่งกอดเข่าเดียวดายอยู่ใต้ต้นท้อ น้ำตาไหลออกมาเป็ทาง ชวนให้คนสงสารเมื่อได้เห็น
“เ้าเด็กนี่ เ้ายังจะนั่งร้องไห้ตรงนี้อีก ถูกตำหนิแค่คำสองคำทำสำออย ดูเ้าสิบเจ็ดสิ ไร้มารดาคุ้มกะลาหัว โดนด่าว่าเป็สวะยังยิ้มรับได้ทั้งวัน ดีนะที่เ้าเกิดจากท้องข้า ไม่เช่นนั้นข้าคงให้เ้าอดข้าวสักมื้อสองมื้อ” นิ้วเรียวบางจิ้มแก้มกลมป่องของบุตรสาวอย่างอดไม่ได้
หลิวอี้หยามองตามสายตามารดา เห็นเด็กหญิงห้าขวบยืนยิ้มอยู่กลางวงล้อเลียนของพี่น้องหลายคน
“เด็กไม่มีแม่ เด็กไม่มีแม่” เด็กหญิงชายหลายคนส่งเสียงแหลม ๆ ล้อเื่กำพร้ามารดา ทว่าเด็กหญิงตัวเล็กกลับยืนยิ้มโดยไม่ตอบโต้ใด ๆ
ใครจะสนว่ามีมารดาหรือไม่ ในเมื่อตอนนี้มีแขนขาครบ มีเพียงแค่นี้ก็ทำให้มีความสุขเหนือสิ่งใดแล้ว อีกอย่างเด็กกะเปี๊ยกพวกนี้ก็แค่ชอบล้อไปเรื่อยเปื่อย เธอจะถือสาได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาก็แค่เด็กเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง
ใช่แล้ว แม้ร่างกายของเธอจะเป็เด็ก แต่ิญญาไม่ได้เด็กตามรูปลักษณ์ภายนอกไปด้วยเลย
หลิวอี้โยวในโลกเดิมเป็คนพิการ หลังจากเข้าร่วมทดสอบเกม VR MMORPG สติที่ดับวูบก็มาโผล่ในโลกแห่งนี้ โลกที่นางไม่รู้ว่าเป็ที่ใด รู้แต่เพียงมาอยู่ในร่างเด็กหญิงห้าขวบที่ชื่อ หลิวอี้โยว บิดามารดาหายสาบสูญ ดีที่ตระกูลของบิดายังรับเลี้ยงนางไว้ ทว่าความเป็อยู่ก็ไม่ได้ดีนัก
เอาเถอะ ความเป็อยู่ไม่ดีแล้วอย่างไร แค่ไม่พิการก็ดีมากแล้ว ยังจะ้าสิ่งใดอีก
นางมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งเดือนแล้ว ทุกวันจะต้องเจอเหล่าพี่น้องที่ส่งเสียงล้อเลียนนางสักคำสองคำพวกเขาถึงจะกินอิ่มนอนหลับ
หลิวอี้หยาจ้องมองน้องสาววัยห้าขวบแล้วอดสงสารไม่ได้ จึงลุกวิ่งไปยืนบังน้องสาวตัวน้อยเอาไว้
“พวกเ้าปากไม่มีหูรูดหรือไง แค่เ้าสิบเจ็ดไร้พ่อขาดแม่ซ้ำยังเป็สวะก็แย่พอแล้ว แทนที่จะสงสารกลับพากันล้อเลียนนางเช่นนี้อยู่ได้”
อี้โยวมองพี่สิบหกที่พยายามปกป้องนาง มุมปากอดจะกระตุกไม่ได้
นี่คือออกมาพูดปกป้องนาง หรือตอกย้ำปมด้อยนางกันแน่ แต่เอาเถอะเด็ก ๆ ก็ไร้เดียงสาเช่นนี้แหละ
นางจึงยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดก่อนจะดึงเสื้อของอี้หยาทีหนึ่ง
“พี่สิบหกช่างเถอะ เื่ของเด็ก ๆ ท่านอย่าเก็บมาใส่ใจ” นางว่าแล้วก็ก้มเก็บหนังสือหลายเล่มที่ตกกระจายบนพื้น หยิบมาวางเรียงซ้อนกันแล้วยกขึ้นอย่างยากลำบาก
หลิวอี้หานเห็นดังนั้นจึงปัดหนังสือที่นางเพิ่งยกขึ้นให้ตกพื้นอีกครั้ง
“โฮ่!โฮ่!เด็กไม่มีพ่อ เด็กไม่มีแม่ ฮ่า ฮ่า ไปเถอะพวกเรา” ว่าแล้วก็พากลุ่มพี่น้องคนอื่นจากไปดั่งว่าวันนี้พอใจที่ได้แกล้งเด็กตัวน้อยเรียบร้อยแล้ว
อี้โยวทำได้เพียงส่ายหัวไปมา เด็กหนอเด็ก พอโตขึ้นหวังว่าจะคิดได้เองนะ นางจะถือสาก็ไม่ดี คิดแล้วก็ก้มเก็บหนังสือที่ตกพื้นอีกครั้ง
“น้องสิบเจ็ด เ้ายอมให้พวกเขาแกล้งอยู่ได้ทุกวัน ทำไมไม่เอาคืนบ้าง”
“พี่สิบหก ก็พวกเขายังเด็กนี่นา"
“แต่เ้าเด็กกว่าพวกนั้นอีกนะ”
“เอาน่าข้าโตแล้ว ท่านอย่าคิดมาก มา ๆ ประเดี๋ยวข้าจะทำขนมอร่อย ๆ ให้กิน ดีหรือไม่" การหลอกล่อเด็กเล็ก แค่มีขนมก็ทำให้พวกเขายอมสงบแล้ว
ทว่า นางไม่ใจดีขนาดจะทำแจกเด็กทุกคนหรอกนะ นางไม่ได้รับการปันส่วนอาหารมากขนาดนั้น แค่พอมีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ และเบิกของจากในครัวมาทำขนมได้บ้างเท่านั้น
ดังนั้นเด็กคนไหนนิสัยดี นางถึงจะยอมแบ่งขนมให้บ้าง
เด็กหญิงสองคนเดินเคียงกันมายังเรือนอี้โยวที่ตั้งชื่อตามชื่อของนาง และที่นี่ก็เป็ที่อยู่ของนางด้วย
หลิวอี้โยวเดินเข้าเรือนไปหยิบขนมหลายชิ้นใส่ตะกร้า
นี่เป็ขนมที่ทำไม่ยาก เรียกว่าขนมมันปิ้ง ใช้เพียงมันเทศ ข้าวโพด น้ำตาล เกลือและกะทิ แต่นางยังหากะทิไม่ได้ เดาว่าน่าจะเป็ของหายากในยุคนี้จึงปรับไปใช้นมสด แม้จะไม่หอมอร่อยเท่าใส่กะทิแต่สำหรับเด็กที่ไม่เคยกิน มันก็อร่อยมากแล้ว
“พี่สิบหกเอาขนมกลับไปกินที่เรือนท่านเถิด ประเดี๋ยวท่านป้าจะเป็ห่วง” เด็กหญิงตัวเล็กเอ่ยพลางยื่นตะกร้าขนมมันปิ้งให้พี่สาวร่วมตระกูล
เด็กหญิงพยักหน้าทีหนึ่งแล้วรับตะกร้ามาอย่างไม่อิดออด
“งั้นข้าไปก่อนนะน้องสิบเจ็ด พรุ่งนี้เจอกัน” พูดเสร็จก็ไม่รอให้นางขานรับรีบหันหลังวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
อี้โยวมองแผ่นหลังของพี่สาวร่วมตระกูลแล้วยิ้มอย่างอดเอ็นดูไม่ได้ นางส่ายหัวไปมาสองสามทีแล้วเดินเข้าเรือน
ภายในเรือนของนางไม่มีสิ่งใดนอกจากเตียง โต๊ะเก้าอี้และตะเกียง
สำหรับเด็กไร้บิดามารดาได้รับการดูแลจากตระกูลเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว นางได้รับการจัดสรรเท่าที่เด็กคนหนึ่งของตระกูลควรจะได้ ต่างกันที่เด็กคนอื่นมีบิดามารดาดูแล ดังนั้นในส่วนของบิดามารดาจึงมากพอจะแบ่งถึงบุตรธิดาได้ด้วย เด็กอื่นในตระกูลนี้จึงอยู่สุขสบายกว่านางมาก
ร่างเล็กหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ก่อนจะเปิดหนังสือที่วันนี้ขอยืมจากท่านปู่สามมานั่งอ่านอย่างมีความสุข
นางมาโลกใบนี้ตัวคนเดียวก็จริง แต่สิ่งที่มาพร้อมกับนาง คือสมองอันฉลาดเฉลียวเหนืุ์
สมองที่เป็เสมือนคอมพิวเตอร์ระดับสูง สมองที่สามารถวิเคราะห์เื่ราวได้เฉียบคม จดจำสิ่งที่เห็นได้ในพริบตา ดังนั้นการอ่านหนังสือของอี้โยวแม้จะดูเหมือนเปิดผ่านอย่างรวดเร็วจนดูราวกับเด็กหญิงอ่านหนังสือไม่ออก แต่จริง ๆ นางอ่านจบทั้งเล่มแล้วและยังวิเคราะห์เนื้อหาออกมาได้อย่างเข้าใจง่ายและตรงประเด็นมากที่สุดด้วย
เหนือกว่านั้น นางยังสามารถใช้ตาเปล่าสแกนหาความผิดปกติในร่างกายได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ รวมถึงสแกนพื้นที่และตรวจสอบสสารได้อีกด้วย
ความสามารถส่วนนี้ อี้โยวยังทดลองได้แค่พื้นที่ในจวนตระกูลหลิวเท่านั้น ยังไม่มีโอกาสออกไปสแกนในสถานที่อื่น ๆ จึงแค่ทำให้นางสามารถวาดแผนที่จวนตระกูลหลิวได้ง่ายดายเท่านั้นเอง
นั่นคือ คลังสมบัติอยู่ที่ไหนอี้โยวล้วนรู้หมดสิ้น ทว่านางไม่คิดจะไปวุ่นวายตรงส่วนนั้น
“นังหนูสิบเจ็ด ปู่เข้าไปได้หรือไม่” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นหน้าประตู ดึงให้เด็กหญิงหลุดออกจากภวังค์
ท่านปู่สาม…
“เชิญเ้าค่ะท่านปู่สาม มาหาสิบเจ็ดด้วยเหตุใดเ้าคะ” อี้โยวมองผู้เฒ่าด้วยสายตางงงัน
“ไม่มีสิ่งใดหรอก นังหนูสิบหกหอบขนมกลับเรือน พอดีปู่อยู่ที่นั่นด้วยจึงได้ชิมชิ้นหนึ่ง มันอร่อยมาก” ผู้เฒ่าพูดท่าทางเขินอาย ทำให้นางรู้จุดประสงค์ของการมาเยือนในครั้งนี้ทันที และอี้โยวก็หนังตากระตุกหลายที
ผู้เฒ่ามาขอขนมจากเด็กน้อย…